สมเด็จองค์ปฐม "ปางทรมานพระยาชมพูบดี" ทรงเครื่องจักรพรรดิ

ชมพูบดีสูตรหรือพญานาคในเรื่อง 'ท้าวมหาชมพู'

/article315.html

พระสูตรเรื่องนี้ พระพุทธเจ้าทรงตรัสเทศนาที่ วัดเวฬุวนาราม ใกล้กรุงราชคฤห์ กล่าวถึงกษัตริย์พระองค์หนึ่งทรงพระนาม ชมพูบดี เสวยราชย์ในเมืองปัญจาลราษฐ์ เมื่อพระเจ้าชมพูบดีปฏิสนธิในครรภ์พระมารดา ได้เกิดเสาทองสูง ๑๘ ศอก ในพระนคร (แสดงบุญบารมีของผู้มาเกิด ซึ่งเคยเป็นพญานาคผู้ทรงอิทธิฤทธิ์ ในเมืองบาดาล เป็นใหญ่ในสกลทวีปและนาคพิภพ มีวิชาใช้ลูกศรเป็นราชทูตไปหาท้าวพระยาทั้งปวง ในชมพูทวีปให้มาเฝ้าพระองค์ได้ ชนิดรบแบบไม่ต้องรบ)

เมื่อพระเจ้าชมพูบดีประสูติ ขุมทองในแผ่นดินก็ผุดขึ้นมา ขุมทองอันอยู่ปลายไม้ ก็ตกลงมาสู่พื้นแผ่นดิน ขุมทองในน้ำก็ผุดขึ้นมาจากน้ำไปสู่ท่าเมือง และฉลองพระบาทอันแล้วด้วยแก้วมณีโชติ ก็ลอยมาจากภูเขาวิบูลยบรรพตเข้ามาสวม พระบาทพระเจ้าชมพูบดีในขณะเมื่อประสูติจากครรภ์พระมารดา (แก้วมณีโชติ ของพญานาคมีอิทธิฤทธิ์หลายประการ  ตามความปรารถนาของจิตของเจ้าของที่จะสั่งการ รวมทั้งใช้บรรเทาเบาบางกิเลสเบื้องต้น ในการปฏิบัติธรรมได้ด้วย เนื่องจากพญานาคที่บำเพ็ญภาวนาในเมืองบาดาลนั้น มีส่วนหนึ่งที่มีศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาโดยฉเพาะหัวหน้าทั้งหลาย วัตถุธาตุทุกชนิดจะมีพลังมโนธาตุอยู่ในนิวเครียสเสมอ และยังมีธาตุว่างอยู่ในนิวเครียสนั้นอีกด้วย จิตของผู้ที่ฝึกไว้ดีแล้วจึงใส่โปรเกรมต่างๆลงไปในวัตถุต่างๆเหล่านั้น    รอการมอนนิเตอร์จากจิตของผู้สั่งการได้ตลอดเวลา ไม่ใช่เรื่องที่อัศจรรย์แต่อย่างไร) 

สมเด็จองค์ปฐม 'ปางทรมานพระยาชมพูบดี' ทรงเครื่องจักรพรรดิ ณ วัดสิริเขตคีรี
เมื่อประสูติแล้วพราหมณ์ได้พยากรณ์ว่า พระราชกุมารนี้จะได้เป็นใหญ่ในสกลชมพูทวีปและนาคพิภพ แล้วจึงถวายพระนามว่า 'ชมพูบดี' เมื่อทรงเจริญวัยขึ้น พระเจ้าชมพูบดีทรงใช้ลูกศรเป็นราชทูตไปหาท้าวพระยาทั้งปวงในชมพูทวีปให้มาเฝ้า หากองค์ใดไม่มา ลูกศรนั้นจะร้อยพระกรรณของกษัตริย์องค์นั้นมาสู่ที่ประทับของพระเจ้าชมพูบดี เป็นการแสดงพระราชอำนาจต่อความโลภของตนที่มีความมักใหญ่ใฝ่สูง สร้างกรรมให้ผู้อื่นเดือดร้อน คล้ายๆปลาใหญ่กินปลาเล็ก
ที่ปัจจุบันทั่วโลกกำลังเป็นอยู่ จึงเป็นเหตุให้เกิดสงครามสู้รบขึ้นทั่วโลก แม้คนไทยด้วยกันเองก็ห่างเหินการปฏิบัติศาสนา ที่น่าสงสารอย่างยิ่ง พากันหลงผิดยึดติดวัตถุอย่างโงหัวไม่ขึ้น มิได้ใส่ใจว่าความหายนะต่อชีวิตทรัพย์สินกำลังเดินมาจ่ออยู่ตรงหน้า และจะยิ่งทวีความรุนแรงไปโดยลำดับ จนกระทั่งนำเอาอาวุธร้ายแรงต่างๆที่สร้างสมไว้ออกมาใช้ ซึ่งจะเบียดเบียนโลกและสรรพสัตว์และสร้างผลกระทบต่อจักรวาลอีกด้วย  ยุ่งยากลำบากันทั่วทั้งมนุษย์และภัยพิบัติธรรมชาติที่กำลังจ่อใกล้เข้ามา   พระเจ้าชมพูบดีมีพระอัครมเหสีทรงพระนาม 'กาญจนราชเทวี'

อยู่มาวันหนึ่ง พระเจ้าชมพูบดีทรงสวมฉลองพระบาทแก้วมณีโชติ แล้วเหาะไปถึงปราสาทของพระเจ้าพิมพิสาร ทรงดำริว่าใครเป็นเจ้าของปราสาทนี้ แล้วก็ทรงพระพิโรธยกพระบาทถีบยอดปราสาทของพระเจ้าพิมพิสาร ด้วยอำนาจที่พระเจ้าพิมพิสารเป็นพุทธอุบาสก คุณนั้นก็คุ้มครองยอดปราสาทนั้นไว้ พระบาทและพระชาณุของพระเจ้าชมพูบดีกลับแตกโลหิตไหล

ครั้นพระเจ้าชมพูบดีทรงเอาพระแสงขรรค์ ฟันยอดปราสาท ด้วยอานุภาพแห่งพระพุทธเจ้า เทวดาก็บันดาลให้พระขรรค์นั้นบิ่นไปอีก พระเจ้าชมพูบดีจึงเดินทางกลับมาถึงเมือง แล้วใช้ให้วิษศรเหาะไปร้อยพระกรรณพระเจ้าพิมพิสาร พระเจ้าพิมพิสารตกพระทัยเสียงวิษศรที่ดังมาในเวหา ทรงหนีไปสู่เวฬุวนาราม พระพุทธเจ้าจึงทรงใช้จักรไปทำลายวิษศร วิษศรสู้พุทธจักรไม่ได้ก็หนีไปถึงปราสาทพระเจ้าชมพูบดี พุทธจักรจึงกลับไป

พระพุทธเจ้าทรงเล็งเห็นว่า พระเจ้าชมพูมีวาสนามีปัญญา จึงมีพระพุทธฎีกาตรัสเรียกพระอินทร์ให้เป็นราชทูตไปหาตัวพระเจ้าชมพูบดีมาเฝ้า พระอินทร์ก็ได้รับการต่อต้านอย่างหนัก แต่พระเจ้าชมภูไม่สามารถต่อกรพระอินทร์ได้ จึงยอมมาเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ในวันรุ่งขึ้นซึ่งพระพุทธเจ้าก็ทรงเตรียมการ ทรงเนรมิตพระองค์เป็นพระเจ้าราชาธิราชประทับอยู่เหนือบัลลังก์ในปราสาท มีท้าวมหาพรหมยืนถือเศวตฉัตร พระราหุลเป็นขุนคลัง พระสาวกเป็นพระยาประเทศราช

และจึงโปรดให้มาฆสามเณรไปย่นระยะทางและพา พระเจ้าชมพูบดีเข้ามา เมื่อใกล้จะถึงพระนคร มาฆสามเณรบังคับให้พระเจ้าชมพูบดีลงจากหลังช้าง พระเจ้าชมพูบดีไม่ยอม มาฆสามเณรจึงเนรมิตกายใหญ่โตเข้าไสช้างจนล้มไปในที่นั้น พระเจ้าชมพูบดีจึงต้องเสด็จด้วยพระบาทเข้าไปยังพระนคร (พระพุทธองค์ทรงทราบทิฐิมานะการยึดถือตัวตนของพระยาชมภูเป็นอย่างดี จึงต้องทรมานเป็นขั้นๆในการลดทิฐิและความเชื่อมั่นในตนเองจนเกินพอดี ให้ลงมาในระดับที่จะรับฟังคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ได้ และเกิดความเข้าใจ เกิดศรัทธา โดยพระยาชมภูไม่สามารถใช้ศักยภาพด้านใดๆที่จะมาเปรียบเทียบต่อกรกับสิ่งพระพุทธองค์ทรงเนรมิตขึ้นชั่วคราว ให้พระยาชมภูได้ตระหนักในระหว่างที่เดินเท้าเข้ามาในวังเพื่อมาเฝ้าพระพุทธองค์ ด้วยความจำยอมต่ออำนาจอิทธิฤทธิ์ของพระอินทร์ และเณรน้อยผู้มากฤทธิ์ล้มช้าง ให้ผู้นั่งอยู่บนกูบช้างต้องลงมาเดินเท้า มันเสียศักดิ์ศรีอย่างยิ่งที่ต้องยอมจำนน) 

ขนาดนั้นพระเจ้าราชาธิราชแสดงฤทธิ์ต่อสู้ กับพระเจ้าชมพูบดี พระเจ้าชมพูบดีสู้ฤทธิ์ไม่ได้จึงยอมแพ้ แล้วพระเจ้าราชาธิราชจึงกลับแสดงพระองค์เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสเทศนาจนพระเจ้าชมพูบดีเลื่อมใสออกผนวชและสำเร็จพระอรหันตผลในที่สุด บรรดาข้าราชบริพารของพระเจ้าชมพูบดีจึงกลับไปถึงเมืองปัญจาลราษฐ์ นำเนื้อความไปทูลพระนางกาญจนเทวี พระอัครมเหสีของพระเจ้าชมพูบดี และเจ้าศิริคุตรราชกุมารฟัง

พระนางกาญจนเทวีและเจ้าศิริคุตรราชกุมารจึงเดินทางมายังวัดเวฬุวนาราม ขอพบกับพระชมพูบดีเถระ พระพุทธเจ้าให้นางพิจารณาดู ก็เห็นเป็นพระชมพูบดีเถรทั้งสิ้น ไม่รู้ว่ารูปใดคือชมพูบดี พระพุทธเจ้าจึงให้นางกาญจนเทวีเรียกจึงได้รู้ว่าเป็นองค์ใด นางกาญจนเทวีได้เข้านมัสการพระชมพูบดีเถระแล้ว พระนางจึงขอบวชในสำนักพระพิมพาเถรี ส่วนเจ้าศิริคุตรได้บรรพชาในสำนักพระชมพูบดีเถระ ก็สำเร็จพระอรหันตผลทั้งสิ้น

(พระพุทธองค์ทรงออกแรงในคราวนั้น ก็เพื่อประโยชน์อันยิ่งใหญ่ ของคน 3 คน ที่ในที่สุดได้บรรลุอรหัตผลทุกคน ขออนุโมทนากับทั้ง 3 ท่าน การที่นางกาญจนเทวี ได้เห็นพระทุกรูปอยู่ในลักษณะเดียวกับอดีตพระสวามีทั้งหมดนั้น มันทำให้นางถึงสัจจธรรมว่าบัดนี้ไม่มีอดีตพระเจ้ามหาชมภูอยู่อีกต่อไป ลบภาพเก่าๆที่เคยยิ่งใหญ่ทางโลกออกไปด้วยตาของตนเอง ต่อสิ่งที่นางประจักษ์อยู่ตรงหน้า เห็นแต่ความสุภาพเรียบร้อย ขององค์อรหันตร์ของอดีตสวามีผู้ยิ่งยงเท่านั้น นางจึงบังเกิดศรัทธาประสาทะอย่างยิ่ง ขอบวชเป็นภิกษุณี และลูกชายซึ่งยังไม่ครบอายุ 20 ปี จึงได้บวชเป็นสามเณรไปก่อน ในที่สุดทุกๆท่านก็ถึงฟากฝั่งพระนิพพาน ด้วยกันหมดทุกท่าน อำนาจและอิทธิฤทธิทุกประการไม่อาจนำดวงจิตของทุกคนไปสู่มรรคผลนิพพานได้ มีแต่ถ้าเผลอใช้อยู่ตามที่ใจต้องการ ก็จะพาตนเองถึงซึ่งความฉิบหายได้สักวันหนึ่ง เป็นโชควาสนาของพระยาชมภู ที่ยังได้พระมหาเมตตาของพระพุทธองค์มาให้การสงเคราะห์ได้ทันเวลา

ปัจจุบันพลโลกของหลายๆประเทศกำลังหลงอยู่ในความเป็นมหาอำนาจ และอาวุธที่ทันสมัยของตน ที่กำลังจะทำลายชีวิตมนุษย์และสิ่งแวดล้อมของโลกอย่างมากมาย ที่มนุษย์เองทำขึ้นแต่ตนเองก็แก้ไขไม่ได้ เร่งวันเวลาให้ธรรมชาติต้องปฏิรูปตนเองครั้งใหญ่ ที่เรียกว่าการร่อนตะแกรงครั้งสุดท้ายของธรรมชาติ ปรับสมดุลทุกๆอย่างให้แก่โลกเสียใหม่ รวมทั้งโล๊ะทิ้งชีวิตของสรรพสัตว์ และมนุษย์หรือคนที่ไม่มีนิจศีลก็ตาม ไม่ให้ข้ามแดนไปสู่ยุคชาวศิวิไลซ์ได้

ซึ่งพระพุทธองค์ทราบเหตุการณ์ล่วงหน้ามาโดยตลอด ตั้งแต่เพิ่งตรัสรู้ใหม่ๆ จึงเสด็จมายังดินแดนสุวรรณภูมิ เมื่อ 2583 ปีที่แล้ว เพื่อเริ่มสถาปนาวัตถุตัวแทนของพระพุทธองค์เอาไว้ล่วงหน้า  พร้อมกับรายงานบันทึกในพระคัมภีร์โบราณอย่างละเอียดเอาไว้เป็นหลักฐาน ประกอบในการมาอุบัติครั้งใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2550 โดยทรงใช้พระสรีระธาตุต่างๆเป็นตัวแทนของพระพุทธองค์ และทรงมอบให้พระอริยสาวก เช่นหลวงปู่ใหญ่มหาโมคคัลลานะ หลวงปู่สิวลี เป็นต้นมาเป็นกำลังสำคัญ ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาช่วยบรรดาลูกหลานในยุคใหม่ต่อไป จนพระศาสนามีอายุครบ 5,000 ปี ตามที่พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสเอาไว้กับพระอานนท์ ในช่วงที่ทรงเสด็จมายังดินแดนลาว และภาคอิสานในปัจจุบันหลายแห่ง ศึกษาเอกสารและไปเยือนสถานที่สำคัญต่างๆที่พระพุทธองค์ ทรงให้ไว้กราบไหว้บูชามาเท่าทุกวันนี้

สิ่งที่พระพุทธองค์ได้ทรงสถาปันนาเอาไว้ในที่ต่างๆ เป็นด้านกายภาพ ที่จะนำไปถึงภาคพลังงานในทุกๆที่ ที่ได้ทรงอธิษฐานใส่พลังงานบุญบารมีของพระพุทธองค์เอาไว้ ในบางแห่งจะร่วมกับพลังงานของพระพุทธเจ้าในภัทรกัปปนี้อีก 3 พระองค์ที่มาตรัสรู้ล่วงหน้าอีกด้วยเช่นที่ พระธาตุเชิงชุม จังหวัดสกลนคร และพระธาตุพนม ที่อีก 3 พระพุทธองค์ได้เคยให้นำเอาพระอุรังธาตุมาประดิษฐานก่อนหน้านั้น

พลังงานต่างๆอย่างครบถ้วนทั้งทางโลกและทางธรรมที่ทรงบรรจุเอาไว้ในสถานที่สำคัญต่างๆ หากลูกหลานภายหลังเข้าใจปริศนาธรรม และสามารถต่อเชื่อมเข้าสู่เซิร์บเวอร์ของตนเองได้ก็จะเปลี่ยนตนเองได้ในฉับพลัน และสามารถใช้จิตของตนสั่งการให้ตนเองบรรลุความสำเร็จตามที่ปรารถนาต่อไปอย่างสะดวกรวดเร็ว

การนำเรื่องที่เกี่ยวกับฤทธิ์ต่างๆมาเล่าให้ฟังนั้น แสดงในทีให้ผู้ฟังเห็นชัดเจนว่า พระพุทธองค์มีฤทธิ์เดชมากยิ่งกว่าสรรพสัตว์ต่างๆเพียงใด แต่ไม่ได้ทรงเอาไว้ใช้ในการข่มขู่ผู้อื่น ทรงใช้เมื่อถึงเวลาจำเป็นและเกิดประโยชน์แก่ผู้อื่นเท่านั้น เมื่อทรงพิจารณาเห็นว่าพญาชมภู ยิ่งใหญ่เรืองฤทธิ์เดชสารพัน แต่อีกด้านหนึ่ง เมื่อพระพุทธองค์ได้กำหลาบเรื่องฤทธิ์เดชของพญาชมภูลงได้แล้ว พญาชมภูย่อมจะได้ข้อสรุปด้วยตนเองว่า บางครั้งฤทธิ์เดชที่ตนมีก็ไม่ได้ช่วยให้สำเร็จประโยชน์ที่ตนต้องการได้ในทุกเรื่อง

เมื่อมีสิ่งมาหักหาญให้ตนเองต้องพ่ายแพ้ในฤทธิ์ของผู้อื่นที่นำมาต่อกร ไม่ได้ทำเพราะต้องการปราบปรามผู้อื่นโดยตรง ทรงทำเพื่อทรมานพญาชมภูให้รู้สำนึกตัว กลับมีสติขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เพื่อจะได้ส่งเสริมให้ทำความดีให้แก่ตนเองให้ยิ่งขึ้น และใช้พื้นฐานของจิตเดิมมาพัฒนาต่อยอดให้ถูกวิธีให้ลุถึงอรหัตผลได้ไม่ยากนาน เป็นสิ่งที่จีรังถาวรยิ่งกว่าการยิ่งใหญ่ด้วยฤทธิ์เดช ซึ่งยังหาความแน่นอนไม่ได้ และยังมีโอกาสนำฤทธิ์ที่ตนมีไปรังแกสร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่นอีกด้วย ยิ่งกลับเกิดโทษสะสมให้แก่ตนเองมากยิ่งขึ้น เนื่องจากเจตนาการใช้ฤทธิ์นั้นไม่ได้ตั้งอยู่บนความเมตตา

ในการสั่งสอนของพระพุทธองค์จึงไม่ได้สนับสนุนให้มีการใช้ฤทธิ์ นอกจากกรณีที่จำเป็น ทำไปเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้อื่นเท่านั้น เช่นกรณีที่พระพุทธศาสวนาถูกรุกรานจากภายนอก ศาสนาจะดำรงค์อยู่ได้ต่อไปก็ต้องพึ่งอาศัยพระอริยะเจ้าที่มีฤทธิ์เข้ามาช่วยกู้สถานการณ์ทรมานคนชั่ว หรือกำหราบคนชั่วไม่ให้มีโอกาสสร้างกรรมชั่วอีกต่อไป ซึ่งในธรรมชาติเองก็มีการล้างไพ่ปรับสมดุลตัวเองเช่นเดียวกัน

เมื่อโลกมีการพัฒนาเจริญรุ่งเรืองไปแล้วระยะหนึ่ง โดยมนุษย์จะสร้างความยุ่งยากหรือความทุกข์ร้อนให้เกิดขึ้นแก่ส่วนรวม โดยหวังแต่ประโยชน์ตนเอง วัฏจักรของโลกและจักรวาลก็จะวนมาถึงรอบที่จะปรับสมดุลขึ้นมาใหม่ เช่นเดียวกับการโคจรมาของดาวนิบิรุ เพื่อช่วยปรับสมดุลบนโลกขนานใหญ่ ทุกรอบ 13,000 ปี พร้อมทั้งช่วยให้สุริยะจักรวาลเคลื่อนย้ายไปสู่แรงดึงดูดของอีกกาแลกซี่ เพื่อรับสิ่งแวดล้อมที่ดีให้สรรพสัตว์ที่เหลืออยู่บนโลกให้สร้างคุณงามความดี อยู่กันอย่างสันติสุขสืบไปอีกระยะหนึ่งจนครบ 13,000 ปี ไม่ต่างจากมีมืดสลับสว่าง เป็นของคู่กันเสมอ บนโลกและจักรวาลและแตกทำลายไปในที่สุด ส่วนพระนิพพาน มีหนึ่งเท่านั้นตลอดไป

ดังนั้นการปฏิบัติธรรมที่ถูกต้องที่พระพุทธองค์ทรงส่งเสริม ให้ทุกคน ค้นหาทางของตนเองให้พบ หรือพยายามใช้แนวทางสายเอก ในมหาสติปัฏฐาน ช่วยให้ตนเองไปถึงทางให้ได้ และดำรงค์ตนอยู่บนทางนั้นตลอดไปจบครบถ้วนในองค์มรรค คือสร้างพลังงานคลื่นความถี่สูงกว่าอนุศัยกิเลสที่เก็บสะสมอยู่ในจิตใจ ให้ถูกพลังงานที่ดีกว่าประหารหรือทำลายให้อนุศัยทั้งหลายเหล่านั้นให้สูญสลายหมดไปจากจิตใจของตน จิตก็จะเป็นอิสระอยู่บนทางหรือกลับสู่สภาวะจิตเดิมตลอดไปนั่นเอง พระพุทธองค์จึงไม่ได้มุ่งให้เกิดฤทธิ์เดช หรือเข้าไปติดในฤทธิ์ต่างๆที่จะมาปรากฏให้เห็นระหว่างทางก็ตาม)

back up data:  http://tamroiphrabuddhabat.com/xmb/viewthread.php?tid=588

http://thatphanom.com/his_001.php

เชิญทุกท่าน ร่วมสร้างบุญกุศลด้วยกัน ....ส่งข่าวสารแก่เพื่อนๆ มีโอกาสชมจิ๊กซอร์ต่างๆ สำหรับนักค้นหาสาระชีวิตต่อภาพส่วนตัว ทั้ง ด้านโลกียะและโลกุตระ ที่ ainews1.com จัดไว้บริการให้แก่เพื่อนๆต่างวัยทุกคน ฟรี ที่ลิงค์ /article385.html     Bookmark and Share