การมาอุบัติครั้งใหม่ของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าหลังกึ่งพุทธกาลในมิติใหม่

/article310.html

มนุษย์แทบทั้งโลกในทุกๆศาสนาจะเคยได้ยินได้ฟัง ถึงการกลับมาอุบัติครั้งใหม่ของพระศาสดา ในโลกยุคใหม่หรือยุคชาวศิวิไลซ์ ที่ชาวพุทธส่วนใหญ่ทราบ แต่แทบทุกคนอาจนึกไม่ถึง นึกไม่ออกว่าพระพุทธองค์จะกลับมาอุบัติครั้งใหม่ในรูปแบบใด หรือในมิติใด ผู้คนแทบจะทุกคนจะไม่ทราบเรื่องในอดีต ที่พระพุทธองค์เคยเสด็จมาดินแดนสุวรรณภูมิ  เพื่อตระเตรียมงานสำคัญในการสืบอายุพระศาสนาหลังกึ่งพุทธกาลล่วงหน้า ตั้งแต่พระพุทธองค์เพิ่งมีพระชนมายุ 50 และ 57 พระพรรษาเท่านั้น หรือจะมีผู้มีญาณทัสสนะที่ทราบข่าวเรื่องนี้ ก็ไม่มีท่านผู้ใดออกมาแพร่งพรายในเรื่องนี้แต่อย่างใด

หลังจากการเตรียมงานเกือบทุกอย่างเสร็จสิ้น และวัดที่เป็นศูนย์กลางการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ด้วยพระสรีระธาตุต่างๆของพระพุทธองค์ในช่วงหลังกึ่งพุทธกาล หรือ พ.ศ. 2550 เป็นต้นไปในมิติใหม่ ได้เริ่มเปิดเผยต่อสาธารณะชนเป็นลำดับมา ย่อมเป็นข่าวที่เป็นมิ่งมหามงคลต่อชาวไทยบนดินแดนสุวรรณภูมิ และผู้คนทั่วโลกเป็นอย่างยิ่ง  ในขณะที่สิ่งแวดล้อมของโลกก็กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รุนแรงขึ้นโดยลำดับ  สร้างความทุกข์ร้อนให่แก่มนุษย์และสัตว์ทั่วโลกยิ่งขึ้นทุกๆวัน  มนุษย์เมื่อพบความทุกข์ถมทวีมากยิ่งขึ้นทุกที ย่อมต้องมองหาสิ่งที่ตนเองจะพึ่งพาอาศัยได้มากยิ่งขึ้น ไม่มัวแต่วุ่นวายแต่เรื่องกินเรื่องอยู่แต่เพียงอย่างเดียวไปวันๆ

ระหว่างการจัดการฉลองสมโภช หลวงปู่โตโคตมะ 26 เมษายน 2552

     

ตราสัญญาลักษณ์ประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯรัชกาลที่ 9

ต้นเหตุการค้นพบหลวงพ่อ โคตมะทองคำ ในปี พ.ศ. 2535 หลวงพ่อภรังสี ได้ยินข่าวลือหนาหูว่าที่วัดบ้านแสนชะนี ต.พรสวรรค์ อ.นาจะหลวยว่าเป็นสถานที่มีอาถรรพ์มาก เพราะไม่มีพระรูปใดไปพักจำพรรษาอยู่ได้เลย พระภิกษุ-สามเณรที่จำพรรษาอยู่ก็มรณภาพ จึงเกิดคำร่ำลือไปต่าง ๆ นานาว่าที่แห่งนี้มีผีดุ เมื่อหลวงพ่อฯ เกิดความสนใจอยากจะไปพิสูจน์ให้รู้แน่ชัดว่า การที่พระเณรมรณภาพนั้น มีสาเหตุมาจากอะไร ตกตอนกลางคืนจึงได้เดินทางไปที่วัดบ้านแสนชะนี และได้ไหว้พระสวดมนต์เจริญ ภาวนาอธิษฐานจิตว่า  ถ้าหากสถานที่นี้เป็นพุทธสถานมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์อยู่จริง ข้าพเจ้าไม่หลบหลู่ แต่ขอให้ปรากฏเกิดขึ้นให้ข้าพเจ้าได้รู้ได้ประจักษ์ด้วยการเจริญสมาธิภาวนา

พออธิษฐานเสร็จหลวงพ่อได้เจริญสมาธิภาวนา ไปได้ประมาณ ๑๕ นาที ก็รู้สึกว่าตัวแข็งทื่อเคลื่อนไหวไม่ได้ แต่จิตยังปกตินิ่งอยู่รู้ทุกสภาวะอาการที่เกิดขึ้นอย่างเด่นชัด จึงได้กำหนดจิตอธิษฐานว่า บุญบารมีของใครหนอ ถึงมีอานุภาพยิ่งใหญ่ถึงขนาดนี้ ถ้ามีตัวตนอยู่จริง ขอให้ปรากฏเกิดขึ้น ให้ข้าพเจ้าได้รู้ได้เห็นได้ชมเป็นบุญตา เกิดบุญเกิดกุศล ด้วยเถิด

พออธิษฐานเสร็จ ก็เห็นหลวงปู่เดินขึ้นมานั่งอยู่ข้างๆ อาการตัวแข็งก็หายไป แล้วหลวงปู่ก็ได้เอามือลูบที่ ศีรษะแตะที่หน้าผาก ๓ ครั้ง แล้วก็พูดว่า

ลูกเอ๋ย น่าสงสาร ทำไมหนอถึงเวียนว่ายตายเกิดอยู่บ่อยนัก น่าสงสาร ป่านนี้ถึงได้พบกันได้เห็นกันอีก ปู่มานั่งรออยู่ตั้งนานแล้  (ถูกของพระองค์ท่าน 2575 ปี ท่านว่านานจริงไหม)     

จากนั้นก็ใช้เวลาสนทนากันเกือบชั่วโมง หลวงพ่อจึงได้ถอนจิตออกจากสมาธิ ตอนนั้นเป็นเวลาเกือบเที่ยงคืน จึงเดินทางกลับวัดป่าคำบอน เพราะช่วงนั้นเป็นช่วงในพรรษา หลังจากนั้นมาหลวงพ่อฯ จึงได้หาโอกาสไปเจริญสมาธิภาวนาสอบเรื่องราวรายละเอียดต่างๆทำการศึกษาค้นคว้าวิจัย ในพระคัมภีร์โบราณ จึงทำให้ได้ทราบถึงประวัติความ เป็นมาของ พระพุทธองค์นี้ที่สถิตอยู่ใต้พื้นดินที่วัดบ้านแสนชะนีแห่งนี้

 ในคราวที่พระผู้มีพระภาคเจ้า มีพระชนมายุ ๕๗ พรรษา ทรงเสด็จมาที่แผ่นดินสุวรรณภูมิแห่งนี้ โดยเสด็จมา ที่ภูเขาหัวช้าง เมืองโคตรภู (ปัจจุบันนี้คือยอดลำโดมใหญ่ บ้านแข้ด่อน อ.น้ำยืนจ.สกลนคร) พร้อมด้วยพระอรหันตสาวกอัน ประกอบไปด้วย พระมหากัสสปะ พระอานนท์ พระสิวลี พระมหากัจจายนะ และพระมหาเทวจักรเป็นประธานสงฆ์ ในเขตสุวรรณภูมิได้มาถวายการต้อนรับ

ในครั้งนั้นพระพุทธองค์ได้ทรงตัดพระนขา(เล็บ)ทั้ง ๑๐ นิ้ว และได้พระราชทานพระนขาข้างขวาให้แก่พระมหากัสสปะ ส่วนพระนขาข้างซ้ายเทวดาได้อัญเชิญขึ้นไปเก็บไว้ที่ เทวโลก (ซึ่งเป็นความชาญฉลาดของเทวดา ที่จะสะดวกในการแสวงบุญจากการมาบูชากราบไหว้ขอพร มีอานิสงส์การบูชาพระธาตุ เช่นเดียวกับการได้สักการะพระพุทธองค์ประหนึ่งพระองค์ท่านยังมีพระชนม์ชีพอยู่) พระมหากัสสปะได้ทราบพุทธประสงค์แล้ว จึงได้มอบหมายภาระหน้าที่ให้กับพระสิวลี  พระมหาเทวจักร ได้ดำเนินการสร้างพระพุทธรูปเพื่อบรรจุพระพุทธนขา

พระสิวลีและพระมหาเทวจักรจึงได้จัดสร้างพระพุทธรูป ซึ่งทำจากทองคำทั้งองค์ มีขนาดหน้าตักกว้าง ๒.๙ เมตร เสร็จแล้วพระพุทธองค์ก็เสด็จกลับไป พระมหากัสสปะ ได้สร้างสถานที่ประดิษฐานพระพุทธรูปองค์นี้ไว้ที่เมือง โคตรภู เพื่อให้ประชาชนชาวเมืองโคตภูได้กราบไหว้บูชา สักการะ และได้ถวายพระนามพระพุทธรูปองค์นี้ว่า  โคตมะ   เนื่องจากเป็นพระพุทธรูป ที่ภายในบรรจุพระ พุทธนขา จึงเป็นเสมือนหนึ่งตัวแทนแห่งพระบรมศาสดา จากนั้นท่านก็ได้ไปแกะสลักรูปนารายณ์บรรทมสินธุ์ แล้วจารึกเป็นภาษา ฮินดีว่า ศรีสุริยะ ไว้เพื่อเป็นหลักฐาน (จารึกที่ฐานพระด้วยคำนี้ น่าจะให้เป็นเกียรติและแสดงความกตัญญูต่อโยมพ่อในอดีตของ หลวงพ่อภรังสี)

หลังจากนั้นท่านก็ได้เดินทางกลับประเทศอินเดีย ภายหลังจากพุทธปรินิพพาน ชาวเมืองโคตรภู ได้เกิดทำศึกสงคราม เพื่อแย่งชิงพระพุทธรูป เพราะต่างก็อยาก จะครอบครอง จนทำให้บ้านเมืองเสียหายเพราะภัยสงคราม พระพุทธรูปจึงแสดงอภินิหาริย์ให้เห็นความศักดิ์สิทธิ์ได้เสด็จลงสู่แม่น้ำ ลำโดม บริเวณวังมน วังฮี ลอยมาตามกระแสแม่น้ำ มาหยุดอยู่ที่วัดแสนชะนี และจมอยู่ภายใต้พื้นดิน จนถึงปัจจุบัน 2574 ปีโดยไม่มีผู้ใดได้ล่วงรู้ถึงพระพุทธรูปโคตมะองค์นี้อีกเลย

เมื่อหลวงพ่อภรังสี ได้มารื้อฟื้น และได้พบพระองค์ท่านทางนิมิตสมาธิ และข้อมูลความรู้ต่างๆที่ระบุเอาไว้ในหลักฐานการค้นคว้าพระคัมภีร์โบราณ ที่หลวงปู่พระมหากัสสปะ ได้จดบันทึกไว้ในพระคัมภีร์อย่างละเอียด เพื่อจะได้เป็นเอกสารประวัติศาสตร์ของการกลับมาอุบัติขึ้นใหม่หลังกึ่งพุทธกาล ของพระสมณโคดม ในมิติใหม่สำหรับใช้อ้างอิงอีกทางหนึ่ง ส่วนอายุของพระคัมภีร์ก็สามารถตรวจสอบอายุย้อนกลับไปได้ด้วยเครื่องมือวิทยาศาสตร์สมัยใหม่

หลวงพ่อภรังสีก็ได้ใช้เวลาในการเข้าไปทำความคุ้นเคยกับ ชาวบ้านแสนชะนี ด้วยความอดทน ค่อยๆ เล่าเรื่องราวต่างๆ ให้กับลูกศิษย์ใกล้ชิดฟังและได้ขยายวงกว้างไปสู่ฆราวาสญาติโยมทั้งหลายที่มีความศรัทธา และไม่ไปรบกวนเหยียบย่ำเหนือบริเวณที่พระพุทธรูปทองคำฝังอยู่ในดิน ซึ่งมีเทวดาผู้มีฤทธิ์เฝ้าอารักขาอยู่ คนทั่วไปมองไม่เห็นพระพุทธรูปใต้ดิน และก็มองไม่เห็นเทวดา ก็เกิดความไม่เข้าใจกัน แต่เทวดาก็ต้องทำตามหน้าที่คนและสัตว์ที่ไปล่วงละเมิดเข้าก็อาจต้องถึงเสียชีวิตไป เทวดาไม่ค่อยยึดติดในร่างกายอยู่แล้ว เนื่องจากทุกๆท่านอยู่ในรูปพลังงานนั่นเอง ความไม่เข้าใจหรืออวิชชาก็เป็นทุกข์เป็นโทษเช่นที่เห็นนั้นเอง ทุกๆอย่างต้องแก้ที่เหตุ นับจากนั้นเป็นต้นมาวัดบ้านแสนชะนีก็กลับเข้าสู่ภาวะปกติ มีพระภิกษุ สามเณรพักจำพรรษาตลอดมา

การดำเนินการก่อสร้างหลวงพ่อโตโคตมะนั้น เริ่มได้เมื่อเดือน เมษายน 2549 โดยมีอาจารย์ไพฑูรย์ สุธมโน และพระเป็นผู้ดำเนินการโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด ขอทุกท่านร่วมโมทนาบุญร่วมกัน ชาวบ้านแสนชะนี เมื่อได้เห็นปณิธานอันแน่วแน่ของหลวงพ่อภรังสี ก็เกิดความเลื่อมใสศรัทธาได้มาช่วยกันโดยไม่คิดค่าตอบแทน ภาคกลางวันจะเป็นโยมผู้หญิงมาช่วยกันผสมปูน หิ้วปูน และงานต่างๆ ส่วนกลางคืนก็ผลัดเปลียนเป็นโยมผู้ชายมาช่วยงาน บางวันทำงานกันถึงตีสอง

หลังการค้นพบพระพุทธรูปทองคำโบราณ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จมาวางศิลาฤกษ์ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ได้ทรงมีพระบรมราชานุญาตให้ใช้ตราสัญญาลักษณ์ประจำพระองค์มาถวายไว้ที่หน้าองค์พระพุทธรูป

ความอดีตที่เกี่ยวข้องกับสมเด็จพระพุทธโคดม

สมัยของพระสุมนะสัมมาสัมพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์เกิดเป็น พญานาคราช มีนามว่า พญาอดุลยวาสุกรี ปกครองนาคพิภพ เมื่อได้รู้ว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอุบัติขึ้นแล้วในโลก ก็มีใจปีติยินดีอย่างยิ่ง จึงออกจากนาคพิภพ พร้อมทั้งเหล่าบริวาร เฝ้าพระพุทธองค์พร้อมทั้งพระอริยสงฆ์ สั่งให้บริวารนาคพิภพ ทำการประโคมดนตรีที่ไพเราะเลิศ และได้อุทิศถวายผ้าภูษาทิพย์มีสีงามประเสริฐแด่พระพุทธองค์และเหล่าพระอริยสงฆ์ ทรงถึงพระไตรสรณคมน์เป็นที่พึ่ง

ครั้งนั้นพระสุมนะพุทธเจ้า ทรงตรัสพุทธพยากรณ์ว่า

'พญาอดุลยนาคราชนี้ นานไปในอนาคตกำหนดได้ 2 อสงไขยกับอีกเศษแสนกัปป จะได้ตรัสเป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง ทรงนามว่า พระศรีศากยมุนีโคดม ในภัทรกัปหนึ่ง'

หลังจากนั้นพระนิยตโพธิสัตว์ ก็เพียรสร้างบารมีเรื่อยๆ มา จนสิ้นอายุขัย เหล่าพญานาคทั้งหลายจึงมีความเคารพพระองค์ท่านอย่างยิ่ง

หลักฐานทางประวัติศาสตร์โบราณที่หลวงปู่พระมหากัสสปะ และหลวงปู่พระมหาเทวจักร กิตติโก ได้จัดทำเอาไว้ เมื่อ 2,500 กว่าปีที่แล้วตอนต้นพุทธกาล เกี่ยวกับการตระเตรียมการณ์โดยละเอียด ของภารกิจอนาคตหลังกึ่งพุทธกาล ว่าท่านผู้ใดจะมาทำหน้าที่อย่างไรบ้าง และสถานที่ต่างๆต้องจัดเตรียมอย่างไรบ้าง ในการจัดรองรับพระศาสนาของพระพุทธองค์ อย่างสมพระเกียรติด้วยความเคารพเทิดทูนบูชา

พระคัมภีร์โบราณ ๔ แผ่นแรก

ในวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๔๘ (ตรงกับวันขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีระกา) เทวดาได้นำพระคัมภีร์โบราณส่วนแรก จำนวน ๔ แผ่นมาถวายหลวงพ่อภรังสีในเวลา ๐๔.๐๐ น.จากการสอบถามเทวดาที่นำพระคัมภีร์มาถวายได้ทราบว่า เป็นพระคัมภีร์ที่ได้บันทึกเรื่องราวของ พระบรมสารีริกธาตุ และคำทำนายเกี่ยวกับวัดภูพะลานสูง ถูกบรรจุไว้ในเจดีย์พระธาตุพนม ในปี ๒๔๔๔ พระครูวิโรจน์รัตโนบล (บุญรอด นนฺตโร) อดีตเจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานีได้ไปบูรณะพระธาตุพนม ได้พบพระคัมภีร์นี้ จึงได้นำมาเก็บรักษาไว้ที่หอพระไตรปิฎก วัดทุ่งศรีเมือง จังหวัดอุบลราชธานี หลังจากท่านมรณภาพแล้ว ไม่มีผู้ใดได้พบเห็นพระคัมภีร์นี้อีกเลย จนกระทั่งเทวดาทั้ง ๘ องค์ ผู้รักษาพระคัมภีร์ ได้นำมาถวายหลวงพ่อภรังสี เพื่อให้เก็บไว้เป็นหลักฐานค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับพระบรมสารีริกธาตุ

(ท่านผู้อ่านคนรุ่นใหม่อาจมีความสงสัยเกี่ยวกับเทวดา ซึ่งมีกายพลังงานจะนำพระคัมภีร์มาถวายหลวงพ่อภรังสี พระยาธรรม ได้อย่างไรนั้น เป็นเรื่องง่ายๆสำหรับเทวดาที่อารักขาพระคัมภีรซึ่งมีความสำคัญมากต่อ การอุบัติครั้งใหม่ของพระพุทธองค์หลังกึ่งพุทธกาล โดยเทวดาก็จะแปลงคัมภีร์ที่เป็นวัตถุให้เป็นพลังงาน แล้วใช้จิตนำมายังที่วัด เมื่อถึงที่เหมาะสมแล้วก็จะวางไว้ในที่นั้น ด้วยการใช้จิตแปลงพลังงานให้กลับมาเป็นพระคัมภีร์ดังเดิมอีกครั้งหนึ่ง เป็นเรื่องการใช้ฤทธิ์คืออำนาจจิตแปลงพลังงานและวัตถุกลับไปกลับมากับสิ่งของต่างๆ เช่นเดียวกับชาวโลกอังคาร ซึ่งพัฒนาจิตให้สามารถใช้ได้ถึงระดับที่ 7 เทวดาจึงไม่ต้องแบกถือของมาให้หนัก)

คัมภีร์โบราณในต้นพุทธกาล

คำภีร์โบราณส่วนที่ 2 วันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๔๙ ( ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ ปีจอ) เทวดาได้นำพระคัมภีร์ ส่วนที่ ๒ จำนวน ๑๑ แผ่น มาถวาย จากการสอบถามจึงได้ทราบว่าพระคัมภีร์โบราณนี้เก็บรักษาไว้ ที่เจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ (ภายหลังได้ทราบว่า เป็นนครจำปาศรี) อาณาเขตของขอม เทวดาได้นำมาถวายไว้แก่หลวงพ่อภรังสี เพื่อใช้เป็นหลักฐานเอกสารเพื่อศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับพระบรมสารีริกธาตุ หลวงพ่อฯได้รับพระคัมภีร์นี้ไว้ และได้ให้พรแก่เทวดา จากนั้นก็ได้ทำการศึกษาค้นคว้า ถอดใจความพระคัมภีร์ออกมา จึงได้ทราบเรื่องราวต่างๆ ที่ตามมาภายหลัง ได้มีการค้นพบพระพุทธโลหิตธาตุ พระพุทธทันตธาตุ และรอยพระพุทธบาท รอยพระหัตถ์ที่ภูพะลานสูง ในเวลาต่อมา จากร่องรอยหลักฐานบันทึกที่มีปรากฏในพระคัมภีร์โบราณ พระคัมภีร์นี้จึงถือว่าเป็นกุญแจสำคัญที่ไขไปสู่เรื่องราว ประวัติของพระบรมสารีริกธาตุ ตลอดการเดินทางจากชมภูทวีป สู่สุวรรณภูมิโดยละเอียด

(ท่านผู้อ่านคงสงสัย ภาษาโบราณ อายุ 2,500 กว่าปี ใครหนอในปัจจุบันจะอ่านแปลได้? ถูกต้องทีเดียวหานักอักษรศาสตร์คนใดไม่ได้เลย หลวงพ่อภรังสี ก็ต้องหันไปพึ่งความเมตตาอย่างยิ่งของหลวงปู่มหาโมคคัลลานะ ทำการแปลออกมาเป็นภาษาไทย ผ่านสมาธินิมิตของหลวงพ่อภรังสีอีกที)

 

ว่าด้วยผูกสมบัติ_จัดทำไว้ในคัมภีร์โบราณในยุคของพระมหาเทวจักร พ.ศ. 8-30

ลักษณะของพระคัมภีร์

พระคัมภีร์นี้ถูกจารึกลงในกระดาษ ที่ทำจากเปลือกไม้แล้วย้อมด้วยสีดำ มีขนาดความกว้าง ๔ นิ้ว ยาว ๑๕ นิ้ว วัสดุที่ใช้เขียนนั้น เป็นแร่กำมะไนท์ มีสีคล้ายตะกั่ว เมื่อกระทบกับแสงสว่างจะปรากฏเป็นตัวอักษรชัดเจน โดยได้จารึกเป็นอักษร และภาพลายเส้น ซึ่งมีลักษณะดังต่อไปนี้

  1. ส่วนที่ ๑ มี๔ แผ่น จารึกด้วยตัวอักษรธรรมอิสานโบราณ ตัวอักษรขอม ว่าด้วยคำทำนายเกี่ยวกับวัดภูพะลานสูง และอักษรภาพลายเส้นแสดงแผนผังการจัดสร้างพระมหาเจดีย์ จำนวน ๔ หน้า ส่วนด้านหลังเขียนด้วยอักษรไทย แต่น่าเสียดายที่ตัวอักษรนั้นเลือนลางมากไม่ สามารถถอดใจความได้ สันนิษฐานว่าเป็นบทบันทึกของพระครูวิโรจน์รัตโนบล ผู้ค้นพบที่พระธาตุพนม
  2. ส่วนที่ ๒ มี ๑๑ แผ่น ๑๙ หน้า จารึกเป็นตัวอักษรขอมราม เป็นภาษาฮินดี ว่าด้วยเรื่องการเสด็จมาสู่สุวรรณภูมิ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประวัติของพระเทวจักรผู้ไปอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ การอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจากเมืองอินเดียสู่สุวรรณภูมิ สงครามแย่งพระชิงพระบรมสารีริกธาตุ บุคคลผู้ที่จะมาทำหน้าที่รองรับพระบรมสารีริกธาตุ คำทำนายเกี่ยวกับ สมบัติ (ดูรายละเอียดได้ในคำแปล) และเป็นภาพลายเส้น ๘ หน้า ในภาพนั้นได้วาดภาพ พระพุทธเจ้าปรินิพพาน ภาพพระเจดีย์โบราณที่พระบรมสารีริกธาตุเคยถูกบรรจุไว้ ภาพเส้นทางการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ ภาพที่ แสดงถึงพุทธเกศาธาตุ พระจีวรธาตุ(ใยพระแก้ว) พุทธโลหิต พุทธทันตธาตุ ภาพยันตร์โบราณ ภาพไหที่เคย บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และที่สำคัญคือภาพรอยพระพุทธบาท ซึ่งได้เขียนไว้ถึง ๒หน้า อันนำมา ซึ่งการค้นพบ รอยพระพุทธบาทในภายหลัง พระคัมภีร์นี้จึงมี ทั้งหมด๑๕ แผ่น บันทึกอักษรและภาพ ๒๓ หน้า

คำแปลพระคัมภีร์โบราณ

ต่อจากนี้จะได้นำเสนอบทแปล ซึ่งหลวงพ่อภรังสี ได้แปลออกมาโดยอาศัยหลวงปู่ใหญ่ เป็นผู้แปลออกมา ผ่านทางนิมิต เนื่องจากอักษรดังกล่าวเก่าแก่มาก นักวิชาการที่ขึ้นมาดูอักษรนี้ต่างก็จนปัญญาไม่สามารถที่จะแปลออกมาได้ คำแปลส่วนใหญ่เป็นภาษาอิสาน หลวงพ่อได้เล่าว่า ที่เป็นภาษาอิสานเพราะพระเทวจักร ได้เล็งเห็นด้วยญาณว่า คนที่มาเกิดในสุวรรณภูมิในอนาคตจะพูดภาษา อิสาน ท่านจึงเขียนเป็นภาษาอิสาน(ตรงนี้บ่งชี้คุณสมบัติของประเภทพระอรหันต์ของพระมหาเทวจักร ว่าได้ประเภทปฏิสัมภิทา 4)

คำทำนายเกี่ยวกับวัดภูพะลานสูงล่วงหน้า 2575 ปี

คำแปลในส่วนที่ ๑ จำนวน ๔หน้า

จักมีพระธาตุเสด็จมาวัดภูพะลานสูง ล้วนแล้วแต่เสด็จก้ำเกิ่งสมบัติไหลหลั่งเทมาบ่ได้ขาด ล้วนก้ำแต่งเอา (ด่างดีสี) ข้าวแลน้ำปลาปั้นแบ่งกัน เดือน ๑๑ ผู้ใดได้ล้วนแต่ดี กะสิฮู้ประตูเงิน ประตูคำสำริดลุล่วงศิวิไล แต่งพญาธรรมไปแล้ว สมควรเป็นเอก นะตันทะรุ อุพะวะ ลึงนะมะวันไสแส่ง พะลิวะโรวะสะลี อาถรรพ์ถ้ำ อุกินะพะวะนะตะ นำดิละมุ ริวะรัง หังหารวะติโย อุนะงอน สอนธัมวะผ่งๆ เมืองมอญ ฤทธิ์นำจำเหลื่อม ไผอยู่ได้ให้ฮุ่งเฮือง ทศวรรษ ๒๕๕๐ เพิ่มพระอังคาร หยิ่งก้ำลำแสงแหล่งปฐพีทุกแห่ง อันนี้ยิ่งกว่าลำแสง ข้อพระหัตถ์ เทียมราชาเจ้า เขาคนนั้น กำมะจรพญานาค หมายหมั้นต่อพระองค์ กรรมมหาฤทธิ์ เยิ้นชื่อกุมาร บุตรีทรกันแสง มิ่งเมืองพายฟื้น เมืองใต้จม เมืองเหนือสิขึ้น ย้ายเมืองเกยฝั่ง คนหลั่งขึ้นเหนือก้ำฝ่ายบุญ (ด่างดาดีสี )

(บันทึกไว้ว่าเมื่อพระบรมสารีริกธาตุได้เสด็จมาที่วัดภูพลานสูงแล้ว สมบัติต่างๆจะหลั่งไหลตามมามิได้ขาด อุดมสมบูรณ์ด้วยข้าวน้ำแบ่งปันกันทั่วหน้า 'ซึ่งบ่งชี้สภาพสังคมที่เมตตาอารีย์ต่อกันในยุคใหม่' พระบรมธาตุจะเสด็จในเดือน 11 ผู้ที่ได้ไว้บูชามีแต่เรื่องอันเป็นมงคล ดุจดังได้ติดตั้งประตูเงินประตูทองคำ ล้วนความสำเร็จในยุคชาวศิวิไลซ์ เมื่อได้ค้นพบตัวของ พระยาธรรม แล้ว ขึ้นเป็นผู้นำที่เยี่ยมยอดเป็นเอก พร้อมทั้งค้นพบทรัพยากรต่างๆ บนภูพลานสูงและต้นไม้พิเศษที่ทรงนำมาจากประเทศอินเดีย เมื่อตอนเสด็จมาเมื่อ 2575 ปี

นำมาปลูกไว้ที่หน้าถ้ำมังกรต้นหนึ่ง และถ้ำอาถรรพ์ศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ซึ่งเคยเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมของพระอรหันต์ในอดีต จึงอุดมด้วยพลังงานของความสำเร็จในโลกุตระธรรม สำหรับคนยุคใหม่จะได้มาอาศัยบำเพ็ญภาวนาให้ถึงมรรค ผลนิพพาน อธิบายถึงแหล่งน้ำพิเศษจากเมืองบาดาล มาผุดขึ้นเป็นน้ำพุอยู่บนเขานี้ เป็นที่อุดมด้วยข้าวปลาอาหาร เป็นสถานที่เหมาะสมในการสั่งสอนอบรมธรรมในถิ่นชาวมอญ ต้นตระกูลชาวไทยในอดีตที่ปัจจุบันกลายเป็นชาวสยาม

ที่นี่เป็นแหล่งอบรมธรรม และได้ฤทธิ์ด้วย หมายถึงจะได้อภิญญา 6 แถมมาด้วย ไม่ใช่ประเภทปัญญาวิมุติ ซึ่งจะนำความเจริญรุ่งเรืองในธรรมนับตั้งแต่ พ.ศ. 2550 เป็นต้นไป และจะมีพระบรมธาตุเสด็จมาเพิ่มขึ้น เพื่อแจกจ่ายไปทั่วทุกพื้นที่ หมายถึงทุกๆบ้านของผู้เคารพศรัทธานำไปกราบไหว้บูชาได้บุญกุศลอย่างยิ่ง เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงให้ผู้ปฏิบัติธรรม เข้าถึงธรรมได้ง่ายยิ่งขึ้น ด้วยพลังงานของบุญกุศลที่พระพุทธองค์ใช้อุปกรณ์ที่เป็นพระบรมธาตุของพระองค์ท่านเป็นแหล่งพลังงานกุศลที่อุดมยิ่ง และจะมีพระบรมธาตุที่มีแสงหรือพลังงาน ยิ่งกว่าพระบรมธาตุข้อพระหัตถ์ขวาของพระพุทธองค์ที่ทรงเสด็จมาก่อนเสด็จมาเพิ่ม

และจะมีพญานาคเช่นท้าวศรีสุทโธนาคราช  และท่านกรรมมหาฤทธิ์ ซึ่งกำลังสะสมบุญบารมีของพระโพธิสัตว์มาแล้ว 32 ชาติ ที่พระพุทธองค์กล่าวทักทายท่านกรรมมหาฤทธิ์ในยุคนั้น ที่ยอมเสียสละเป็นโพธิสัตว์ในมิติของนาคราชผู้มีฤทธิ์คอยปกป้องอารักขาพระพุทธศาสนาของสมเด็จพระพุทธโคดม ให้อยู่ครบ 5,000 ปี เสียก่อนจึงจะไปจุติเป็นมนุษย์ บำเพ็ญบารมีต่อไป คงเนื่องจากอาศัยเมืองบาดาลและใช้อิทธิฤทธิ์คอยปกปักอารักขาพระพุทธศาสนาได้อย่างเต็มที่ ทั้งสองท่านนี้ก็ได้ขึ้นมาจากเมืองบาดาลผ่านมากับสายน้ำบุ้น ที่พระพุทธองค์เสด็จไปเปิดทางน้ำไหล เพื่อจะได้ทรงสรงน้ำ มากราบนมัสการพระพุทธองค์

นอกจากนี้ในคำแปลยังพูดถึงลูกหญิงลูกชายที่จะต้องเศร้าโศรกอาดูร ต่อความสูญเสียของพื้นที่ภาคใต้จะจมน้ำทะเล รวมถึงพื้นที่ในภาคกลางที่จะถูกกระทบประมาณ 10,000 ตารางกิโลเมตร ที่พื้นที่เหล่านั้นจะกลายไปเป็นทะเล ที่พูดถึงย้ายเมืองเกยฝั่ง ส่วนพื้นที่เมืองเหนือนั้นอยู่ดี คือต้องอพยพไปอยู่ในที่สูง ในลักษณะเดียวกับ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ได้เตรียมการณ์ล่วงหน้าย้ายไปอยู่ที่ชัยบาดาล ท้ายอ่างเก็บน้ำเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์  เมืองในที่ลุ่มต่ำต้องย้ายเมืองให้พ้นเขตน้ำทะเลท่วม พระองค์ท่านใช้คำว่าเกยฝั่งหมายถึงย้ายให้พ้นระดับน้ำทะเลนั่นเอง

สำหรับผู้ที่มีบุญเท่านั้นจึงคิดอพยพขึ้นสู่ที่สูง ถึงแม้พระองค์ท่านจะได้ให้คำพยากรณ์บอกเหตุเอาไว้ล่วงหน้าก็จะสงเคราะห์ผู้คนได้เพียงบางส่วนเท่านั้น ส่วนที่เหลือคงจะไม่เห็นความสำคัญหรือคิดว่าเป็นไปไม่ได้นั่นเอง เช่นเดียวกับหลวงปู่โพนสะเม็ก ได้ตักเตือนไว้ว่า ประเทศไทยจะเสียหาย ในปี 2555 หลายๆคนจะมีคำถามว่า..แล้วจะเกิดขึ้นไหมเนี่ย  โดยละเลยไม่ได้ติดตามสัญญานบอกเหตุจากธรรมชาติ ที่บอกอาการถี่ขึ้นและรุนแรงบ่อยขึ้นทุกขณะให้แก่มนุษย์ มนุษย์ก็ยังไม่เข้าใจที่พระพุทธองค์บอกว่าแผ่นดินตั้งอยู่บนอากาศ  ไม่ทราบว่าใต้แผ่นดินมันมีโพลงอุโมงค์ลมขนาดใหญ่น้อยติดต่อถึงกันทั่วกันทั้งโลก อย่างใต้ประเทศไทยยังมีขนาดใหญ่ถึง 3 กิโลเมตร แผ่นดินจึงไหวได้ตลอดเวลา เมื่อมีลมไอน้ำร้อนความเร็วสูงมากระทบ)

 

ว่าด้วยเรื่องราวพระพุทธองค์ทรงเสด็จสุวรรณภูมิโปรดพระเทวจักร

คำแปลในส่วนที่ ๒ จำนวน ๑๑ แผ่น ๑๙ หน้า

จะกล่าวถึงพระมหาเทวจักร ผู้มีฤทธากล้ากำหนดเมฆหมอก สวรรค์อยู่ในโลกันต์ครบสามพันโกฏิพระวรรษา พอดีจักได้มาจุติเกิดร่วมพิภพ แต่ครั้งนั้นในสมัยมืดแจ้งเรียกตั้งชื่อเอาเอง พุทธองค์ทรงบำเพ็ญตบะหาผู้รองรับ พุทธองค์ต่อไป หลังจากพุทธองค์ดับขันธปรินิพพานจวบครบ ๑๒ ปี พระอรหันต์จึงได้มีมาถึงเมืองสุวรรณภูมิ เป็นเขต อภิญญาญาณ มรณา เมตตา ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค วิโภหะ วิราหะ       เมื่อจักเกิดเมื่อจักดับ ลมเป็นบ่อเกิด ลมเป็นบ่อตาย
ดูราเจ้าอนุสินธุ์เป็นเลิศ รู้จักเกิดรู้จักดับ รับคำอาราธนายังได้มาจุติไว้ในสมัยครั้งพุทธองค์ลงบาดาลซึ่ง มีพระมหาโมคคัลลานะ ลงติดตามไปเมืองนาคา พระยานาคราช ในที่นั้นทรงจารึกไว้ด้วยแผ่นทองคำ สิบพัน หนึ่งจนว่าจวบ พ.ศ. ๒๕๕๐ ผูกนี้พระมหาโมคคัลลานะรับเอา...(ร้อยแสนเป็นหนึ่งโกฏิ)

(ขยายความที่แปลก็คือพระมหาเทวจักรนั้น ท่านบำเพ็ญตบะมานานนักหนาทั้งภาคสวรรค์และโลกันต์นรก ที่พระพุทธองค์ทรงเลือกให้มาเป็นผู้รองรับพระพุทธศาสนา โดยพระมหาเทวจักรเคยมาเฝ้าฟังธรรมจากพระพุทธองค์มาก่อนในสมัยที่ได้เสด็จไปโปรดพญานาคที่เมืองบาดาล และพระมหาเทวจักรได้จุติมาเกิดเป็นมนุษย์ในสมัยที่พระองค์ท่านมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ซึ่งต่อมาพระพุทธองค์ได้เสด็จมาสุวรรณภูมิ 2 คราวในขณะที่มีพระชนมายุ 50 และ 57 พระพรรษา ซึ่งแต่ละคราวได้มาเทศนาโปรดพระมหาเทวจักร ที่เป็นภิกษุชาวมอญขาวบวชเป็นประธานสงฆ์ของสุวรรณภูมิ ได้บรรลุอรหัตผล มากด้วยอภิญญาฤทธิ์ และปฏิสัมภิทา 4

และได้เป็นผู้ไปอัญเชิญพระบรมธาตุกลับมาสุวรรณภูมิ หลังจากพระพุทธองค์เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้ว 12 ปี และทรงระบุเอาไว้ว่าแดนสุวรรณภูมิจะอุดมไปด้วยพระอรหันต์ ที่มีอภิญญาฤทธิ์อีกวาระหนึ่งหลังจาก พ.ศ. 2550 เป็นต้นไป เป็นหลักฐานบ่งชี้ว่าอดีตของพระมหาเทวจักร ได้สะสมวิทยายุทธิ์ต่างๆมามากทีเดียว ที่พระพุทธองค์ทรงได้พบที่เมืองบาดาล จึงอาราธนาหรือเชิญให้มาจุติเพื่อรองรับพระพุทธศาสนาของพระองค์ท่าน ในช่วงหลังกึ่งพุทธกาลต่อการมาอุบัติครั้งใหม่ของพระพุทธองค์ในมิติใหม่ด้วยการใช้พระสรีระธาตุและและสถูปเจดีย์ต่างๆของพระพุทธองค์ที่ได้ทรงบรรจุหรือโปรแกรมจิตใส่พลังงานบุญฤทธิ์ของพระพุทธองค์เอาไว้ ให้ผู้แปลปริศนาออกได้ต่อเชื่อมเข้าสู่เซิร์บเวอร์ของตนเอง เพื่อสร้างคุณประโยชน์ไปสู่ทาง ของตน เข้าสู่วิถี แห่งมรรค ผลนิพพานต่อไป

)

ว่าด้วยบทบันทึกในเมืองบาดาล

เมื่อนั้นเห็นว่าจึ่งได้ทวงหาเกิดเดือดร้อนเมืองบาดาล จึงเสด็จไปโปรดเมืองบาดาล กรรมมหาฤทธิ์ทะยาน นบนอบ กราบพระองค์ปลงสังเวช ดูก่อนกรรมมหาฤทธิ์ท่านประสงค์สิ่งใด๋ ท่านมีวาสนาเหลือล้น จักแผงตนในคราบสัตว์เดรัจฉาน ๓๒ ซาติ เจ้าบำเพ็ญได้ดั่งปรารถนา เจ้าประสงค์สิ่งใด๋แท้ เราพึงให้ดั่งหมาย จักมรณังเมี้ยนแผงเอาคราบใหม่ จึงได้จุติเกิดขึ้น เมืองนั้นชื่นชม บั้นหนึ่งนั้นมีเชื้อชิงเสนา เฮาจักไขปัญหา มิ่งเมืองภายซ้อย หลังจากนั้น ทรงกลับดับขันธปรินิพพาน เมื่อครั้งต่อมาเห็นดีแล้ว พระอาสาไปก่อนล่วงหน้า คิดว่าเห็นสมควร จักถือคำพุทธองค์เอาไว้

(ที่เมืองบาดาลนี้พระพุทธองค์ พูดถึง ท่านกรรมมหาฤทธิ์ ที่เกิดมาเป็นพญานาคบำเพ็ญเพียรมา 32 ชาติแล้ว มีบุญบารมีต่างๆที่ได้ตั้งใจเอาไว้ครบถ้วนบริบูรณ์แล้ว ไฉนจึงยังไม่ไปจุติเป็นมนุษย์เพื่อบำเพ็ญพระนิพพานให้แจ้งต่อไป  และทรงเปิดโอกาสให้ท่านกรรมมหาฤทธิ์ ว่าจะให้พระองค์ท่านทรงช่วยเหลือประการใดบ้าง พระองค์ท่านยินดีให้สำเร็จดังใจหมาย แล้วจึงเสด็จกลับขึ้นมาเข้าสู่ปรินิพพานต่อไป ในคราวนั้นท่าน กรรมมหาฤทธิ์ ทรงกราบทูลให้พระพุทธองค์ทรงทราบว่า เขาจะรออยู่อารักขาพระศาสนาของพระพุทธองค์ไปจนครบ 5,000 ปีเสียก่อน จึงจะจุติมาบำเพ็ญในภาคมนุษย์ต่อไป ในความเสียสละของผู้มีอายุขัยยืนเป็นหมื่นๆปี เรื่อง ระยะเวลา 5,000 ปี ไม่ถือเป็นเรื่องเสียเวลาใหญ่โตอะไร เช่นชาวโลกอังคารที่มีอายุยืนอยู่ในภาคพลังงานหลายหมื่นปี ที่หลวงปู่พระมหาโมคคัลลานะเสด็จไปโปรดเป็นครั้งคราว ก็ออกความเห็นไว้ว่ามนุษย์บนโลกปัจจุบันมีอายุขัยสั้นเพียง 100 ปี จึงมีกิเลสความโลภอยากได้สูง ด้วยเห็นว่าตนเองอายุไม่ยืนยาวจึงรีบกอบโกย)

ว่าด้วยบุคคลผู้ที่จะมารองรับพระบรมสารีริกธาตุ

คำปรารภ มีอยู่ ๗๒ พระองค์ที่มาเกิดในพระพุทธศาสนาตามคำบัญชากล่าวไว้ว่า มี เสา ดีโลด ยืน มั่น มั่น ด่าง จวน อานนท์ ชา สาย หล้า ภูลังกา ตอนภรังสี ประกาศบำเพ็ญกุศล เผ่ยย่ำห่วง ฮองย็อกฉ่าย ยำว็อกไห่ กิดีมี ลัดฝ่อ ต่างมุเย่า เวว็อดห่ากีดิ พุทธาวดิ (แปลมาเฉพาะบางส่วน รายละเอียดทั้งหมด ต้องศึกษาจากพระคัมภีร์)

next...

 

สำหรับท่านที่ไม่ ประมาทเข้าถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่นานแล้วนั้น...ด้วยสัญชาติญาณของ สัตว์โลกย่อมหาหนทางนำชีวิตให้อยู่รอดปลอดภัยอย่างเต็มกำลัง หากท่านที่อยู่ในกลุ่มนี้ ก็ลองหาความรู้ต่อไปอีกให้ทะลุเป้าหมาย  ว่าแล้วเราจะจัดการเตรียมการณ์ล่วงหน้าให้แก่ตัวเราและครอบครัวได้อย่างไร บ้าง   จะมีเครื่องทุ่นแรงในปัจจุบันอย่างใดบ้างที่จะช่วยเหลือเราให้คล่องตัวอย่าง ทันเวลา ลองแวะที่ลิงค์นี้.  http://www.ainews1.com/article36.html

เชิญทุกท่านร่วมช่วยกัน....ส่งข่าวสารแก่เพื่อนๆ มีโอกาสชมจิ๊กซอร์ต่างๆ สำหรับนักค้นหาสาระชีวิตต่อภาพส่วนตัว ทั้ง ด้านโลกียะและโลกุตระ ที่ ainews1.com จัดไว้บริการให้แก่เพื่อนๆต่างวัยทุกคน ฟรี ที่ลิงค์ /article385.html     Bookmark and Share

var _gaq = _gaq || []; _gaq.push(['_setAccount', 'UA-22155932-1']); _gaq.push(['_trackPageview']); (function() { var ga = document.createElement('script'); ga.type = 'text/javascript'; ga.async = true; ga.src = ('https:' == document.location.protocol ? 'https://ssl' : 'http://www') + '.google-analytics.com/ga.js'; var s = document.getElementsByTagName('script')[0]; s.parentNode.insertBefore(ga, s); })();  >