หลวงปู่โตโคตมะ พระพุทธรูปองค์ประธานของการมาอุบัติครั้งใหม่หลังกึ่งพุทธกาลของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

/article307.html

Bookmark and Share

หลวงปู่ 'โตโคตมะ' เป็นพระพุทธรูปองค์ที่มีความสำคัญยิ่ง ต่อการมาอุบัติขึ้นใหม่ในวาระหลังกึ่งพุทธกาล  ของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าพระพุทธโคดม หลวงปู่โตโคตมะ เป็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่มีขนาดหน้าตักกว้าง 7.69 เมตร สูง 9.29 เมตร ได้เริ่มประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ ในวันที่ 16 เมษายน 2549 สร้างเสร็จและมีงานสมโภชน์อย่างสมพระเกียรติ เมื่อ 20 พฤศจิกายน 2552 ด้วยเหตุผลหลักที่สำคัญ 3 ประการ

  • ประการแรกเพื่อสร้างครอบตำแหน่งที่พระพุทธรูปทองคำโบราณ หลวงพ่อโคตมะ ที่ฝังดินอยู่ลึกประมาณ 2 เมตร ทรงเป็นพระพุทธรูปองค์ประธานที่บรรจุพระนขาธาตุของพระบรมศาสดา ที่ทรงวางกำหนดการและหลักฐานการอุบัติครั้งใหม่ ของพระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าเอาไว้ล่วงหน้า 2583 ปี บนผืนแผ่นดินสุวรรณภูมิ ในสมัยที่พระพุทธองค์มีพระชนม์ชีพเพียง 57 พระพรรษาเท่านั้น สร้างหลวงปู่โตโคตมะช่วยป้องกันคนและสัตว์ไปเดินข้าม
  • เป็นพระพุทธรูปองค์แทนการเสด็จมาของพระพุทธองค์สู่เมืองโครตภู ในเขตสกลนคร  เพื่อทรงเตรียมการณ์ล่วงหน้า  ในการกลับมาอุบัติใหม่อีกครั้งใน พศ. 2550 หลังกึ่งพุทธกาล เพื่อเตรียมโปรดลูกหลานยุคใหม่ชาวศิวิไลซ์ อย่างเต็มขบวนการ หลังจาก พ.ศ. 2560 ไปแล้ว หลังจากโลกผ่านการร่อนตะแกรงธรรมชาติ คัดมนุษย์ที่มีเซลล์ดำให้หมดไป คงเหลือผู้ที่ตั้งอยู่บนนิจศีล ส่วนก่อนสิ้น พ.ศ. 2560 ก็ยังมีทั้งขาวและดำปะปนกันอยู่ ที่พระศรีอริยะเมตไตรย์ทรงตรัสเอาไว้ว่า เหมือนกับหยกอยู่ปนกับหิน ก็จะได้รับภัยพิบัติไปด้วยกัน ได้รับการประเมินทั้งพุทธพยากรณ์และนักดาราศาสตร์ ว่าหลังจากโลกต้องย้ายแกนคราวนี้ ประชากรของโลกจะเหลืออยู่ประมาณ 10 % เท่านั้น สูญเสียครั้งแรกประมาณ 2 ใน 3 ส่วนที่เหลือต้องอดอยากและเผชิญโรคระบาดจะตายไปอีก 2 ใน3 ภายใน 6 เดือน สรุปทั้ง 2 คราวจะคงเหลือประชากรโลกอยู่ประมาณ 10 % ในพุทธพยากรณ์ยังมีแถมท้ายอีกว่าคนที่เหลือรอดชีวิตส่วนใหญ่จะกลายเป็นบ้าไม่มีสติเหลืออยู่ เนื่องจากรับแรงกดดันอย่างหนักจากภัยธรรมชาติไม่ไหว  สำหรับท่านที่ยังไม่คาดคิด หรือคิดว่าคงไม่เกิดขึ้นนั้น ขอให้ท่านคอยจับตาสิ่งแวดล้อมของโลกให้ใกล้ชิด คงจะได้คำตอบด้วยตัวของท่านเอง แต่หลวงปู่ใหญ่เทพโลกอุดร ท่านทิ้งท้ายเอาไว้ว่าเวลาเหลือน้อยแล้ว จะทันกันหรือ?    ราวต้นเดือน ก.พ. 2013 โลกจะหยุดหมุนรอบตัวเองประมาณ 1 สัปดาห์ เป็นสัปดาห์แห่งการรอคอย ที่แกนแม่เหล็กโลกจะถูกฉุดให้เคลื่อนที่ไป 90 องศาภายในเวลาประมาณ1 ชั่วโมง เมื่อโลกได้โคจรสวนทางใกล้กับดาวนิบิรุ ที่กำลังเข้าโค้งข้อศอกอย่างเร็วรี่รอบดวงอาทิตย์
  • เพื่อเฉลิมฉลองปีมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงเป็นเอกอัครศาสนูปถัมภก ทรงครองศิริราชสมบัติ ครบ ๖๐ ปี เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดี และร่วมเฉลิมฉลองในปีมหามงคลนี้ เพื่อถวายเป็นพระราช กุศลสืบต่อพระชนม์พรรษาแด่พระองค์ท่าน ให้พระองค์ทรงมีพระพลานามัย ที่สมบูรณ์แข็งแรง เจริญพระชนมายุ ยาวนาน

พุทธศาสนิกผู้ที่ได้ทราบประวัติความเป็นมาของหลวงพ่อ โคตมะ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปทองคำ หน้าตักกว้าง 2.9 เมตร สร้างในสมัยพุทธกาลครั้งที่ พระพุทธองค์ยังมีพระชนม์ชีพ 57 พระพรรษา และได้ทรงตรวจดูเหตุในอนาคตด้วยพระญาณทัสสนะพบว่าแผ่นดินที่จะสืบต่อพระพุทธศาสนา ภายหลังกึ่งพุทธกาล 2,500 ปี ไปแล้ว ต่อไปจนครบ 5,000 ปี นั้น  ก็ทรงเสด็จมายังดินแดนสุวรรณภูมิ ที่ภูเขาหัวช้าง เมืองโคตรภู ( ปัจจุบันนี้คือยอดลำโดมใหญ่ บ้านแข้ด่อน อ.น้ำยืน ) พร้อมทั้งพระอรหันตสาวกอัน ประกอบไปด้วย พระมหากัสสปะ พระอานนท์ พระสิวลี พระมหากัจจายนะ และพระมหาเทวจักรเป็นประธานสงฆ์ ในเขตสุวรรณภูมิได้มาถวายการต้อนรับ

ทรงตัดพระนขา ในครั้งนั้นพระพุทธองค์ได้ทรงตัดพระนขา (เล็บ)ทั้ง ๑๐ นิ้ว และได้ พระราชทานพระนขาข้างขวาให้แก่พระมหากัสสปะ ส่วนพระนขาข้างซ้ายเทวดาได้อัญเชิญขึ้นไปเก็บไว้ที่ เทวโลก (การอัญเชิญพระนขาธาตุของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ของเทวดาไปสู่เทวโลกนี้ เป็นความฉลาดหลักแหลมของเทวดา ที่สามารถกราบไหว้พระบรมธาตุของพระพุทธองค์ได้สะดวกตลอดเวลา ส่วนอานิสงส์ของการได้มาเคารพกราบไหว้พระบรมธาตุตัวแทนของพระพุทธองค์ เป็นสิ่งน่าสนใจอย่างยิ่งเพียงไร คนรุ่นใหม่แทบไม่เข้าใจเลย ข้างท้ายเรื่องนี้จะมีข่าวสำคัญ มาแจกแจงให้ท่านสาธุชนทราบอย่างละเอียด)

พระบรมสารีริกธาตุในดอกบัวทองคำประดับเพชรพลอย

สร้างพระพุทธรูปทองคำ พระมหากัสสปะได้ทราบพุทธประสงค์แล้ว จึงได้มอบหมายภาระหน้าที่ให้กับพระสิวลี พระมหาเทวจักร ได้ดำเนิน การสร้างพระพุทธรูปเพื่อบรรจุพระพุทธนขา พระสิวลีและพระมหาเทวจักรจึงได้จัดสร้างพระพุทธรูป ซึ่งทำจากทองคำทั้งองค์ มีขนาดหน้าตัก กว้าง ๒.๙ เมตร เสร็จแล้วพระพุทธองค์ก็เสด็จกลับไป พระมหากัสสปะ ได้สร้างสถานที่ประดิษฐานพระพุทธรูปองค์นี้ไว้ที่เมือง โคตรภู เพื่อให้ประชาชนชาวเมืองโคตภูได้กราบไหว้บูชา สักการะ และได้ถวายพระนามพระพุทธรูปองค์นี้ว่า  โคตมะ  เนื่องจากเป็นพระพุทธรูป ที่ภายในบรรจุพระ พุทธนขา จึงเป็นเสมือนหนึ่งตัวแทนแห่งพระบรมศาสดา จากนั้นท่านก็ได้ไปแกะสลักรูปนารายณ์บรรทมสินธุ์ แล้วจารึกเป็นภาษา ฮินดีว่า ศรีสุริยะ ไว้เพื่อเป็นหลักฐาน แล้วจึงได้เดินทางกลับประเทศอินเดีย

ในกาลต่อมาเมื่อเปลี่ยนพ่อเมืองใหม่ ได้มีการรบพุ่งระหว่างเมืองต่างๆ เพื่อจะแย่งกันครอบครองพระพุทธรูปทองคำเอาไว้เป็นของตน หลวงพ่อ โคตมะ จึงแสดงอิทธิอภินิหาริย์ เสด็จมาตามลำน้ำ มาหยุดอยู่ที่ วัดบ้านแสนชะนี ต.พรสวรรค์ อ.นาจะหลวย จ.อุบลราชธานี โดยฝังอยู่ในดิน ตลอดมา 2 พันกว่าปี โดยไม่มีผู้ใดทราบ

ในปี พ.ศ. 2535 หลวงพ่อภรังสี ได้มาสร้างวัดที่ วัดป่าคำบอน ดินแดนบ้านเกิดของท่าน  และได้ยิน คำร่ำลือ เกี่ยวกับวัดบ้านแสนชะนี ว่าเป็นสถานที่มีอาถรรพ์มาก เพราะไม่มีพระรูปใดไปพักจำพรรษาอยู่ได้เลย พระภิกษุ-สามเณรที่จำพรรษาอยู่ก็มรณภาพ จึงเกิดคำร่ำลือไปต่างๆ นานาว่า ที่แห่งนี้มีผีดุ จึงเป็นเหตุจุดประเด็นความสนใจของหลวงพ่อภรังสี ต้องการไปพิสูจน์ให้รู้แน่ชัดว่า การที่พระเณรมรณภาพนั้น มีสาเหตุมาจากอะไร ตกตอนกลางคืนจึงได้เดินทางไปที่วัดบ้านแสนชะนี และได้ไหว้พระสวดมนต์เจริญ ภาวนาอธิษฐานจิตว่า

ถ้าหากสถานที่นี้เป็นพุทธสถานมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์อยู่จริง ข้าพเจ้าไม่หลบหลู่ แต่ขอให้ ปรากฏเกิดขึ้น ให้ข้าพเจ้าได้รู้ได้ประจักษ์ด้วยการเจริญสมาธิภาวนา

เมื่อหลวงพ่อภรังสีได้เจริญสมาธิภาวนา ไปได้ประมาณ ๑๕ นาที ก็รู้สึกว่าตัวแข็งทื่อเคลื่อนไหวไม่ได้ แต่จิตยังปกตินิ่งอยู่รู้ทุกสภาวะอาการที่เกิดขึ้นอย่างเด่นชัด จึงได้กำหนดจิตอธิษฐานว่า

บุญบารมีของใครหนอ ถึงมีอานุภาพยิ่งใหญ่ถึงขนาดนี้ ถ้ามีตัวตนอยู่จริง ขอให้ปรากฏเกิดขึ้น ให้ข้าพเจ้าได้รู้ได้เห็นได้ชมเป็นบุญตา เกิดบุญเกิดกุศล ด้วยเถิด 

พออธิษฐานเสร็จ ก็เห็นหลวงปู่เดินขึ้นมานั่งอยู่ข้างๆ อาการตัวแข็งก็หายไป แล้วหลวงปู่ก็ได้เอามือลูบที่ศีรษะ แตะที่หน้าผาก ๓ ครั้ง แล้วก็พูดว่า

ลูกเอ๋ย น่าสงสาร ทำไมหนอถึงเวียนว่ายตายเกิดอยู่บ่อยนัก น่าสงสาร ป่านนี้ถึงได้พบกันได้เห็นกันอีกปู่มานั่งรออยู่ตั้งนานแล้ว

จากนั้นก็ใช้เวลาสนทนากันเกือบชั่วโมง หลวงพ่อจึงได้ถอนจิตออกจากสมาธิ ตอนนั้นเป็นเวลาเกือบเที่ยงคืน จึงเดินทางกลับวัดป่าคำบอน เมื่อหลวงพ่อภรังสี ได้มาพบกับนิมิตในสมาธิอย่างนั้น ก็ต้องกลับไปค้นคว้าหาความจริงเพิ่มเติม จากพระคัมภีร์โบราณ อายุ 2500 กว่าปี ที่เทวดาได้นำมาให้ที่วัดภูพลานหลวง จึงได้ทราบรายละเอียดการเสด็จมาดินแดนสุวรรณภูมิของพระพุทธองค์ เมื่อ 2583 ปี ที่ผ่านมา จากการบันทึกรายละเอียด ของพระมหากัสสป ในคำภีร์โบราณที่สำคัญในทางประวัติศาสตร์ ซึ่งได้ตกทอดมาถึงหลวงพ่อที่วัดภูพลานสูง และได้รับการอนุเคราะห์อ่านและแปลออกมาเป็นภาษาไทย โดยหลวงปู่ใหญ่มหาโมคคัลลานะ จึงได้ทราบประวัติของหลวงพ่อ โคตมะ พระพุทธรูปทองคำ ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาต พระนขาธาตุของพระพุทธองค์ เพื่อทรงบ่งชี้แสดงหลักฐานเอาไว้ล่วงหน้า ในการอุบัติครั้งใหม่ของพระพุทธองค์ ใน พ.ศ. 2550 นี้ เป็นหลักฐานประการแรก

เป็นธรรมเนียมประเพณีของ พระบรมสารีริกธาตุของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่พระธาตุสด ที่ไม่ผ่านการเผาไฟ จะเสด็จมาอยู่ร่วมกันทั้ง 3 อย่าง นั่นคือ พระนขาธาตุ พระโลหิตธาตุ พระทันตธาตุ ดังนั้นเมื่อมีการค้นพบพระนขาธาตุ ก็จะได้พบ พระธาตุของพระองค์ท่านอีก 2 ชนิดด้วย หากจะเป็นการอุบัติครั้งใหม่ของพระพุทธองค์ เพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนาต่อไปจนครบ 5,000 ปี

ทีนี้จะขอนำข้อมูล ของอานิสงส์ของผู้ที่ได้กราบไหว้บูชา และอธิษฐานขอพรของผู้ศรัทธาในพระพุทธองค์ ตามที่ได้เกริ่นไว้ข้างต้น

อานิสงส์การบูชาพระบรมสารีริกธาตุ

อานิสงส์การบูชาพระบรมสารีริกธาตุนี้ มีผลเท่ากับการบูชาพระพุทธเจ้าเมื่อยังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ (ขุททกนิกายอปทาน เล่มที่ 71 หน้า 405-408) ได้รวบรวมโดยย่อเพื่อประโยชน์ต่อสาธุชนทั้งหลาย ให้เข้าใจถูกต้องตามพุทธพจน์ เพื่อเป็นเนื้อนาบุญหนุนส่งให้ทุกๆท่าน ได้เข้าสู่ 'ทาง' มรรค ผล นิพพาน โดยพลัน

เรื่องปัจจุปัฏฐานสัญญกเถราปทาน

ขุททกนิกาย อปทาน และอรรถกถา เล่มที่ 71 หน้า 405-408

พระเถระรูปนี้เมื่ออดีตชาติเป็นยักษ์ เมื่อพระพุทธเจ้าอัตถทัสสีขันธปรินิพพานแล้ว ตนเองได้ยินพระอัครสาวกสอนว่า การบูชาพระบรมสารีริกธาตุนั้น มีผลเท่ากับการบูชาพระพุทธเจ้า เมื่อยังมีพระชนม์ชีพอยู่ จึงชักชวนกันสร้างพระสถูป บรรจุพระบรมสารีริกธาตุแล้วบูชา จุติจากยักษ์ได้เกิดเป็นเทวดา มนุษย์ เมื่อครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ์หลายครั้ง ครั้นชาติปัจจุบันเกิดในตระกูลที่มีโภคทรัพย์เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา บวชไม่นานบรรลุอรหัต พร้อมด้วยปฏิสัมภิทา 4 อภิญญา 6 วิโมกข์ 8

เรื่อง ปีตวิมาน

ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ และอรรถกถา เล่มที่ 48 หน้า 382-389

เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว พระเจ้าอชาตศัตรูนำพระบรมสารีริกธาตุที่พระองค์ได้รับส่วนแบ่ง มาสร้างพระสถูป แล้วทำการฉลอง ระหว่างที่มีงานฉลองนั้น อุบาสิกาชาวราชคฤห์ผู้หนึ่งคิดจะบูชาพระพุทธเจ้า ด้วยการสักการะบูชาที่พระสถูป โดยถือดอกบัวขม 4 ดอก ตามที่หามาได้ ด้วยศรัทธาอุตสาหะอย่างแรงกล้าเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน โดยมิได้คำนึงถึงอะไรทั้งสิ้น มีใจมุ่งตรงต่อพระเจดีย์อย่างเดียว

ในขณะนั้น โคแม่ลูกอ่อนวิ่งสวนทางมาอย่างเร็ว ขวิดเข้าร่างของอุบาสิกานั้น ทำให้นางสิ้นชีวิต นางตายลงในที่นั้นไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ จุติ (ตาย) แล้วปฏิสนธิ (เกิด) ทันที โดยไม่มีระหว่างคั่น คนสัตว์ทั้งหลายเมื่อตายแล้วต้องเกิดทันที จะเกิดเป็นอะไรก็แล้วแต่เหตุปัจจัยทำให้เป็นไป ในกรณีนี้นางเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพราะเมื่อก่อนจะตายจิตของนางเป็นบุญเป็นกุศล คือมุ่งมั่นที่จะไหว้พระสถูป

เมื่อนางเกิดเป็นนางฟ้า ท้าวสักกเทวราชเสด็จไปในอุทยานเห็นนางพร้อมรถ มีรัศมีซ่านออกจากตัวของนาง ข่มรัศมีของนางฟ้าทั้งหมดที่มาพร้อมกับท้าวสักกะ ท้าวสักกแปลกพระราชหฤทัยจึงถามนางว่า

ท่านมีเครื่องทรงและอาภรณ์เหลือง ของต่างๆเหลืองหมด แม้ รถ ม้า ฉัตร เมื่อเป็นมนุษย์นั้น ท่านทำบุญด้วยอะไร

เทพธิดาตอบ ข้าพระบาทได้นำดอกบวบขมที่ไม่มีผู้ต้องการ 4 ดอก จะไปไหว้พระบรมสารีริกธาตุ แต่ยังไม่ทันจะได้ไหว้ ระหว่างทาง ถูกโคแม่ลูกอ่อนขวิดจนตาย ถ้าได้ไหว้บุญนั้นจะมากยิ่งขึ้น ทิพยสมบัติจะมีมากกว่านี้แน่นอน

ท้าวสักกะต้องการที่จะให้เทวดาทั้งหลายเกิดความเลื่อมใสในบุญกุศลนี้ จึงตรัสกับมาตลีเทพสารถี 'ดูก่อนมาตลี จงดูผลบุญกุศลนี้ ไทยธรรม (ดอกบวบขม) ที่เทพธิดาได้ทำถึงจะมีค่าน้อยแต่ผลบุญมีมาก เพราะความที่มีใจเลื่อมใส ศรัทธาในพระพุทธเจ้าหรือในสาวกของพระพุทธเจ้า' แล้วตรัสสั่งเทวดาทั้งหลายให้ไปบูชาพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า ให้ยิ่งๆ ขึ้นไป เพราะผู้ที่ได้บูชาพระพุทธเจ้าแล้วจะไปสู่สวรรค์

แล้วรับสั่งให้หยุดการละเล่นทั้งหมด ทรงทำการบูชาพระเขี้ยวแก้วที่พระจุฬามณีเจดีย์ 7 วัน

ท้าวสักกะทรงเล่าเรื่องนี้ถวายพระนารทเถระ เมื่อครั้งพระเถระไปเทวโลก

เรื่องจูฬรถวิมาน

ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ และอรรถกถา เล่มที่ 48 หน้า 498-518

เมื่อพระพุทธเจ้าดับขันธปรินิพพานแล้ว ได้มีการแบ่งพระบรมสารีริกธาตุ ท่านพระมหากัสสปเถระสังคยานาพระธรรมเสร็จแล้ว พระกัจจายนะได้ไปอยู่ป่าแห่งหนึ่ง ได้มีพระราชโอรสของพระราชาโปตลินคร แคว้นอัสสกะ พระนามว่าสุชาติ ถูกขับออกจากเมืองเรื่องแย่งราชสมบัติ พระกุมารได้เป็นพรานป่าเลี้ยงชีวิต

ในอดีตชาติของพระกุมารนั้น เคยบวชเป็นพระ ในครั้งพระพุทธเจ้ากัสสป ทำได้เพียงรักษาศีลให้บริสุทธิ์เท่านั้น หลังจากมรณภาพแล้วเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์? เมื่อกาลพระพุทธเจ้าสมณโคดม พระกุมารจะไปล่าเนื้อ เทพบุตรผู้เคยเป็นสหาย แปลงร่างเป็นเนื้อมาล่อด้วยหวังดี วิ่งเข้าไปที่ท่านกัจจายนะ แล้วหายตัวไป พระกุมารตามเนื้อนั้นไป ไม่พบเนื้อพบแต่พระเถระ นั่งอยู่นอกศาลา พระเถระทราบรายละเอียดของพระกุมารทั้งหมด ด้วยจิตที่คิดจะสงเคราะห์ช่วยเหลือ

จึงถามว่า                     ท่านถือธนูหน้าไม้จ้องอยู่ ท่านเป็นใคร เป็นกษัตริย์ราชกุมาร หรือพรานป่าแน่ 

ราชกุมารตรัสตอบว่า       เราเป็นราชโอรสของพระเจ้าอัสสกะ มาล่าเนื้อไม่พบ พบแต่ท่าน

พระเถระทูลว่า               ท่านมาดีแล้ว เชิญดื่มน้ำก่อน

ราชกุมารตรัสตอบว่า       ท่านช่างพูดจาไพเราะมีประโยชน์ยิ่ง ท่านพูดแต่เรื่องที่ดีท่านอยู่ป่า มีความสุขสบายด้วยอะไรช่วยบอกด้วย

พระเถระตอบว่า              อยู่ด้วยศีล สงบ เป็นพหูสูตร (แตกฉานในธรรม)

พระเถระรู้ว่าอายุของราชกุมาร จะยาวไม่เกิน 5 เดือน จึงกล่าวว่าท่านราชโอรส อีก 5 เดือน ท่านจักสิ้นพระชนม์

ราชกุมารตรัสถามว่า         ที่ใดเป็นที่ไม่ตาย  มีวิชาอะไรจึงไม่แก่ ไม่ตาย

พระเถระตอบว่า              ไม่มีที่ไหนไม่แก่ ไม่ตาย มีวิชา มีบุญมากแค่ไหน ก็ต้องตาย

ราชกุมารตรัสถามว่า         แล้วจะทำอย่างไรดี

พระเถระตอบว่า               ท่านจงพึ่งพระพุทธเจ้าเถิด

ราชกุมารตรัสถามว่า         พระพุทธเจ้าอยู่ ณ ที่ใด

พระเถระตอบว่า               บัดนี้ดับขันธปรินิพพานไปแล้ว

แล้วแบ่งพระบรมสารีริกธาตุให้พระกุมาร  พร้อมกับแนะนำให้กลับเข้าเมืองให้ทุกคนได้ทำการสักการะบูชา จะได้ไปสู่สุคติ ราชกุมารเข้าพบพระราชา เล่าเรื่องให้พระราชาทรงทราบ พระราชาสร้างพระสถูปเจดีย์ให้มหาชนเคารพกราบไหว้ราชกุมารนั้นได้สักการะบูชา สมาทานศีล ผ่านไป 4 เดือนก็สิ้นพระชนม์ เกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

เรื่องนาคสมาลเถราปทาน

ขุททกนิกาย อปทาน และอรรถกถา เล่มที่ 71 หน้า 273-275

พระเถระรูปนี้ในอดีตชาตินั้น เมื่อพระพุทธเจ้าสิกขีดับขันธปรินิพพานแล้ว ได้บูชาพระบรมสารีริกธาตุ ด้วยดอกแคฝอย ยังใจให้เลื่อมใสในการบูชานั้น เมื่อตายลงได้ไปเกิดในเทวโลก โดยไม่ไปทุคติเลย เมื่อครั้งเกิดเป็นมนุษย์ในกัปปที่ 15 ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ์ ผลกุศลส่งมายังชาติปัจจุบันเกิดในตระกูลสูง มีใจศรัทธาในพระศาสนาได้บวชไม่นานบรรลุอรหัตพร้อมปฏิสัมภิทา 4 อภิญญา 6 วิโมกข์ 8 ชื่อของท่านคือพระนาคสวมาลเถระ

เรื่องปภังกรเถราปทาน

ขุททกนิกาย อปทาน และอรรถกถา เล่มที่ 71 หน้า 803-806

พระเถระรูปนี้ในอดีตชาติครั้งพระพุทธเจ้าปทุมุตตร ท่านเป็นคนทำงานในป่า ได้เห็นพระสถูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า มีไม้ปกคลุม รกด้วยเถาวัลย์ จึงถางทางเพื่ออำนวยความสะดวก ไหว้พระสถูปนั้น 8 ครั้ง หลังจากหมดอายุขัยได้เกิดเป็นเทวดาและมนุษย์เท่านั้น เมื่อเป็นมนุษย์พรั่งพร้อมด้วยสมบัติมากมาย ถ้าท่องเที่ยวไปในป่าใด ป่านั้นจะพร้อมที่พัก ไม่มีโรคภัยใดๆเลย ผิวพรรณเหมือนทอง มีรัศมีในชาติปัจจุบันได้บวชในพระพุทธศาสนา แล้วบรรลุอรหัต พร้อมด้วยปฏิสัมภิทา 4 อภิญญา 6 วิโมกข์ 8

เรื่องธาตุปูชกเถราปทาน

ขุททกนิกาย อปทาน และอรรถกถา เล่มที่ 72 หน้า 131

พระเถระรูปนี้ ในอดีตชาติ เมื่อพระพุทธเจ้าสิทธัตถะดับขันธปรินิพพานแล้ว ท่านได้ชักนำพวกญาติของท่านให้บูชาพระบรมสารีริกธาตุ ผลของกุศลดังกล่าว ยังท่านให้ไปสู่สุคติโดยตลอดจวบจนปัจจุบัน ได้บวชแล้วบรรลุอรหัต

เรื่องกัปปรุกขิยเถราปทาน

ขุททกนิกาย อปทาน และอรรถคาถา เล่มที่ 71 หน้า 165-166

อานิสงส์ที่ได้ไหว้พระบรมสารีริกธาตุของพระกัปปรุกขิยเถระอดีตพระเถระรูปนี้ ได้ถวายผ้าหลายผืนที่สวยงาม ไว้ที่พระสถูปเจดีย์ของพระพุทธเจ้า พระนามว่า สิทธัตถะ ในกัปปที่ 94 นับจากภัทรกัปปนี้

ผลของกุศลครั้งนี้ ทำให้พระเถระรูปนี้ได้เกิดเป็นมนุษย์และเทวดาเท่านั้น ทุกๆสถานที่เกิดจะมีต้นกัลปพฤกษ์ พร้อมด้วยผ้ามากมายอยู่ด้วย สามารถนำมาแจกจ่ายกันได้ถ้วนหน้าในหมู่เพื่อนพ้อง ญาติฯ ในกัปปที่ 7 นับจากภัทรกัปปนี้ บุญกุศลได้ให้เกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ์ ถึง 3 ครั้ง มีพระนามว่า สุเจละ ผลบุญนี้ยังนำส่งถึงชาติปัจจุบัน เกิดในตระกูลผู้พรั่งพร้อมเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา เมื่อฟังธรรมแล้วเกิดศรัทธาขอบวช บวชไม่นานนักก็บรรลุอรหัตพร้อมด้วยคุณวิเศษ อันมีปฏิสัมภิทา 4 อภิญญา 6 วิโมกข์ 8

เรื่องคันธมาลิยเถราปทาน

ขุททกนิกาย อปทาน และอรรถกถา เล่มที่ 71 หน้าที่ 338-339

พระเถระรูปนี้ในอดีตชาติ  ครั้งพระพุทธเจ้าสิทธัตถะ กัปปที่ 94 นับจากกัปปนี้ถอยหลังไป ได้บูชาของหอมมีจันทน์ กำยาน การบูร และกฤษณา เอาดอกมะลิอาบแต่งพระเจดีย์ ด้วยผลบุญดังกล่าวนี้ ได้เกิดเป็นเทวดา มนุษย์เท่านั้น จวบจนชาติปัจจุบันเกิดในตระกูลอันมั่งคั่ง เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา บวชไม่นานสำเร็จอรหัต พร้อมด้วย ปฏิสัมภิทา 4 อภิญญา 6 วิโมกข์ 8

เรื่องถัมภาโรปกเถราปทาน

ขุททกนิกาย อปทาน และอรรถกถา เล่มที่ 71 หน้า 481-483

พระเถระรูปนี้ในอดีตชาติ  ครั้งพระพุทธเจ้าธัมมทัสสีดับขันธปรินิพพานแล้ว ท่านมีความเลื่อมใส ได้ปักเสายกธง ไว้ที่พระเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ พร้อมได้ร้อยดอกมะลิประดับเป็นอันมาก บูชาพระบรมสารีริกธาตุนั้น หลังจากมีชีวิตจนชั่วอายุนั้น ตายแล้วเกิดในเทวโลก และมนุษย์โลกเท่านั้น เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ได้บวชและบรรลุอรหัตในที่สุด พร้อมด้วยปฏิสัมภิทา 4 อภิญญา 6 วิโมกข์ 8

เรื่องอธิฉัตติยเถราปทาน

ขุททกนิกาย อปทาน และอรรถกถา เล่มที่ 71 หน้าที่ 478-480

พระเถระรูปนี้ เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าอัตถทัสสี ดับขันธปรินิพพานแล้ว เสียใจว่าตนเองหมดโอกาสที่ดีแล้ว คิดว่าควรจะทำชาตินี้ให้มีประโยชน์ จึงสั่งให้ช่าง ทำฉัตร บูชาพระบรมสารีริกธาตุนั้น ด้วยกุศลอันดีนี้ ได้เกิดในที่ดี คือเป็นมนุษย์และเทวดาสลับกัน จนถึงชาติปัจจุบันเกิดในตระกูลที่ดีได้บวชในพระพุทธศาสนา ไม่นานบรรลุอรหัต พร้อมด้วยปฏิสัมภิทา 4 อภิญญา 6 วิโมกข์ 8

เรื่องชคติการกเถราปทาน

ขุททกนิกาย อปทาน และอรรถกถา เล่มที่ 71 หน้าที่ 659

พระเถระรูปนี้ เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าอัตถทัสสี ดับขันธปรินิพพานท่านได้ สร้างลานดินจัดที่วางดอกไม้ให้เป็นระเบียบ ที่พระสถูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า แล้วบูชาพระบรมสารีริกธาตุ ด้วยกุศลดังกล่าวนี้ หลังจากสิ้นอายุแล้วได้เกิดในเทวโลกและมนุษย์โลกเท่านั้น ไม่เกิดในทุคติเลยจวบจนชาติปัจจุบัน ได้บวชในพระพุทธศาสนา แล้วบรรลุอรหัต พร้อมด้วยปฏิสัมภิทา 4 อภิญญา 6 วิโมกข์ 8

เรื่องปทุมัจฉทนิยเถราปทาน

ขุททกนิกาย อปทาน และอรรถกถา เล่มที่ 71 หน้าที่ 189-191

อานิสงส์ที่ได้บูชาเชิงตะกอนของพระพุทธเจ้าวิปัสสีด้วย ดอกบัว ผลของกุศลนี้ ได้เกิดเป็นเทวดาและมนุษย์หลายๆครั้งพรั่งพร้อมด้วยสมบัติต่างๆ มากมายเหลือคณานับ จนถึงชาตินี้ได้เกิดในตระกูลผู้มั่งคั่ง เมื่อครบวัยได้บวชเป็นภิกษุ บวชไม่นานก็สามารถทำความเพียรให้สู่อรหัตได้ไม่ยาก ไม่ว่าท่านจะพักอยู่ที่วิหารเวลาใด ดอกบัวจะเกิดขึ้นโดยรอบวิหารนั้น

เรื่องสปริวาริยเถราปทาน

ขุททกนิกาย อปทาน และอรรถกถา เล่มที่ 71 หน้าที่ 487-488

พระเถระรูปนี้ เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าปทุมุตตร เมื่อพระพุทเจ้าดับขุนธปรินิพพานแล้ว สาธุชนทั้งหลาย ได้รวมพระบรมสารีริกธาตุไว้ ช่วยกันสร้างพระสถูปเจดีย์ ท่านได้มีส่วน สร้างที่ครอบเจดีย์ด้วยไม้แก่นจันทร์ ไว้เบื้องบนเจดีย์ แล้วทำการบูชาอย่างยิ่งใหญ่ ด้วยผลบุญนี้เมื่อสิ้นชีวิตได้เกิดในสุคติอย่างเดียว คือ เทวดาและมนุษย์เท่านั้น ในชาติปัจจุบันได้เกิดในตระกูลที่ดี ได้บวชแล้วบรรลุอรหัต พร้อมด้วยปฏิสัมภิทา 4 อภิญญา 6 วิโมกข์ 8

เรื่องธาตุวิวัณณเปตวัตถุ

โทษของการห้ามผู้ไปบูชาพระบรมสารีริกธาตุ

ขุททกนิกาย อปทาน และอรรถกถา เล่มที่ 71 หน้าที่ 439-446

เมื่อพระพุทธเจ้าดับขันธปรินิพพานแล้ว พระเจ้าอชาตศัตรูได้ให้มีการฉลองบูชาพระบรมสารีริกธาตุในกรุงราชคฤห์มหาชนจำนวนมากต่างพากันไปบูชาตลอดเวลาหลายปี

ในชนเหล่านั้นมีครอบครัวอยู่ครอบครัวหนึ่ง ซึ่ง ภรรยา ธิดา สะไภ้ ได้นำเครื่องสักการะไปบูชา ตัวของกุฎุมพี (ผู้มีฐานะ) กลับไม่เลื่อมใสและยังห้ามปราม แต่ผู้เป็นภรรยาฯ ก็ไม่ฟัง ยังคงบูชาอยู่ เมื่อตายไปแล้วได้ไปบังเกิดในเทวโลก ส่วนกุฎุมพีหลังจากตาย ได้ไปเกิดเป็นเปรตหนอนชอนไชปาก ส่งกลิ่นเหม็นไปทั่ว

ครั้งนั้น พระกัสสปเถระได้แสดงอภินิหาร ให้เปรตปรากฏต่อฝูงชน แล้วซักถามถึงความเป็นมา

พระเถระถาม                 : 'ท่านยืนอยู่ในอากาศ มีกลิ่นเน่าเหม็น หนอนชอนไชปาก เพราะทำกรรมอะไรไว้?'

เปรตตอบ                     :'เมื่อก่อนกระผมเป็นผู้มั่งคั่งในกรุงราชคฤห์ได้ห้ามปรามภริยาฯไม่ให้ไปบูชาพระบรมสารีริกธาตุ จึงต้องทนทุกข์ทรมานอย่างนี้ ถ้าได้ไปเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้ง คงจะได้บูชาพระบรมสารีริกธาตุเนืองๆ เป็นแน่แท้'

ตามหลักฐานที่ยกมาจากพระไตรปิฏก ช่วยให้ท่านผู้อ่านมองเห็นช่องทางในการต่อยอดคุณความดีจากพระพุทธเจ้า  หากท่านได้อ่านโดยพิจารณาอย่างทั่วถึงแล้ว จะสดุดใจว่า หลายๆท่านก็ไม่ได้ใช้ปัจจัยเป็นเงินทองมากมายเท่าใดนัก แต่ได้รับอานิสงส์ยิ่งใหญ่และยาวนานหลายชาติ เป็นอย่างยิ่ง   โดยแต่ละท่านทำด้วยศรัทธาแท้อย่างแนบแน่นจริงใจไม่ได้คิดหวังว่าจะได้รับอานิสงส์ตอบแทน

ความดีของพระพุทธองค์ การบำเพ็ญความดีนาๆชนิด ของพระพุทธองค์แต่ละพระองค์นั้น บุกบั่นอดทนมาเป็นเวลานานยากที่จะจินตนาการไปถึงได้สิ้นสุด โดยทรงยอมเสียสละแม้ชีวิตเลือดเนื้อทุกอย่าง และพลังงานความดีทั้งหมด ที่พระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ได้ทรงสะสมไว้ ก่อนเสด็จดับขันธปรินิพพาน พลังงานดังกล่าวที่ทรงสะสมเอาไว้ทั้งหมด ก็ยังไม่ได้สูญหายไปไหน แม้พระพุทธองค์ไม่ได้นำไปพระนิพพานด้วยก็ตาม ผู้ที่ไปเคารพกราบไหว้บูชาเทิดทูล ยกย่อง เสมือนได้ไปต่อเชื้อความดีจากเซิร์ฟเวอร์ใหญ่มโหฬาร ให้ข้อมูลที่ล้วนเป็นกุศลบุญราศรีพลังสติปัญญานาๆชนิด ถ่ายทอดเข้ามายังเซิร์บเวอร์ของตนให้อุดมไปด้วยพลังบุญกุศลโดยทางลัด โดยเสียเวลาในการถ่ายเทข้อมูลมาสู่เซิร์บเวอร์ของตนเอง แบบลัดนิ้วมือเท่านั้น 

เปิดโอกาสให้ตนเองได้มีอานิสงส์รับผลของพลังงาน จากพระพุทธองค์ไปด้วยอย่างมิได้คาดคิด พลังงานบุญกุศลที่ได้รับการถ่ายเทมาจากพระพุทธองค์ ด้วยพระมหาเมตตานั้นจึงส่งผล หรือนำมาต่อยอดการทำความดี ของตนให้บรรลุ ถึง'ทาง' ถึง มรรค ผล นิพพาน ได้อย่างสะดวกง่ายดาย ให้ประโยชน์ยิ่งใหญ่แก่ทุกท่านเข้าใจ จากตัวอย่างที่ยกมาจากในพระไตรปิฏก บางท่านบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ก่อนๆถอยหลังไปอย่างยาวนาน ก็ยังได้รับอานิสงส์อยู่เช่นเดิม เป็นสิ่งยืนยันว่าพลังงานของความดีทั้งปวงของพระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์นับแสนๆพระองค์ ยังสถิตย์อยู่ในนานาดาราจักรอย่างบริสุทธิ์บริบูรณ์

เมื่อทุกท่านได้ทราบเหตุและผลตรงนี้ ย่อมจะทราบด้วยว่าในอดีตยาวนานที่ผ่านมา มีพระพุทธเจ้ามาอุบัติและตรัสรู้บนโลกนี้มากมายสุดคณานับ หากเราได้น้อมโมทนาบุญกุศลคุณงามความดีของทุกๆพระองค์โดยทั่วถึง ย่อมเป็นบุญกุศลหนุนเนื่อง ให้แก่ทุกๆท่านได้อย่างดี

แล้วเราจะไปหาองค์ตัวแทนพระพุทธเจ้าได้จากที่ไหน? โดยเฉพาะหลัง พ.ศ. 2550 ไปแล้วนี้หลักฐานแทนพระองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้เสด็จมาอยู่ในดินแดนสุวรรณภูมิโดยครบถ้วนแล้ว ที่วัดภูพลานสูง และที่นำมาเสนอในเว็บเพสท์นี้ และในประวัติของหลวงปู่ใหญ่โมคคัลลานะ  http://ainews1.com/article300.html

ทุกๆท่านสามารถน้อมจิตบูชา และโมทนาบุญกุศล ต่อพระบรมสารีริกธาตุ รอยพระพุทธบาท  รอยพระหัตถ์ของพระพุทธองค์ได้ ก่อนที่จะเดินทางไปกราบนมัสการ ยังวัดภูพลานสูง ได้ทันที

.ในวิสุทธิมรรคแปล ภาค 3 ตอน 1 หน้า 12-18  ปฏิสัมภิทา 4 คือ

  1. อัตถปฏิสัมภิทา             =  ความรู้ในอรรถ
  2. ธัมมปฏิสัมภิทา             =  ความรู้ในธรรม
  3. นิรุตติปฏิสัมภิทา           =  ความรู้ในการกล่าว ธรรมนิรุตติ
  4. ปฏิภาณปฏิสัมภิทา        =  ความรู้อย่างกว้างขวางในความรู้ทั้งหลาย

ในขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่มที่ 68 หน้า 950-1036     อภิญญา 6 คือ

  1. อิทธิวิธ                       =  แสดงฤทธิ์ได้ต่างๆ
  2. ทิพพโสตธาตุญาณ        =  ความรู้ ดุจได้ยินด้วยโสตธาตุ อันเป็นทิพย์
  3. เจโตปริยญาณ              =  ความรู้ กำหนดใจ (คนอื่น) ได้
  4. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ  =  ความรู้ในอันตามระลึกถึงชาติก่อนๆ ของตนได้
  5. สตตานัง จุตูปปาตญาณ   =  ความรู้ในเรื่องตายไปและได้กำเนิดขึ้นแห่งสัตว์ทั้งหลาย
  6. อาสวกขยญาณ             =  คือญาณที่ทำให้กิเลสหมดสิ้นไป

วิโมกข์ 8 คือ  รูปฌาน 4 และ อรูปฌาน 4

รูปจำลองดาวนิบิรุ ที่โคจรสวนทางกับโลกอย่างงเฉียดฉิว นักดาราศาสตร์อัฟเดทเอาไว้ประมาณ 14 ก.พ. 2013

เกิดพลังเหนี่ยวนำของสนามแม่เหล็กย้ายแกนโลกเคลื่อนที่ไปประมาณ 90 องศา

 

ส่วนมนุษย์ในยุคใหม่ที่ดีเอ็นเอเปลี่ยนไป หลังจากโลกย้ายแกนใหม่แล้ว และสุริยะจักรวาลพร้อมกับโลก ได้สลับจากกาแลกซี่ทางช้างเผือก เคลื่อนไปสู่แรงดึงดูดของ กาแลกซี่ไตรแองกุลัม ทางทิศตะวันออก ของยุคชาวศิวิไลซ์ ซึ่งเน้นความดี มีศีลธรรม แทนสังคมเงินทอง ซึ่ง หลวงปู่ประเสริฐ อวยชัยให้พรให้ลูกหลานปัจจุบัน พยายามนำพาชีวิตอยู่ไปให้ถึงยุคใหม่ให้ได้...

http://www.ainews1.com/modules.php?name=Web_Board&file=view&No=215

'ปี 2555 เมืองไทยจะเกิดวิกฤติ จนถึงขั้นอาจตกต่ำลงไป'  ซึ่งพ่อเจ้าราชครูโพนสะเม็กกล่าวเตือนลูกหลานเอาไว้   http://ainews1.com/article311.html

 

สำหรับท่านที่ไม่ ประมาทเข้าถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่นานแล้วนั้น...ด้วยสัญชาติญาณของ สัตว์โลกย่อมหาหนทางนำชีวิตให้อยู่รอดปลอดภัยอย่างเต็มกำลัง หากท่านที่อยู่ในกลุ่มนี้ ก็ลองหาความรู้ต่อไปอีกให้ทะลุเป้าหมาย  ว่าแล้วเราจะจัดการเตรียมการณ์ล่วงหน้าให้แก่ตัวเราและครอบครัวได้อย่างไร บ้าง   จะมีเครื่องทุ่นแรงในปัจจุบันอย่างใดบ้างที่จะช่วยเหลือเราให้คล่องตัวอย่าง ทันเวลา ลองแวะที่ลิงค์นี้.  http://www.ainews1.com/article36.html

เชิญทุกท่าน ร่วมสร้างบุญกุศลด้วยกัน ....ส่งข่าวสารแก่เพื่อนๆ มีโอกาสชมจิ๊กซอร์ต่างๆ สำหรับนักค้นหาสาระชีวิตต่อภาพส่วนตัว ทั้ง ด้านโลกียะและโลกุตระ ที่ ainews1.com จัดไว้บริการให้แก่เพื่อนๆต่างวัยทุกคน ฟรี ที่ลิงค์ /article385.html     Bookmark and Share