ประวัติศาสตร์การอัญเชิญพระบรมธาตุจากอินเดียกลับสู่ย่านสุวรรณภูมิ โดยพระมหาเทวจักร

/article309.html

Bookmark and Share

พระมหาเทวจักร กิตฺติโก ซึ่งเป็นชาวมอญโดยกำเนิด เป็นประธานสงฆ์ในเขตสุวรรณภูมิเชื้อชาติมอญขาว เป็นพระสงฆ์ที่ได้รับพระธรรมเทศนาโดยตรง  จากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ระหว่างที่พระพุทธองค์เสด็จมาดินแดนสุวรรณภูมิ 2 ครั้ง ตั้งแต่ ครั้งพระพุทธองค์ทรงมีพระชนมายุ 50 และ 57 พระพรรษา ในครั้งที่ 2 พระพุทธองค์ได้เทศนาโปรดพระมหาเทวจักรที่ถ้ำพระสาวก บนยอดเขาแห่งภูพลานสูง จังหวัดอุบลราชธานี ในบริเวณใกล้ๆกับ ผลาญหินที่ประทับรอยพระพุทธบาท และรอยพระหัตถ์บนหน้าผาหิน ครั้งนี้พระมหาเทวจักรได้บรรลุอรหัตผล

ขณะนี้ยังไม่มีรูปเหมือนของหลวงปู่มหาเทวจักร เอาเป็นว่าเป็นชาวมอญขาวสูงโปร่ง ลักษณะท่าทางหล่องามสง่าน่าเลื่อมใสไปก่อน รอโอกาสไปก่อนที่จะมีศิลปินมาวาดภาพในดวงจิตถวายหลวงปู่ฯ แต่ถึงอย่างไรก็ดีหลวงปู่ฯมีสิ่งดีๆกว่านั้นคือ พระธาตุแทนองค์ของหลวงปู่ฯลักษณะคล้ายเนินเขาภูพลานสูง ซึ่งเป็นเขตที่ตั้งวัด สำหรับลูกหลานยุคใหม่ที่ได้ศึกษาชีวประวัติ และภารหน้าที่อันสำคัญยิ่งเป็นบุคคลากร ที่พระพุทธองค์ทรงเลือกให้เป็นผู้มารองรับสืบต่อพระศาสนา ย้ายถิ่นฐานเดิมจากกรุงราชคฤห์ประเทศอินเดียมาสู่ดินแดนสุวรรณภูมิ ได้ตระเตรียมการณ์เอาไว้ล่วงหน้า สำหรับการอุบัติครั้งใหม่ของพระพุทธองค์ในมิติใหม่ช่วงหลังกึ่งพุทธกาล ซึ่งพระพุทธองค์ทรงทราบเป้าหมายล่วงหน้าในการสืบต่อพระศาสนาให้เจริญรุ่งเรือง เกิดพระอริยะเจ้าที่บรรลุอรหัตผล เพิ่มอีกประมาณ 7000,000 พระองค์ เฉกเช่นสมัยต้นพุทธกาลอีกวาระหนึ่ง ท่านผู้ใดต้องการจะเป็นหนึ่งในจำนวนนั้น ก็เร่งศึกษาปฏิบัติได้แต่บัดนี้หลังกึ่งพุทธกาลยุคชาวศิวิไลซ์ต่อไปจนครบ 5,000 ปี

จึงได้เตรียมการล่วงหน้าเอาไว้ประมาณ 2575 ปี เพิ่งมาเปิดเผยตัวการอุบัติครั้งใหม่ที่ค่อนข้างสมบูรณ์ด้วยเอกสารและหลักฐานต่างๆของพระพุทธองค์ และมหาสาวกอีกหลายพระองค์ เมื่อ พ.ศ. 2550 ที่เพิ่งผ่านไป ที่วัดภูพลานสูง ส่วนลูกหลานที่ต้องการพบปะและพูดคุยกับหลวงปู่เทวจักร ว่ามีเมตตาที่น่ารักเคารพและเป็นบุคคลสำคัญ ในประวัติศาสตร์ท่านหนึ่งต่อการอุบัติครั้งใหม่ของพระพุทธศาสนาในยุคหลังกึ่งพุทธกาล บนแผ่นดินสยาม ที่จังหวัดอุบลราชธานี ทางพื้นที่ตอนใต้ของจังหวัด บนป่าเขาเนินสูงเกือบ 400 เมตรจากระดับน้ำทะเล ที่มองเห็นวิวทิวทัศน์ของ อำเภอนาจะหลวย ที่อยู่ทางด้านทิศเหนือ และเลยไปทางช่องเม็ก และอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่พื้นที่หลายสิบตารางกิโลเมตร ทอดยาวในแนวเหนือใต้ขนานกับชายแดนไทยและลาว ปล่อยน้ำล้นลงแม่น้ำมูลที่บริเวณอำเภอโขงเจียม ก่อนต่อเชื่อมไปลงแม่โขงในประเทศลาวตอนใต้

หลวงปู่มหาเทวจักรได้บันทึกเรื่องราวที่ได้รับมอบหมายจากพระพุทธองค์ ใส่ลงพระคัมภีร์โบราณไว้ประมาณ 2525 ปี และได้ทำพินัยกรรมเอาไว้ว่า ต่อไปในภายภาคหน้า เมื่อมีพระยาธรรมมาเกิดขึ้น ได้ค้นพบพระคัมภีร์นี้แล้ว ให้นำพระคัมภีร์มาจารึกใส่หน้าผา ที่ปรากฏรอยพระหัตถ์ดังกล่าวไว้ เพื่อจะให้เป็น หน้าผาประวัติศาสตร์ ตามพุทธประสงค์ เมื่อได้ทำสำเร็จแล้ว จึงได้กาลเวลาอันสมควรที่จะเปิดรอยพระหัตถ์นี้สืบต่อไป ภาระกิจสำคัญในพินัยกรรมดังกล่าว หลวงพ่อภรังสีได้จัดดำเนินการบนหน้าผาที่ค้นพบรอยพระหัตถ์เป็นที่เรียบร้อย แล้วจึงได้ประกาศเปิดรอยพระหัตถ์ ทำบุญตักบาตร ถวายสังฆทาน อุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษ เทพยดาอารักษ์ น้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระบรมวงศานุวงศ์แห่งราชวงจักรีทุก ๆ พระองค์ ในวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๑

ซึ่งมีพุทธบริษัทร่วม ๖๐๐ คน ในพิธีดังกล่าว เพื่อให้เป็นตำนาน หน้าผาประวัติศาสตร์ตามพุทธประสงค์ ตั้งแต่ต้นในวันที่ทรงประทับรอยพระหัตถ์สืบไปจนครบ 5,000 ปี พร้อมด้วยพลังงาน ขอให้สำเร็จ  ที่พระพุทธองค์ทรงกระทำสัจจอธิษฐาน ใส่พลังงานนั้นเอาไว้ในแผ่นหินรอยพระหัตถ์ (เหตุที่พระพุทธองค์ได้ทรงได้ทำไว้ทุกอย่าง ลูกหลานภายภาคหน้าทราบรายละเอียดแล้ว มีหน้าที่ไขปริศนาต่างๆที่พระพุทธองค์ได้ทรงเมตตาจัดทำเอาไว้ให้ล่วงหน้า 2575 ปีให้แจ่มแจ้งแก่ดวงจิตแห่งตนสืบไป)

พระธาตุหลวงปู่มหาเทวจักร

การเดินทางของพระมหาเทวจักรไปอัญเชิญพระบรมธาตุ ต่อมาเมื่อพระพุทธองค์ ทรงเสด็จปรินิพพานแล้ว พระมหาเทวจักรได้รับคำสั่งจากหลวงปู่พระมหากัสสปะ ให้ไปรับมอบพระบรมสารีริกธาตุ ณ ประเทศอินเดีย เมืองโกสัมภี ด้วยความที่ท่านสำเร็จเป็นพระอรหันต์ประเภทมีฤทธิ์ อภิญญา 6  ปฏิสัมภิทา 4 และวิโมกข์ 8 ท่านจึงไปอินเดียด้วยการเหาะเหินไปเองทางอากาศ พร้อมกับย่นระยะทางให้สั้นเข้า ทุกอย่างจึงดูสะดวกง่ายดาย ไม่ต้องเดินธุดงค์ หรือใช้ยานพาหนะใดๆให้ยุ่งยาก และก็ไม่จำเป็นต้องมีผู้ติดตามด้วย

ในปี พ.ศ.๑๒ ได้มีพิธีมอบพระบรมสารีริกธาตุ ข้อพระหัตถ์เบื้องขวา และ พระสรีรังคารบรมธาตุ ณ เมืองโกสัมพี ซึ่งมี พระยาโปฑัญญะ เจ้าเมือง เป็นประธานฝ่ายอาณาจักร และ พระมหากัสสปะ เป็นประธานฝ่ายพุทธจักร พร้อมด้วยคณะพระอริยสงฆ์ ๑๙ รูป เป็นสักขีพยาน

คำว่าประเทศอินเดียนั้นกว้างใหญ่กว่าอินเดียปัจจุบัน เป็นประเทศอินเดียเก่าในพื้นที่แถบสีชมพูทั้งหมด ซึ่งรวมพื้นที่ประเทศพม่า และประเทศไทยเข้าไปด้วย ในความเข้าใจของผู้จัดทำแผนที่โลกในขณะนั้น เป็นคนละประเทศกับประเทศอินเดียที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ติดกับทะเล และในพระไตรปิฏกโดยเฉพาะในพระสูตรหลายๆพระสูตร ที่กล่าวถึงสถานที่ต่างๆทั้งทิศทางสถานที่ตั้ง ระยะทางระหว่างเมืองต่างๆที่พระพุทธองค์ทรงเสด็จไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา ในที่ห่างไกล นับหลายๆร้อยกิโลเมตรในแต่ละคราว

ก็ค่อนข้างใกล้เคียงกับตัวเมืองต่างๆในแผนที่โบราณ และคัดค้านตรงกันข้ามกับที่ชาวอังกฤษ ที่เพิ่งมารื้อฟื้นสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาในอินเดียปัจจุบัน เมื่อร้อยกว่าปีภายหลังต้นพุทธกาลหลายพันปี และนำไปเทียบเคียงอ้างอิงชื่อเมืองต่างๆคล้ายๆกันในประเทศอินเดียใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าค้นคว้าต่อไปของนักประวัติศาสตร์ ที่อาจจำเป็นต้องใช้ญาณทัสสนะเข้ามาร่วมด้วย  เนื่องจากระยะเวลาหลายพันปีที่ผ่านมา ก่อนพระพุทธศาสนาจะอุบัติขึ้นในโซนเอเซีย ดังแผนที่โบราณที่ชาวยุโรปได้จัดทำแผนที่โลกเอาไว้

เมื่อเปรียบเทียบกับแผนที่โลกปัจจุบันที่ลิงค์นี้http://maps.google.co.th/maps?f=q&source=s_q&hl=th&geocode=&q=orientis+tabula&sll=-1.757537,144.140625&ie=UTF8&hq=orientis+tabula&hnear=&ll=33.137551,88.242188&spn=

60.648493,180&z=3

เมื่อพระมหาเทวจักรได้รับมอบพระบรมสารีริกธาตุ ข้อพระหัตถ์ขวา และพระสรีรังคาร เรียบร้อยแล้ว ก็เดินทางกลับสุวรรณภูมิ ได้มาแวะพักที่เมืองหงสาวดี ซึ่งมีเจ้าเมือง พระยาอิศเรศหงสา ซึ่งเป็นชาวมอญพระองค์ได้ขอแบ่งพระบรมสารีริกธาตุองค์หนึ่ง ซึ่งมีสัณฐาณเท่าเมล็ดข้าวโพดจากพระมหาเทวจักร และได้ประดิษฐานไว้ที่ วัดท่าพระนอน เมืองย่างกุ้ง ในปัจจุบัน

การเสด็จของพระบรมสารีริกธาตุในโอกาสสำคัญ

เวลาผ่านไป 1 ปี เจ้าเมืองต่างๆรอบเมืองหงสาวดีก็ทำสงครามกัน เพื่อจะแย่งกันครอบครองพระบรมสารีริกธาตุ พระมหาเทวจักรจึงได้เหาะหนีออกจากเมือง พร้อมด้วยพระบรมสารีริธาตุ และพระสรีรังคาร ขึ้นไปทางภาคเหนือของดินแดนสุวรรณภูมิ ได้ไปชักชวนผู้มีศรัทธาสร้างพระเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ก็อยู่ที่นี่ได้ไม่นานก็เกิดสงครามแย่งชิงเช่นเดิม ท่านจึงย้ายลงมาที่เมืองเชียงแสนในปัจจุบันคราวนี้ ใช้นโยบายใหม่

พระมหาเทวจักรเชิญประชุมเจ้าเมืองต่างๆ ตกลงกันว่าเมืองของใครพร้อม ที่จะจัดสร้างสถานที่รองรับพระบรมสารีริกธาตุเสร็จก่อนใครอย่างสมพระเกียรติ ก็จะนำพระบรมสารีริกธาตุไปประดิษฐาน ณ ที่นั้น ปรากฏว่า 'พระยาอัญญาอ่องแว' เจ้าเมืองนครจำปาศรี ซึ่งชนชาติขอม เสนอตัวที่จะน้อมถวายปราสาท 'อินทปัฏ' ซึ่งเป็นเทวสถานของนครจำปาศรีที่ได้สร้างไว้เสร็จเรียบร้อยแล้ว เป็นสถานที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุฯ

ทั้งคณะจึงได้ติดตามไปตรวจความเหมาะสมของปราสาท 'อินทปัฏ' แล้วลงความเห็นพ้องกันว่าเป็นสถานที่เหมาะสมในการประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุเอาไว้ที่นี่ ได้เป็นเวลา 16 ปี ก็เกิดสงครามแย่งชิงพระธาตุขึ้นอีก คราวนี้ พระมหาเทวจักร นำพระบรมสารีริกธาตุ เหาะเข้าป่าได้เหาะลงมาตรงกลางปราสาทหินศาลพระพรหม ซึ่งเป็นที่ไหว้พระพรหมของเหล่ากษัตริย์ ที่ปราสาทนั้นมีเทวยักษ์ตนหนึ่งเป็นผู้เฝ้าอยู่

 

พรหมเทวดามาสักการะพระบรมสารีริกธาตุในวันสำคัญ

เมื่อได้เจรจากับเทวยักษ์ที่ทำหน้าที่เฝ้าปราสาทของพราหมณ์ เป็นที่เข้าใจดีแล้วจึงเหาะขึ้นสู่ยอดพระเจดีย์ นำพระบรมสารีริกธาตุทั้งหมดบรรจุเอาไว้ในยอดพระเจดีย์ สืบต่อมาอีกนับพันปี  ที่ไม่มีมนุษย์ผู้ใดได้เห็นพระบรมสารีริกธาตุอีกเลย ณ สถานที่นี้ พระมหาเทวจักรได้มอบหมายภารกิจสำคัญ 2 ประการให้แก่เทวยักษ์รับดำเนินการต่อไป

  1. มอบให้เทวยักษ์ผู้มีฤทธิ์ เฝ้าอารักขาพระบรมสารีริกธาตุที่บรรจุเอาไว้บนยอดพระเจดีย์ให้ปลอดภัย
  2. มอบหมายให้เทวยักษ์ติดตามหาพระยาธรรม ซึ่งจะมาอุบัติหลังจากกึ่งพุทธกาล หรือ พ.ศ. 2500 ไปแล้ว ในขณะนั้นอยู่ใน พ.ศ. 29 และพระมหาเทวจักรก็ได้ละสังขารเข้าสู่พระนิพพาน ใน พ.ศ.30 โดยได้ทำบันทึกเหตุการณ์อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุเอาไว้ทั้งหมด ลงในพระคัมภีร์โบราณ พร้อมด้วยพินัยกรรม และได้เก็บรักษาเอาไว้ ณ พระเจดีย์ที่เทวสถานพราหมณ์ นั่นเอง

คำสั่งของพระมหาเทวจักร ต่อเทวยักษ์ ระบุไว้ว่า 'ให้ท่านตามหาบุคคลผู้มีพระยาธรรม ผู้มีบุญบารมีที่จะรองรับพระบรมสารีริกธาตุ สามารถประกาศเชิดชูบูชาพระเกียรติคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งบุคคลผู้นี้จะมาบังเกิดที่สุวรรณภูมิในช่วงกึ่งพุทธกาล'

เป็นที่น่าสังเกตว่า ปราสาทเทวสถานพราหมณ์ ที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ครั้งหลังสุดที่พระมหาเทวจักร ได้นำไปซ่อนไว้บนยอดพระเจดีย์ และให้เทวยักษ์เป็นผู้อารักขามาเป็นเวลา 2520 ปี กว่าที่จะตามหา พระยาธรรม ได้พบตัว และรอจนกว่าพระบรมสารีริกธาตุทุกพระองค์จะได้เวลาอันสมควร เสด็จมายังวัดภูพลานสูง สุดท้ายในปี พ.ศ. 2549 นั้น ภูมิประเทศในส่วนของปราสาทพราหมณ์แห่งนี้ก็ยังปลอดภัยดีตลอดมา พระเจดีย์ก็ยังมั่นคงแข็งแรง แสดงว่าในพื้นที่ที่พระมหาเทวจักรได้ทรงคัดเลือกนั้น เป็นสถานที่ปลอดภัยจากการเกิดแผ่นดินไหว และการสร้างพระเจดีย์ด้วยหินมั่นคงมาก เมื่อสร้างเสรร็จแล้วยังให้เทวยักษ์ผู้มีฤทธิ์เฝ้าอารักขาอีกด้วย (เป็นความชาญฉลาดของคนโบราณ)

ภารกิจที่ยิ่งใหญ่ของโลกและธรรม พิจารณาจากภารกิจของพระมหาเทวจักร ประธานสงฆ์แห่งสุวรรณภูมิ ก็เป็นภารกิจที่หนักหน่วงยาวนาน ต่อการติดตามดูแลอารักขาพระบรมสารีริกธาตุ เอาไว้อย่างดี จนถึงวาระสืบต่อพระพุทธศาสนาในดินแดนสุวรรณภูมิ ที่พระพุทธองค์ได้ทรงเลือกสถานที่เอาไว้ สำหรับการอุบัติครั้งใหม่หลังกึ่งพุทธกาล ของ พระพุทธองค์ในมิติใหม่ ด้วยพระสรีรังคาร พระโลหิตธาตุ รอยพระพุทธบาท รอยพระหัตถ์ หน้าผาหิน ลายแทงของหลวงปู่สิวลี และมหาคำภีร์โบราณ จารึกรายละเอียดของการเสด็จมาทรงทำภารกิจ ที่ดินแดนสุวรรณภูมิ ตั้งแต่ทรงมีพระชนมายุ 50 และ 57 พระพรรษา ตามเป้าหมายให้การดำรงอยู่ของพระศาสนาจวบสิ้น 5,000 ปี้

ภูมิประเทศของวัดภูพลานสูง อยู่บนยอดเขาสูงประมาณ 390 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล มีพื้นที่ส่วนยอดภูยาวประมาณ 1,000 เมตร กว้างประมาณ 200 เมตรตั้งอยู่สุดสายถนนวิสูตรโยธาภิบาล ถนนเส้นประธานผ่านตัวอำเภอนาจะหลวย จากระดับ 200 เมตรเหนือน้ำทะเลค่อยๆไต่ความลาดเอียงขึ้นเนินเขาภูพลานสูงไปอีกประมาณ 2 กิโลเมตร ที่ตั้งวัดอยู่บนที่ลาดเอียงของภูส่วนนี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในกุ่มภู ที่มีลักษณะเป้นกลีบๆดอกไม้รูปกลมรัศมีประมาณ 7 กิโลเมตร มองจากเบื้องบนอากาศคล้ายๆดอกเดซี่บาน ประกอบด้วยภูต่างๆเป็นกลีบๆออกจากตรงกลาง ซึ่งมีระดับสูงเชิงที่ราบนูนต่ำส่วนตรงกลางดอกประมาณ 420 เมตรจากระดับน้ำทะเล

เป็นกลุ่มภูเขาเพียงกลุ่มเดียวในบริเวณนี้แนบติดกับเทือกเขาเรียบชายตะเข็บชายแดนไทยและลาวตอนใต้  ทิวทัศน์มองมาทางทิศเหนือจะเป็นตัวอำเภอนาจะหลวยที่ลาดเอียงต่อไปทางทิศเหนือ มีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่พื้นที่หลายสิบตารางกิโลเมตรในแนวทิศเหนือใต้เรียบชายแดนไทย-ลาวตรงไปที่ช่องเม็ก   ที่ตั้งวัดฯเป็นทำเลที่มีอากาศดี เนื่องจากลมที่พัดมาจากพื้นที่ราบต่ำฝั่งลาวและเขมร   และบริเวณที่ตั้งวัดก็มีผืนป่าเขาที่ยังเขียวชอุ่ม ตั้งอยู่ในระหว่างขุนเขาโดยรอบ ที่มีระดับต่ำกว่าทางทิศเหนือและบนภูนี้ยังมีแหล่งน้ำผุดจากเมืองบาดาล ชาวบ้านเรียก 'น้ำบุ้น' ที่ซึ่งพระพุทธองค์ได้เสด็จไปทรงสรงน้ำ ณ ที่นี้

แล้วจึงเสด็จไปประทับรอยพระพุทธบาทบนพลาญหิน โดยทรงให้หลวงปู่สิวลีและพระอานนท์ยกหินออกเพื่อให้น้ำบุ้นไหลออกมา สำหรับใช้สรงน้ำบนยอดเขา (จะเรียกว่าธรรมชาติจัดสรรเอาไว้รอรับ การสรงน้ำของพระพุทธองค์ก็ไม่ผิด รอวาระให้พระพุทธองค์ทรงมาเปิดก๊อกใช้น้ำบาดาลเป็นพระองค์แรก และยังเป็นเส้นทางให้พญานาคีศรีสุทโธ และกรรมมหาฤทธิ์ตามสายน้ำมาเฝ้าทูลพระบาทอีกด้วย)  ส่วนทางทิศตะวันตกเฉียงใต้เป็นกลุ่มเขาอื่นๆอีกหลายลูกอยู่เหนือขึ้นไปเป็นฉากหลัง เมื่อมองขึ้นมาจากตัวอำเภอนาจะหลวย  แวะชมทัศนียภาพจากภาพถ่ายดาวเทียมได้ที่ ...

http://maps.google.co.th/maps?f=q&source=s_q&hl=th&geocode=&q=orientis+tabula&sll=-1.757537,144.140625&ie=UTF8&hq=orientis+tabula&hnear=&ll=14.506195,105.273356&spn=

0.017658,0.043945&t=h&z=15

เมื่อท่านได้ชมทัศนียภาพจากภาพถ่ายดาวเทียมแล้ว ทุกท่านจะปลาดใจ ที่ผลการเลือกทำเลที่ตั้งวัดจากญาณทัสสนะ ของพระพุทธองค์มีความแม่นยำเหมาะสมในทุกๆด้าน และช่างนับเป็นโชคมหาโชค ของชาวสุวรรณภูมิ เป็นทำเลที่มีความสงบร่มเย็น แม้จะอยู่ค่อนมาทางชายแดนไทยด้านตะวันออกเฉียงใต้ก็ตามก็ยังอยู่ในเขตประเทศไทย และผู้ที่อยู่บนทำเลแห่งนี้ในอีกไม่นานก็จะเห็นการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ราบต่ำทางด้านทิศตะวันออก ติดกับแนวเขตประเทศไทยที่น่าเวทนาสงสารยิ่ง ไม่ต่างจากพื้นที่ราบลุ่มภาคกลางโดยรอบกรุงเทพของประเทศไทยอีกประมาณ 10,000 ตารางกิโลเมตร ที่อาจต้องประสบกับการเปลี่ยนแปลงปรับสมดุลขนานใหญ่ของเปลือกโลก เพื่อให้โลกยังหมุนรอบแกนได้อย่างราบเรียบ หลังจากที่ได้ย้ายแกนใหม่เป็นที่เรียบร้อย

สำหรับผู้คนยุคปัจจุบันอาจยังนึกจินตนาการไม่ออก ว่าเพราะเหตุใด พระพุทธองค์จึงเล็งเห็นเหตุการณ์อนาคตต่างๆ และได้ทรงตระเตรียมงานทุกอย่างเอาไว้แต่เนิ่นๆ 2575 ปี ที่ผ่านมา ทั้งนี้ก็เนื่องด้วยอำนาจพระบารมี และสัพพัญญุตญาณของพระพุทธองค์นั่นเอง ซึ่งการใช้ญาณทัสสนะนั้น ร่วมกับสันตติ ไม่มีมิติของเวลาเข้ามาเป็นอุปสรรค เป็นการใช้ปัญญาของภาวะจิตเดิม ที่ทุกๆสรรพสัตว์ก็มีอยู่ในตนอยู่แล้วทั้งนั้น ไม่ผ่านระบบสมองและการนึกคิด ที่อาศัยลมหายใจเข้าออก ไม่ต้องไปตามหาจากนอกกายแต่อย่างใด

นอกจาก พลังมโนธาตุ ที่ถูกบรรจุลงไปในวัตถุต่างๆแล้ว พลังปราณหรือพลังชีวิตก็สามารถโปรแกรมจิตใส่ลงไปในวัตถุได้ด้วย เช่นท่านเทวยักษ์ใช้หัวสิงห์ทำด้วยหินทรายแกะสลัก และเศียรพรหม 4 หน้าออกตามหา พระยาธรรม เป็นต้น เมื่อตามพบตัวพระยาธรรมแล้ว ก็จะส่งข่าวกลับมายังเจ้าของโปรแกรมจิตคือเทวยักษ์ทันที หรือผู้ที่มีเหรียญธรรมจักรของพระอาจารย์รัตน์ อยู่กับตัวก็ตาม ผู้มีไว้กับตัวสามารถรับสัมผัสพลังปราณ พลังมโนธาตุ ที่พระอาจารย์โปรแกรมจิตใส่เอาไว้ ได้ทั้งทางกาย และจิตใจ ว่าอาจารย์คอยติดตามประคับประคองคอยให้กำลังใจ เป็นการกระตุ้นเตือนให้ผู้สวมใส่ด้วยความเคารพศรัทธา ได้รับทราบและเร่งทำความเพียรตามหลักการในมหาสติปัฏฐานได้อย่างต่อเนื่อง

วัตถุธาตุต่างๆเหล่านี้ ดูผ่านๆอาจไม่เห็นความสำคัญ แต่พลังงานต่างๆที่ถูกโปรแกรมจิตใส่ลงไปนั้น สามารถช่วยให้ผู้เข้าใจช่วยการปฏิบัติ ธรรมขั้นต้นได้อย่างดี เช่นแสงทิพย์นิพพานของพระวิสุทธิพุทธรังษีบรมธรรมบิดา สามารถช่วยปิดอบายภูมิให้แก่ลูกๆได้ อย่างน้อยตายจากความเป็นมนุษย์ก็ไปตั้งหลักที่สูคติภูมิก่อน และยังมีครูอาจารย์บางท่านที่ท่านเรียกหาสมบัติเก่าของท่านจากเมืองบาดาล เป็นแก้วมณีต่างๆมาให้แก่ผู้มีจิตศรัทธาสำหรับใช้บรรเทาทุกข์ทางกายและใจ ให้ ความโลภ โกรธ หลง ทุเลาเบาบาง ปรับภาวะจิตใจให้เหมาะควรแก่การบำเพ็ญความเพียรให้เข้าถึง 'ทาง' ของตนได้สะดวกง่ายดายยิ่งขึ้น ได้เช่น พระขรรค์แก้วกายสิทธิ์

ดังนั้นพระคุณและมหาเมตตาของพระมหาเทวจักร ภารกิจและพระเกียรติคุณอันยิ่งใหญ่ในพระพุทธศาสนา ที่ทรงเสียสละทุกอย่างเพื่ออุทิศให้แก่การสืบต่อพระพุทธศาสนาของพระพุทธโคดมให้คงอยู่ต่อไปจนครบ 5,000 ปี บนแผ่นดินสุวรรณภูมินี้ ลูกหลานชาวไทยบนดินแดนแห่งนี้ จึงเป็นหนี้บุญคุณ ขององค์ท่านพระมหาเทวจักรเป็นอย่างสูงยิ่ง ที่ได้ทรงร่วมมมือกับพระพุทธองค์ และมหาสาวกองค์อื่นๆและเทพเทวาต่างๆ ปฏิบัติภารกิจอันสำคัญยิ่งของมนุษยชาติและสรรพสัตว์ทั้ง 3โลก ในการสืบทอดอายุพระพุทธศาสนา ที่บรรดาลูกหลานทั้งหลายที่ได้ทราบรายละเอียดทั้งหมด

และได้มีโอกาสสักการะกราบไหว้บูชา องค์แทนพระองค์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทุกๆอย่างที่ได้เสด็จมาพร้อมแล้ว ที่ วัดภูพลานสูง และสถานที่ใกล้เคียงซึ่งพระพุทธองค์ ได้อธิษฐานจิตบรรจุพลังงานต่างๆเอาไว้อย่างครบถ้วน เนื่องด้วยวัตถุธาตุทุกชนิดต่างก็มีธาตุรู้อยู่ภายในนิวเครียสของวัตถุนั้นๆทุกชนิด รวมทั้งมีธาตุว่าง สำหรับรองรับโปรแกรมจิตต่างๆที่พระพุทธองค์ทรงตั้งพระทัยบรรจุเอาไว้ ให้แก่ผู้ที่มีศรัทธาเคารพบูชาพระพุทธองค์ และจากในภาพที่นำมาโพสท์เอาไว้ ให้ทุกท่านที่มีจิตศรัทธา ได้พึ่งพาอาศัยทำประโยชน์ตน ให้สัมฤทธิ์ผลโดยเร็ว พร้อมกับระลึกนึกถึง หลวงปู่พระมหาเทวจักร นึกน้อมถวายบุญกุศลไปบูชาพระองค์ท่านตลอดเวลา จริงอยู่หลวงปู่พระมหาเทวจักร ไม่ต้องการบุญกุศลใดๆอีกแล้ว แต่ลูกหลานที่ได้น้อมนำบุญกุศลที่ตนทำแล้วไปบูชาท่านนั้น ด้วยความกตัญญูกตเวที เมื่อพลังงานเหล่านี้ไปถึงเซิร์บเวอร์ของหลวงปู่ฯ

หลวงปู่ฯก็จะส่งคืนกลับมาให้ผู้บูชาเพิ่มขึ้นอีก มากมายมหาศาลสุดคณานับ  เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงให้ผู้บูชาสำเร็จประโยชน์ตนที่มุ่งหวังตั้งเป้าเอาไว้ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น ทั้งทางโลกและทางธรรม จนกว่าจะแยกทางกันเหลือแต่ทางธรรมเพียงอย่างเดียว เมื่อเข้าเขตของมรรคเบื้องปลาย ที่ต้องดำรงรักษามรรคเอาไว้อย่างต่อเนื่องตลอดเวลา หรือการรักษาพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์นั่นเอง อยู่เป็นเนื้อนาบุญให้แก่ผู้ที่ให้การเอื้อเฟื้อสงเคราะห์ให้มีชีวิตอยู่ต่อไปจนสิ้นอายุขัย หมดภารกิจทางโลก ที่ต้องทำ ไม่ต้องใช้เจตนาใดๆในทุกๆเรื่องหรือไม่สร้างกรรมใหม่ขึ้นในแต่ละเรื่องในทางโลก ซึ่งไม่ใช่กิจของผู้ที่ดำรงรักษาพรหมจรรย์แต่ประการใด

ภาระกิจใดๆทางโลก จะหมดไปเมื่อจิตบรรลุมรรค ผล จิตแยกตัดขาดจากใจและขันธ์ 5แล้วอย่างสิ้นเชิง

back up data...http://tamroiphrabuddhabat.com/xmb/viewthread.php?tid=719#18  และ

http://www.suriyathat.net/readarticle.php?article_id=2   อ.ชัย แสงทิพย์ และคุณ เอกอิสสโร

 

ส่วนมนุษย์ในยุคใหม่ที่ดีเอ็นเอเปลี่ยนไป หลังจากโลกย้ายแกนใหม่แล้ว และสุริยะจักรวาลพร้อมกับโลก ได้สลับจากกาแลกซี่ทางช้างเผือก เคลื่อนไปสู่แรงดึงดูดของ กาแลกซี่ไตรแองกุลัม ทางทิศตะวันออก ของยุคชาวศิวิไลซ์ ซึ่งเน้นความดี มีศีลธรรม แทนสังคมเงินทอง ซึ่ง หลวงปู่ประเสริฐ อวยชัยให้พรให้ลูกหลานปัจจุบัน พยายามนำพาชีวิตอยู่ไปให้ถึงยุคใหม่ให้ได้...

http://www.ainews1.com/modules.php?name=Web_Board&file=view&No=215

'ปี 2555 เมืองไทยจะเกิดวิกฤติ จนถึงขั้นอาจตกต่ำลงไป'  ซึ่งพ่อเจ้าราชครูโพนสะเม็กกล่าวเตือนลูกหลานเอาไว้   http://ainews1.com/article311.html

 

สำหรับท่านที่ไม่ ประมาทเข้าถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่นานแล้วนั้น...ด้วยสัญชาติญาณของ สัตว์โลกย่อมหาหนทางนำชีวิตให้อยู่รอดปลอดภัยอย่างเต็มกำลัง หากท่านที่อยู่ในกลุ่มนี้ ก็ลองหาความรู้ต่อไปอีกให้ทะลุเป้าหมาย  ว่าแล้วเราจะจัดการเตรียมการณ์ล่วงหน้าให้แก่ตัวเราและครอบครัวได้อย่างไร บ้าง   จะมีเครื่องทุ่นแรงในปัจจุบันอย่างใดบ้างที่จะช่วยเหลือเราให้คล่องตัวอย่าง ทันเวลา ลองแวะที่ลิงค์นี้.  http://www.ainews1.com/article36.html

เชิญทุกท่าน ร่วมสร้างบุญกุศลด้วยกัน ....ส่งข่าวสารแก่เพื่อนๆ มีโอกาสชมจิ๊กซอร์ต่างๆ สำหรับนักค้นหาสาระชีวิตต่อภาพส่วนตัว ทั้ง ด้านโลกียะและโลกุตระ ที่ ainews1.com จัดไว้บริการให้แก่เพื่อนๆต่างวัยทุกคน ฟรี  ที่ลิงค์ /article385.html     Bookmark and Share