หลวงปู่โพนสะเม็ก

http://ainews1.com/article311_a.html

Bookmark and Share

เรื่องพระนางสุมังคลาเป็นพระราชธิดา หรือเป็นพระมเหสีของพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราช และพระยาเมืองจันหรือพระยาเมืองแสน เป็นผู้ชิงราชสมบัตินั้น ยังมีข้อความขัดแย้งกันอยู่ในพงศาวดารต่าง ฉบับ ในพงศาวดารลาวเรียบเรียงโดยมหาสิลา วีระวงส์ นักปราชญ์สำคัญคนหนึ่งของลาวได้กล่าวไว้ว่า พระนางสุมังคลาเป็นพระราชธิดาของพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราช และพระยาเมืองจันเป็นผู้ชิงราชสมบัติได้ แต่ในตำนานเมืองนครจำปาศักดิ์ในประชุมพงศาวดารภาคที่ ๗๐ นอกจากพระยามหาอำมาตยาธิบดีแล้ว ผู้เรียบเรียงอีกท่านซึ่งเป็นนักพงศาวดารคือ หม่อมอมรวงศ์วิจิตร (ม.ร.ว.ปฐม) ก็ได้ระบุไว้ว่า พระนางสุมังคลาเป็นพระมเหสีของพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราช และผู้ที่ชิงราชสมบัติได้คือพระยาเมืองแสน
 
 

    • ผู้เขียนเองมีความเห็นว่า พระนางสุมังคลาทรงเป็นพระมเหสีของพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราช และผู้ชิงราชสมบัติได้คือ พระยาเมืองแสน ไม่ใช่พระยาเมืองจัน เช่นเดียวกับพระยามหาอำมาตยาธิบดี และหม่อมอมรวงศ์วิจิตร (ม.ร.ว.ปฐม) เพราะเหตุผลดังต่อไปนี้                                                        ๑. ในพงศาวดารลาวไม่ได้ระบุแน่ชัดว่า ใครเป็นพระสวามีของพระนางสุมังคลา เพียงแต่กล่าวว่าพระนางมีราชบุตรองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า เจ้าองค์หล่อ และเวลานั้นพระนางกำลังทรงพระครรภ์อยู่อีก ผู้ที่เป็นพระราชบิดาของพระราชบุตรและเป็นพระสวามีของพระนาง จึงน่าจะเป็นพระเจ้าแผ่นดิน คือพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราชนั่นเอง อาจมีข้อโต้แย้งว่าขณะนั้นพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราชทรงมีพระชนมายุมากแล้ว คงจะไม่สามารถมีพระราชบุตรที่อยู่ในพระครรภ์ของพระนางสุมังคลา ๖-๗ เดือนได้ เหตุผลนี้ก็ไม่น่าจะถูกต้องเสียทีเดียว เพราะปรากฏอยู่เสมอว่าผู้ชายที่มีสุขภาพดีสามารถมีบุตรได้จนถึงวัยชรา ปัจจุบันนี้ผู้ชายที่อายุเกิน ๘๐ ปีแล้ว แต่งงานกับสาวรุ่น แล้วมีบุตรด้วยกันก็ปรากฏให้เห็นอยู่ แม้แต่บิดาของมหาปราชญ์ขงจื๊อเอง ก็ว่ามีอายุ ๘๐ กว่าแล้วตอนภรรยาเกิดขงจื๊อ ดังคำโบราณว่า 'พ่อแก่ลูกเก่ง' อนึ่ง ยังมีข้อเท็จจริงอยู่ว่า พระเจ้าแผ่นดินสมัยโบราณทรงมีพระมเหสี และพระสนมเป็นจำนวนมาก ทรงมีพระราชโอรสพระราชธิดาได้ตลอดพระชนม์ชีพ และมีจำนวนมากด้วย
                ๒. เรื่องขัตติยมานะ คือการถือตัวว่าเป็นกษัตริย์ พระนางสุมังคลาทรงเป็นพระมเหสีของกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่มาแล้ว ย่อมไม่ทรงยินยอมที่จะมาเป็นภริยาของสามัญชน โดยเฉพาะกับผู้ที่ได้ชื่อว่าทรยศต่อพระสวามีของพระนางเอง และเป็นกบฏต่อพระราชบุตรของพระนางด้วย ถึงแม้ว่าขณะนั้นพระยาเมืองแสนจะเป็นผู้มีอำนาจมากเพียงใดก็ตาม
                ๓. ตามพงศาวดารก็ปรากฏว่า พระเจ้าองค์หล่อ พระราชบุตรองค์แรกของพระนางสุมังคลา ทรงสามารถชิงราชสมบัติกลับคืนมาได้ภายในเวลา ๖ เดือน แล้วได้ทรงครองราชย์สืบต่อมา พระเจ้าองค์หล่อจึงน่าจะทรงเป็นพระราชบุตรของกษัตริย์องค์ก่อน คือพระเจ้าสุริย วงศาธรรมิกราช จึงมีผู้จงรักภักดีหรือมีพรรคพวกมาก สามารถทำการใหญ่สำเร็จได้ภายในเวลาอันสั้น
                ๔. พระราชบุตรองค์ที่ ๒ ของพระนางสุมังคลา พระนามเดิมว่า เจ้าหน่อกษัตริย์ เมื่อทรงขึ้นครองราชย์ที่อาณาจักรจำปาศักดิ์ ทรงพระนามว่า เจ้าสร้อยศรีสมุทรพุทธางกูร
    • ท่านพระครูโพนสะเม็กเป็นผู้ถวายพระนามทั้งสองนี้ พระนาม 'หน่อกษัตริย์' ก็ดี 'พุทธางกูร' ก็ดี มีความหมายตามรูปศัพท์ว่า 'ลูกกษัตริย์' หรือ 'เชื้อกษัตริย์' นั่นก็คือเป็นพระราชบุตรพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราช ที่ประสูติกับพระนางสุมังคลา ผู้เป็นพระราชมารดาและเป็นพระมเหสีของพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราช ส่วนพุทธางกูรนั้นเป็นคติความเชื่อที่เปลี่ยนจากลัทธิเทวราช มาเป็นความเชื่อแบบพุทธที่ว่า พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระโพธิสัตว์ ที่ทรงบำเพ็ญพระบารมีเพื่อที่จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต อย่างที่พวกไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน พูดคำแทนตัวเองว่า 'ข้าพระพุทธเจ้า' หรือ 'ข้าพเจ้า' (ใช้ในสมัยโบราณ) เมื่อทรงกราบทูลข้อราชการถวายพระเจ้าแผ่นดิน
                ๕. ส่วนที่ผู้เขียนมีความเห็นว่า พระยาเมืองแสนเป็นผู้ชิงราชสมบัติเมื่อพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราชเสด็จทิวงคต แทนที่จะเป็นพระยาเมืองจันนั้น ก็เพราะว่าในระบอบการปกครองแห่งอาณาจักรล้านช้างในสมัยโบราณนั้น ปรากฏว่ามีการแต่งตั้งตำแหน่งเสนาบดีผู้ใหญ่ ๒ ตำแหน่งคือ พระยาเมืองแสน เป็นเสนาบดีฝ่ายขวา มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับราชการฝ่ายทหาร ส่วนพระยาเมืองจัน เป็นเสนาบดีฝ่ายซ้าย มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับราชการฝ่ายพลเรือน เพราะฉะนั้น พระยาเมืองแสนซึ่งมีหน้าที่ควบคุมดูแลฝ่ายทหาร จึงน่าจะเป็นผู้มีอำนาจมาก จนสามารถชิงราชสมบัติได้
    • เมื่อพระนางสุมังคลาไม่ทรงยินยอมเป็นภริยาของพระยาเมืองแสน ทำให้พระยาเมืองแสนโกรธแค้นมาก คิดจะกำจัดเจ้าองค์หล่อกับพระนางสุมังคลาเสีย เสนาอำมาตย์ผู้หนึ่งซึ่งเป็นฝ่ายเจ้าองค์หล่อ จึงพาพระองค์หนีไปอยู่เมืองพานภูซุน ซึ่งกล่าวกันว่าตั้งอยู่ในเขตอำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานีในปัจจุบัน ส่วนพระนางสุมังคลาได้เข้าไปพึ่งบารมีท่านพระครูโพนสะเม็ก ซึ่งเวลานั้นท่านได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระยอดแก้วแล้ว ท่านพระครูจึงจัดการให้พระนางไปอยู่ที่ภูสะง้อหอคำ และกล่าวกันว่าไปอาศัยอยู่กับญาติของท่านพระครู เพราะฉะนั้นในครั้งนั้นทั้งเจ้าองค์หล่อและพระนางสุมังคลา จึงได้หนีไปหลบภัยอยู่ที่หมู่บ้านเดิมของท่านพระครู คือที่เชิงเขาภูพาน ตำบลเมืองพาน อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานีในเวลานี้ ครั้นพระนางสุมังคลาประสูติราชบุตร ท่านพระครูโพนสะเม็กจึงถวายพระนามว่า เจ้าหน่อกษัตริย์
    • ต่อมาพระยาเมืองแสน ซึ่งได้ขึ้นครองราชย์ในนครเวียงจันทน์ เห็นว่าท้าวพระยาและประชาชนทั่วไป พากันนิยมนับถือท่านพระครูโพนสะเม็กเป็นอันมาก เกรงว่าต่อไปภายหน้าท่านพระครูจะแย่งราชสมบัติ จึงคิดแผนการลับกับสมัครพรรคพวก เพื่อทำการกำจัดท่านพระครูโพนสะเม็ก ท่านพระครูล่วงรู้ในความคิดของพระยาเมืองแสน จึงให้ไปรับเอาเจ้าหน่อกษัตริย์กับพระมารดามาจากภูสะง้อหอคำ แล้วชักชวนญาติโยมและสานุศิษย์ รวมกันได้ประมาณ ๓,๐๐๐ เศษ พากันอพยพหลบหนีราชภัย ออกจากนครเวียงจันทน์ ไปถึงบ้านงิ้วพันลำสมสนุก ซึ่งกล่าวกันว่าอยู่ที่เขตอำเภอบึงกาฬ จังหวัดหนองคายในปัจจุบัน ท่านพระครูให้เจ้าหน่อกษัตริย์กับพระมารดา และพรรคพวกจำนวนหนึ่งตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บ้านงิ้วพันลำสมสนุก แล้วท่านพระครูกับพรรคพวกที่เหลือ ก็พากันเดินทางอพยพต่อไปตามลำน้ำโขง บางครั้งก็เดินทางตามลำน้ำชี (หรือสาขา) ทางฝั่งขวาแม่น้ำโขง ลึกเข้าไปในแผ่นดินที่เป็นภาคอีสานตอนบนของประเทศไทยในปัจจุบัน ท่านพระครูหยุดพำนักอยู่ ณ ตำบลใด ผู้คนในที่นั้นก็พากันปีติยินดีเป็นอันมาก ครั้นโยกย้ายไปแห่งอื่น ก็มีญาติโยมติดตามไปตำบลละ ๒๓ ครอบครัว
    • ในที่สุดท่านพระครูโพนสะเม็กก็เดินทางลงไปถึงกรุง อินทปัทมหานคร ซึ่งได้แก่ประเทศกัมพูชาทุกวันนี้ ส่วนครอบครัวที่เมื่อยล้า ไม่สามารถติดตามลงไปได้ ก็ได้ตั้งบ้านเรือนเรียงรายกันไป จึงเรียกว่า ลาวเดิมบ้านบาราย (ในกัมพูชา) จนกระทั่งทุกวันนี้
    • การที่ชาวนครเวียงจันทน์ พร้อมทั้งเจ้าหน่อกษัตริย์ และพระมารดาสามารถอพยพจากนครเวียงจันทน์ มาอยู่ที่บ้านงิ้วพันลำสมสนุกได้โดย  สะดวกปลอดภัยตามสมควรนั้น ก็เพราะในนครเวียงจันทน์ มีเหตุการณ์ไม่สงบ มีการเตรียมพร้อมสำหรับภาวะฉุกเฉิน แล้วก็เกิดจลาจลวุ่นวายขึ้น มีการสู้รบเพื่อแย่งชิงราชสมบัติ ภายในเวลา ๖ เดือน พระยาเมืองแสนถูกชิงราชสมบัติคืนมาได้และถูกประหารชีวิต พระเจ้าองค์หล่อได้ขึ้นครองราชสมบัติแทน อันเจ้าหน่อกษัตริย์ซึ่งยังทรงพระเยาว์มาก และพระนางสุมังคลา ซึ่งทั้งสองก็คือพระอนุชาและพระราชมารดา ได้รับอิสรภาพให้ประทับอยู่ตามพระราชอัธยาศัยต่อไป และถึงแม้ต่อมาภายหลังจะมีพระเจ้ากรุงเวียงจันทน์องค์อื่นๆ ก็ล้วนแต่เป็นสมาชิกในราชวงศ์ของพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราช เป็นพระญาติพระวงศ์เดียวกันทั้งนั้น เมื่อทั้งสองพระองค์ไม่ได้เป็นพิษเป็นภัยอะไร ก็ปล่อยให้อยู่ไปเรื่อยๆ และที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือ
    • ในตอนหลังอำนาจของพระเจ้ากรุงเวียงจันทน์ได้เสื่อมลงมาก จนไร้อำนาจที่จะปกครองหัวเมืองที่อยู่ห่างไกลจากเมืองหลวง ทั้งนี้ก็เพราะมีการแย่งชิงราชสมบัติกัน เกิดการรบพุ่งฆ่าฟันกันเอง ในระหว่างสมาชิกแห่งราชวงศ์ของพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราช คือระหว่างพระราชบุตรและพระราชนัดดา เป็นไปอย่างไม่หยุดหย่อน จนอาณาจักรล้านช้างที่กว้างใหญ่ไพศาล ถูกแบ่งแยกออกเป็นอาณาจักรน้อยใหญ่ และเป็นหัวเมืองอิสระปกครองตนเองในที่สุด
    • อนึ่ง เมื่อมาถึงบ้านงิ้วพันสำสมสนุกแล้ว การที่ท่านพระครูยังพาญาติโยมและสานุศิษย์อีกจำนวนหนึ่งเดินทางอพยพต่อไปนั้น ก็เพราะยังมีพวกที่ยังเกรงภัยจากการชิงราชสมบัติอยู่ เพราะตนอาจเคยเป็นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ที่ยังเป็นปฏิปักษ์กับผู้มีอำนาจในเวลานั้นอยู่ ตนอาจถูกกำจัดได้ หรืออาจถูกเกณฑ์ไปเป็นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพื่อสู้รบกับอีกฝ่ายหนึ่งที่เป็นศัตรูกัน จึงต้องการเดินทางออกไปจากเมืองหลวงให้ไกลที่สุดเท่าที่จะไกลได้ หรืออาจจะมีพวกที่เลื่อมใสศรัทธาต่อท่านพระครูมากๆ ต้องการจะอยู่ใกล้ชิดกับท่าน ต้องการจะฟังธรรมะคำสั่งสอนจากท่าน ต้องการจะปฏิบัติธรรมกับท่านพระครู เช่น การฝึกหัดนั่งสมาธิหรือฝึกกรรมฐาน ตลอดจนได้มีโอกาสสร้างบุญกุศลกับท่านพระครู เช่นได้ร่วมสร้างพระพุทธรูป สร้างโบสถ์ วิหาร เป็นต้น นอกจากนั้นก็อาจจะมีพวกที่ต้องการไป 'แสวงโชค' คือแสวงหาที่ทำมาหากินในถิ่นที่มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์และสะดวกสบายกว่า มีโอกาสมั่งมีกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
    • อีกประการหนึ่ง ในสมัยที่ยังมีทรัพยากรธรรมชาติดกดื่น และประชากรในประเทศต่างๆ ยังมีอยู่เบาบางมากในดินแดนต่างๆ นั้น การอพยพโยกย้ายไปตั้งถิ่นฐานใหม่ ในทำเลที่มีความอุดมสมบูรณ์กว่า ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา และพระที่มีชื่อเสียงมีคนเคารพนับถือมาก ก็มักจะเป็นผู้นำในการโยกย้ายเช่นนั้น ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะพระสงฆ์จะมีพลังอำนาจที่จะปราบผีเจ้าที่ในดินแดนใหม่ได้อีกด้วย
    • ส่วนท่านพระครูที่พาญาติโยมพร้อมทั้งสานุศิษย์ เดินทาง อพยพหนีภัยจากนครเวียงจันทน์ในครั้งนั้น นอกจากเพื่อหลบภัยสำหรับตัวท่านเองแล้ว ก็เพราะท่านมีคุณธรรมสูง มีความเมตตากรุณาต่อญาติโยม ต้องการให้ญาติโยมพ้นทุกข์ ประสบกับความสุขสวัสดีทั่วหน้ากัน อนึ่ง การที่ท่านสามารถพาชาวลาวเป็นจำนวนมาก เดินทางอพยพเข้าไปในประเทศกัมพูชาได้ อาจจะเป็นเพราะในสมัยนั้นการเดินทางอพยพของประชาชนจากประเทศหนึ่ง ไปยังอีกประเทศหนึ่ง กระทำได้โดยสะดวกปลอดภัย ไม่มีอุปสรรคอะไรมาขวางกั้น แต่ละประเทศก็อยากได้พลเมืองของประเทศอื่นเข้ามาอยู่ในประเทศของตนให้มากๆ ตัวอย่างเช่น ในการทำสงครามในสมัยโบราณ ประเทศผู้ชนะจะกวาดต้อนเอาพลเมืองประเทศผู้แพ้ไปประเทศของตน หรือในกรณีของเมืองเชียงใหม่ก็เช่นกัน เมื่อขับไล่กองกำลังพม่าออกจากล้านนาได้แล้ว พระยากาวิละก็ไปกวาดต้อนเอาคนเชื้อชาติไทยแถวเชียงตุง เชียงรุ่ง สิบสองปันนา เข้ามาอยู่ที่เชียงใหม่และลำพูน จนเกิดมีคำพูดแห่งยุคว่า 'เก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง'
    • ฉะนั้น การที่มีผู้มีบุญบารมีสูงอย่างท่านพระครูโพนสะเม็กเป็นผู้นำ ย่อมทำให้ญาติโยมและสานุศิษย์เกิดความเชื่อมั่น เกิดความอบอุ่นใจ มีความรู้สึกว่าตนเองได้บุญกุศล แล้วเกิดกำลังใจ กล้าเผชิญอุปสรรคและความยากลำบากนานาประการได้ ทั้งนี้ ก็เป็นเพราะแรงศรัทธาอันหนักแน่นมั่นคงในผู้นำ คือท่านพระครูโพนสะเม็ก จนกระทั่งมีผู้อาสาจะตายแทนได้
    • นับเป็นโชคดีของแผ่นดินไทย ที่มีผู้อุดมศีลอุดมธรรม เป็นพระอริยะเจ้าผู้อุดมด้วยฤทธิ์ หรือพระอภิญญานั่นเอง แต่กระนั้นก็ดี ผู้ตั้งอยู่บนโลกกุตระธรรม ไม่สามารถลงไปเกลือกกลั้วกับ โลกียะธรรมอีกต่อไป ต้องแยกกันอยู่เช่นที่หลวงปู่ไม่ได้ติดถิ่นที่อยู่จึงอพยพข้ามฝั่งโขงกลับมาทางฝั่งไทยและขอม ในนครจำปาศรี และก็เป็นข้อบ่งชี้ว่าดินแดนใดที่ปราศจากสัตตบุรุษ ย่อมไม่เจริญรุ่งเรือง หรือร่มเย็นเป็นสุขไม่ ก็เห็นๆกันอยู่ http://www.ainews1.com/article311.html
    • ดังนั้นคำเตือนของ หลวงปู่โพนสะเม็ก จะเป็นข้อเตือนสติท่านสาธุชน ได้เพียงใดหรือไม่ ก็แล้วแต่ท่านเองจะเป็นผู้พิจารณา

back up data...http://www.matichonbook.com/mail.php?send=2&id=470426103443

ยายชีนวล วัดภูฆ้องคำ อายุ 100 ปี  อดีตเพื่อนสำเร็จต้น (ศิษย์สำเร็จลุน) ได้ย้ำพยากรณ์นี้ในปี 2549 ว่า  'เริ่มแล้วนะ เค้าของความวุ่นวายเดือดร้อนจะปรากฏชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จนอีก  5 ปีข้างหน้า, ถ้าเป็นผู้อยู่ในศีลธรรมจะปลอดภัย' http://www.ainews1.com/article286.html

เท้าไม่ติดพื้น
แม้นว่าภูฆ้องคำจะอยู่ไกล กันดาร แต่สานุศิษย์ ผู้เลื่อมใสศรัทธา ก็หลั่งไหลมาไม่ได้ขาด ทั้งทหาร ตำรวจ ชาวบ้านหรือแม้แต่พระเณร ต่างก็มาด้วยเชื่อมั่นในวัตรปฏิบัติของยายชีว่าควรค่าแก่การมาสักการะและ ปรึกษาข้อธรรม
พระอาจารย์หน่อย(ไม่ทราบชื่อ ฉายา)เจ้าอาวาสวัดบ้านยาง อ.ดอนมดแดง จ.อุบลฯ เล่าว่า เคยเห็นยายชีเดินจงกรมโดยที่เท้าไม่ติดพื้น
เกิดความอัศจรรย์ใจอย่างบอกไม่ถูก

มาเพื่อชดใช้หนี้
พูดถึงกำลังสำคัญในการพัฒนาวัด ต้องกล่าวถึงพระอาจารย์รูปหนึ่งซึ่งมาสู่ภูฆ้องคำยุคแรก ท่านคือ พระอาจารย์อ้อด(อริศร ปญฺโญ)ที่อยู่ๆก็มาปรากฏตัวที่วัดภูฆ้องคำโดยไม่มีผู้ใดรู้ล่วงหน้า ท่านบอกแปลกๆว่าตั้งใจมาหายายชีเพื่อใช้หนี้

ท่านได้กรุณาเล่าว่า สมัยภูหินร่องกล้ายังรบราฆ่าฟันกัน ระหว่างรัฐบาลกับคอมมิวนิสต์ ท่านและพระอีก 2รูปธุดงค์ไปพำนักอยู่ที่ถ้ำแห่งหนึ่งบนภูหินร่องกล้า เกิดการรบอยู่บริเวณถ้ำนั้นพอดี ต้องหลบซ่อนอยู่ในถ้ำหลายวัน อดอาหารและน้ำอยู่ 9วัน ออกจากถ้ำไม่ได้ มีเสียงระเบิด เสียงปืนดังอยู่ตลอดเวลา ควันจากอาวุธพวยพุ่งเข้าถ้ำจนหายใจแทบไม่ออก นึกว่าคงไม่รอดกันแล้ว

ในขณะที่ตาพร่ามัวด้วยควันเข้าตา เห็นยายชีลอยเข้ามาตามกลุ่มควันนั้นแล้วพูดว่า
'ข้าน้อยขอโอกาส..ถ้าหากจะออกจากถ้ำนี้โดยปลอดภัยขอให้พระอาจารย์ภาวนาคาถานี้'
ยายชีบอกคาถาแล้วก็หายไป

หลังจากท่องคาถาแล้วพวกท่านสามารถออกจากถ้ำ ผ่านดงปืนและระเบิดมาได้อย่างปลอดภัย ภายหลังทราบว่ายายชีมาอยู่ที่ภูฆ้องคำ กำลังบุกเบิกสถานที่ เห็นเป็นโอกาสจะมาใช้หนี้ชีวิตจึงมาช่วยเป็นกำลังก่อสร้างให้

ยายชีเป็นกำลังเงิน ด้วยว่าเงินจากญาติโยมจะตรงมาที่ยาย        ท่านเป็นกำลังงาน ลงมือทำงานก่อสร้างอย่างเดียว
ยายชีไม่ถือเงินหรือเก็บเงิน เมื่อมีศรัทธามาถวายก็มอบเงินให้พระอาจารย์อ้อดเป็นผู้เก็บรักษา ไม่ว่าจะ10บาท 20บาทก็ตาม พระอาจารย์ก็จะเก็บเงินรวบรวมไว้จนครบค่าวัสดุ เช่นครบค่าปูน1กระสอบก็ให้ชาวบ้านขี่มอเตอร์ไซค์ไปซื้อปูนมา การก่อสร้างที่สำคัญที่ท่านลงแรงไว้คือบันไดขึ้นภูเขา ทำทีละขั้นไปเรื่อยๆจนแล้วเสร็จ

(ขอร่วมโมทนาบุญด้วยกับท่าน อดิศร ปุญโญ อย่างยิ่ง)

กำลังจะทำฐานพระประธานบนเขาต่อ ยายชีก็มานิมนต์ให้พระอาจารย์อ้อดกลับไป 'ฐานพระประธานยังไม่เสร็จ องค์พระประธานยังไม่สร้างจะให้กลับทำไม'
'บ้านเมืองกำลังจะวุ่นวายเดือดร้อน อาจารย์กลับไปเถอะ ไปหาที่บำเพ็ญภาวนาตามป่าตามเขาช่วยบ้านเมือง'
'อาตมาเป็นพระผู้น้อย ไม่เก่งกล้าสามารถขนาดนั้น'
'ไปเถอะไปภาวนาช่วยกัน'
พระอาจารย์อ้อดเล่าว่า ยายชีวนเวียนนิมนต์ให้ท่านไปหลายรอบหลายครั้ง จนในที่สุดท่านจึงรับนิมนต์เดินทางกลับนครพนม

เรื่องนี้น่าคิดไม่น้อย เมื่อวันที่ 30 พ.ย.2551 ยายชีทำพิธีบังสุกุลประเทศ ทำให้ทุกคนทุกฝ่าย ไม่ว่าเหลืองหรือแดงหรือประชาชนทั่วไป ท่านว่าพิธีนี้จะช่วยบรรเทาความวุ่นวายบ้านเมืองได้ระดับหนึ่ง ผู้ที่ตายไปแล้วก็จะได้รับส่วนบุญส่วนกุศล ผู้ที่ยังไม่ตายก็จะปลอดภัยเป็นสุข มีที่น่าสนใจอย่างยิ่งอย่างหนึ่ง ส่วนตัวของยายชีนั้น ท่านได้จดรายละเอียดของสัตว์ทุกชนิดที่ตายอยู่ในวัดตลอดมาจนถึงวันพิธี ไม่ว่าจะเป็นงู ตะขาบ กิ้งก่า มด ปลวก จิ้งจก หรือแม้แต่ไส้เดือน ท่านจดไว้หมด แล้วนำเข้าพิธีด้วย

มาเอาวิชากับคาถาอาคม

เท่าที่ข้าพเจ้าได้สัมผัสยายชีในช่วงเวลาสั้นๆไม่กี่ปีมานี้ เห็นว่าผู้ที่มาหายายชีถ้าเป็นชาวบ้านทั่วไปมักมาพึ่งพาอาศัยขอให้ช่วย เรื่องนั้นเรื่องนี้ที่เป็นเรื่องต้องใช้ศาสตร์วิชา ยายชีก็สงเคราะห์ให้เป็นรายๆ อีกส่วนหนึ่งมาเพื่ออยากได้วิชา ซึ่งส่วนนี้มักไม่ใช่นักปฏิบัติธรรม

แต่เป็นพวกที่หวังได้คาถาศักดิ์สิทธิ์ไปทำประโยชน์ตน ยายชีมักปฏิเสธไปว่า
“ข้อยบ่ฮู้บ่จักอีหยังสักอย่าง หนังสือก็ไม่ได้เรียน เรื่องนี้ถ้าบุญของพวกเจ้าเคยสร้าง มันจะมาเองรู้เองดอก”

เรื่องศาสตร์วิชาแปลกๆของยายชี เคยได้ยินผู้ใกล้ชิดยายชีเล่าว่า สมัยก่อนท่านมีวิชาหนูกับแมว ทำเป็นน้ำมันขึ้นมา เอาไปป้ายหนูกับแมวแล้วมันจะไม่กัดกัน ขังไว้ในกรงเดียวกันก็ไม่ทำร้ายกัน คงจะคล้ายๆกับที่อาจารย์ชุม ไชยคีรีเคยทำไว้แต่ต้นเค้าวิชาไม่ทราบมาทางเดียวกันหรือเปล่า

เดี๋ยวนี้ยายชีเลิกไม่ทำอีกแล้ว เข้าใจว่าตั้งแต่รู้จักกราบไหว้หลวงพ่อชา วัดหนองป่าพง เรื่องวิชาคาถาอาคมจึงเพลาๆลงไป หันมาตั้งใจปฏิบัติจิตทำเพียรภาวนาแทน

ถ้าเอ่ยชื่อหลวงพ่อชาให้ยายชีได้ยินเมื่อไหร่ยกมือไหว้ท่วมหัวเมื่อนั้น ยึดถือว่าเป็นครูบาอาจารย์สำคัญอีกองค์หนึ่ง

ในส่วนที่เป็นของขลังเท่าที่เห็นยายชีทำแจกให้ญาติโยมนั้นเป็นรังไหม ข้าพเจ้าเคยได้รับและยังเก็บรักษาเอาไว้เป็นอย่างดี แต่ไม่ทราบว่ารังไหมนั้นมีคุณอย่างไร ด้วยไม่เคยถาม แว่วๆเป็นเลาๆว่าเอาไว้คุ้มตัว รักษาตน เหมือนตัวไหมมีรังเป็นเปลือกหุ้มคุ้มภัย
อีกอย่างหนึ่งที่ท่านชอบแจกให้ผู้ใกล้ชิด คือแป้งหอม และ น้ำอบไทย แล้วให้คาถาไปสวดภาวนากำกับ ข้าพเจ้าเคยได้รับแต่จำคาถาไม่ได้จึงไม่เคยใช้
แต่รับรองได้ว่ายายชีนี้ไม่ธรรมดา

เหมือนที่หลวงปู่คำพันธ์ได้อุทานขึ้นเมื่อเห็นยายชีครั้งแรกที่วัดธาตุมหาชัย นครพนม
'ยายชีนี่ไม่ธรรมดา วิชามีอยู่เต็มตัว'

ปัจจุบันกาล
ขณะนี้(ธค.2551)ยายชีนวลอายุได้98ปี สังขารเสื่อมโทรมตามกาลเวลา เรี่ยวแรงหดหายไปสิ้น จะลุกนั่งเดินเหินลำบาก ความป่วยไข้รุมเร้าอย่างแสนสาหัส
บางครั้งคล้ายหมดลมหายใจไป แต่ก็ยังกลับคืนมาหายใจได้

ยายชีบอกว่า
'นักปฏิบัติมักเป็นเช่นนี้ เรื่องของกรรมของแต่ละคน'

ยายชีนวลไม่เคยแสดงอาการหวั่นไหวอ่อนแอให้ผู้ใดเห็น ที่ได้เห็นกันคือความองอาจกล้าหาญ ไม่สร้างความหนักใจแก่ผู้ปรนนิบัติดูแล นั่งนอนยืนเดินอยู่ในองค์ภาวนาตลอดเวลา

นั่นคือการสอนศิษย์เทอมสุดท้าย สอนให้ทุกคนเห็นกับตาด้วยบทแห่งอนิจจัง.

ยายชีนวล แสงทอง วัดภูฆ้องคำ บ้านดงตาหวาน อำเภอกุดข้าวปุ้น จังหวัดอุบลราชธานี ปัจจุบันอายุประมาณ 93-94 ปี  ยายชีนวลค่อนข้างจะมีความพิสดารอยู่ในตัวไม่น้อย จนแม้หลวงปู่คำพันธ์ได้เห็น ยายชีนวลครั้งแรก ยังแสดงอาการผงะและออกปากว่า 'ยายชีผู้นี้ไม่ใช่เล่น เป็นคนมีวิชาเต็มตัว' ซึ่งก็จริงตามนั้น เพราะว่ายายชีนวลมีลูกศิษย์ ลูกหา ทั้งโยมทั้งพระมากมาย ทั้งยังเป็นที่พึ่งคนทุกข์ใจทุกข์กายมาโดยตลอด

  • ในสมัยยายชีนวลเป็นสาวก็เป็นผู้ใฝ่ใน ธรรม ถือศีล ออกปฏิบัติกับครูบาอาจารย์มากมายหลายสำนัก ทั้งยังเป็นสหายกับสำเร็จตัน ผู้ศิษย์สำเร็จลุนอีกด้วย สำเร็จตันจะไปไหนมักเรียกยายชีนวลไปด้วยกันเสมอพอถึงห้วงเวลาหนึ่ง ยายชีนวลก็แต่งงานมีครอบครัว โดยมีชายหนุ่มมาหลงรักและขอแต่งงาน ยายชีนวลได้กำหนดข้อแม้ว่า ถ้าจะแต่งงานกับฉันก็ได้ แต่ต้องรับว่ามี 2 ข้อที่ฉันจะขอเอาไว้คือ หนึ่ง ฉันจะไม่เข้าครัวทำอาหารให้กิน สองฉันจะไปจากบ้านกับพระกับเจ้าเมื่อไหร่ก็ไม่จำเป็นต้องบอก ชายหนุ่มผู้นั้นก็ยอมรับยายชีนวลใช้ชีวิตแต่งงานอยู่นานพอสมควรก็ขอลาสามีออกบวชชี และบวชเรื่อยมาจนปัจจุบันนี้
  • ประสบการณ์ในการพบเห็นพญานาคของยายชีนวลเกิดขึ้นขณะยายชีนวลมีอายุประมาณ 16-17 ปี ได้บวชเป็นชีแล้ว และด้วยความที่เป็นผู้อุปนิสัยเป็นอิสระในทุกๆ อย่าง นึกจะไปไหนก็ไป ไม่เคยกลัวอะไร จึงออกธุดงค์ไปถ้ำแกลบ ซึ่งชาวบ้านร่ำลือว่ามีอาถรรพณ์และความน่ากลัวแอบแฝงอยู่ถ้ำแกลบอยู่ในพื้นที่ของอำเภอนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร
  • ในสมัยปี 2472 นั้น บริเวณถ้ำแกลบคือ ป่าดงดิบรกทึบน่าสะพรึงกลัวเป็นที่สุด ชาวบ้านละแวกนี้นไม่กล้าออกไปหาของป่า หรือไปทำอะไรอยู่แถวๆ นั้น  ด้วยมีคนเคยเห็นงูขนาดยักษ์        เลื้อยเข้าอออกถ้ำแกลบบ่อย ๆ เมื่อชาวบ้านเห็นแม่ชีสาวเดินธุดงค์มา และบอกความประสงค์จะขึ้นไปปฏิบัติธรรมอยู่ถ้ำแกลบ ชาวบ้านก็ตกใจพากันห้ามปรามทัดทานเอาไว้ แต่ไม่สำเร็จ ไม่สามารถเปลี่ยนใจแม่ชีสาวได้ แม้แต่จะเดินทางไปส่งแม่ชีสาวถึงถ้ำแกลบก็ยังไม่มีใครยอมไป คงเพียงแต่อธิบายบอกทางและวิธีไปถึงถ้ำแกลบเท่านั้น

 

  • หลังจากแม่ชีสาวเดินขึ้นถ้ำแกลบเล้วก็หายเงียบไปเป็นเวลาแรมเดือน โดยไม่เคยมีใครได้ข่าว หรือเห็นแม่ชีสาวกลับลงมาหมู่บ้านเพื่อหาเสบียงอาหารชาวบ้านทั้งหลายเริ่มวิพากษ์วิจารณ์ด้วยความรู้สึกนึกคิดไปประการต่าง ๆ ทั้งประหลาดใจ และห่วงใยแม่ชีสาว ซึ่งอายุก็ยังน้อยอยู่ จนที่สุดชาวบ้านประมาณ 10 คน รวมกลุ่มคนใจกล้าแล้วก็ตัดสินเดินกันขึ้นถ้ำแกลบเพื่อดูแม่ชีสาวว่าอยู่ อย่างไรเมื่อไปถึงถ้ำแกลบ ทุกคนก็ตกตะลึงพรึงเพริด ขนลุกขนชันแทบคุมสติไม่อยู่ตรงปากถ้ำนั้นมีงูหนอนแดง ลำตัวขาวขนาดใหญ่พันรัดลำตัวของแม่ชีสาวเอาไว้ จนเห็นแค่ใบหน้าและศีรษะของแม่ชีสาวเท่านัน
  • ชาวบ้านทุกคนเชื่อว่าขณะนั้นแม่ชีสาวคงจะเสียชีวิตไปแล้ว ก็พากันเผ่นหนีกลับลงมาหมู่บ้าน และเล่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้เห็นให้คนทั้งหมู่บ้านฟัง แล้วสรุปว่าแม่ชีสาวตายไปแล้วอย่างไม่ต้องสงสัย
    หลังจากนั้นอีก 2 วัน ชาวบ้านทั้งหลายก็มีอันต้องตกตะลึงอีกครั้ง เมื่อได้เห็นแม่ชีสาวเดินกลับลงมาจากถ้ำแกลบถึงหมู่บ้านโดยปลอดภัย ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งยังบอกแก่ชาวบ้านว่า
    “ไม่ต้องกลัวท่านพญานาคนั้นหรอก เพราะว่าท่านเป็นพญานาคมีศีลและปฏิบัติธรรมด้วย ขอเพียงให้ชาวบ้านเราทุกคนเมื่อจะขึ้นเขาหาของป่า หรือเข้าใกล้บริเวณนั้น ให้พากันบอกกล่าวท่านก่อน ให้เรียกชื่อท่านว่า พญานาคคำขาว แล้วทุกคนจะปลอดภัย ไม่มีอันตราย หากินก็จะง่าย”
    ชาวบ้านทุกคนก้มกราบแม่ชีสาวด้วยความศรัทธาเลื่อมใส และยังกล่าวขวัญถึงเรื่องนี้สืบต่อมาจนทุกวันนี้
    ปัจจุบันแม่ชีสาวนั้นกลายเป็นยายชีอายุเกือบ 100 ปี พำนักอยู่เพียงลำพังองค์เดียวในวัดภูฆ้องคำที่ไม่มีแม้แต่พระหรือเณรอยู่ อาศัย
    เมื่อกลางปีที่แล้วยายชีนวลถูกงูกัด (เขาลือว่าเป็นงูจงอาง) คิดว่าตนเองจะต้องตายแน่แล้ว จึงกระเสือกกระสนขึ้นกุฏิเข้าพักในนั้น ปิดประตูเงียบจนตลอดคืน พอรุ่งเช้าก็ออกมา ไม่ตาย แถมยังแข็งแรงกระปรี้กระเปร่า เดินเหินคล่องแคล่วกว่าเดิมอีกด้วย
    ยายชีนวลมีวิชาความรู้ดีจริง สมคำหลวงปู่คำพันธ์ว่าไว้ได้ช่วยเหลือญาติโยมมามาก แต่เป็นคนไม่ใคร่พูดเรื่องความหลัง หรืออวดวิชา ใครสนทนาซักถาม มักจะตอบว่า
    “บ่อู้ บ่จัก” (ไม่รู้ ไม่เป็น)
    แต่ถ้าสนิทชิดเชื้อแล้ว จะทราบเองว่ายายชีเก่ง และมีเรื่องราวพิสดารแต่หนหลังมากมาย ไว้มีโอกาสอาจจะเขียนถึงยายชีเป็นการเฉพาะโดยละเอียดทีหลัง...ที่

http://www.suankhlang.com/ipb//index.php?showtopic=77

 

ปัจจุบันกาล

ขณะนี้(ธค.2551)ยายชีนวลอายุได้98ปี สังขารเสื่อมโทรมตามกาลเวลา เรี่ยวแรงหดหายไปสิ้น จะลุกนั่งเดินเหินลำบาก ความป่วยไข้รุมเร้าอย่างแสนสาหัส
บางครั้งคล้ายหมดลมหายใจไป แต่ก็ยังกลับคืนมาหายใจได้

ยายชีบอกว่า 'นักปฏิบัติมักเป็นเช่นนี้ เรื่องของกรรมของแต่ละคน'

ยายชีนวลไม่เคยแสดงอาการหวั่นไหวอ่อนแอให้ผู้ใดเห็น ที่ได้เห็นกันคือความองอาจกล้าหาญ ไม่สร้างความหนักใจแก่ผู้ปรนนิบัติดูแล นั่งนอนยืนเดินอยู่ในองค์ภาวนาตลอดเวลา

นั่นคือการสอนศิษย์เทอมสุดท้าย สอนให้ทุกคนเห็นกับตาด้วยบทแห่งอนิจจัง.

  • ยายชีนวล แสงทอง วัดภูฆ้องคำ บ้านดงตาหวาน อำเภอกุดข้าวปุ้น จังหวัดอุบลราชธานี ปัจจุบันอายุประมาณ 93-94 ปี
    ยายชีนวลค่อนข้างจะมีความพิสดารอยู่ในตัวไม่น้อย จนแม้หลวงปู่คำพันธ์ได้เห็นยายชีนวลครั้งแรก ยังแสดงอาการผงะและออกปากว่า 'ยายชีผู้นี้ไม่ใช่เล่น เป็นคนมีวิชาเต็มตัว' ซึ่งก็จริงตามนั้น เพราะว่ายายชีนวลมีลูกศิษ์ลูกหา ทั้งโยมทั้งพระมากมาย ทั้งยังเป็นที่พึ่งคนทุกข์ใจทุกข์กายมาโดยตลอด
  • ในสมัยยายชีนวลเป็นสาวก็เป็นผู้ใฝ่ใน ธรรม ถือศีล ออกปฏิบัติกับครูบาอาจารย์มากมายหลายสำนัก ทั้งยังเป็นสหายกับสำเร็จตัน ผู้ศิษย์สำเร็จลุนอีกด้วย สำเร็จตันจะไปไหนมักเรียกยายชีนวลไปด้วยกันเสมอ
    พอถึงห้วงเวลาหนึ่ง ยายชีนวลก็แต่งงานมีครอบครัว โดยมีชายหนุ่มมาหลงรักและขอแต่งงาน ยายชีนวลได้กำหนดข้อแม้ว่า ถ้าจะแต่งงานกับฉันก็ได้ แต่ต้องรับว่ามี 2 ข้อที่ฉันจะขอเอาไว้คือ หนึ่ง ฉันจะไม่เข้าครัวทำอาหารให้กิน สองฉันจะไปจากบ้านกับพระกับเจ้าเมื่อไหร่ก็ไม่จำเป็นต้องบอก ชายหนุ่มผู้นั้นก็ยอมรับ
    ยายชีนวลใช้ชีวิตแต่งงานอยู่นานพอสมควรก็ขอลาสามีออกบวชชี และบวชเรื่อยมาจนปัจจุบันนี้
    ประสบการณ์ในการพบเห็นพญานาคของยายชีนวลเกิดขึ้นขณะยายชีนวลมีอายุประมาณ 16-17 ปี ได้บวชเป็นชีแล้ว และด้วยความที่เป็นผู้อุปนิสัยเป็นอิสระในทุกๆ อย่าง นึกจะไปไหนก็ไป ไม่เคยกลัวอะไร จึงออกธุดงค์ไปถ้ำแกลบ ซึ่งชาวบ้านร่ำลือว่ามีอาถรรพณ์และความน่ากลัวแอบแฝงอยู่
    ถ้ำแกลบอยู่ในพื้นที่ของอำเภอนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร
  • ในสมัยปี 2472 นั้น บริเวณถ้ำแกลบคือ ป่าดงดิบรกทึบน่าสะพรึงกลัวเป็นที่สุด ชาวบ้านละแวกนี้นไม่กล้าออกไปหาของป่า หรือไปทำอะไรอยู่แถวๆ นั้น ด้วยมีคนเคยเห็นงูขนาดยักษ์เลื้อยเข้าอออกถ้ำแกลบบ่อย ๆ
    เมื่อชาวบ้านเห็นแม่ชีสาวเดินธุดงค์มา และบอกความประสงค์จะขึ้นไปปฏิบัติธรรมอยู่ถ้ำแกลบ ชาวบ้านก็ตกใจพากันห้ามปรามทัดทานเอาไว้ แต่ไม่สำเร็จ ไม่สามารถเปลี่ยนใจแม่ชีสาวได้ แม้แต่จะเดินทางไปส่งแม่ชีสาวถึงถ้ำแกลบก็ยังไม่มีใครยอมไป คงเพียงแต่อธิบายบอกทางและวิธีไปถึงถ้ำแกลบเท่านั้น
    หลังจากแม่ชีสาวเดินขึ้นถ้ำแกลบเล้วก็หายเงียบไปเป็นเวลาแรมเดือน โดยไม่เคยมีใครได้ข่าว หรือเห็นแม่ชีสาวกลับลงมาหมู่บ้านเพื่อหาเสบียงอาหาร
    ชาวบ้านทั้งหลายเริ่มวิพากษ์วิจารณ์ด้วยความรู้สึกนึกคิดไปประการต่าง ๆ ทั้งประหลาดใจ และห่วงใยแม่ชีสาว ซึ่งอายุก็ยังน้อยอยู่ จนที่สุดชาวบ้านประมาณ 10 คน รวมกลุ่มคนใจกล้าแล้วก็ตัดสินเดินกันขึ้นถ้ำแกลบเพื่อดูแม่ชีสาวว่าอยู่ อย่างไร
    เมื่อไปถึงถ้ำแกลบ ทุกคนก็ตกตะลึงพรึงเพริด ขนลุกขนชันแทบคุมสติไม่อยู่
    ตรงปากถ้ำนั้นมีงูหนอนแดง ลำตัวขาวขนาดใหญ่พันรัดลำตัวของแม่ชีสาวเอาไว้ จนเห็นแค่ใบหน้าและศีรษะของแม่ชีสาวเท่านัน
    ชาวบ้านทุกคนเชื่อว่าขณะนั้นแม่ชีสาวคงจะเสียชีวิตไปแล้ว ก็พากันเผ่นหนีกลับลงมาหมู่บ้าน และเล่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้เห็นให้คนทั้งหมู่บ้านฟัง แล้วสรุปว่าแม่ชีสาวตายไปแล้วอย่างไม่ต้องสงสัย
    หลังจากนั้นอีก 2 วัน ชาวบ้านทั้งหลายก็มีอันต้องตกตะลึงอีกครั้ง เมื่อได้เห็นแม่ชีสาวเดินกลับลงมาจากถ้ำแกลบถึงหมู่บ้านโดยปลอดภัย ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งยังบอกแก่ชาวบ้านว่า
    “ไม่ต้องกลัวท่านพญานาคนั้นหรอก เพราะว่าท่านเป็นพญานาคมีศีลและปฏิบัติธรรมด้วย ขอเพียงให้ชาวบ้านเราทุกคนเมื่อจะขึ้นเขาหาของป่า หรือเข้าใกล้บริเวณนั้น ให้พากันบอกกล่าวท่านก่อน ให้เรียกชื่อท่านว่า พญานาคคำขาว แล้วทุกคนจะปลอดภัย ไม่มีอันตราย หากินก็จะง่าย”
    ชาวบ้านทุกคนก้มกราบแม่ชีสาวด้วยความศรัทธาเลื่อมใส และยังกล่าวขวัญถึงเรื่องนี้สืบต่อมาจนทุกวันนี้
    ปัจจุบันแม่ชีสาวนั้นกลายเป็นยายชีอายุเกือบ 100 ปี พำนักอยู่เพียงลำพังองค์เดียวในวัดภูฆ้องคำที่ไม่มีแม้แต่พระหรือเณรอยู่ อาศัย
    เมื่อกลางปีที่แล้วยายชีนวลถูกงูกัด (เขาลือว่าเป็นงูจงอาง) คิดว่าตนเองจะต้องตายแน่แล้ว จึงกระเสือกกระสนขึ้นกุฏิเข้าพักในนั้น ปิดประตูเงียบจนตลอดคืน พอรุ่งเช้าก็ออกมา ไม่ตาย แถมยังแข็งแรงกระปรี้กระเปร่า เดินเหินคล่องแคล่วกว่าเดิมอีกด้วย
    ยายชีนวลมีวิชาความรู้ดีจริง สมคำหลวงปู่คำพันธ์ว่าไว้ได้ช่วยเหลือญาติโยมมามาก แต่เป็นคนไม่ใคร่พูดเรื่องความหลัง หรืออวดวิชา ใครสนทนาซักถาม มักจะตอบว่า 'บ่อู้ บ่จัก' (ไม่รู้ ไม่เป็น)
    แต่ถ้าสนิทชิดเชื้อแล้ว จะทราบเองว่ายายชีเก่ง และมีเรื่องราวพิสดารแต่หนหลังมากมาย ไว้มีโอกาสอาจจะเขียนถึงยายชีเป็นการเฉพาะโดยละเอียดทีหลัง...ที่
  • http://www.suankhlang.com/ipb//index.php?showtopic=77

    บูชาพญานาค ผิดหรือไม่

    บางท่านสงสัยว่า การเคารพบูชาพญานาค ซึ่งไม่ใช่พระพุทธ พระพระธรรม พระสงฆ์ จะผิดหรือไม่ ... ความจริงแล้วเราก็เคารพ พระพุทธ พระพระธรรม พระสงฆ์ ตามปกติ เพียงแต่เคารพพญานาคเพิ่มเติมในฐานะเหมือนกับ การที่เราเคารพผู้อาวุโสกว่าเรา เคารพผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เพราะพญาศรีสัตตนาคราชตลอดจนบริวารเป็นผู้ปฏิบัติธรรมและปวารณาตนปกป้องพระ พุทธศาสนา เป็นนาคราชสัมมาทิฐิคู่ควรต่อการเคารพได้

    เรื่องโชคลาภ

    หลายๆคนอดถามไม่ได้เกี่ยวกับโชคลาภว่าบูชาพญานาคจะมีโชคลาภหรือไม่ ความจริงสิ่งนี้ย่อมขึ้นกับกรรมและวาระของแต่ละบุคคลด้วย  ส่วนพญานาคนั้นท่านเป็นผู้ที่สามารถเข้าถึงทรัพย์ในดินและสินในน้ำ สัญญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ จึงมีความเลิศในด้านโชคลาภและการช่วยเหลือของพญานาคจะมีข้อจำกัดน้อยกว่าพระ ท่านสามารถช่วยเหลือเรื่องต่างๆได้มากมายแต่ไม่เกินกฏแห่งกรรม

    จากข้อมูลต่างๆทั้งข้อมูลทางธรรมและทางวิทยาศาสตร์ ตลอดจนการติดต่อจากนาคาธิบดีให้ทราบว่าภัยพิบัติครั้งใหญ่ใกล้เข้ามาทุกขณะ ขอให้หลวงพ่อสร้างวัตถุมงคลรูปนาคราชขึ้นเพื่อเป็นเครื่องหมายบอกพิกัดตำแหน่งของผู้ปฏิบัติธรรมให้กองทัพนาคราชทราบได้โดยง่าย ด้วยเหตุนี้ในปี2550นี้หลวงพ่อวัชระจึงได้กำหนดให้สร้างวัตถุมงคลเป็นรูปพญา ศรีสัตตนาคราช ซึ่งเป็นราชันย์แห่งนาคราช และหลวงปู่คำพันธ์ โฆสปัญโญ เคยกล่าวไว้ว่า พญาศรีสัตตนาคราชเป็นกษัตริย์ใหญ่เหนือพญานาคทั้งปวง เป็นพญานาคที่ทรงฤทธิ์ ทรงอำนาจเหนือกว่าพญานาคทั้งหลาย

    สืบเนื่องจากหลวงพ่อวัชระตระหนักถึงภัยพิบัติทางธรรมชาติที่กำลังรุนแรงขึ้น เป็นลำดับจนน่าวิตก โดยท่านทราบเรื่องนี้มานานแล้ว หลวงพ่อได้เคยกล่าวไว้ว่า

         

    'ผู้ปฏิบัติธรรมและคนดีจะรอดพ้นจากภัยพิบัติ' โดยผู้ที่มีหน้าที่สำคัญในช่วงภัยพิบัติ คือ กองทัพนาคราช เนื่องจากพญานาคนอกจากมีฤทธิ์และปกป้องพระศาสนาแล้ว ที่สำคัญคือมีกำลังแข็งแรงมาก มีกำลังพอที่จะฝ่าภัยพิบัติด้านแผ่นดิน ผืนน้ำ และอากาศ เพื่อช่วยเหลือผู้ปฏิบัติธรรมได้ หากเปรียบเทียบกับโลกมนุษย์ก็เทียบได้กับกองกำลังทหาร ซึ่งปกติจะมีหน้าที่ปกป้องประเทศ และช่วยกู้ภัยพิบัติที่รุนแรงเกินกว่าหน่วยงานกู้ภัยทั่วไปจะรับมือไหว การช่วยเหลือผู้ปฏิบัติธรรมให้รอดจากภัยพิบัติก็เป็นส่วนหนึ่งของหน้าที่การ ปกป้องพระพุทธศาสนาให้สืบเนื่องถึง5000ปี ข้อมูลที่หลวงพ่อวัชระรับทราบ ใกล้เคียงกับคำบอกเล่าของพระอริยสงฆ์และผู้ปฏิบัติธรรมหลายๆท่านดังที่ขอนำมากล่าวไว้ข้างต้น

    back up data...http://www.nakusol.com/พลังจิต-พญาศรีสัตตนาคราช-เสริมดวง-8-สี-8-วันเกิด-80.html

    (ท่านต้องก๊อบบี้ไปวางที่ ช่อง address เอาเองไม่สามารถติดลิงค์ให้ได้ ด้วยมีภาษาไทยปนอังกฤษ) 

    ส่วนมนุษย์ในยุคใหม่ที่ดีเอ็นเอเปลี่ยนไป หลังจากโลกย้ายแกนใหม่แล้ว และสุริยะจักรวาลพร้อมกับโลก ได้สลับจากกาแลกซี่ทางช้างเผือก เคลื่อนไปสู่แรงดึงดูดของ กาแลกซี่ไตรแองกุลัม ทางทิศตะวันออก ของยุคชาวศิวิไลซ์ ซึ่งเน้นความดี มีศีลธรรม แทนสังคมเงินทอง ซึ่ง หลวงปู่ประเสริฐ อวยชัยให้พรให้ลูกหลานปัจจุบัน พยายามนำพาชีวิตอยู่ไปให้ถึงยุคใหม่ให้ได้...

    http://www.ainews1.com/modules.php?name=Web_Board&file=view&No=215

    'ปี 2555 เมืองไทยจะเกิดวิกฤติ จนถึงขั้นอาจตกต่ำลงไป'  ซึ่งพ่อเจ้าราชครูโพนสะเม็กกล่าวเตือนลูกหลานเอาไว้   http://ainews1.com/article311.html

    สำหรับท่านที่ไม่ ประมาทเข้าถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่นานแล้วนั้น...ด้วยสัญชาติญาณของ สัตว์โลกย่อมหาหนทางนำชีวิตให้อยู่รอดปลอดภัยอย่างเต็มกำลัง หากท่านที่อยู่ในกลุ่มนี้ ก็ลองหาความรู้ต่อไปอีกให้ทะลุเป้าหมาย  ว่าแล้วเราจะจัดการเตรียมการณ์ล่วงหน้าให้แก่ตัวเราและครอบครัวได้อย่างไร บ้าง   จะมีเครื่องทุ่นแรงในปัจจุบันอย่างใดบ้างที่จะช่วยเหลือเราให้คล่องตัวอย่าง ทันเวลา ลองแวะที่ลิงค์นี้...    http://www.ainews1.com/article36.html 

    เชิญทุกท่าน ร่วมสร้างบุญกุศลด้วยกัน ....ส่งข่าวสารแก่เพื่อนๆ มีโอกาสชมจิ๊กซอร์ต่างๆ สำหรับนักค้นหาสาระชีวิตต่อภาพส่วนตัว ทั้ง ด้านโลกียะและโลกุตระ ที่ ainews1.com จัดไว้บริการให้แก่เพื่อนๆต่างวัยทุกคน ฟรี ที่ลิงค์ /article385.html     Bookmark and Share