5 มิถุนายน 2553 วันสิ่งแวดล้อมโลก

http://ainews1.com/article298.html

สธ.เตือนประชาชนและซาเล๊ง ระวังภัยขยะอันตรายที่ใช้ในบ้านเรือน ซากเครื่องใช้ไฟฟ้า ถ่านไฟฉาย หลอดไฟ ภาชนะบรรจุสารเคมีกำจัดแมลง น้ำยาทำความสะอาดบ้านเรือนเสี่ยงมะเร็ง กระดูกผุ ปอดพัง ไตวาย ทำอันตรายต่อเม็ดเลือดแดง ทำลายสมองเด็ก แนะหน่วยงานเก็บขยะ จัดถังหรือถุงสีส้ม เป็นสีสัญลักษณ์ของขยะอันตราย และมีรถเก็บโดยเฉพาะ เพื่อลดการแพร่กระจายของสารพิษ

แยกขยะพิษ

ดร.พรรณสิริ กุลนาถศิริ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า ในวันที่ 5 มิถุนายน 2553 เป็นวันสิ่งแวดล้อมโลก กระทรวงสาธารณสุข มีความห่วงใยเรื่องขยะ โดยเฉพาะขยะอันตรายที่เกิดจากครัวเรือน ซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัว ที่ใช้กันมากเช่นสารเคมีกำจัดศัตรูพืช สารเคมีทำความสะอาด ถ่านไฟฉาย หลอดไฟ ซากเครื่องใช้ไฟฟ้า ขยะอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น ขยะเหล่านี้มีสารเคมีตกค้าง เป็นอันตรายทั้งต่อสุขภาพคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อมทั้งดิน น้ำ อากาศ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
       
       ดร.พรรณสิริกล่าวว่า ในปี 2546 พบขยะอันตรายจากชุมชนปีละประมาณ 4 แสนตัน กว่าครึ่งเกิดใน กทม.ปริมณฑลและภาคกลาง ขยะเหล่านี้ได้รับการกำจัดอย่างถูกวิธีน้อยมาก กระทรวงสาธารณสุขไม่แนะนำให้ประชาชนกำจัดขยะอันตรายด้วยตนเอง แต่แนะนำให้แยกขยะอันตรายออกจากขยะทั่วไป โดยหน่วยงานที่มีหน้าที่กำจัดขยะ ควรจะจัดถังหรือถุงขยะสีส้ม ซึ่งเป็นสีสัญลักษณ์ของขยะอันตราย และรณรงค์ให้ประชาชนแยกใส่ขยะอันตรายออกจากขยะมูลฝอยทั่วไป ซึ่งจะเป็นการลดการแพร่กระจายของสารพิษสู่สิ่งแวดล้อมและประชาชน เนื่องจากขณะนี้ประเทศไทยยังมีการตื่นตัวกับขยะอันตรายน้อยมาก

ด้าน นพ.มานิต ธีระตันติกานนท์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ขยะอันตรายหมายถึงวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้แล้วแต่ยังมีสารเคมีอันตรายหลงเหลือ อยู่ เช่น กระป๋องสเปรย์ ภาชนะบรรจุสารเคมีกำจัดศัตรูพืช สารเคมีทำสะอาด สารเคลือบเงาต่างๆ ซากถ่านไฟฉาย หลอดไฟ ซากเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น โดยซากขยะเครื่องไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์จะมีสารโบรมีน ทำให้เกิดโรคมะเร็ง ถ่านไฟฉายมีสารแคดเมียม เป็นอันตรายต่อโครงสร้างของกระดูก ปอด ไต อาจเกิดไตวายได้ หลอดไฟฟ้ามีสารปรอท เป็นอันตรายต่อระบบประสาท แบตเตอรี่มีสารตะกั่วทำลายเม็ดเลือดแดง ทำให้พัฒนาการสมองในเด็กช้าลง สติปัญญาด้อยลง
       
       “กลุ่มที่ เสี่ยงสัมผัสขยะอันตรายได้แก่ กลุ่มที่มีอาชีพเก็บหรือรับซื้อของเก่า หรือที่เรียกว่าซาเล้ง มักนำภาชนะบรรจุสารเคมีไปล้าง แล้วเทสารเคมีที่ยังเหลืออยู่ลงดินหรือลงน้ำ ทำให้ดินและน้ำปนเปื้อนสารพิษ ขอให้งดการกระทำดังกล่าว ให้นำไปทิ้งในที่ที่เทศบาลหรืออบต.จัดไว้ให้ และไม่ควรรับซื้อภาชนะดังกล่าว ขณะคัดแยกขยะควรใส่ถุงมือยางและใส่หน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกสารพิษ เพราะสารพิษบางตัวซึมผ่าน ผิวหนังได้”

ขยะอันตรายกว่า 2 แสนตันในปี 2546 จาก กทม.

 นายแพทย์มานิตกล่าวต่อว่า ในการป้องกันขยะอันตรายสำหรับประชาชนทั่วไป ก่อนทิ้งให้แยกขยะอันตรายออกจากขยะทั่วไป ควรเลือกใช้สารจากธรรมชาติแทนสารเคมี เช่นน้ำหมักจุลินทรีย์ ใช้สมุนไพรป้องกันแมลง และช่วยเป็นหูเป็นตาเฝ้าระวังขยะอันตรายในชุมชน เช่นหากมีการนำขยะอันตรายมาทิ้งในชุมชน ให้รีบแจ้งหน่วยงานท้องถิ่นหรือเกี่ยวข้องให้ทราบเพื่อดำเนินการทางกฎหมาย ต่อไป โดยกระทรวงสาธารณสุขจะทำการศึกษาผลกระทบทางสุขภาพและแนวทางการจัดการขยะ อันตรายจากชุมชนในเร็วๆ นี้ เพื่อกำหนดมาตรการแก้ไขป้องกันอันตรายจากขยะเหล่านี้ต่อไป

5 ประเด็นสิ่งแวดล้อมที่น่าห่วง

1. ขยะ : การขยายตัวของประชากรและการเติบโตทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้ความต้องการบริโภคเพิ่มมากขึ้น และผลที่ตามมาคือ ขยะปริมาณมหาศาล ทั้งที่เป็นของเสียจากกระบวนการผลิต และที่เหลือทิ้งจากการบริโภค โดยเฉพาะขยะพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ย่อยสลายยาก ทั้งยังก่อให้เกิดมลพิษและปัญหาสิ่งแวดล้อมด้านอื่นๆ ตามมาอีกมาก โดยเฉพาะปัญหาน้ำเน่าเสียจากขยะมูลฝอย
       
       2. มลพิษ : น้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมและครัวเรือนเป็นตัวการสำคัญทำให้แหล่งน้ำ ธรรมชาติเสื่อมโทรม สัตว์น้ำอยู่อาศัยไม่ได้ ประชาชนขาดแคลนน้ำสะอาด การใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลและใช้พลังงานอย่างสิ้นเปลืองเร่งความรุนแรงของมลพิษ ในอากาศ และก่อให้เกิดภาวะเรือนกระจก ที่ส่งผลกระทบโดยรวมต่อสิ่งแวดล้อมโลก
       
       3. ดินเสื่อม : การเกษตรเชิงเดี่ยว หรือเกษตรอุตสาหกรรมและเกษตรที่เน้นการใช้สารเคมี เป็นตัวการสำคัญ ที่ก่อให้เกิดปัญหาดินเสื่อมโทรมตามมา เพราะสารเคมีที่ตกค้างในดิน บางส่วนถูกชะล้างลงสู่แหล่งน้ำ ส่งผลต่อระบบนิเวศในดินและน้ำ และกระทบต่อคุณภาพชีวิตของมนุษย์โดยตรง
       
       4. ทำลายป่า : การตัดไม้ทำลายป่าในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเพื่อทำการเกษตร การคมนาคม หรืออุตสาหกรรม ย่อมส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อสภาพแวดล้อม เพราะป่าคือต้นน้ำ เป็นแหล่งดูดซับคาร์บอน และเป็นแหล่งของทรัพยากรที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์
       
       5. ความหลากหลายทางชีวภาพ : รูปแบบการบริโภคของมนุษย์ในปัจจุบันนี้ ส่วนใหญ่เพื่อตอบสนองความต้องการมากกว่าความจำเป็น และไม่ได้อยู่บนฐานของความยั่งยืน จึงไปเบียดเบียนธรรมชาติ ทำให้เกิดการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ที่คอยส่งผลกระทบบั่นทอนวิถีชีวิตของมนุษย์ในระยะยาว

ที่มา....http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9530000076518

น้ำในมหาสมุทรมีฤทธิ์เป็นกรดขึ้น จะต้องเดือดร้อน ขาดอาหารทะเล

ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องดินฟ้าอากาศศึกษาพบว่า น้ำในมหาสมุทรได้ออกฤทธิ์เป็นกรดยิ่งขึ้น เป็นอันตรายแก่ห่วงโซ่อาหาร ของสิ่งมีชีวิตทั่วไปและโลกอันเปราะบาง
มหาสมุทรได้ดูดกลืนเอาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อันเป็นก๊าซที่โทษว่า เป็นตัวการดูดความร้อนทำให้อุณหภูมิโลกอุ่นขึ้น อยู่ในปัจจุบันถึง 1 ใน 3 แล้ว และเป็นเหตุให้น้ำในมหาสมุทรมีความเป็นกรดมากขึ้น ทำให้กระทบกระเทือนกับชีวิตสัตว์ทะเลที่จะก่อกำเนิดอย่างเหมาะสม
ศาสตราจารย์สเตฟาน ราห์มสตอร์ฟได้กล่าวแจ้งต่อที่ประชุมผู้แทนชาติต่างๆ ไม่ ต่ำกว่า 100 ชาติ

เชิญทุกท่าน ร่วมสร้างบุญกุศลด้วยกัน ....ส่งต่อข่าวสารแก่เพื่อนๆ มีโอกาสชมจิ๊กซอร์ต่างๆ สำหรับนักค้นหาสาระชีวิตต่อภาพของตนเอง ทั้ง ด้านโลกียะและโลกุตระ ที่ ainews1.com จัดไว้บริการให้แก่เพื่อนๆต่างวัยทุกคน ฟรี นอกเหนือจากส่วนขยายธุรกิจ ที่ลิงค์ /article385.html     Bookmark and Share