สารไนไตรท์สารก่อมะเร็งในข้าว พืชผักผลไม้ที่ใช้ปุ๋ยยูเรีย

/article321.html

Bookmark and Share

หลายสิบปีที่ผ่านมาเกษตรกรไทยส่วนใหญ่ เกือบทั้งร้อย นิยมใช้ปุ๋ยยูเรียให้แก่งานเกษตรของตน เพื่อให้พืชของตนงอกงามแข็งแรงมีใบเขียวปนดำ และอวบน้ำ ใบยาวผิดสัดส่วนกับลำต้นเช่นข้าว ทำให้ใบเป็นทั้งอาหารและรีสอร์ต หรูสำหรับหนอนต่างๆ มาอาศัยแพร่พันธุ์อย่างอุดมสมบูรณ์ สารยูเรีย จึงเป็นสารตั้งต้นดูดทรัพย์ออกจากกระเป๋าเกษตรกรอย่างไม่อั้น เท่าไรเท่ากัน ก็คนไข้หนักไปถึงมือหมอแล้ว ท่านจะปล่อยให้ต้นข้าวทั้งแปลงตายไปต่อหน้าต่อตาหรือ?

ลงท้ายทำนารอบนี้ขาดทุนยับเยิน ก็ยาฆ่าแมลงดูดทรัพย์ออกไปจากกระเป๋าของเกษตรกรนั่นเอง คิดแต่เพื่อเร่งให้พืชเจริญเติบโตเร็ว ในระยะตั้งต้น โดยภาครัฐจะไม่แพร่งพรายข้อมูลใดๆว่า ผลจากการใช้ปุ๋ยยูเรียที่ผลิตมาจากสิ่งที่เหลือจากการกลั่นน้ำมันนั้น เมื่อใช้ปลูกพืชชนิดต่างๆแล้ว จะมีสารไนเตรทและสารไนไตรท์สะสมอยู่ ที่พืชจะดูดสารนี้เก็บเอาไว้ในต้น และผลิตผลของพืช ทั้งที่ใบ ลำต้น และผล และยังมีผลร้ายข้างเคียงต่ออาชีพเกษตรกร และสิ่งแวดล้อม และเกิดผลร้ายต่อผู้บริโภคอย่างใดอีกบ้าง และยังเหลือตกค้างทำให้ดินเสียเพิ่มความเป็นกรดเกินขนาด กระนั้นเกษตรกรยังนิยมเพิ่มปุ๋ยในรอบการผลิตต่อไป ทำให้ต้นทุนยิ่งสูงขึ้นจนเกษตรกรหมดเนื้อหมดตัว

สารไนไตรท์เป็นหนึ่งในบรรดาสารก่อมะเร็ง  จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ผลิตผลของเกษตรกรไทย ส่งไปจำหน่ายยังประเทศที่ผลิตปุ๋ยยูเรีย และประเทศที่พัฒนาแล้วไม่ได้ เขาหลีกเลี่ยงไม่สั่งนำเข้าผลิตผลการเกษตรจากประเทศไทย เนื่องจากปกป้องสุขภาพของพลเมืองจากการเกิดโรคมะเร็ง หรือตายผ่อนส่ง

แวะมาทำความรู้จักกับปุ๋ยยูเรีย  (NH2CONH2) เตรียมได้จากปฏิกิริยาระหว่างแก็ส  NH3 กับแก๊ส CO2   โดยใช้อุณหภูมิ 180-220 องศาเซลเซียสและความดัน 140-250 บรรยากาศ สารไนไตรท์ที่เกิดจากการใช้ปุ๋ยยูเรีย ทำให้เกิด อันตรายต่อผู้บริโภค โดยเฉพาะผู้ที่มีปฏิกริยาตอบสนองไวต่อสารนี้เป็นพิเศษ จะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียร ปวดท้อง ท้องร่วง อุจจาระเป็นเลือด และปวดศีรษะ

                        

        ผมสุขภาพดีครับ หลีกไนไตรท์                 ส่วนผมนั้นพึ่งพาระบบ N-Function ไร้สารพิษใดๆ

ไนไตรท์สามารถทำปฎิกริยากับเอมีน (amines) ในอาหารกลายเป็นสารก่อมะเร็งที่ร้ายแรง คือไนโตรซามีนซึ่งทำให้เกิดมะเร็งตับ กระเพาะอาหาร และหลอดอาหาร (Madhavi and Salunkhe} 1995) เด็กทารกที่มี เม็ทฮีโมโกลบินมาก จะขาดออกซิเจนเพราะขนส่งออกซิเจนไม่ได้ และถ้ามีมากกว่า 60 % ของปริมาณฮีโมโกลบินทั้งหมดในเลือดจะเสียชีวิต (Hill, 1991) นอกจากนี้ไนไตรท์ยังก่อให้เกิดปัญหาต่อการทำงานของต่อมไทรอยด์อีกด้วย

ไนเตรทสามารถเปลี่ยนเป็นไนไตรท์ในอาหาร และในร่างกายมนุษย์ได้ โดยปฏิกริยาของแบคทีเรีย (Mirvish, 1983) และแหล่งสำคัญของไนเตรทในอาหารของมนุษย์ คือ น้ำและผัก ทั้งนี้เพราะไนเตรทเป็นรูปของธาตุไนโตรเจนที่พืชต้องการสำหรับการเจริญเติบโต หากพืชได้รับมากเกินไป ก็จะสะสมไว้ โดยเฉพาะในผักกินใบและผักกินราก

หลายประเทศจึงมีการกำหนดปริมาณสูงสุด ของไนเตรทในผักสดและผลไม้ที่จะนำมาบริโภคต้องไม่เกิน 4,000 มก./กก. น้ำหนักสด (European Commision, 1997, Wadsworth, GA 1987 ปริมาณการสะสมของไนเตรทขึ้นกับชนิดของพืช อายุพืช ฤดูกาลปลูกและชนิดของปุ๋ยไนโตรเจนที่ให้กับพืช (Maynard, DN and A.V Baker, 1972)

การศึกษาถึงผลกระทบของปุ๋ยเคมี (ยูเรีย) และปุ๋ยหมักที่มีต่อปริมาณไนเตรทไนไตรท์ ในผักบุ้งจีน โดยให้ในระดับ 7 และ 14 กรัมไนโตรเจน ต่อกะบะ ใช้การวางแผนการทดลองแบบ split-plot ใน CRD. จำนวนซ้ำ 3 ครั้ง โดยดินที่ใช้ปลูกเป็นดินจากโรงเรียนโนนดู่ จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งทำการวิเคราะห์ปริมาณแร่ธาตุต่างๆ ในดินแล้ว

ผลของการทดลองพบว่า ผักที่ใช้ปุ๋ยยูเรียจะมีการสะสมไนเตรท และไนไตรท์สูงกว่าปุ๋ยหมักอย่างมีนัย สำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 ทั้งนี้เพราะปุ๋ยเคมีสามารถละลายน้ำได้ดี และปล่อยธาตุไนโตรเจนออกมาเป็นอาหารพืช ได้เร็วกว่าปุ๋ยหมัก ทำให้พืชดูดซับได้เร็วและสะสมได้มากขณะเจริญเติบโต ระดับการสะสมไนเตรทของผักจะเพิ่มขึ้นตามระดับปุ๋ยที่เพิ่มขึ้นด้วย

ปริมาณสูงสุดของไนเตรทในผักบุ้งจีนที่ใช้ปุ๋ยยูเรีย ระดับ 14 กรัม ไนโตรเจนจะเท่ากับ 3374 มก./กก. ผักสด ส่วนไนไตรท์มีประมาณ 7 มก./กก. ผักสด ซึ่งสูงกว่าการใช้ปุ๋ยหมักถึง 4 เท่า และ 2 เท่าตามลำดับ ดังนั้นในการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่อาจเกิดจากการได้รับไนเตรท ไนไตรท์มากเกินไป จึงควรใช้ปุ๋ยหมักในการเพาะปลูกผักจะดีกว่าและไม่ควรใช้ปุ๋ยในปริมาณที่มาก เกินความจำเป็น (ปัจจุบันประเทศไทยมีการคิดค้นอาหารพืชที่ก้าวหน้าและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ช่วยลดต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกร แต่ยังไม่แพร่หลายในพื้นที่เกษตรทั้ง 65 ล้านไร่โดยผ่านการรับรองจาก WHO แล้ว)

เพราะเมื่อทดลองให้เด็กอายุ 9-13 ปี ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น 28 คน โดยแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มเด็กที่มีภาวะโภชนาการปกติเมื่อประเมินด้วยน้ำหนักตามส่วนสูงเด็กทั้ง สองปริมาณฮีมาโตคริตและฮีโมโกลบินเป็นจำนวน 14 คน อีก 14 คนเป็นเด็กที่มีภาวะโภชนาการต่ำกว่าเกณฑ์ในระดับหนึ่ง กลุ่มนี้ตรวจไม่พบการติดเชื้อพยาธิและไม่มีการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะ ใดๆ

หลังจากบริโภคผักแล้วเก็บปัสสาวะตลอด 24 ชั่วโมงมาวิเคราะห์ปริมาณ เอ็น-ไนโตรโซโพลีน ซึ่งเป็นดัชนีชี้บ่งการสังเคราะห์สารประกอบไนโตรซามีนในร่างกายพบว่าการเกิด สารไนโตรโซโพลีนเพิ่มขึ้นตามปริมาณไนเตรทที่บริโภค และไม่พบความแตกต่างของการเกิดสารประกอบ เอ็น-ไนโตรโซโพลีนของเด็กทั้งสองกลุ่ม แต่การเพิ่มขึ้นของไนไตรท์ในน้ำลายเด็กภาวะโภชนาการต่ำมีอัตราสูงกว่าเด็กปกติ ซึ่งอาจมีผลมาจากสุขอนามัยในช่องปากของเด็ก ส่วนหนึ่งร่วมกับปริมาณไนเตรทที่บริโภค

เด็กที่มีภาวะโภชนาการต่ำก็จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดสารก่อมะเร็ง เพราะเด็กที่มีภาวะโภชนาการต่ำมาก จะเกิดการฝ่อของเซลล์ในกระเพาะทำให้มี pH สูงกว่า 5.0 ซึ่งเท่ากับสนับสนุนการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่เปลี่ยนไนเตรทเป็นไนไตรท์ มากขึ้น (Kyrtopoulos, SA 1989.)

การทำเกษตรธรรมชาติสมัยใหม่ ด้วยสารสกัดธรรมชาติที่เตรียมให้พืชทุกอย่างครบทุกแร่ธาตุทั้งธาตุหลักและธาตุรองในระดับนาโนมีแคปซูลที่เล็กมากใช้น้ำเป็นตัวนำพาเข้าสู่เนื้อเยื่อทุกส่วนของพืช ตัดวงจรเดิมทั้งต้องพึ่งพาการดูดสารอาหารจากรากเป็นหลัก เมื่อฉีดพ่นเย็นนี้ พรุ่งนี้เช้าพืชได้รับแสงแดดก็ทำการสังเคราะห์แสงได้ทันที และปลอดสารพิษตกค้างโดยสิ้นเชิง ที่ผ่านการรับรอง จาก องค์การ WHO แล้ว แสงอันเรืองรองเจิดจ้ารอคอยการตื่นรู้ของเหล่าเกษตรกรไทยทั้งประเทศ ก่อนที่ประเทศเพื่อนบ้านจะได้ใช้ก่อนคนในประเทศ ขออย่าใกล้เกลือต้องมากินด่างเลย กับ n-function ทั้งระบบ

ผลการติดตามศึกษาการผลิตพืชผักในประเทศไทย/จากตัวอย่างที่เกิดขึ้นแล้วในภาคเกษตรกรรมที่ประเทศอังกฤษ

เมื่อเร็วๆนี้ ได้มีผลงานวิจัยของกลุ่มกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ศึกษาถึงผลกระทบหลังการใช้ปุ๋ยเคมีในภาคเกษตรของไทย โดยในการทำวิจัยของกรีนพีซฯ ได้ประยุกต์ข้อมูลบางส่วนและวิธีการศึกษาของ   Reyes  Tirado   นักศึกษาจาก   University  of  Exeter ประเทศอังกฤษ ที่ศึกษาถึงพฤติกรรมการใส่ปุ๋ยในปริมาณเกินความจำเป็นของเหล่าเกษตรกรใน ประเทศอังกฤษ  ที่ทำการเกษตรแบบอุตสาหกรรม  จนเกิดการรั่วซึมของปุ๋ยและสารเคมีสู่แหล่งน้ำของชุมชน มาประยุกต์สำรวจสภาพการใช้ปุ๋ยเคมี และการปนเปื้อนของปุ๋ยเคมีในแหล่งน้ำสิ่งแวดล้อมต่างๆ ของประเทศไทย

โครงการที่สำรวจโดยเก็บตัวอย่างภาคสนามในประเทศไทยมีขึ้นใน  3  จังหวัด ได้แก่ จ.เชียงใหม่  จ.กาญจนบุรี  และ จ.สุพรรณบุรี  ซึ่งผลพบว่าในพื้นที่ 3 จังหวัดมีการปนเปื้อนของสารไนเตรทสะสมอยู่ในแหล่งน้ำ และน้ำบาดาลในชุมชนในปริมาณที่เกินมาตรฐาน

ทีมวิจัยกลุ่มกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ประกอบด้วย  Reyes  Tiraso, ณัฐวิภา อิ้วสกุล และภาสธร  สันต์ธนะพัฒน์  โดยณัฐวิภาเป็นผู้แถลงงานวิจัยว่า สิ่งที่กรีนพีซต้องทำการศึกษาในเรื่องนี้ ก็เพื่อประเมินสถานการณ์ของมลพิษทางน้ำอันเนื่องมาจากเกษตรกรรม  โดยมุ่งประเด็นไปที่การหาปริมารไนเตรท  (Nitrate)  หรือเกลือไนเตรทที่ใช้ในการเกษตร ว่ามีการปนเปื้อนในแหล่งน้ำดื่ม เช่น น้ำใต้ดิน  หรือบริเวณพื้นที่เกษตรกรรมหรือไม่ เพื่อดูผลกระทบจากการใช้ปุ๋ยในภาคเกษตรกรรมต่างๆ ต่อคุณภาพของแหล่งน้ำธรรมชาติ

ขั้นตอนการวิเคราะห์  เริ่มจากเก็บตัวอย่างน้ำจากแหล่งน้ำใต้ดินและผิวดินที่ทำเกษตรกรรมหลาย ประเภท อาทิ นาข้าว แปลงข้าวโพด ฯลฯ ใน จ.เชียงใหม่ กาญจนบุรี และสุพรรณบุรี ในช่วงระยะเวลา 1-5 ต.ค.2550 ซึ่งแต่ละจุดจะเก็บตัวอย่างน้ำเพียง 1 ตัวอย่าง น้ำใต้ดินทั้งหมดเก็บจากบ่อน้ำบาดาลบริเวณแปลงเกษตร  หรือบริเวณบ้านเรือนรอบพื้นที่เกษตรกรรม  โดยเปิดให้น้ำไหลผ่าน  3 นาที  แล้วจึงเก็บตัวอย่าง  และนำไปวิเคราะห์หาปริมาณไนเตรททันที หรือไม่เกิน 6-10 ชั่วโมง จากช่วงเวลาที่เก็บตัวอย่าง  ซึ่งตัวอย่างน้ำ  1  แหล่ง  จะถูกวิเคราะห์ค่าการดูดกลืนแสง  หรือ Chromotropic  Acid  Method  ซ้ำประมาณ  2-3  ครั้ง  โดยเครื่องมือ   Portable Spectrophotometer เพื่อหาค่าเฉลี่ย

สมาชิกกลุ่มกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คนเดิม   อธิบายถึงผลที่ได้จากการวิเคราะห์ว่า  ผลการศึกษาพบว่าแหล่งน้ำใต้ดินบริเวณพื้นที่ที่ทำเกษตรกรรมมีมลพิษจากไนเตรท ปนเปื้อนสูงมาก  และสัมพันธ์กับพฤติกรรมการทำการเกษตรในรูปแบบอุตสาหกรรม  ที่เน้นการเร่งผลิตโดยโหมใส่ปุ๋ยเคมีในปริมาณที่เกินความจำเป็น  โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ภาคกลาง อันได้แก่  กาญจนบุรีและสุพรรณบุรี  ซึ่งแปลงปลูกหน่อไม้ฝรั่งในกาญจนบุรี เป็นกรณีศึกษาที่แสดงให้เห็นชัดเจนว่ามีปริมาณไนเตรทปนเปื้อนสูงมากในแหล่ง น้ำชุมชน

จาก 11 ตัวอย่างที่เก็บเฉพาะพื้นที่ใน จ.กาญจนบุรี พบว่ามี 4 ตัวอย่างที่มีปริมาณไนเตรทสูงกว่าค่ามาตรฐานน้ำดื่มขององค์การอนามัยโลกที่ กำหนดให้มีได้ไม่เกิน  50  มิลลิกรัมต่อลิตร  แบ่งเป็นสูงถึง 150  มิลลิกรัมต่อลิตร 1 ตัวอย่าง, 140 มิลลิกรัมต่อลิตร 1 ตัวอย่าง, 55 มิลลิกรัมต่อลิตร 2 ตัวอย่าง ส่วนที่ใกล้เคียงค่ามาตรฐานประมาณ  46-48 มิลลิกรัมต่อลิตรมีเพียง 2 ตัวอย่าง ขณะที่อีก 5 ตัวอย่างพบการปนเปื้อนของไนเตรทเช่นเดียวกัน

ด้านคุณภาพน้ำใต้ดินของ  จ.สุพรรณบุรี  2 ใน 5 ตัวอย่างน้ำ มีการปนเปื้อนไนเตรทสูงกว่าค่ามาตรฐานที่องค์การอนามัยโลกกำหนดไว้เช่นกัน  โดยมีค่าไนเตรทประมาณ  58 มิลลิกรัมต่อน้ำ 1 ลิตร แต่ใน จ.เชียงใหม่ แหล่งตัวอย่างน้ำทั้ง 8 ตัวอย่าง พบสารไนเตรทปนเปื้อนในปริมาณที่น้อยมาก ไม่ถึง 20 มิลลิกรัมต่อลิตร

"ที่กาญจนบุรีมีการปลูกหน่อไม้ฝรั่งหมุนเวียนตลอดทั้งปี  ลองคิดดูว่าการปลูกผักชนิดนี้จะต้องใช้แรงงานคน  น้ำ และปุ๋ยเป็นจำนวนมาก  ต้องให้น้ำใส่ปุ๋ยทุกวัน  ให้ฮอร์โมนและใส่ยาฆ่าแมลงทุกอาทิตย์ สารเคมีจะปนเปื้อนเข้าสู่แหล่งน้ำชุมชนในปริมาณมากน้อยเพียงใด  โดยจากคำบอกเล่าของเจ้าของแปลงระบุว่า  มีการใส่ปุ๋ยในจำนวนมากจริง  และมากกว่าปริมาณที่แนะนำที่กำหนดไว้ที่ประมาณ  16 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี  ถึง 70 เท่า คิดเป็น 200 กิโลกรัม/ไร่/เดือน หรือ 1,120 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี"

(โดยเกษตรกรไม่ทราบว่าผู้ผลิตปุ๋ยได้ใช้สารพลาสติกชนิดหนึ่งเคลือบ หรือหุ้มห่อปุ๋ยเอาไว้ส่วนหนึ่งเพื่อป้องกันปุ๋ยระเหิดไปสู่อากาศ หรือทำปฏิกิริยากับความชื้นในอากาศไปเสียก่อน ที่จะละลายน้ำให้รากพืชได้นำไปใช้ เมื่อความเข้มข้นในดินมีมากเกินพอดีรากพืชก็ไม่เป็นสีขาวกลับเป็นสีดำแทน และน้ำก็เสีย ในนาจะมีตระใคร่น้ำเกิดขึ้นและน้ำมีสีดำ กุ้งหอยปูปลาอยู่ไม่ได้ น้ำก็จะร้อนเป็นพิเศษ)

"ทั้งนี้ จากการศึกษาผลวิจัยในประเทศชิลี  การโหมประโคมใส่ปุ๋ยในปริมาณมากไม่ได้ทำให้ผลผลิตดีหรือเพิ่มมากขึ้นอย่าง ที่เกษตรกรเข้าใจ  แต่กลับพบว่าการใส่ปุ๋ยในปริมาณน้อยแค่ 8 กิโลกรัมต่อไร่ก็สามารถให้ผลผลิตที่ดีได้ และยังไม่สร้างปัญหามลพิษทางน้ำอีกด้วย"

ผลกระทบที่น่ากลัวมากกว่าตัวเลขการพบการปนเปื้อนไนเตรท ณัฐวิภาอธิบายว่า ปัญหาที่จะเกิดขึ้นตามมาทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชีวิตก็คือ  ในด้านสิ่งแวดล้อมจะเกิดปรากฏการณ์ EUTROPHICATION  ที่เป็นหนึ่งในปัญหามลพิษที่สำคัญ  โดยระบบนิเวศน์ทางน้ำมีปริมาณสารอาหารไนโตรเจนมากเกินความจำเป็น  จะเป็นสาเหตุให้สัตว์ที่อยู่ในน้ำตายเป็นจำนวนมาก  เนื่องจากปริมาณออกซิเจนในน้ำลดลงและไม่เพียงพอต่อการหายใจของปลา  และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ  ส่งผลให้ความหลากหลายทางชีวภาพลดลง และยังเป็นการเพิ่มปริมาณสาหร่ายพิษในหนองน้ำอีกด้วย

ด้านสุขภาพ  มีผลการศึกษาวิจัยจากต่างประเทศยืนยันชัดเช่นว่า เด็กทารกที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ประกอบเกษตรกรรมในเชิงอุตสาหกรรม  ที่มีการปนเปื้อนไนเตรทในแหล่งน้ำชุมชนสูง  จะเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงทางสุขภาพสูงสุด  โดยพิษของไนเตรทจะทำให้เด็กเกิดโรค "Blue-baby  syndrome"  หรือ methemoglobinemia  และมักเกิดในเด็กทารกอายุต่ำกว่า  4  เดือน ที่ดื่มน้ำมีไนเตรทเจือปนในปริมาณสูง  ซึ่งอาการของบลู เบบี้ ซินโดรมซ์ จะเป็นในลักษณะที่แบคทีเรียในลำไส้เปลี่ยนรูปของไนเตรทให้เป็นไนไตรท์  และไนไตรท์นี้จะไปดูดซับและรวมตัวกับฮีโมโกลบิน  เป็นเมทีโมโกลบิน  ส่งผลให้การลำเลียงออกซิเจนไปใช้ในร่างกายลดลง  เท่ากับว่าเป็นการไปขัดขวางการทำงานของฮีโมโกลบินในเลือด ทำให้ผู้ป่วยเป็นลมหมดสติ  เนื้อตัวเขียว และอาจเสียชีวิตได้

"ในประเทศไทยทางกลุ่มกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กำลังเร่งศึกษาถึงกรณีที่เด็กทารกไทยอาจเป็นโรคดังกล่าว ซึ่งถ้าผลการศึกษาออกมาเป็นเช่นไรจะแจ้งให้สังคมทราบอีกครั้งหนึ่ง" ณัฐวิภากล่าว

นอกจากนี้ ในส่วนของผู้ใหญ่หากดื่มน้ำที่มีไนเตรทปนเปื้อนเป็นระยะเวลานาน มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งทางเดินอาหาร  มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด NHL มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ  มะเร็งรังไข่ ฯลฯ  และเมื่อรับประทานอาหารที่ไนเตรทสะสมอยู่ในปริมาณสูง  เช่น  สัตว์น้ำ หรือผักที่ปลูก พิษที่ตกค้างจะทำให้เกิดภาวะทางประสาท สูญเสียความทรงจำ เป็นอัมพาต หรือท้องร่วงได้

ทั้งนี้  ณัฐวิภายังฝากข้อคิดถึงเกษตรกรไทยด้วยว่า  การใส่ปุ๋ยในปริมาณที่เกินความจำเป็น นำมาสู่การปนเปื้อนไนเตรทต่อสิ่งแวดล้อมต่างๆ  ปุ๋ยที่เกษตรกรโหมใส่ในปริมาณมากมายมหาศาล  พบว่าพืชไม่ได้นำไปใช้ได้ทั้งหมด กว่าครึ่งของปุ๋ยที่ใส่ลงไปจะสูญเสียโดยการชะล้างจากระแสน้ำ หรือเปลี่ยนรูปเป็นก๊าซไนตรัสออกไซด์ที่ปลดปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศโลก  อันเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้โลกร้อนขึ้น จึงอยากให้เกษตรกรละทิ้งความเชื่อผิดๆ ที่คิดว่าใส่ปุ๋ยมากๆ แล้วจะทำให้พืชผักมีผลผลิตที่สูงขึ้น แต่ควรจะศึกษาทำความเข้าใจธรรมชาติของพืชแต่ละชนิดว่าควรใส่ปุ๋ยอย่างไร จึงจะเกิดประสิทธิภาพสูงสุดมากกว่า เพราะเมื่อเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงขึ้น  กลุ่มเกษตรกรและกลุ่มนายทุนก็ไม่ได้เข้ารับผิดชอบโดยตรงต่อมลพิษที่เกิดขึ้น ดังกล่าว จึงคิดว่าน่าจะตัดปัญหาที่ต้นตอ

และข้อคิดสุดท้ายที่ฝากถึงรัฐบาลไทยก็คือ  รัฐควรให้ข้อมูลข่าวสารด้านการใช้สารเคมีเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพและทั่วถึง แก่เกษตรกรไทย  เพื่อจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อตัวแทนขายสารเคมีเกษตร   และบริษัทที่ผลิตสารเคมีเกษตร  ที่เร่งขายผลิตภัณฑ์ของตัวเองและแนะนำให้เกษตรกรใส่ปุ๋ยในปริมาณมากที่สุด เท่าที่จะมากได้ โดยไม่สนใจเรื่องปัญหามลพิษทางสิ่งแวดล้อม (หรือว่าในเรื่องเหล่านี้ผู้บริหารประเทศฉลาดแกมโกงมากไป และยังขาดเมตตาธรรมต่อพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ ที่ได้รับฟังเรื่องธรรมดา ที่เห็นอยู่ชัดๆ ไม่ได้ซับซ้อนแต่อย่างไร การเอาแต่กินเงินภาษีราษฏรอยู่นั้น มันไม่ต่างกับใช้เงินสังฆทานของวัดไปในทางที่ไม่เป็นคุณประโยชน์ต่อผู้ที่เขาเสียภาษี กรรมมิติที่จะต้องรับนั้นใหญ่หลวงกว่าคนเดี๋ยวนี้จะพึงตระหนักมากนัก อนิจจา!....เหลือเวลาน้อยแล้วนะคงจะกลับหลังหันไม่ทัน สัมปจิตฉามิ!!ให้กับทุกๆคน)

ที่มาของข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ประจำวันที่ 30 มกราคม 2551

หลายคนเชื่อว่าปุ๋ยเคมี ไม่น่าจะเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคแต่ปุ๋ยเคมี โดยเฉพาะปุ๋ยไนโตรเจนที่มาจากปุ๋ยยูเรีย อาจส่งผลต่อสุขภาพได้ ถ้าใช้ปุ๋ยไนโตรเจนมากเกินไป ไนเตรทอาจตกค้างในพืชผัก หรือปนเปื้อน ในแหล่งน้ำใต้ดิน ถ้าเราบริโภคไนเตรทเข้าไป สารดังกล่าวจะแปรรูปเป็นไนไตรท์ โดยทั้งไนเตรทและไนไตรท์ เป็นสารก่อมะเร็ง ในกระเพาะอาหาร ตับ ไตและกระเพาะปัสสาวะ ดังนั้นในต่างประเทศที่พัฒนาแล้ว จึงได้มีการกำหนดปริมาณ สารไนเตรทตกค้างในผักและน้ำดื่มไว้ด้วย (และสารตกค้างเหล่านี้ ระบบการประปาทั่วโลก ไม่สามารถลงทุนเครื่องมือในการขจัดออกได้จากน้ำดิบซึ่งจะเพิ่มต้นทุนการผลิตน้ำประปาสูงมาก จึงอยู่ที่ผู้ที่ดื่มน้ำจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์พิเศษเพื่อขจัดสิ่งปนเปื้อนในน้ำประปาออกเองก่อนนำมาดื่ม)

หลีกเลี่ยงรับประทานข้าวที่ผลิตจากปุ๋ยเคมี

สำหรับแหล่งผลิตสินค้าพืชอินทรีย์นั้น  ประกอบด้วยแหล่งผลิตข้าวอินทรีย์อยู่ที่จังหวัดพะเยา เชียงราย สุรินทร์ ยโสธร อุบลราชานี ศรีสะเกษ ผักอินทรีย์อยู่ที่จังหวัดนครปฐม ราชบุรี กาญจนบุรี สระแก้ว สุพรรณบุรี เชียงใหม่ ลำพูน 

ทันทีที่เห็นอาจารย์ยักษ์ (อ.วิวัฒน์ ศัลยกำธร) ในการประชุมเครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติที่ อ.ภูหลวง จ.เลย สัปดาห์ที่ผ่านมา ชาวบ้านโนนสังข์ที่อาศัยอยู่ใกล้กับเขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น รี่เข้ามาบอกข่าวร้าย “อาจารย์ยักษ์ แถวบ้านพวกผมที่โนนสังข์ ตอนนี้ปลาเป็นหมันแล้ว ชาวบ้านไม่มีปลาจะกินแล้ว ต้องลงมาซื้อปลาที่ตลาดไทโน่นแน่ะ” ถ้าฟังดูผิวเผินก็จะเป็นเรื่องตลก ปลาจะเป็นหมันได้อย่างไร สำหรับชาวบ้าน

 ปลาเป็นหมันหมาย ถึงปลาไม่วางไข่ เพราะน้ำมันน้อยเกินไปที่ปลาจะขึ้นไปวางไข่ได้ สำหรับอาจารย์ยักษ์นี่เป็นสัญญาณเตือนภัยที่ร้ายแรงอีกอย่างที่บ่งบอกถึง ความเลวร้ายของระบบนิเวศน์ของประเทศไทย คนไทยใช้คำว่า “กินข้าวกินปลา” แทนคำว่า “อาหาร” มานานเพราะอาหารของคนไทยนั้นมี “ข้าว และปลา” เป็นหลัก ในระยะเวลาอันไม่ไกลจากนี้ คนไทยอาจจะต้องใช้วลีอื่น เพราะคนไทยจะไม่มี “ปลา” ให้กินอีกต่อไป

 ในอดีตนอกจากแม่น้ำลำ คลอง สายน้ำมากมายที่ปลาสามารถไปวางไข่ได้ แหล่งวางไข่ที่สำคัญอันดับหนึ่งไม่แพ้กันก็คือ ท้องนา 65 ล้านไร่ ท้องนาถือได้ว่าเป็นแหล่งวางไข่ชั้นยอด เพราะมีระดับความลึกของน้ำพอดี มีแสงแดดพอดี มีอาหารอุดมสมบูรณ์ แต่ทันทีที่ชาวนาสาดสารพิษลงท้องนา สารไนไตรท์ที่มีสภาพเป็นกรดก็ทำลายไข่ปลา ทำให้ไข่ไม่เกิดเป็นตัว บางที่รอดเป็นตัว พอเจอยาฆ่าแมลงก็ตายหมด แหล่งเพาะพันธุ์ปลาที่มีขนาดมหึมาถึง 65 ล้านไร่ถูกทำลายทันทีที่วัฒนธรรมการปลูกข้าวด้วยสารเคมีถือกำเนิด นับเป็นการทำลายแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์อย่างน่าเสียดาย (ประเด็นนี้เป็นความเป็นความตายของพี่น้องชาวไทยเกือบทั้งประเทศ เป็นที่น่าแปลกใจ ที่อาจารย์ยักษ์เดินหน้าทำงานมาตลอดหลายสิบปี น่าสงสัยจริงๆว่าทำไมไม่ได้ยินไปถึงหูนักการเมือง และผู้บริหารประเทศคนใดเลย หรือว่าพวกที่เกี่ยวข้องรับผิดชอบชาติบ้านเมืองที่กินเงินภาษีทุกๆวัน อยู่ในสภาพหูหนวกโดยสิ้นเชิง)

ไม่เพียงแต่ปลา แม้แต่กบ เขียด สัตว์เล็กสัตว์น้อยที่เป็นห่วงโซ่อาหารของสัตว์ในท้องนา ก็ถึงคราอวสานกันหมด ชาวนาอีสานที่ไม่มีโอกาสได้กินปลาทะเลเหมือนคนภาคอื่น ก็ได้อาศัยปลาน้ำจืดในท้องนาตัวเองนี่แหละเป็นแหล่งผลิตปลาร้า อาหารหมักชีวภาพสุดยอดของพี่น้องชาวอีสาน แต่ตอนนี้ปลาในท้องนาเป็นเพียงตำนานที่ได้แต่เล่าให้ลูกหลานฟังเสียแล้ว

 ดร.ไทสัน อาร์. โรเบิร์ตส์ นักวิจัยผู้เชี่ยวชาญด้านพันธุ์ปลา จากสถาบันวิจัยเขตร้อน สมิธโซเนียน สหรัฐอเมริกาได้ให้ข้อมูลเสริมถึงปัญหาที่ปลาวางไข่ไม่ได้ อีกสาเหตุหนึ่งก็คือ เขื่อนและอ่างเก็บน้ำที่กั้นเส้นทางการเดินทางของปลา ผู้เชี่ยวชาญด้านพันธุ์ปลาท่านนี้ระบุว่า ปลาในแถบเขตร้อนซึ่งรวมถึงประเทศไทยมีพฤติกรรมในการวางไข่ไม่เหมือนกัน ปลาบางชนิดเมื่อฝนตกใหม่ๆ ก็จะเริ่มอพยพเพื่อขึ้นไปวางไข่ บางชนิดต้องรอให้ระดับน้ำสูงจนได้ระดับจึงจะเริ่มอพยพ และวิธีการวางไข่ของปลาก็จะแตกต่างกันออกไป บางชนิดจะวางไข่ครั้งเดียวหลายล้านฟอง แต่บางชนิดจะวางไข่หลายครั้ง หลายพื้นที่ บางชนิดจะวางไข่ในแม่น้ำสายเดิมตลอด ไม่เปลี่ยนแปลง

 นอกจากการอพยพเพื่อวางไข่แล้ว ปลาในแถบนี้จะอพยพเพื่อหาอาหารด้วย ซึ่งการหาอาหารของปลาจะเกิดขึ้นตลอดทั้งปี เขื่อนและอ่างเก็บน้ำมากมายในประเทศไทยจึงเป็นตัวแปรสำคัญในการตัดวงจรชีวิต ของปลาหลายสายพันธุ์ ทำให้จำนวนปลาลดน้อยลงไป ปัจจัยเสริมอีกอย่างที่ทำให้สถานการณ์การวางไข่ของปลาแย่ลงก็คือ ปริมาณน้ำในเขื่อนที่ลดน้อยลงทำให้ปลากระโดดขึ้นไปวางไข่ไม่ได้ นอกจากนี้ปริมาณน้ำน้อย ทำให้น้ำไม่มีการเคลื่อนไหว น้ำที่แช่นิ่งเกิดเป็นก๊าซพิษ ปลาวางไข่ไม่ได้อีก ทั้งหมดจึงกลายมาเป็นที่มาของคำว่า “ปลาเป็นหมัน”

 คงเป็นเหตุการณ์น่าสยองที่คนไทยจะไม่มี “ปลา” กินเพราะปลาสูญพันธุ์ไปหมดเหมือนไดโนเสาร์ เมื่อถึงเวลานั้น วงจรห่วงโซ่อาหารห่วงสุดท้ายก็ขาดสะบั้นลง “ผมคิดว่าถึงเวลาที่จะต้องเปลี่ยนวิธีการพัฒนาที่ทำลายทรัพยากรแล้ว เพราะที่ผ่านมาประเทศไทยเดินตามถนนสายการพัฒนาอย่างไม่ยั่งยืน เป็นถนนการพัฒนาที่มุ่งหน้าสู่เหวลึก" เป็นการย้ำถึงความผิดพลาดของเส้นทางการพัฒนาของประเทศไทยที่ ดร.ไทสัน กล่าวเมื่อปี 2543 เกือบ 10 ปีมาแล้ว สงสัยจริงว่า ฝรั่งเห็นมานานแล้ว แต่ทำไมคนไทยมองไม่เห็น อ๋อ ไม่น่าแปลกใจเพราะคนไทยใส่แว่นยี่ห้อ “โมหภูมิ”

อาจารย์ยักษ์ มหา’ลัยคอกหมู   ฝากข่าวที่น่ากลัวอย่างยิ่ง ยิ่งคิดยิ่งเห็นยิ่งมืดมนเอาการ หนอประเทศไทย 

กฏหมายความปลอดภัยสินค้าอาหาร ที่สำนักงาน US Food & Drugs Administration (FDA) ใช้อยู่ในปัจจุบัน มิได้รับการปรับปรุงแก้ไขมาเป็นเวลานาน ดังนั้น รัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดี Barack Obama จึงให้ความสำคัญด้านความปลอดภัยของสินค้าอาหารที่จำหน่ายในสหรัฐฯ

สภาผู้แทนสหรัฐฯ (US House of Representatives) เสนอกฎหมาย เห็นชอบ Food Safety Enhancement Act 2009 หรือ H.R. 2749 ซึ่งเป็นกฎหมายปรับปรุงเรื่องความปลอดภัยสินค้าอาหารของสหรัฐฯ และสภาผู้แทนมีมติเห็นชอบผ่านเป็นกฏหมายเมื่อปลายเดือนกรกฎาคม 2552 และส่งต่อให้วุฒิสภาของสหรัฐฯ พิจารณาเห็นชอบเพื่อออกเป็นกฏหมายต่อไป

ความคืบหน้า

วุฒิสภา โดยคณะกรรมาธิการสุขภาพ การศึกษา แรงงาน และ เงินบำนาญ (US Senate Health, Education, Labor & Pension Committee) เห็นชอบโดยเอกฉันท์กับกฎหมาย Food Safety Enhancement Act 2009 ฉบับของสภาผู้แทนสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2552 และจะเสนอเข้าวุฒิสภา (US Senate) ลงมติ ซึ่งคาดว่าดำเนินการสนต้นปี 2553 และจะประกาศเป็นกฎหมายบังคับในช่วงกลางปี 2553

กฎหมาย (Food Safety Enhancement Act 2009) ฉบับวุฒิสภา หรือ S. 51 ปรับปรุงและขยายระเบียบข้อบังคับเพิ่มเติมจากฉบับ H.R. 2749 มีสาระสำคัญที่จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าอาหารของไทยไปยังสหรัฐฯ ดังนี้

1. บังคับให้ผู้นำเข้าสหรัฐฯ เป็นผู้รับรองและยืนยันด้านความปลอดภัยของโรงงาน/ผู้ผลิตในต่างประเทศ (ผู้ส่งออก) และสินค้าอาหารนำเข้า

2. ให้ FDA ไปตรวจสอบโรงงานอาหารทุกแห่งที่จำหน่ายสินค้าอาหารในสหรัฐฯ โดยตรวจสอบอย่างน้อย 1 ครั้งทุก 4 ปี อีกทั้งให้อำนาจ FDA สามารถทำความตกลงกับรัฐบาลต่างประเทศของประเทศผู้ผลิต/ส่งออกสินค้าอาหาร ให้เป็นผู้ดำเนินการตรวจสอบโรงงานผลิตอาหาร

3. FDA จะใช้ Third Parties เข้ามาให้บริการการตรวจสอบโรงงานผลิตอาหารในต่างประเทศแทน เพื่อผู้ผลิตอาหารในต่างประเทศปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมายของสหรัฐฯ

4. เพิ่มความเข้มงวดในการจดทะเบียนโรงงานอาหาร (Food Facilities Registration) โดยกำหนดให้โรงงานผลิตอาหารจะต้องต่ออายุการจดทะเบียนทุกๆ สองปี (ปัจจุบันไม่ต้องต่ออายุ)และให้อำนาจ FDA ในเรื่องการเพิกถอนการลงทะเบียนของโรงงานอาหาร ถ้าหากเชื่อว่าสินค้าอาหารของโรงงานจะก่อผลเสียหายต่อสุขภาพผู้บริโภคใน สหรัฐฯ

5. กฎหมาย Food Safety Enhancement Act ฉบับของวุฒิสภา (S. 51) ไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมประจำปีจำนวน 500 เหรียญสหรัฐฯ จากโรงงานผู้ผลิตอาหารตามที่ฉบับร่างของสภาผู้แทน (H.R. 2479) ได้เสนอไว้

6. ให้อำนาจ FDA ในการออกระเบียบบังคับในเรื่องเอกสารรับรอง (Certificate) ความปลอดภัยสินค้าจากโรงงานผลิตอาหารที่มีความเสี่ยงสูงด้านความปลอดภัย และอำนาจในการห้ามนำเข้าสินค้าหากไม่มีใบรับรองความปลอดภัย

7. ให้อำนาจ FDA กักกันสินค้าอาหารซึ่งมีฉลากสินค้าไม่ถูกต้อง (Misbranded) หรือมีสิ่งเจือปน (Adulterated)

8. เพิ่มข้อบังคับการแจ้งล่วงหน้าการส่งสินค้า (Priority Notice) ไปยังสหรัฐฯ โดยกำหนดให้ผู้ผลิต/ส่งออกอาหารในต่างประเทศต้องแจ้งรายชื่อประเทศที่สั่ง ห้ามนำเข้า (Refuse Entry) สินค้าชนิดที่จะส่งไปยังสหรัฐฯ

9. ให้อำนาจ FDA เรียกเก็บค่าปรับผู้ผลิต/ส่งออกอาหาร ในกรณีที่สินค้าดำเนินการผิดระเบียบ เช่น สินค้าถูก Recall และ Re-Inspection

10. ให้อำนาจ FDA เปิดสำนักงานสาขาในต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างน้อยใน 5 ประเทศ
อคิดเห็นและเสนอแนะ

1. กฎหมาย Food Safety Enhancement Act 2009 ฉบับของวุฒิสภา (US Senate) เน้นในด้านการขยายวงความรับผิดชอบการดูแลเรื่องปลอดภัยสินค้าอาหารและให้ ความสนใจในด้านการป้องกัน (Prevention) มากกว่าการแก้ ปัญหาเป็นครั้งๆ ไปดังเช่นที่ปฏิบัติในปัจจุบัน อีกทั้ง เพิ่มอำนาจให้ FDA ในด้าน Recall สินค้าอาหาร และ Inspection โรงงานผลิตอาหารเพื่อสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยของสินค้าอาหาร

2. ภาคอุตสาหกรรมการผลิตสินค้าอาหาร และสมาคมเกี่ยวกับสินค้าอาหารในสหรัฐฯ ไม่คัดค้านการเพิ่มความเข้มงวดในด้านความปลอดภัยของสินค้าอาหาร เช่น การเสียค่าธรรมเนียมที่จะเกิดขึ้น เป็นต้น

3. กฎหมายฉบับปรับปรุง จะมีผลกระทบต่อการเพิ่มต้นทุนการผลิตของโรงงานเนื่องจากโรงงานจะมีค่าใช้ จ่ายเพิ่มเติมในด้านตรวจสอบหรือรับรองโรงงานจากกลุ่ม Third Parties หรือเสียค่าปรับให้ FDA ในกรณีสินค้าไม่ถูกต้องตามระเบียบของสหรัฐฯ

4. ประเทศไทยควรพิจารณาทำข้อตกลงกับ FDA สหรัฐฯ ขอเป็นผู้ดำเนินการตรวจสอบและรับรองโรงงานของไทยในด้านความปลอดภัยของสินค้า อาหาร ตามที่กฎหมายใหม่ของสหรัฐฯ เปิดโอกาสให้รัฐบาลต่างประเทศตรวจสอบโรงงาน ซึ่งจะเป็นการช่วยลดต้นทุนให้แก่ผู้ผลิต/ส่งออกไทย แทนการไปจ่ายค่าบริการตรวจสอบให้แก่ Third Parties ที่ FDA เป็นผู้แนะนำ

5. ควรพิจารณาเชิญเจ้าหน้าที่ FDA สหรัฐฯ มาบรรยายและให้คำแนะนำ เกี่ยวกับกฏหมาย Food Safety Enhancement Act 2009 ที่จะมีผลบังคับใช้ ให้แก่ผู้ผลิต/ส่งออกไทยสินค้าอาหารของไทย เพื่อเตรียมการและการปฏิบัติได้ถูกต้องต่อไป

6. ปัจจุบัน คณะกรรมาธิการยังไม่กำหนดวันที่จะเสนอพระราชบัญญัติเข้าสภาแต่คาดว่าจะเป็น ประมาณต้นปี 2553 และจะมีผลบังคับประมาณกลางปี 2553

(ซึ่งปัจจุบัน สินค้าเกษตรของไทยหลายชนิดก็ไม่มีสิทธิส่งออกไปประเทศนี้อยู่แล้ว  ยกเว้นสินค้าบางชนิดที่ ร้านค้าคนไทยในสหรัฐฯสั่งเข้าเท่านั้น) แล้วหลายสิบปีมานี้ ประชาชนคนไทย ถ้ายังมองไม่เห็นภัยใกล้ตัวอยู่ทุกวี่วัน ยังรอความหวังในความจริงใจจากรัฐบาล คงต้องตายไปเสียก่อนชาตินี้ หากไม่ขวนขวายช่วยตนเอง ให้เข้าถึงสัจจธรรม และหนทางออกใหม่ๆที่ประหยัดต้นทุนการผลิต และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครชิคาโก
ที่มา: http://www.depthai.go.th/

เชิญทุกท่าน ร่วมสร้างบุญกุศลด้วยกัน ....ส่งต่อข่าวสารแก่เพื่อนๆ มีโอกาสชมจิ๊กซอร์ต่างๆ สำหรับนักค้นหาสาระชีวิตต่อภาพส่วนตัว ทั้ง ด้านโลกียะและโลกุตระ ที่ ainews1.com จัดไว้บริการให้แก่เพื่อนทุกเพศวัยทุกคน ฟรี ที่ลิงค์ /article385.html   Bookmark and Share