อัศจรรย์แห่งน้ำ    http://ainews1.com/article10.html    Bookmark and Share
 
 
น้ำในธรรมชาติมีสิ่งมหัศจรรย์ นาๆประการซ่อนเอาไว้มาแต่ดึกดำบรรณ์  ที่นักวิทยาศาสตร์สมัยนี้ค่อยๆค้นพบออกมาให้เห็นเป็นรูปธรรม ที่จับต้องได้  หลายๆท่านคงจะทราบว่า น้ำสามารถเก็บความจำได้เป็นร้อยๆ MB ในปริมาณน้ำเพียง ๑ มิลลิลิตรเท่านั้น  นอกจากนี้น้ำยังเก็บพลังงานทุกชนิด ทั้งที่เป็นลบและเป็นบวก  ที่จะเห็นได้ชัดคือน้ำพระพุทธมนตร์ ที่หลายๆคนอาจมีประสพการณ์ว่าใช้รักษาโรคได้อย่างน่าอัศจรรย์  แพทย์แผนปัจจุบันจำนวนมากยังเข้าไม่ถึงก็ย่อมจะปฏิเสธเป็นธรรมดา
 
แต่หากได้มาดูการค้นคว้าทดลองว่าพลังงานส่วนดีที่บรรจุอยู่ในน้ำพระพุทธมนตร์ แสดงตัวให้เห็นอย่างแตกต่างงดงาม  โดยที่ผ่านมา ๒๐ กว่าปี ดร.อีโมโตะ ชาวญี่ปุ่น คนนี้ ได้ทดลองค้นคว้าต่อเนื่อง  จนสามารถนำโครงการแผ่เมตตาความรัก  ลงในแม่น้ำที่ไหลผ่านหลายๆประเทศ  ให้เกิดความสันติสุขแก่เพื่อนมนุษย์ร่วมกัน เมื่อผู้คนได้ใช้น้ำในแม่น้ำนั้นร่วมกัน  เข้าสู่องค์การสหประชาชาติมาได้หลายปีแล้ว  เพื่อช่วยสร้างสันติภาพให้แก่ชาวโลกอีกวิธีหนึ่ง
 
สำหรับท่านที่สนใจเรื่องพลังงานและน้ำมีความเกี่ยวเนื่องกันอย่างไรสามารถแวะไปที่ไซท์ของ ดร.อีโมโตะ http://www.masaru-emoto.net/english/e_ome_home.html  และเมื่อท่านได้ศึกษาจากผลงานมากมายของ ดร.อีโมโตะแล้ว  ยังต้องการทราบความสำคัญ และความมหัศจรรย์ของน้ำต่อร่างกายของคนเรา และสัตว์ต่างๆว่ามีความสำคัญไฉนนั้น  ยังสามารถศึกษาได้จากไซท์ ของ ดร.แฟรี่ดูล ซึ่งเป็นแพทย์แผนปัจจุบัน ที่อุทิศเกือบทั้งชีวิต ทำการศึกษาเรื่องน้ำกับสุขภาพเอาไว้มากมายให้ชาวโลกรุ่นปัจจุบันที่ไฝ่รู้ ได้ทราบอย่างชัดเจนhttp://www.watercure.com/
 
ส่วนข้างท้ายนี้จะถ่ายทอดความรู้เรื่องน้ำ  ที่มีท่านผู้เชี่ยวชาญได้ประมวลเอาไว้มาเล่าสู่กันฟังเป็นความรู้ใกล้ตัว

                            ความรู้พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์

1. หลายร้อยล้านปีของวิวัฒนาการที่ผ่านมา การศึกษาในเชิงวิทยาศาสตร์พบว่า ธรรมชาติได้ให้กําเนิดสิ่งมีชีวิตบนโลก ในภาวะที่เกิดสนามแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีช่วงคลื่นความถี่ต่ำพิเศษเท่านั้น เป็นเพราะช่วงคลื่นความถี่ต่ำพิเศษนี้เอง ที่ทําให้เซลล์สิ่งมีชีวิตเจริญเติบโต และพัฒนากระบวนการเมตาโบลิซึม (metabolism)ได้อย่างปกติ

2. ในปี ค.ศ.1994 กิลเมน และรอดเบลล์ นักวิทยาศาสตร์ 2 ท่านได้รับรางวัลโนเบล จากการค้นพบและพิสูจน์ว่า เซลล์ ร่างกายมนุษย์สามารถติดต่อสื่อสารซึ่งกันและกันได้ โดยใช้สัญญาณคลื่นความถี่ต่ำพิเศษ ประมาณ 7.8 Hz ซึ่งสัญญาณเหล่านี้ จะนําข้อมูลที่สําคัญทั้งหมดเข้าไปช่วยในกระบวนการด้านเคมีชีวภาพ และด้านฟิสิกส์ของร่างกาย

3. นักบินอวกาศที่สหรัฐอเมริกาและรัสเซีย เกิดอาการอ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตัว มึนศีรษะ เมื่อทํางานอยู่ในอวกาศนานๆ จนในที่สุด องค์การนาซ่าจึงต้องสร้างสนามแม่เหล็กเทียมขึ้นในสถานีอวกาศโดยให้สนามแม่เหล็กดังกล่าว มีค่าความถี่ 7.8 Hz/รอบ/วินาที ซึ่งเท่ากับสนามแม่เหล็กโลก   “โรคอวกาศ”  จึงหายไป
  
ในประเทศญี่ปุ่นได้มีการวิจัย และพบว่าโครงเหล็กที่เป็นแผ่นของตึกสูงๆ เป็นฉนวนที่กันเอาสนามแม่เหล็กโลกออกไปจากพื้นที่ภายในอาคาร เป็นสาเหตุให้คนเจ็บป่วยได้ และด้วยเหตุนี้เอง การพักผ่อนตากอากาศโดยพาตัวเองไปอยู่ในท่ามกลางภูเขา แม่น้ำ ทะเล จึงเปิดโอกาสให้คนเราได้รับการอาบไล้จากสนามแม่เหล็กโลก เพิ่มพลังชีวิตให้กับร่างกาย
 
4. สสารทุกชนิดจะมีการปล่อยการสั่นรัวของคลื่นความถี่ในจังหวะที่แตกต่างจากการสั่นรัวของคลื่นความถี่ต่ำตามธรรมชาติของเซลล์   สิ่งมีชีวิตทั้งมนุษย์ สัตว์ และพืช คลื่นความถี่เหล่านี้ไม่ว่าจะมาจากสารเคมี แบคทีเรียและไวรัส ที่เข้าสู่ร่างกาย หรือโดยเฉพาะอย่างยิ่ง จากรังสีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ่า (EMR)   ที่แผ่กระจายอยู่บริเวณรอบๆ ตัวเรา เช่น จากสถานีส่งไฟฟ้าแรงสูง เสาไฟฟ้าแรงสูง สถานีส่งคลื่นวิทยุเพื่อการติดต่อสื่อสารต่างๆ จากอุปกรณ์เทคโนโลยีชั้นสูงใกล้ตัว เช่น โทรศัพท์ มือถือ คอมพิวเตอร์ คลื่นไมโครเวฟ * ฯลฯ ล้วนแล้วแต่ทําให้เซลล์ในร่างกายได้รับการสั่นรัวของคลื่นความถี่ ในจังหวะที่แตกต่างจากการสั่นรัวของคลื่นความถี่ต่ำตามธรรมชาติ ชนิดเดียวกับเซลล์ของร่างกายทําให้เกิดการรบกวนเบี่ยงเบนสัญญาณการติดต่อสื่อสารของเซลล์  การทํางานของระบบเมตาโบลิซึมของร่างกายบกพร่อง   เกิดความเสียหายต่อระบบภูมิคุ้มกันและ DNA ในเซลล์ ส่งผลให้เกิดโรคร้ายแรงต่างๆ ตามมา ฉะนั้นคนที่อาศัยอยู่ในเมืองหนาแน่นที่เต็มไปด้วยการแผ่กระจายของรังสีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า จากอุปกรณ์เทคโนโลยี ที่อํานวยความสะดวกต่างๆ จะมีอายุโดยเฉลี่ยสั้นกว่า และมีสุขภาพอ่อนแอกว่า คนที่อาศัยอยู่ในชนบทที่ปลอดคลื่นรังสีแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic Radiation - EMR)            *ผลเสียต่างๆที่เกิดจากน้ำมือของมนุษย์นั้น เมื่อทราบแล้วแต่เรายังต้องพึ่งพามันอยู่ ปัจจุบันมนุษย์ก็ผลิตคิดค้นตัวช่วยออกมาแก้ไข  ทำให้อันตรายนั้นหายไปหรือสร้างภาวะสมดุลให้กลับมาได้ด้วยเช่นเดียวกัน และสามารถสาธิตให้ทุกคนสัมผัสได้ง่ายๆอีกด้วย
 
5. ในปี ค.ศ.1986 เกิดเหตุการณ์รั่วของสารกัมมันตภาพรังสีนิวเคลียร์ ที่โรงงานเชอร์โนบิล ประเทศรัสเซียซึ่งมีผลทําให้คนหลายแสนคนบาดเจ็บ และล้มตาย ทางรัฐบาลรัฐเซียได้ส่งผู้ป่วยที่รอดชีวิตไปรักษาตัวตามโรงพยาบาลต่างๆ หลายแห่ง   แต่มีผู้ป่วยกลุ่มหนึ่งที่ถูกส่งตัวไปรักษาที่บริเวณเทือกเขาคอเคซัส สามารถรักษาตัวให้หายได้เป็นปกติในเวลาอันรวดเร็วกว่าผู้ป่วยบริเวณอื่นๆ    รัฐบาลรัสเซีย จึงให้ความสนใจเป็นอย่างมากและได้มอบหมายให้ ดร.อิเกอร์ สเมียร์นอฟ เป็นหัวหน้าทีมนักวิทยาศาสตร์ ไปสํารวจหาข้อมูลที่ทําให้คนกลุ่มนี้หายอย่างรวดเร็ว และพบว่าพวกเขาได้ดื่มน้ำพุจากเทือกเขาคอเคซัส ในอดีตคนที่อาศัยอยู่บริเวณเทือกเขาคอเคซัส จะถูกเรียกว่า “คอเคเซี่ยน” ซึ่งจะเป็นมนุษย์ที่ตัวใหญ่และแข็งแรงมาก เป็นที่ทราบและพิสูจน์มาหลายชั่วอายุคนว่าน้ำจากน้ำพุภูเขาธรรมชาติ บริเวณเทือกเขาคอเคซัส ช่วยเสริมสุขภาพทําให้ดูอ่อนกว่าวัย และมีอายุยืนนาน รวมทั้งช่วยกําจัดโลหะหนักสารพิษ และสารที่ก่อให้เกิดอาการแพ้จากสิ่งมีชีวิต
 
6. ดร.อิเกอร์ เสมียร์นอฟ ได้ทําการตรวจสอบคุณภาพน้ำจากน้ำพุเทือกเขาคอเคซัส แต่ไม่พบองค์ประกอบทางเคมีที่ ผิดปกติใดๆ  แต่สิ่งที่เขาค้นพบโดยใช้วิธีการทดสอบแบบ Nuclear Magnetic Resonance และเครื่องสเปคโทรสโคป อินฟราเรด คือ คุณลักษณะของโมเลกุลของน้ำที่เปียมด้วยพลัง  จึงได้มีการนําน้ำดังกล่าวไปวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบของรังสีในลักษณะคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า(Electromagnetic Radiation) ในโครงสร้างของเซลล์ที่มหาวิทยาลัยเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก  ประเทศรัสเซีย    จากนั้น ดร.สเมียร์นอฟ ได้พัฒนาระบบที่เรียกว่า  Molecular Resonance Effect Technology (MRET) เป็นนาโนเทคโนโลยี และ ระบบควันตัมฟิสิกส์ (Quantum Physics) ในการเปลี่ยนคุณสมบัติของน้ำสะอาดธรรมดาให้กลายเป็นน้ำที่มีคุณสมบัติพิเศษ   เทียบเท่าน้ำพุภูเขาธรรมชาติ
 
New York Time:
Article about Dr.B &
Water Cure
 

สำหรับทุกท่านที่สนใจสุขภาพของตนเอง และครอบครัว  คงจะได้รับข้อมูลต่างๆจากผู้เชี่ยวชาญ ที่อุทิศเวลา และความอดทนใช้ความเพียร เพื่อพิสูจน์ทราบ จากรูปของพลังงานต่างๆ ออกมาให้เห็นเป็นรูปธรรม  ง่ายต่อการเข้าใจยิ่งขึ้น  จะทำให้ทุกท่านตระหนักชัดถึงคุณประโยชน์  ในการเลือกดื่มน้ำที่เหมาะสมกับภาวะร่างกาย  และน้ำนี้จะไปช่วยเพิ่มการหมุนเวียนของเลือดในร่างกาย  ร่วมกับสารอาหารต่างๆที่มีคุณค่า ที่พระแม่โพสพ ได้จัดเตรียมเอาไว้ให้บรรดาลูกหลานให้ได้รับประทานอย่างถูกวิธี  และคนยุคปัจจุบันกลับมามีโชคดีอีกครั้งหนึ่ง ที่มีคุณหมอ สมฤดี เอื้อสุดกิจ ลูกสาวคนสวยของพระแม่โพสพอีกคน  ที่พยายามวิจัยค้นหาวิธี ในการบริโภคสารอาหารในข้าวกล้องของพระแม่โพสพ  ให้ได้ครบถ้วนใกล้เคียงกับที่มีอยู่ในธรรมชาติให้ได้มากที่สุด

โดยควรรับประทานร่วมกับน้ำในปริมาณที่เพียงพอในแต่ละวัน ๖-๘ แก้ว  หรือมากกว่าแล้วแต่สภาวะที่ท่านต้องประกอบการงาน  ก็จะช่วยอำนวยความสะดวกเพิ่มคุณประโยชน์ของสารอาหาร  ให้เกิดแก่ร่างกายของเราได้อย่างเต็มที่  ให้เกิดผลดีมีความคล่องตัว  ในการไหลเวียนของเม็ดโลหิตแดง และดำ ที่ไหลไปหล่อเลี้ยงเซลล์สมองของทุกๆคน  ที่มีปริมาณไม่น้อยกว่า ๒๕% ของเลือดทั้งหมดในร่างกายในแต่ละวัน 

และปัจจุบันพบว่า ขนาดเม็ดเลือดแดงแต่ละเม็ดมีขนาดเท่าๆกับช่องว่างในเส้นเลือดฝอย ที่นำพาเม็ดเลือดไปสู่เซลล์ต่างๆทั่วร่างกาย  ดังนั้นจึงไม่มีผลดีนัก  ถ้าเส้นเลือดเหล่านี้  มีไขมันเบาและไตรกลีเซอร์ไรด์  มาเกาะอยู่ที่ผนังหลอดเลือดเล็กๆเหล่านี้  เป็นเหตุให้สมองมึนงงและทำให้อวัยวะต่างๆทั่วร่างกายอ่อนแอลง  และมีภูมิต้านทานโรคน้อยลง  ท่านที่ได้ทราบรายละเอียดสักครั้งอย่างเข้าใจดีแล้ว  ความสว่างในใจของท่านก็อาจช่วยให้ท่านมีชีวิตที่ยืนยาว  อยู่ทำประโยชน์ตนและสังคมต่อไปได้อีกนาน  ขอให้ทุกท่านประสพโชคดี  และ

ยินดีต้อนรับมาทำภารกิจกู้ชาติปลดหนี้เกษตรกรด้วยกัน

ลดต้นทุนให้เกษตรกร ด้วย เทคโนโลยี Atomic Biotech/ นิวเคลียร์ภาคเกษตรกรรม   ที่พร้อมปฏิบัติภารกิจต่อเนื่องภายใต้ระบบ   N-Function   ที่ไร้คู่แข่งขัน