ประวัติโดยสังเขปของพระมหาโมคคัลลานะ

พระผู้เป็นเลิศด้วยอิทธิฤทธิ์ทั้งมวลได้มาโปรดลูกหลานชาวไทยแล้ว

นับแต่ พ.ศ. 2550 ตราบสิ้นพุทธกาล

ภูพะลานสูง

http://www.ainews1.com/article300.html

พระอัครสาวกเบื้องซ้าย ผู้ซึ่งอุดมด้วยความเมตตาห่วงใย ในการสืบทอดพระพุทธศาสนาบนดินแดนสุวรรณภูมิมายาวนานตลอดเวลา 2583 ปีที่ผ่านมา  และที่เขตแดนทางด้านทิศใต้ของ จังหวัดอุบลราชธานีที่ตั้งแห่ง วัดภูพะลานสูง เป็นสถานที่ซึ่งพระพุทธองค์สัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงเสด็จมาในสมัยพุทธกาล ณ สถานที่แห่งนี้ ขณะนั้นพระพุทธองค์ทรงมีพระชนม์มายุ 50 พระพรรษา หลังจากที่ได้ตรัสรู้แล้ว 16 พระพรรษา และได้ทรงประทับรอยพระพุทธบาทเอาไว้ในขนาดเท่าจริง พร้อมทั้งรอยพระหัตถ์ทั้งด้านซ้ายและขวา เอาไว้บนผนังหินผา ณ ภูพะลานสูง ภูนี้ส่วนยอดเป็นพื้นที่ราบเอียงขนาดใหญ่ดินสีแดงมีต้นไม้ใหญ่น้อยเจริญเติบโตอยู่หนาแน่น

ภูแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มภูเขา ที่รวมกันเป็นลักษณะรูปวงกลม มองจากอากาศเบื้องสูง คล้ายดอกบัวบานขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 14 กิโลเมตร เป็นกลุ่มภูเขาลักษณะพิเศษ แนบชิดอยู่กับแนวเทือกเขาชายแดนประเทศไทยกับประเทศลาว และเขมรต่ำ อยู่ในเขตป่าดงดิบ พร้อมด้วยการตั้งสัจจะอธิษฐานในระหว่างที่ทรงจารึก รอยพระหัตถ์เอาไว้บนผนังหินผา 'ขอให้สำเร็จ'  ซึ่งเป็นพลังงานแห่งความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ไพศาล ที่พระพุทธองค์ทรงใช้พลังจิตบรรจุพลังงาน แห่งความสำเร็จในทุกๆเรื่อง เข้าไว้ในรอยพระหัตถ์ภาพนูนต่ำ เข้าสู่พลังมโนธาตุของหินผาทุกอณู ณ ภูพะลานสูงแห่งนี้ (สำหรับสาธุชนที่เข้าใจวัตถุประสงค์ของพระพุทธองค์ที่ทรงได้ทำไว้ เพื่อประโยชน์อันรุ่งเรืองไพบูลย์ของทั้งพระศาสนา พระสาวกเบื้องหน้า  อุบาสก อุบาสิกา และสาธุชนที่มีความเคารพศรัทธาพระองค์ ที่มาได้พบเห็นได้ทราบ และไขปริศนาธรรมได้แจ่มใส

บรรจุไว้ที่รอยพระหัตถ์นั้น ให้คงอยู่สถาพรตลอดไปจนครบ 5,000 ปี ตลอดอายุขัยพระศาสนาของพระพุทธองค์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมการณ์ล่วงหน้าสำหรับอีก 2583 ปี ในอนาคต สำหรับ การกลับมาจุติเกิดขึ้นใหม่ของพระพุทธองค์ อีกรอบหนึ่งใน พ.ศ. 2550 ในมิติใหม่ด้วยการใช้พระสรีระธาตุต่างๆ มีพระธาตุสด ทั้ง 3 ชนิดเป็นต้น มาปรากฏอยู่พร้อมกัน รอยพระพุทธบาท รอยพระหัตถ์ พร้อมด้วย หน้าผาหินลายแทงหลวงปู่สิวลี สัญญลักษณ์แทนองค์และโชคลาภอันอุดมของหลวงปู่สิวลี เฉกเช่นที่เคยปรากฏให้หลายๆฝ่าย ทั้งพระเณรฆราวาส อุบาสก อุบาสิกาผู้เคารพศรัทธาหลวงปู่สิวลี ได้พึ่งพาบารมีเป็นยอดแห่งความมีลาภของหลวงปู่ฯเสมอเหมือนในครั้งพุทธกาล

อยู่ในบริเวณที่ไม่ไกลจากรอยพระพุทธบาทบน ภูพะลานสูง ซึ่งเป็นสถานที่ใกล้น้ำบุ้นน้ำพุจากน้ำบาดาลที่มีหินก้อนใหญ่อุดช่องน้ำไหลไว้ รอวาระการเปิดออกสำหรับพระพุทธองค์แวะมาสรงน้ำเป็นพระองค์แรก หลังจากได้ทรงประทับรอยพระหัตถ์ และทรงปลูกต้นเหนี่ยงที่หลวงปู่พระสิวลี นำมาจากชมภูทวีป ที่หน้าถ้ำมังกร เป็นต้นไม้ชนิดเดียวหนึ่งเดียวในภูเขานี้ (แสดงว่าต้นไม้ชนิดนี้ มีความทนทานต่อดินฟ้าอากาศและอายุยืนมาก) และการเสด็จมาครั้งนี้พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงธรรมโปรดพระมหาเทวจักรที่ถ้ำพระสาวก ยังผลให้พระมหาเทวจักรได้บรรลุมรรคผลนิพพานพร้อมอภิญญา 6 ด้วยพระพุทธองค์ทรงทราบล่วงหน้าว่า พระมหาเทวจักรจะเป็นผู้ช่วยรองรับสืบต่อพระศาสนาหลังจากกึ่งพุทธกาลเป็นต้นไป  ซึ่งจะเป็นผู้แทนพระสงฆ์ในดินแดนสุวรรณภูมิ ที่จะไปอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุข้อพระหัตถ์ขวา และพระสรีรังคาร หลังจากพระราชทานพระเพลิงพระสรีระของพระพุทธองค์เสร็จสิ้นลงแล้ว กลับมาให้ชาวสุวรรณภูมิและประเทศใกล้เคียงได้สักการะกราบไหว้บูชา

ภาพการเสด็จของพระบรมธาตุจากยอดพระเจดีย์

และต่อมาเมื่อพระชนม์พรรษา 57 ปี ได้ทรงเสด็จมาอีกครั้งหนึ่งในพื้นที่  ยอดลำโดมใหญ่แถบจังหวัดสกลนครในปัจจุบัน ในวาระนั้นพระพุทธองค์ได้ทรงตัดเล็บพระหัตถ์ด้านขวา มอบไว้แก่พระมหาเทวจักร ประธานสงฆ์ของฝ่ายสุวรรณภูมิ ส่วนเล็บพระหัตถ์ซ้ายเทวดาทูลขอไปไว้ที่เทวโลก (บรรดาเทวดาที่เคารพพระพุทธองค์จะได้มากราบไหว้บูชาได้สะดวก มีอานิสงส์เท่ากับได้กราบไหว้พระพุทธเจ้าโดยตรงเช่นเดียวกับสมัยที่ยังทรงมีพระชนม์ชีพ) ซึ่งพระมหากัสสป ได้ทูลขอพระบรมพุทธานุญาต สร้างพระพุทธรูปทองคำหน้าตักกว้าง 2.9 เมตร สำหรับบรรจุพระนขาธาตุ(เล็บ) ของพระพุทธองค์ ประดิษฐ์ฐานครั้งแรกอยู่เมืองโคตรภูในพื้นที่จังหวัดสกลนครในเวลานั้น ซึ่งต่อมามีเหตุสู้รบแย่งชิงพระทองคำกันขึ้น

พระพุทธรูปทองคำจึงแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ ลอยน้ำมาหยุดฝังดินอยู่ ที่ใกล้วัดบ้านแสนชะนี อำเภอนาจะหลวย จังหวัดอุบลราชธานีปัจจุบัน ที่ต่อมาอีก 2576 ปี หลวงพ่อภรังสีได้มาค้นพบ และได้รับข้อมูลยืนยันเพิ่มเติมนิมิตสมาธิจากพระคัมภีร์โบราณสร้างไว้เมื่อ พ.ศ. 8 โดยพระมหากัสสปะได้เมตตาบันทึกรายละเอียดเอาไว้ เป็นหลักฐานถึงรายละเอียดสมัยที่สร้างพระพุทธรูปทองคำและการเสด็จมาสุวรรณภูมิครั้งก่อนเมื่อ 7 ปีที่แล้ว ที่ภูพะลานสูง ซึ่งได้ตั้งชื่อว่าหลวงปู่ 'โคตมะ'  เป็นพระพุทธรูปองค์แทนพระพุทธองค์ ที่ทรงตระเตรียมปูชนียเจดีย์เอาไว้ล่วงหน้าอีก 2576 ปี ที่จะปรากฏขึ้นโดยการค้นพบของพระยาธรรม หลังกึ่งพุทธกาล ให้แก่มหาชนยุคใหม่ได้กราบไหว้สักการะบูชา  ส่วนที่เทวดาได้อัญเชิญพระคัมภีร์โบราณอายุประมาณ 2,545 ปี มาให้แก่หลวงพ่อภรังสี สำหรับใช้เป็นหลักฐานเอกสารด้านประวัติศาสตร์ เพื่อค้นคว้าวิจัยพระประวัติความเป็นมาของหลวงปู่ 'โคตมะ' ซึ่งเสด็จมาจากถิ่นที่การสู้รบแย่งชิง ในถิ่นแดนสกลนคร  ลอยตามน้ำมาฝังอยู่ใต้ดินลึกประมาณ 2 เมตร ในบริเวณวัดบ้านแสนชะนี อ.นาจะหลวย จ.อุบลราชธานี โดยไม่มีมนุษย์ผู้ใดทราบหรือได้เห็นอีกเลยเป็นเวลาประมาณ 2,558 ปี

ตัวอย่างอานิสงส์การบูชาพระบรมสารีริกธาตุในอดีต เช่น

เรื่องปัจจุปัฏฐานสัญญกเถราปทาน

ขุททกนิกาย อปทาน และอรรถกถา เล่มที่ 71 หน้า 405-408

พระเถระรูปนี้เมื่ออดีตชาติเป็นยักษ์ เมื่อพระพุทธเจ้าอัตถทัสสีขันธปรินิพพานแล้ว ตนเองได้ยินพระอัครสาวกสอนว่า การบูชาพระบรมสารีริกธาตุนั้น มีผลเท่ากับการบูชาพระพุทธเจ้า เมื่อยังมีพระชนม์ชีพอยู่ จึงชักชวนกันสร้างพระสถูป บรรจุพระบรมสารีริกธาตุแล้วบูชา จุติจากยักษ์ได้เกิดเป็นเทวดา มนุษย์ เมื่อครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ์หลายครั้ง

ครั้นชาติปัจจุบันเกิดในตระกูลที่มีโภคทรัพย์ เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา บวชไม่นานบรรลุอรหัต พร้อมด้วยปฏิสัมภิทา 4 อภิญญา 6 วิโมกข์ 8

(ขออนุญาตเพิ่มเติมตรงนี้ บางท่านอาจแย้งว่าทำไมไม่พูดถึง การนำเอาอานิสงส์ที่ให้ผลในชาติปัจจุบันเลย นั่นเป็นหน้าที่ของเราที่จะขอพร เมื่อเราได้ขอเชื่อมต่อพลังงานจากพระพุทธองค์เข้าสู่เซิร์บเวอร์ของเราแล้ว ก็ขอให้พลังงานทั้งมวลของพระพุทธองค์ช่วยส่องแสงฉัพพรรณรังสีให้สว่างไสวไปทั่วทุกเซลล์ในร่างกาย รวมทั้งน้ำในร่างกายทุกอณู

ช่วยขจัดพลังงานที่ไม่ดีออกไปจากร่างกายและจิตใจ และขอพลังงานของพระพุทธองค์ช่วยให้จิตกับใจของลูกแยกภาระหน้าที่ออกจากกัน ให้จิตดำรงค์อยู่ในองค์มรรคอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา หรือเริ่มปฏิบัติในสติปัฏฐานให้จิตเข้าถึง มรรคโดยง่าย ส่วนใจทำหน้าที่ดูแลบริหารขันธ์ 5 ไปตามอายุขัย จนกว่าจิตจะเข้าแดนพรหมจรรย์บนศีล 8 เป็นนิจศีลตลอดเวลา ใจก็หมดภาระสร้างเจตนาทางโลกใดๆอีกต่อไป คงแต่ดูแลขันธ์ 5 ให้ผู้อื่นเลี้ยงดูหรือออกจาริกเป็นเนื้อนาบุญของผู้อื่น เพื่อเอื้อเฟื้อให้จิตดำรงค์องค์มรรคต่อไปจนสุดทางในชาติปัจจุบันโดยไม่รอไปใช้อานิสงส์ใดๆอีกต่อไป)

พรหมเทวดาพร้อมใจกันมานมัสการพระบรมธาตุอย่างเนืองแน่น

เพื่อให้ทราบรายละเอียดของการสร้างพระพุทธรูป และวัตถุประสงค์ของพระพุทธองค์ ที่ทรงทราบโดยญาณทัสสนะและสันตติว่า ณ ที่แห่งนี้จะได้เป็นที่ตั้งศูนย์เผยแผ่ สืบทอดพระพุทธศาสนารอบใหม่หลัง พ.ศ. 2550 เป็นต้นไป และสำหรับคนยุคใหม่ชาวศิวิไลซ์ ที่ยังเหลือรอดชีวิต หลังจากเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่รุนแรงของโลก   และโลกปิดฉากอำลายุคเก่า ตั้งแต่ปลายปี พ.ศ.2555 เป็นต้นไปเมื่อดาวหาง นิบิรุ ดาวฤกษ์ขนาดใหญ่กว่าโลก 4 เท่าและมีมวลมากกว่าโลก 23 เท่า มีพระจันทร์เป็นบริวารหลายโหล ฝุ่นสีแดงและขยะอวกาศ โคจรเข้ามาวนรอบดวงอาทิตย์ทุกๆ 3,657 ปี มีวงโคจรสวนทางกับโลก ที่เฉียดใกล้กันมากขณะที่โคจรเป็นวงรีในรอบขากลับ รอบดวงอาทิตย์ อยู่ห่างโลกเพียง 14 ล้านไมล์ เป็นเหตุเหนี่ยวนำลากจูง ให้โลกย้ายแกนแม่เหล็กไปประมาณ 90 องศาในช่วงระยะเวลาของชั่วโมง

หลวงพ่อภรังสีจึงได้สร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่ หลวงปู่ 'โตโคตมะ' ครอบทับเหนือตำแหน่งของพระพุทธรูปทองคำเอาไว้ เป็นปูชนีย์เจดีย์ที่เคารพบูชา ของมนุษย์และเทวดา และเพื่อป้องกันไม่ให้คนหรือสัตว์ไปเดินข้าม  พร้อมกับได้ค้นพบ รอยพระพุทธบาทซึ่งพระพุทธองค์ ได้ทรงประทับเอาไว้ พร้อมกับรอยพระหัตถ์ซ้ายขวา ที่อยู่ห่างจากที่ตั้งวัดภูพะลานสูงประมาณ 3 กิโลเมตร ด้วยพระพุทธองค์ทรงเลือกสถานที่นี้เอาไว้ล่วงหน้า โดยให้หลวงปู่สิวลีตระเตรียมดินและวัสดุพร้อมแร่อีก 3 ชนิดมาจากชมภูทวีป สำหรับใช้ผสมปูทับลงบนพลาญหิน พระพุทธองค์ทรงทำประทักษิณ 3 รอบ กำหนดจิตก่อนประทับรอยพระบาท ไม่ได้ประทับรอยลงบนพลาญหินโดยตรง เช่นที่ปรากฏอยู่ในสถานที่อื่นๆ 

พระพุทธองค์ได้ทรงเตรียมการทุกๆอย่าง ครบถ้วนสมบูรณ์เป็นพิเศษ สำหรับการตั้งวัดอันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ หลังจากการตรัสรู้ได้ไม่นาน เพื่อเป็นศูนย์กลางช่วยสืบทอด พระพุทธศาสนาให้รุ่งเรืองไพบูลย์ขึ้นอีกวาระหนึ่ง ในช่วงหลังจากกึ่งพุทธกาล ให้เสมือนกับในช่วงที่พระพุทธองค์ยังทรงพระชนม์ชีพอยู่ จึงทรงให้หลวงปู่ใหญ่มหาโมคคัลลานะมาเป็นแม่งาน ในการจัดเตรียมสถานที่ร่วมกับหลวงพ่อภรังสี ตั้งแต่ต้นก่อนถึงวาระต่างๆที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธองค์ จะเสด็จมาในแต่ละคราว ที่สื่อผ่านดวงจิตของหลวงพ่อภรังสีให้ทราบกำหนดการณ์ล่วงหน้า

(และบรรดาญาติโยมก็ได้ร่วมกันจัดเตรียมสถานที่และงานต่างๆรองรับ เอาไว้ล่วงหน้าอย่างสมพระเกียรติ ตามที่ได้รับทราบกำหนดเวลาจากหลวงพ่อฯไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายผ่านโทรศัพท์มือถือให้ยุ่งยาก และยังมีหลวงปู่มหาโมคคัลลานะ คอยเป็นพระอาจารย์อยู่ด้วยตลอดเวลา ภารกิจต่างๆที่ลุล่วงเกิดขึ้นที่วัดแห่งนี้ จึงเชื่อมต่อระหว่างภาคพลังงานและคลื่นสมาธิจิตออกมาเป็นผลงานด้านรูปธรรมมาอย่างต่อเนื่อง ในรูปแบบของภาคอภิญญา 6 ล้วนๆ)   ประกอบกับผลจากการค้นคว้าศึกษาคำแปล ในคำภีร์โบราณ ซึ่งหากหลวงพ่อภรังสีไม่ได้รับการอนุเคราะห์ แปลข้อความโดยหลวงปู่ใหญ่มหาโมคคัลลานะ ก็จะไม่สามารถทราบเนื้อความได้เลย เนื่องจากไม่มีนักภาษาศาสตร์ปัจจุบันคนใดอ่านและแปลออกมาได้ จึงทำให้หลวงพ่อภรังสีได้ทราบรายละเอียดที่บันทึกไว้ในพระคำภีร์อย่างลึกซึ้ง

เพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนา ในช่วงหลังกึ่งพุทธกาลเป็นต้นไป และสำหรับผู้คนยุคใหม่ที่ยังเหลือรอดชีวิตอยู่ หลังการปรับ สมดุลของเปลือกโลก ก่อนเข้าสู่ยุคชาวศิวิไลซ์ ซึ่งธรรมชาติจะเริ่มร่อนตะแกรงกรรมคัดแยกสรรพสัตว์ตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2554 ไปจนสิ้นปี พ.ศ2562 หลังจากโลกย้ายแกนเอาขั้วโลกเหนือใหม่ ชี้ไปทาง สฟิงซ์ ที่ประเทศอียิปต์สู่ทิศตะวันออก เพื่อรับพลังปราณที่เบาจากกาแลกซี่ไตรแองกุลัม ด้วยคลื่นแสงสี ขาว เหลือง พร้อมธาตุว่าง และพลังมโนธาตุอันอุดม ปิดฉากยุคเก่าตั้งแต่Trimester ที่ 2 ของปี พ.ศ.2555 เคลื่อนเข้าสู่ยุคใหม่สืบต่อไปอีกประมาณ 3,657 ปี 

ศึกษาจากประวัติการเริ่มต้นสร้างวัด เพื่อเตรียมรองรับพระบรมสารีริกธาตุ ที่ทะยอยเสด็จมาแต่ละองค์

เริ่มตั้งแต่ พ.ศ.2518 โดยความดำริของพระครูวิบูลธรรมธาดา อดีตเจ้าคณะอำเภอ ได้รับเป็นภารธุระ เตรียมการบุกเบิกสร้างวัดขึ้นใหม่ท่ามกลางไข้ป่ามาเลเรีย เพื่อรองรับพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธองค์ ณ วัดสร้างใหม่รอยุคชาวศิวิไลซ์ อย่างใกล้ชิดกับหลวงพ่อภรังสี จนสำเร็จเป็น วัดภูพะลานสูง ตั้งแต่ พ.ศ. 2550 เป็นต้นมาตรงตามคำพยากรณ์ที่ปรากฏอยู่ในพระคัมภีร์โบราณ

พระบรมธาตุสำคัญต่างๆของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่หลวงปู่ใหญ่มหาโมคคัลลานะ ได้มาจัดเตรียมสถานที่รองรับก่อนการเสด็จมา แต่ละคราวของแต่ละพระองค์เช่น:

 

                                                                 

              ข้อพระหัตถ์ขวา                           พระโลหิต                             พระเขี้ยวแก้ว

 

                                                                             

                                                        พระสรีรังคาร

                                           

                        รอยพระพุทธบาท                                         รอยพระหัตถ์

ส่วนรายละเอียดที่มาที่ไปของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในภาพข้างบนนี้ เกี่ยวเนื่องกับหลวงปู่ใหญ่มหาโมคคัลลานะ และพระอาจารย์ภรังสี มีรายละเอียดที่ลึกลับซับซ้อน ที่ได้เกิดขึ้นศึกษาได้ตามลิงค์นี้..

http://tamroiphrabuddhabat.com/xmb/viewthread.php?tid=719#16

 

ภาพวาดพระมหาโมคคัลลานะ ตามนิมิต

หลวงปู่ใหญ่มหาโมคคัลลานะ เป็นผู้ที่มีความสำคัญยิ่ง ที่อยู่เบื้องหลังแห่งการค้นพบพระบรมสารีริกธาตุ รอยพระพุทธบาท รอยพระหัตถ์พร้อมทั้งพระธาตุสด 3 ชนิดที่ไม่ผ่านการเผาไฟและจะเสด็จมาอยู่ร่วมกันเสมอ จึงขออัญเชิญชีวประวัติของพระองค์ท่าน โดยย่อมาเล่าไว้ในที่นี้ เพื่อให้พุทธศาสนิกชน ได้มีความเข้าใจ และรู้จักหลวงปู่อย่างใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น หลวงปู่ใหญ่พระมหาโมคคัลลานะ เป็นลูกของนายบ้านโกลิตะคาม มีมารดาชื่อโมคคัลลี เป็นผู้ที่มีบุญบารมีอันได้สั่งสมไว้ดีแล้ว เมื่อเกิดขึ้นมาจึงพรั่งพร้อมสมบูรณ์ไปด้วยลาภ ยศ บริวาร โกลิตะนั้นมีเพื่อนรักที่สนิทสนมกันคนหนึ่ง นั่นคือ อุปติสสะ ทั้งสองรักใคร่สนิทสนมกลมเกลียวกันมาก เติบโตมาท่ามกลางความสุข สบายทุกประการ

เมื่อบารมีญาณแก่กล้า ทำให้ท่านทั้งสองเกิดความเบื่อหน่าย ในวันหนึ่งขณะที่ไปนั่งดูการละเล่น มหรสพอยู่ ก็เกิดความเบื่อหน่าย โดยพิจารณาเห็นว่าความสุขทางโลกีย์นั้น มีได้ชั่วครั้งชั่วคราวแล้วก็หายไป ไม่จีรังยั่งยืน จึงปรารถนาที่จะออกแสวงหาโมกขธรรม จึงได้พากันบวชเป็นปริพาชกพร้อมด้วยบริวาร และได้ไปศึกษาอยู่ที่สำนักของสัญชัยปริพาชก ซึ่งเป็นเจ้าลัทธิผู้มีชื่อเสียงในสมัยนั้น จนกระทั่งเรียนจบวิชาในสำนักของสัญชัยปริพพาชก แต่ยังไม่พอใจในความรู้ของตน เพราะไม่สามารถนำตนให้พ้นทุกข์ได้ สองสหายจึงได้แยกย้ายกันออกแสวงหาอาจารย์ โดยตั้งกติกาต่อกันและกันว่า หากใครไปเจอต้องกลับมาบอกอีกคนหนึ่ง จึงได้แยกย้ายกันไป  (ท่านผู้อ่านเฉลียวใจไหมว่าต่างคนต่างไป แล้วจะกลับมาพบกันได้อย่างไรในภายหลัง)

 อุปติสสปริพาชกได้มาพบเป็นพระอัสสชิเถระ เดินภิกขาจาร เกิดความเลื่อมใสศรัทธาในปฏิปทา จึงเดินตามไปขอฟังธรรม เมื่อได้ฟังธรรมแล้วได้บรรลุพระโสดาบันได้ดวงตาเห็นธรรม จึงได้ถามว่าพระศาสดาของเราประทับอยู่ที่ไหน เมื่อทราบว่าทรงประทับอยู่ที่เวฬุวันมหาวิหาร จึงได้ไปตามโกลิตะ ผู้เป็นสหาย ได้ชักชวนสัญชัยปริพาชกผู้เป็นอาจารย์ ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า แต่ถูกปฏิเสธ สองสหายพร้อมทั้งบริวารพากันไปบวชในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าที่เวฬุวัน

ต่อมาพระภิกษุก็เรียกขานท่านโกลิตะว่า โมคคัลลานะ เรียกตามชื่อมารดา เพราะมารดาท่านชื่อโมคคัลลี และเรียก อุปติสสะ ว่า สารีบุตร เนื่องจากมารดาท่านชื่อ สารี ภายหลังจากบวชได้ ๗ วัน พระโมคคัลลานะได้บรรลุพระอรหันต์ ส่วนพระสารีบุตรได้บรรลุพระอรหันต์หลังจากบวชได้ ๑๕ วัน จากนั้น พระพุทธองค์ทรงแต่งตั้งพระโมคคัลลานะ  ในตำแหน่งเอตทัคคะว่า 'ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โมคคัลลานะนี้เป็นเลิศกว่าสาวกของเราทั้งปวงด้าน เป็นผู้มีฤทธิ์' และได้ตั้งแต่งตั้งให้เป็นอัครสาวกเบื้องซ้าย

ส่วนพระสารีบุตร ทรงแต่งตั้งให้เป็นอัครสาวกเบื้องขวา จากนั้นท่านทั้งสองจึงเป็นกำลังสำคัญในการประกาศพระศาสนา โดยพระโมคคัลลานะจะเที่ยวไปแสดงธรรม โปรดตามภพภูมิต่างๆ ทั้งนรกและสวรรค์ เมืองบาดาล และชาวโลกอังคารเล่าว่าพระโมคคัลลานะ มาโปรดชาวโลกอังคารเป็นคราวๆไป พระสารีบุตรจะแสดงธรรมในโลกมนุษย์มีชื่อเสียงโด่งดัง ถึงกับมีการขนานนามท่านว่า พระธรรมเสนาบดี เมื่อพระพุทธศาสนามีความเจริญรุ่งเรืองและมั่นคงในระดับหนึ่ง จึงได้ทูลลาพระผู้มีพระภาคเจ้านิพพาน ก่อนพุทธปรินิพพาน

พระอรหันตธาตุของพระมหาโมคคัลลานะ

 ถึงแม้ว่าธาตุขันธ์ของหลวงปู่พระโมคคัลลานะได้แตกสลายไป แต่เนื่องจากท่านเป็นพระอัครสาวกผู้เป็นเลิศทางอภิญญาฤทธิ์ ดังนั้นบุญฤทธิ์และอิทธิฤทธิ์ของท่านยังคงอยู่คุ้มครองพระพุทธศาสนาไม่ได้สูญสลายไปตามธาตุขันธ์ จนสามารถช่วยรักษาพระศาสนา สืบทอดมาถึงยุคปัจจุบัน

การที่บุญบารมีของหลวงปู่ใหญ่มหาโมคคัลลานะมีมาปรากฏ และเสด็จมาอยู่กับพระอาจารย์  ภรังสี นี้ก็เพื่อปฏิบัติภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่อันสำคัญยิ่ง ที่จะมาจัดเตรียมสถานที่รองรับพระพุทธสรีระอังคารต่างๆ  ที่จะทะยอยเสด็จมาอุบัติบังเกิดขึ้น วัดภูพะลานสูง นั่นเอง เนื่องเพราะในสมัยแต่ครั้งพุทธกาล พระพุทธองค์เคยเสด็จมาที่ตรงนี้ และได้ประทับรอยพระพุทธบาทและรอยพระหัตถ์เอาไว้ เพราะทรงมีพุทธประสงค์ที่จะประดิษฐานพระพุทธศาสนาไว้ ณ ที่ตรงนี้ และพระอริยะสาวกจะได้มาช่วยสืบทอดพระพุทธศาสนา ในยุคหลังจากกึ่งพุทธกาลอีกวาระหนึ่งในมิติใหม่

โดยมีหลวงปู่ใหญ่โมคคัลลานะเป็นเจ้าภาพหลักในการอบรมสั่งสอน แก่สาธุชนในยุคใหม่ ให้เข้าถึงธรรม และพ้นไปจากสภาวะธรรมในที่สุด จำนวนมากมายเหลือคณานับ เช่นเดียวกับในครั้งต้นพุทธกาลคืนกลับมาอีกวาระหนึ่ง บนดินแดนสุวรรณภูมินี้ ร่วมกับสื่อดิจิทอลยุคปัจจุบัน ที่อาจใช้เป็นเครื่องมือให้องค์หลวงปู่ฯมาให้การอบรมธรรม ผ่านระบบดิจิทอลพร้อมภาพและเสียง ดุจเดียวกับหลวงปู่ฯเสมือนยังมีร่างกายอยู่ในมิติใหม่ด้วยกายพลังงานไปได้ทั่วโลก 

ใช้วัดภูพะลานสูงเป็นศูนย์กลางเผยแผ่พระพุทธศาสนา ตามแนวทางความถนัด และชำนาญการเป็นพิเศษ สำหรับบรรดาลูกหลานที่มีบุญวาสนาบารมีทางอภิญญามาก่อน ให้เกิดพลังกระแสธรรมที่มนุษย์ทั่วโลกสัมผัสได้อย่างชัดเจน ทั้งในภาครูปธรรม และภาคพลังงานผ่านสื่อปัจจุบัน ช่วยให้การเผยแผ่พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรือง ขยายวงกว้างออกไปทั่วโลก และทั่วทั้ง 3 โลกฝากไปกับแสงทิพย์อริยธรรมของ พระบรมธรรมบิดา และฉัพพรรณรังสีรัศมี 6 ประการของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และบายศรีธรรมจักรของพระบรมธรรมบิดา 130 แห่ง ที่ประดิษฐานอยู่หลายแห่งทั่วโลก พร้อมทั้งฝากไปกับกายสสารของลูกๆพระบรมธรรมบิดาอีกมากกว่า 735 แห่ง ได้ตลอด 24 ชั่วโมงได้อีกด้วย

หลวงปู่ใหญ่มหาโมคคัลลานะ จึงเป็นกำลังสำคัญยิ่ง ในการช่วยงานของพระพุทธองค์ ประกาศพระพุทธศาสนารอรับยุคใหม่อีกครั้งหนึ่ง คล้ายกับในสมัยครั้งพุทธกาลที่อุดมไปด้วยพระอริยะบุคคล นับตั้งแต่ พ.ศ. 2550 และศาสนิกในยุคใหม่หลังจากพ้น พ.ศ.2560 เป็นต้นไป ซึ่งโลกได้ย้ายแกนสนามแม่เหล็กไปสู่กาแลกซี่ใหม่ ไตรแองกุลัม หันขั้วเหนือแม่เหล็กชี้ไปที่ตั้งของสฟิงซ์ทางทิศตะวันออก ที่ประเทศอียิปต์ รับพลังงานปราณที่ดี อุดมด้วยพลังมโนธาตุและธาตุว่าง ในคลื่นรังสีสีเหลืองและสีขาว เป็นพลังงานเบาต่อไปอีกประมาณ 13,000 ปี

(ท่าสาธุชนที่ได้เห็นภาพพระธาตุของหลวงปู่ฯแล้ว คงจะสดุดใจในความสมบูรณ์ใหญ่โต และสีสรรเข้มข้น ดุจกับหลวงปู่ฯจะแสดงปริศนาธรรม ให้สาธุชนทราบว่าพลังบุญบารมี และอิทธิฤทธิทั้งหลาย รวมทั้งที่ได้ทรงบันทึกเอาไว้ใน คำภีร์มหาศักดานุภาพ ที่แสนทรงอิทธิฤทธิ์ เมื่อทรงบันทึกลงในแผ่นทองคำเสร็จแล้ว ไม่สามารถที่จะเก็บรักษาเอาไว้ในเมืองมนุษย์หรือเทวโลกได้ ต้องนำไปเก็บรักษาอยู่ในเมืองบาดาล ที่ท้าวศรีสุทโธนาคราชเป็นผู้ให้การอารักขาอยู่ เพื่อเปิดโอกาสให้ บรรดาลูกหลานที่สนใจ ทำการขอต่อเชื่อมพลังงานทั้งหลายของหลวงปู่ฯเข้าสู่เซิร์บเวอร์ของตน ช่วยให้บรรลุเป้าหมายที่ตนต้องการโดยพลันนั่นเอง...ลูกกราบขอบพระคุณแทบเท้าหลวงปู่ฯพระเจ้าข้า)

แต่การประกาศพระพุทธศาสนาในที่นี้ แตกต่างจากครั้งพุทธกาลอย่างสิ้นเชิง เพราะพระพุทธองค์ทรงใช้พุทธสรีระในส่วนต่างๆ ที่ทรงแผ่พระมหาเมตตาบารมียิ่งใหญ่ ให้กับผู้ที่มากราบไหว้สักการะบูชา และตั้งจิตอธิษฐานขอให้ตนเองเข้าถึง มรรค ผล นิพพานในชาติปัจจุบัน ไม่ได้เทศนาสั่งสอนเหมือนในสมัยครั้งพุทธกาล..

http://www.ainews1.com/modules.php?name=Web_Board&file=view&No=244กรุณาตรงไปที่คำตอบ #47

บรรดา ลูกหลานศาสนิกชนในยุคใหม่ จะต้องพึ่งพาคำสั่งสอนในพระไตรปิฏก ที่จะได้รับการสังคายนาให้ตรงกับในสมัยต้นพุทธกาล จากพระศรีอริยะเมตไตรย์ ในรอบพันปีที่ 3 นี้  และเลือกหา 'ทาง' ของตนให้พบ และหมั่นเพียรเติมเต็มองค์มรรคของตนให้บริบูรณ์ หรือใช้ทางลัด ของต้นฉบับของทุกศาสนา กับ สมเด็จพระวิสุทธิพุทธรังษีบรมธรรมบิดา ด้วยวิชาอภิญญาใหญ่ เพื่อปิดอบายภูมิในขั้นต้น และดำรงค์อยู่ในองค์มรรค ใช้จิตแผ่เมตตาอยู่กับพระบรมธรรมบิดาตลอดเวลา จนการดำรงค์องค์มรรคเต็มบริบูรณ์ จิตแยกขาดออกจากใจได้อย่างสิ้นเชิง 

พร้อมทั้งศึกษาคำสั่งสอนของหลวงปู่โมคคัลลานะ ที่หลวงปู่ฯอาจใช้เครื่องมือสื่อสารยุคปัจจุบัน สำหรับเป็นอุปกรณ์ทุ่นพลังงานในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา พร้อมทั้งขบวนการปฏิบัติธรรมในขั้นตอนต่างๆ ที่บรรดาลูกหลานยุคใหม่อาจมีธรรมบารมีที่แตกต่างกันออกไป ได้นำไปต่อยอดการปฏิบัติของตนให้สำเร็จ บรรลุมรรคผลบริบูรณ์ต่อไปในชาติปัจจุบันโดยอาศัยหลวงปู่ติดตามมอนนิเตอร์ประคับประคอง ให้อยู่ใน'ทาง' ได้อย่างต่อเนื่องทุกๆคน ...more..

http://www.esnips.com/doc/8bd013ae-9442-411e-9ad1-c67584a00df9/mrrk

ส่วนผู้ต้องการบรรลุมรรคผลนิพพานในชาติปัจจุบัน กับพระบรมธรรมบิดา ก็ตีตั๋วต่อ ใช้จิตของตนเฝ้าแผ่เมตตาจิตตลอดเวลา อยู่กับพระบรมธรรมบิดาอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับหลวงปู่เมฆ อดีตเจ้าอาวาสวัดป่าขวาง หลังจากหลวงปู่ได้ศึกษาเรียนรู้พระธรรมจนแตกฉาน และได้มาเริ่มต้นฝึกปฏิบัติที่วัดพระศรีมหาธาตุในพระนคร หลังจากทราบวิธีการฝึกมหาสติปัฏฐานแล้ว หลวงปู่ได้ไปอาศัยใต้ถุนกุฏิของสมเด็จพระสังฆราช วัดราชประดิษฐ์ฯในสมัยนั้น อยู่ปฏิบัติตลอดเวลา เป็นเวลา 22 วัน จนองค์มรรคของหลวงปู่เต็มบริบูรณ์

ซึ่งหลวงปู่เก็บมรรควิธีเอาไว้มิดชิด ไม่เคยเอ่ยให้บรรดาศิษย์ฟังประสพการณ์การปฏิบัติของหลวงปู่มาร่วม 50 ปีนอกจาการสอนไปตามลำดับต่อผู้สนใจ มีศรัทธาโดยตรง แม้ศิษย์ผู้ไม่เคยพบหลวงปู่ ที่ดั้นด้นเดินทางมาจากกรุงปารีสก็ตาม 

หลวงปู่เพิ่งมาเปิดเผยรายละเอียดต่างๆในหนังสือเล่มเดียว และเล่มสุดท้ายเมื่อปลายปี พ.ศ. 2541  ก่อนที่หลวงปู่จะทิ้งขันธ์ไปในปีต่อมา  หลวงปู่เมฆได้เล่าเอาไว้ในหนังสือที่หลวงปู่บันทึกด้วยตนเองว่า หลังจากที่หลวงปู่ค้นพบ 'ทาง' ด้วยมหาสติปัฏฐานแล้ว หลวงปู่ก็เฝ้าติดตามคอยดู 'ทาง' หรือมรรค เอาไว้อย่างต่อเนื่องตลอดเวลา  รวมทั้งสิ้น 22 วัน โดยมี อริยมรรคมีองค์ 8 เป็นเครื่องมือช่วยเกื้อกูล ช่วยเหลือประคับประคองการเดินทาง ให้โล่งโปร่งปราศจากเศษขยะต่างๆตลอดเวลา จนเต็มองค์มรรคโดยบริบูรณ์ และต่อมาภายหลัง หลังจากปลงสังขารหลวงปู่ฯเสร็จ และมีฝนตกลงมาตอนเที่ยงคืนเมื่อเพลิงได้มอดลงในตอนเช้าปรากฏว่ากระดูกได้แตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยเป็นแก้วผลึกใสสีต่างๆโดยทันที  ...more.http://www.ranthong.com/smf/index.php?topic=14541.0;wap2  ช่วงเกสาพระรูปที่ 7 บริเวณกลางๆหน้า

การเดินอยู่บน'ทาง'ตลอดเวลาไม่ให้พลาดจากทาง ต้องรักษาจิตให้อยู่ตรงกลางนั้น ไม่ใช่อยู่กลางใจ คนละอย่างกัน กลางใจนั้นคือการตั้งอยู่กับสติสัมปชัญญะ รู้ตัวทั่วพร้อมตลอดเวลากับอยตนะภายนอกที่มากระทบ อยตนะภายในตลอดเวลา ใจจะอยู่กับธาตุรู้ไปไม่รู้จบ ซึ่งเป็นคนละอย่างกับการรักษาสติในมหาสติปัฏฐาน ซึ่งใช้ความว่องไวของจิตดับเหตุที่เกิดขึ้นเป็นปัจจุบันขณะได้ตลอดเวลา ซึ่งครูบาอาจารย์ที่ผ่านทางนี้มาก่อน จะเตือนให้ผู้ปฏิบัติภายหลังว่าต้องระวังให้ดี แยกให้ชัดเจน more..http://www.esnips.com/doc/8bd013ae-9442-411e-9ad1-c67584a00df9/mrrk

มิฉะนั้นจะไม่สามารถบรรลุถึง 'ทาง' ได้เลย เนื่องจากการรู้ตัวทั่วพร้อมเป็นเรื่องของใจล้วนๆ ซึ่งใจทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพผู้บริหารอยตนะทั้งหมดของขันธ์ 5 ไม่ใช่การกำหนดจิตอยู่กับมหาสติปัฏฐาน มุ่งไปสู่มรรคทางสายเอกทางเดียวเท่านั้น จึงจะลุถึง มรรค ผล นิพพานได้ 

หลวงปู่ใหญ่มหาโมคคัลลานะ จึงเป็นผู้ที่มีความสำคัญยิ่งต่อภารกิจนี้ เพราะถ้าไม่มีหลวงปู่ใหญ่แล้ว พวกเราชาวพุทธศาสนิกชนคงไม่มีโอกาสได้พบ ได้เห็น ได้สัมผัสกับพระ พุทธสรีระ เหล่านี้แน่นอน  ช่างเป็นบุญโชคลาภอันมหาศาล  สำหรับคนรุ่นปัจจุบันบางส่วนที่จะได้มีโอกาสพบช่องทางเดินของตนเองมุ่งไปสู่มรรคผล  นิพพาน..more..

http://www.suriyathat.net/default.php

ส่วนมนุษย์ในยุคใหม่ที่ดีเอ็นเอเปลี่ยนไป หลังจากโลกย้ายแกนใหม่แล้ว และสุริยะจักรวาลพร้อมกับโลก ได้สลับจากกาแลกซี่ทางช้างเผือก เคลื่อนไปสู่แรงดึงดูดของ กาแลกซี่ไตรแองกุลัม ทางทิศตะวันออก ของยุคชาวศิวิไลซ์ ซึ่งเน้นความดี มีศีลธรรม แทนสังคมเงินทอง ซึ่ง หลวงปู่ประเสริฐ อวยชัยให้พรให้ลูกหลานปัจจุบัน พยายามนำพาชีวิตอยู่ไปให้ถึงยุคใหม่ให้ได้...

http://www.ainews1.com/modules.php?name=Web_Board&file=view&No=215

'ปี 2555 เมืองไทยจะเกิดวิกฤติ จนถึงขั้นอาจตกต่ำลงไป'  ซึ่งพ่อเจ้าราชครูโพนสะเม็กกล่าวเตือนลูกหลานเอาไว้   http://ainews1.com/article311.html

 

สำหรับท่านที่ไม่ประมาทเข้าถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่นานแล้วนั้น...ด้วยสัญชาติญาณของสัตว์โลกย่อมหาหนทางนำชีวิตให้อยู่รอดปลอดภัยอย่างเต็มกำลัง หากท่านที่อยู่ในกลุ่มนี้ ก็ลองหาความรู้ต่อไปอีกให้ทะลุเป้าหมาย  ว่าแล้วเราจะจัดการเตรียมการณ์ล่วงหน้าให้แก่ตัวเราและครอบครัวได้อย่างไรบ้าง   จะมีเครื่องทุ่นแรงในปัจจุบันอย่างใดบ้างที่จะช่วยเหลือเราให้คล่องตัวอย่างทันเวลา ลองแวะที่ลิงค์นี้.  http://www.ainews1.com/article36.html

เชิญทุกท่าน ร่วมสร้างบุญกุศลด้วยกัน ....ส่งข่าวสารแก่เพื่อนๆ มีโอกาสชมจิ๊กซอร์ต่างๆ สำหรับนักค้นหาสาระชีวิตต่อภาพส่วนตัว ทั้ง ด้านโลกียะและโลกุตระ ที่ ainews1.com จัดไว้บริการให้แก่เพื่อนๆต่างวัยทุกคน ฟรี ที่ลิงค์ /article385.html     Bookmark and Share