บันทึกประวัติศาสตร์ปรากฏการณ์พิเศษขององค์พระธาตุพนม

โดยพระธรรมราชานุวัตร และ ดร.พระมหาสม สุมโน และผู้รู้เห็นเหตุการณ์คนอื่น ๆ ได้จดบันทึกไว้ดังนี้

http://ainews1.com/article316.html

Bookmark and Share

  1. พ.ศ. ๒๔… พระยาสุนทรเทพกิจจารักษ์ เจ้าเมือง สั่งให้นำมโหระทึกของพระธาตุไปไว้ที่เมืองนครพนม คณะคนงานหามไปถึงประตูน้ำ ถนนอิฐที่หนึ่งก็มีเอสียงดังตึงตังในท้องมะโหระทึก คล้ายมีสัตว์ประหลาดใหญ่เท่าคนวิ่งออกมา แล้วกระโจนลงในบึงน้ำทางใต้ วิ่งไปบนน้ำเหมือนกับเหยี่ยวตัวใหญ่ น้ำแตกกระจายเป็นระลอก มีเสียงดังเหมือนควายวิ่ง .....(ก็เทวดาประเภทไหนเล่าที่ชอบกับน้ำมากอย่างแยกกันไม่ออก ...พญานาค  ไง..เมื่อเห็นคูน้ำก็อดใจเอาไว้ไม่อยู่..ต้องเผ่นลงน้ำให้สาสมใจ..ลูกหลานสมัยใหม่ไม่เข้าใจเรื่องพลังงานที่อยู่ในมโนธาตุของวัตถุต่างๆทุกชนิดแม้แต่น้ำ สิ่งของมีค่าที่สาธุชนร่วมกันสร้างขึ้นเพื่อบูชาองค์พระธาตุ การเคลื่อนย้ายมาไว้ยังที่ทำการแม้จะเป็นศาลากลางก็ตามมันทำลายวัตถุประสงค์ของผู้สร้างด้วยจิตศรัทธา  ดวงจิตที่วางเฉยได้ก็แล้วไป ส่วนที่วางไม่ได้ก็ สาปแช่ง แล้วอย่างนี้ผู้ที่ทำงานอยู่ที่ศาลากลางหรือที่ใดก็ตามที่เจ้ากี้เจ้าการไปนำกลองมโหระทึกขององค์พระธาตุมา ย่อมจะรู้แก่ใจตนเองถึงสิ่งที่จะได้รับนั้นมีประการใดบ้าง..มีแต่ความโลภอยากได้..หารู้ไม่ว่าการกระทำอย่างนั้นจะนำความหายนะมาสู่ตนเองและบริวารขนาดไหน ความโลภมันบังปัญญาเสียสิ้น... น่าสงสาร..ยิ่งถ้าโดนเทวดาที่มีฤทธิ์มากๆด้วย...สารพันเรื่องที่จะเกิดขึ้น...แล้วเดี๋ยวนี้ได้เอาของไปคืนที่เดิมแล้วหรือยัง? แล้วไปขออโหสิกรรม ต่อพระรัตนตรัยเสียด้วย)
  2. พ.ศ. ๒๔๕๐ เดือนหกฝนตกเกิดฟ้าผ่า หอโฮงพระพนมนครานุรักษ์ เจ้าเมืองเนื่องจากทุจริตนำเงินที่พระครูวิโรจน์ฯ รวบรวมไว้บูรณะองค์พระธาตุพนม ไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว ไฟไหม้จวนที่พัก หอนั่งว่าราชการและสิ่งของต่าง ๆ แม้เก็บไว้ในทุ่งนาก็มีลำแสงไปสีเขียวตามไปไหม้จนหมดสิ้น เรือของพ่อค้า ๒ ลำ ซึ่งเจ้าเมืองทุจริตให้พ่อค้ายืมไปซื้อก็ล่มลงในลำน้ำโขงคราวเดียวกัน.....(เทวดาผู้มีฤทธิ์จะใช้ ดิน น้ำ ลม ไฟ มาเป็นเครื่องมือ ในการทำโทษสั่งสอนผู้ทำผิดจากศีลธรรม ที่ไม่เอาชีวิตตอนนั้น เป็นเพียงสั่งสอนให้รู้สำนึก หากกลับตัวทัน กรรมเวรก็อาจไม่ตามติดตัวไปหลังความตาย..ถามว่าฤทธิ์มาจากไหน ก็มาจากจิตนั่นเอง ที่ได้ผ่านการจูนมาดีแล้วขั้นหนึ่ง เป็น อภิญญา 5 ก็ใช้ได้แล้ว..ไม่ได้อภินิหาริย์อะไร..เป็นสิ่งธรรมดาโลก..แต่คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจเรื่องพลังงาน)
  3. พ.ศ. ๒๔๙๗ ในงานประจำปีวันเพ็ญเดือน ๓ ของปีนั้นมีพิธียกฉัตรองค์พระธาตุพนมเป็นงานรัฐพิธีได้นิมนต์เจ้าคณะจังหวัด ๑๕ จังหวัดมาร่วมพิธี มีหลวงสวัสดิ์สรยุทธ ร.ม.ต. ช่วยว่าการกระทรวงวัฒนธรรมเป็นประธานฝ่ายรัฐบาล และพระพิมลธรรม ส.ม.ต. องค์การปกครองเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ มีงานฉลองสมโภชน์ ๗ วัน ๗ คืน วันสุดท้ายของงานมีแสงประหลาดลำยาวเกือบวา พุ่งปราดมาทางตะวันออกเฉียงเหนือ กองทหารรักษาความสงบเตรียมพร้อม เข้าใจว่าข้าศึกยิงมาจากฝั่งลาว แสงนั้นพุ่งตรงเข้ามากลางบึงหน้าวัดก็เลี้ยวไปทางใต้ผ่านหน้าวัดต่ำมาก ผู้คนแตกตื่นโจษขานกันมาก ......(การโปรแกรมด้วยจิต ก็ทำได้หลายๆแบบ เทวดาเขานึกสนุกอยากมาร่วมพิธีงานฉลองด้วย เลยปรากฏเป็นลำแสงมาให้ชมกัน ก็เท่านั้นเอง)
  4. พ.ศ. ๒๕๐๐ เดือน ๑๑ ขึ้น ๕ ค่ำ เวลา ๐๒.๐๐ น. มีฝนตก นายไกฮวด ชาวตลาดอำเภอธาตุพนมมารองน้ำฝนที่หน้าบ้าน เห็นแสงประหลาดโตเท่าลำตาลมีสีต่าง ๆ มาจากทางทิศเหนือถึงพระธาตุพนมแล้วหายไป ต่อมาเมื่อมีการนั่งทางในตรวจสอบ ( ผู้จัดทำเข้าใจว่าเป็นการนั่งร่างทรง ) จึงทราบว่าเป็นพญานาคทั้ง ๗ มาจากสระอโนดาดในเทือกเขาหิมาลัย เพื่อมารักษาองค์พระธาตุ ......(คราวนี้เป็นผลงานเทวดาพญานาคชุดใหม่ ที่มาอารักขาพระธาตุ ที่มี พญาสัทโทนาคราชเจ้า เป็นหัวหน้าคณะทั้ง 7 องค์เดินทางมาก่อนถึงพระบรมธาตุก็ให้พรรคพวกที่มีกรรมต่อเนื่องกันได้ทัสสนาก่อนเป็นขวัญตา.. และอาจสติไว อยากจะขอพรอะไรก็จะได้สมหวัง...แต่มีข้อแม้หน่อยนะ สำเร็จแล้วห้ามลืมแบ่งส่วนบุญไปให้กันด้วย ..การแสดงพลังให้เห็นต้องใช้พลังงานไม่น้อยเช่นกัน)
  5. วันที่ ๑๗ - ๑๘ ตุลาคม ๒๕๑๘ วันพบพระอุรังคธาตุ ลมได้เปลี่ยนทิศทาง พัดมาจากทางทิศตะวันออกไปทางทิศตะวันตก ท้องฟ้าปกคลุมด้วยเมฆบาง ๆ ฝนโปรยมาเล็กน้อย อากาศเย็นสบายเป็นอยู่เช่นนี้ ๗ วันก็หายไป......(เทวดาผู้อารักขาพระบรมธาตุท่านก็ลุ้นอยู่ เอ้าหาพบเสียที  จึงร่วมอวยชัยให้พรแก่ผู้ที่พบพระธาตุ และญาติโยมในบริเวณนั้น ว่าสิ่งที่เป็นมงคลได้ปรากฏขึ้นแล้ว..จึงส่งสัญญาณย้ำให้ทราบทั่วกัน..แต่มนุษย์จะแปลปริศนาออกกันหรือไม่  พลังงานบุญกุศล ที่พระพุทธเจ้าทั้ง 4 พระองค์ได้บรรจุพลังงานเอาไว้ที่นี่ ช่างมากเหลือจะประมาณได้ทีเดียว ใครที่ไขปริศนาออก และสามารถต่อเชื่อมพลังงานั้นเข้าสู่เซิร์บเวอร์ของตนเองได้ ย่อมจะกลายเป็นคนละคนไปเลย  มีพลังงานมาก จะตั้งใจปรารถนาสิ่งไร ก็จะสำเร็จลงโดยง่ายนั่นเอง หรือเรียกอีกอย่างเปลี่ยนพลังงานมาเป็นวัตถุที่จับต้องได้ง่าย)
  6. อีกเรื่องหนึ่งที่น่าอัศจรรย์ คือ ในการตรวจค้นโบราณวัตถุหลังพระธาตุพนมล้มขณะพบผอบใบหนึ่งซึ่งทำด้วยสำริด ข้างในบรรจุพระอรหันต์ธาตุ ๒ องค์ เมื่อเปิดผอบกลิ่นหอมเย็น ๆ คล้ายกลิ่นน้ำมันจันทร์ฟุ้งกระจายทั่วบริเวณในรัศมี ๑๐ เมตร (ที่สาธุชนได้กลิ่นกันก็คือกลิ่นคุณธรรมความดีบริสุทธิ์นั่นเอง จึงหอมไปไกล คนที่ไม่เคยประสบกับตนเองก็นึกไม่ออก  ..เป็นโชคของทุกๆคน ให้มีกำลังใจ เมื่อได้ทำดีถึงที่สุดแล้ว นานแค่ไหนก็ยังหอมอยู่) 
  7. สิ่งที่น่าอัศจรรย์อีกประการหนึ่งก็คือ ในวันพระธาตุล้ม เจดีย์ศิลา สิ่งของมีค่าต่าง ๆ รวมทั้งบุษบกมิได้กระจัดกระจายกระเด็นออกมาจากถาดสำริด อันเป็นที่รองรับ ถาดสำริดเองก็ร่วงหล่นลงมาในลักษณะเกือบคว่ำ แต่ไม่คว่ำยังคงหงาย รองรับเจดีย์ศิลา และบุษบกที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุอยู่เช่นเดิม นอกจากนั้นวัตถุมงคลที่แคล้วคลาดจากการหักพังขององค์พระธาตุพนมคือ พระพุทธรูปปางมารวิชัย พระประธานหอพระแก้ว ซึ่งยังตั้งโดดเด่นอยู่ในขณะนี้ ซึ่งอภินิหาร ขององค์พระธาตุพนมนี้ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้กล่าวในงานนิทรรศการพระธาตุพนมที่หอสมุดแห่งชาติ เมื่อวันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๑๘ ว่า “พระธาตุพนมแสดงอิทธิฤทธิ์อย่างน่าอัศจรรย์ยิ่ง คือ ท่านเปิดเผยให้เห็นถึงพระบรมสารีริกธาตุที่ปกปิดอยู่ภายในนับพันปี และการพบพระบรมสารีริกธาตุครั้งนี้ก็พบในรัชกาลที่ ๙ ฉะนั้นจึงถือว่าเป็นมงคลนิมิตอันดีของประเทศชาติบ้านเมืองของเรา....(ก็พอดีถึงกาลเวลาแลอายุขัยของสิ่งก่อสร้าง 2,500 กว่าปีที่ได้เริ่มสร้างมา และสาธุชนจะได้ร่วมกันบริจาคทรัพย์ เพื่อสร้างเจดีย์กันใหม่ เพื่อน้อมถวายกุศลให้แก่พ่อหลวงและพระบรมวงศ์ทุกพระองค์ และเพื่อกุศลผลบุญของประเทศไทย ที่ทุกๆพระองค์รวมกัน 4 พระองค์ในภัทรกัปปนี้ที่ทรงเสด็จมาภูกำพร้า และทรงสั่งให้นำพระอุรังคธาตุมาประดิษฐานที่นี่ และพระอุรังคธาตุยังรอการเผาให้พระมหากัสสปมาถึงก่อน จึงเสด็จออกมายังฝ่ามือของพระมหากัสสป ก่อนแล้วจึงถวายพระเพลิงธาตุขันธ์ที่เหลือได้เป็นผลสำเร็จ นับเป็นพระธาตุสด ส่วนที่ 4 ต่อจากพระทันตธาตุ พระโลหิตธาตุ พระนขาธาตุ ซึ่งล้วนได้เสด็จมารวมกันอยู่บนแผ่นดินสุวรรณภูมิพร้อมทั้งหมดแล้ว เพื่อรอความเจริญรุ่งเรืองของยุคใหม่ ตั้งแต่ พ.ศ. 2550 พร้อมทั้งหลักฐานระบุรายละเอียดในพระคัมภีร์โบราณอีกด้วย)
  8. เมื่อวันที่ ๒๒ - ๒๓ มีนาคม ๒๕๒๒ ในพิธียกฉัตรและบรรจุพระอุรังคธาตุได้มีปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เป็น อภินิหารขององค์พระธาตุพนม คือ ในวันที่ ๒๒ มีนาคม ขณะที่พระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (วาส วาสโน) เป็นประธานยกฉัตร โดยมีนายสมภพ โหตระกิตย์เป็นผู้กล่าวรายงาน มีเมฆก้อนหนึ่งมีรูปสัณฐานคล้ายองค์พระธาตุพนม ลอยมาทางทิศเหนือบดบังดวงอาทิตย์ไว้ทำให้พื้นที่บริเวณงานไม่มีแสงแดด พอองค์ฉัตรขึ้นไปประดิษฐานบนยอดเจดีย์เรียบร้อยแล้ว เมฆก้อนนั้นก็ไหลผ่านดวงอาทิตย์ไป และในวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๒๒ เวลา ๑๔.๑๙ น. ขณะที่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฏราชกุมาร สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา และสมเด็จเจ้าฟ้าหญิงสิรินทร กระทำพิธีบรรจุอุรังคธาตุอยู่นั้น ทันใดท้องฟ้าที่โปร่ง มีแสงแดดแผดจ้าและอากาศร้อนอบอ้าว ก็พลันเปลี่ยนมีเมฆมาปกคลุมบาง ๆ มีลมโชยมาเบา ๆ อากาศเย็นสบายตลอดจนพิธีเสร็จสิ้น.....(อันนี้เป็นความเมตตาและแสดงความเคารพต่อองค์พระธาตุของเหล่าเทวดาที่มาร่วมงาน ในวาระโอกาสที่ผู้ที่มากด้วยพระบารมีเสด็จมาในงานให้สาธุชนได้ตระหนัก)
  9. เมื่อเวลา ๐๑.๐๐ น. ของวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๒๗ ปรากฏมีดวงแก้วประหลาดรัศมีเหมือนดวงจันทร์ ประมาณ ๓๐ ดวง มีดวงโต ๑ ดวง ขนาดเท่าผลมะตูมวนนำหน้าขบวน ลอยมาจากทิศตะวันตกเฉียงเหนือขององค์พระธาตุพนมในระดับเสมอยอดพระธาตุ เมื่อลอยมาถึงยอดพระธาตุแล้วก็ลอยค้างอยู่ระยะหนึ่ง ดวงโตที่นำขบวนก็ดับลง ดวงอื่นๆก็ดับลงพร้อมกัน ปรากฏการณ์ดังกล่าวราษฎรหมู่ที่ ๗ ตำบลธาตุพนมเห็นกันเป็นจำนวนมาก......(บางเวลาโอกาส พระบรมธาตุท่านก็เสด็จเป้นการพิเศษ ให้ผู้มีบุญและโชคดี ได้เห็นและขอพร และร่วมโมทนาบุญกุศลของทุกๆพระองค์ที่แม้เสด็จดับขันธ์ไปนิพพานแล้ว แต่บุญบารมีทั้งหมดก็ยังคงอยู่ในจักรวาลให้บรรดาลูกหลานที่สามารถไขปริศนาได้ ต่อเชื่อมพลังงานบุญบารมีเข้าสู่เซิร์บเวอร์ของตน)

back up data.....http://www.thatphanom.com/his_001.php

เชิญทุกท่าน ร่วมสร้างบุญกุศลด้วยกัน ....ส่งข่าวสารแก่เพื่อนๆ มีโอกาสชมจิ๊กซอร์ต่างๆ สำหรับนักค้นหาสาระชีวิตต่อภาพส่วนตัว ทั้ง ด้านโลกียะและโลกุตระ ที่ ainews1.com จัดไว้บริการให้แก่เพื่อนๆต่างวัยทุกคน ฟรี  ที่ลิงค์ /article385.html     Bookmark and Share