Earth computure Model Test

/article323.html

Bookmark and Share

Computer Models predict Magnetic pole reversal in Earth and Sun can bring end to human civilization in 2012 – evidence of extra-terrestrial help in our survival.....

นั่นเป็นข่าวพาดหัวของสื่อต่างชาติ...แล้วในเนื้อหามีข้อมูลอะไรที่น่าสนใจบ้าง นักวิจัยเอกชนที่ เมืองไฮดาราบัด ซึ่งเป็นกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ทางด้านภูมิศาสตร์และดาราศาสตร์ ค้นหาข้อมูลของโลกและดวงอาทิตย์เกี่ยวกับโลกพลิกขั้ว ซึ่งนักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้เพ่งเล็งไปในอดีต ที่ไดโนเสาร์ต่างพากันสูญพันธุ์ไปจากโลกอย่าง กระทันหันนั้นอาจเกิดจากภาวะโลกพลิกขั้ว

ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์รัสเซีย เพิ่งขุดค้นหาซากสัตว์โบราณที่ตัวใหญ่คล้ายๆช้าง เมื่อนำมาผ่าพิสูจน์พบว่าหญ้าที่สัตว์เพิ่งกินเข้าไปยังไม่ได้ย่อยเลย และซากสัตว์ถูกชั้นน้ำแข็งหนามากทับถมอยู่ จึงพอมองเห็นว่าสาเหตุการตายของสัตว์ตัวใหญ่ในอดีตต้องตายอย่างปัจจุบันทันด่วน จากลมหนาวที่พัดหิมะมาทับถมในทันทีทันใด หนาเป็นหลายๆสิบฟุต ทำให้อุณหภูมิปกติ 20 กว่าองศา กลายเป็นติดลบ 50 กว่าองศาโดยฉับพลัน ผลการพิสูจน์คาร์บอน-14 พบว่ามีอายุหมื่นกว่าปี หรืออาจจะเกิดขึ้นเมื่อ 13,000 ปีที่ผ่านมา ซึ่งในช่วงนั้นโลกและสุริยะจักรวาลยังสังกัดอยู่กับกาแลกซี่ ไตรแองกุลัม แล้วสลับเปลี่ยนมาสังกัดกับกาแลกซี่ทางช้างเผือก พร้อมๆกับการเกิดโลกพลิกขั้ว

โลกทั้งใบก็ไม่ได้หนักหนาอะไร ก็มันลอยอยู่ในอวกาศได้นั่นเองเป็นตัวพิสูจน์ ไม่ต้องไปชั่งน้ำหนักอะไรก็พอมองเห็นชัด ดาวทุกดวงมีพลังเส้นแรงแม่เหล็กซับซ้อนร้อยรัดร่วมกันอยู่ และหมุนรอบตนเองและดาวดวงแม่เช่นโลกกับพระอาทิตย์ต้องอยู่คู่กัน โลกรับพลังเส้นแรงแม่เหล็กจากดวงอาทิตย์และจากกาแลกซี่อื่นๆด้วยพร้อมๆกัน

ปกติดาวทุกดวงก็จะมีแกนพลังแม่เหล็กจากด้านบน ลงสู่ด้านล่างเช่นเดียวกับผลแอปเปิ้ล หรือผลทุเรียนนั่นเอง ผลไม้เหล่านี้เป็นผลิตผลของโลกและจักรวาล โครงสร้างจึงเลียนแบบธรรมชาติที่เกี่ยวข้อง ในร่างกายคนก็มีแกนและจุดรับพลังงานในตำแหน่งต่างๆเช่นเดียวกัน แต่ปัจจุบันมนุษย์แทบไม่ได้ใช้ดวงตาที่ 3 คงต้องรอไปสู่ยุคใหม่ที่กำลังจะย้ายไปถึง

กลับมาที่ปรากฏการณ์ของดวงอาทิตย์ ที่จะมีการเปลี่ยนแปลงในปี 2012  ทีมนักวิจัยพบว่า ความเข้มสนามแม่เหล็กโลกค่อยๆลดลงจนอาจเหลือ 0 เก๊าซ์ในที่สุด และปัจจุบันโลกก็เหลือความเข้มในแกนพลังงานเกือบถึง 0 (ศูนย์) แล้ว และผู้มีญาณทัสสนะยังพบอีกว่า แกนพลังสนามแม่เหล็กของโลกพิการมาหลายปีแล้ว เนื่องมาจากมลภาวะของชั้นบรรยากาศของโลกที่มาจากมนุษย์และอุตสาหกรรม ผลิตกาซคาร์บอนไดออกไซด์มากมาย และสาร CFC ทำให้โลกร้อนขึ้นจากภาวะเรือนกระจก โดยเฉพาะที่แถบขั้วโลกจะร้อนเพิ่มขึ้นกว่าแถบเส้นศูนย์สูตร 4-5 เท่าตัว

เมื่อโลกร้อนขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อ 12 ปีที่ผ่านมา จึงทำให้น้ำแข็งขั้วโลกละลาย เผยช่องให้กาซมีเทนพุ่งขึ้นมาจำนวนมหาศาล มีพิษรุนแรงกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ 20 เท่า เจ้าสารตัวนี้ยิ่งช่วยเร่งภาวะเรือนกระจกถูกที่เลย ในถิ่นสะสมแผ่นน้ำแข็งนั่นเอง ระดับน้ำทะเลก็เลยเพิ่มขึ้นเร็ว กำลังแข่งกันกับเหตุการณ์ที่โลกจะพลิกขั้ว ว่ามาก่อนระดับน้ำในมหาสมุทรแปซิฟิกมากขึ้นจนถ่วงให้โลกจำเป็นต้องย้ายแกน หรือเกิดจากสาเหตุอื่น ทั้งนี้เพื่อให้การหมุนรอบตัวเองราบรื่นนั่นเอง โลกมันไม่เกี่ยงว่าแกนจะย้ายไปอยู่ตรงไหน

นักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้เอาไปต่อเชื่อม กับการพลิกขั้วของดวงอาทิตย์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในรอบที่ 11 ในปลายปี 2012 หรือ ต้นปี 2013 นี้ ซึ่งยังเป็นที่กังขาอยู่ว่าพายุสุริยะที่ดวงอาทิตย์ส่งมาสู่โลกในโอกาสนั้น จะรุนแรงพอให้โลกทั้งใบต้องพลิกขั้วได้หรือไม่ เท่าที่เคยเกิดขึ้นก็เพียงสร้างความเสียหายแก่ดาวเทียมสื่อสาร เกิดฟ้าผ่ากลางวัน ไฟไหม้เป็นบริเวณกว้างที่สหรัฐฯ สร้างความเสียหายให้แก่ดาวเทียมสื่อสารที่มีใช้อยู่รอบโลก ไม่มีความเข้มข้นเพียงพอในการหอบเอาโลกทั้งใบต้องพลิกขั้ว

ซึ่งต่อมาทางองค์การนาซ่า ก็ได้ทดสอบและออกมาให้ข่าวต่อสาธารณะชนว่า ความเข้มสนามแม่เหล็กโลกไม่ถึงกับลดลงถึงศูนย์แต่เหลืออยู่น้อยเท่านั้น แต่ความจริงที่ค้นพบโดยผู้มีญาณทัสสนะพบว่า ในแกนพลังงานสนามแม่เหล็กโลกแทบไม่เหลือแล้ว พลังเส้นแรงแม่เหล็กที่ไหลลงขั้วโลกเหนือไปออกขั้วใต้ตามปกติไม่ได้ กลับแพร่กระจายไปคลุมเปลือกโลกอยู่แทน หนาเกินกว่า 2 เมตรแล้ว แล้วมันมีผลอย่างไรต่อมนุษย์บ้างเล่า

กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ในเมืองไฮดาราบัดสรุปเอาไว้ว่า หากโลกเกิดการพลิกขั้วนั้น สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นแก่มนุษย์ชาติ

  • ระบบภูมิคุ้มกันของสัตว์ทุกชนิดรวมทั้งมนุษย์จะอ่อนด้อยลงอย่างผิดสังเกต
  • แผ่นเปลือกโลกจะมีภูเขาไฟเกิดขึ้น และแผ่นทวีปจะเคลื่อนตัวชนกัน หรือมุดตัวซ้อนกันทำให้เกิดแผ่นดินไหว และแผ่นดินถล่ม
  • พลังสนามแม่เหล็กที่ปกป้องโลกในอวกาศจะอ่อนตัวลง ป้องกันรังสีคอสมิคจากดวงอาทิตย์ที่เป็นอันตรายได้น้อยลง จะเกิดโรคมะเร็งผิวหนัง และโรคอื่นๆตามมา
  • เปิดโอกาสให้กลุ่มดาวขนาดย่อมในจักรวาล พุ่งเข้ามาหาโลกได้ง่ายขึ้น หรือชนโลกได้
  • แรงดึงดูดของโลกจะแปรเปลี่ยนไป

ซึ่งหากได้นำผลกระทบข้างต้นทั้งหมด เข้ามาวินิจโดยรวมแล้ว จะพบว่าผิวโลกจะไม่เหมาะสำหรับสิ่งมีชีวิตจะอาศัยอยู่อีกต่อไป อาจต้องลงไปอาศัยอยู่ใต้แผ่นดินแทน 

หากปรากฏการณ์โลกพลิกขั้วเกิดขึ้น สิ่งมีชีวิตใต้ผิวโลกเท่านั้นที่จะอยู่ต่อไปได้ และจะต้องใช้เวลาพัฒนาเป็นสัตว์ใหญ่อีกหลายล้านปีทีเดียว

และได้ทิ้งท้ายเอาไว้ว่า ปัจจุบันมีชาวนอกโลกกำลังปฏิบัติการช่วยเหลือมนุษย์บางพวกบางคน ให้เหลือรอดชีวิตได้ โดยต้องเคลื่อนย้ายไปอยู่ในที่ปลอดภัย เพื่อดำรงค์ไว้ซึ่งความศิวิไลซ์ที่มนุษย์ได้สร้างสมมาเอาไว้

ทีนี้ลองกลับมาวิเคราะห์รายละเอียด ประเด็นแรก เรื่องภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือลดน้อยลงนั้น มีส่วนมากทีเดียว ที่ปัจจุบันเกิดโรคใหม่ๆขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเมื่อโลกร้อนขึ้นพลังเส้นแรงแม่เหล็กที่แกนโลกลดลง เอื้อให้แบคทีเรีย และไวรัสหลายสายพันธุ์ขยายตัวเจริญเติบโตอย่างเงียบๆอีกนับร้อยๆชนิดกลับมาใหม่

และการลดลงของพลังความเข้มแม่เหล็กนั้น หมายถึง พลังปราณ ที่มนุษย์จะได้รับจากดวงอาทิตย์ในคลื่นที่เป็นประโยชน์ลดน้อยลงไปด้วย พร้อมกับพลังมโนธาตุ และธาตุว่างก็จะด้อยลงไปด้วย ทำให้จิตใจมนุษย์และสัตว์ผิดปกติ และขาดพลังสมาธิ อารมณ์เสียง่าย ความอดทนลดน้อยลง การเก็บและรับข้อมูลที่มีเหตุผลจะด้อยลงด้วย

ส่วนประเด็นแผ่นทวีป จะเคลื่อนตัวนั้น เป็นสิ่งที่เริ่มเกิดให้เห็นอยู่แล้วว่าเป็นไปได้ ก็แถวใกล้บ้านเราที่ทางทิศตะวันตกของเกาะสุมาตรานี่เอง แต่หากโลกพลิกขั้ว แผ่นทวีปทั่วโลก ทั้ง 7 แผ่นใหญ่ๆจะเคลื่อนตัวและปรับสมดุลพร้อมๆกัน ทั้งนี้เพื่อปรับหาแกนโลกใหม่ที่สมดุลนั่นเอง และกลับมาหมุนรอบตัวเองอีกวาระหนึ่ง

ในประเด็นชั้นสนามแม่เหล็กที่ป้องกันชั้นบรรยากาศของโลกลดน้อยลงนั้น ได้เกิดขึ้นมาได้ 9 ปีแล้ว พลังสนามแม่เหล็กลงมาคลุมอยู่ที่ผิวเปลือกโลกแทน เพิ่มพลังความร้อนร่วมกับคลื่นแสงดวงอาทิตย์ แต่พลังคลื่นแม่เหล็กเจาะทะลุเข้าสู่นิวเครียสของเซลล์ในร่างกาย ทำความเสียหายให้แก่เซลล์และทำให้การแบ่งเซลล์เร็วกว่ากำหนด คนจึงเป็นโรคต่างๆหลากหลายที่การรักษาทางการแพทย์รักษาหายยาก

ส่วนโอกาสที่โลกจะถูกเฉี่ยวชนจาก วัตถุในอวกาศนั้น โลกกำลังรอต้อนรับดาวหางดวงใหญ่ที่กำลังเดินทางมาวนรอบดวงอาทิตย์ทุกๆ 13,000 ปีอยู่แล้ว จะพบหน้ากันจังหน่อยก็ปลายเดือนธันวาคม 2012 และอย่างจังๆตอนกลางเดือน กุมภาพันธ์ 2013 ซึ่งมีโอกาสที่พลังสนามแม่เหล็กของดาวหางดวงโตเท่าๆดาวพฤหัสบดีดวงนี้ จะส่งพลังแรงเหนี่ยวนำพลังสนามแม่เหล็กโลกระหว่างโคจสวนทางกันอย่างเร็ว หอบเอาโลกทั้งใบต้องย้ายแกนได้ นัยว่าแกนโลกจะย้ายไป ประมาณ 90 องศา นำขั้วเหนือชี้ไปที่ตั้งสฟริงซ์ที่อียิปต์ และโลกและสุริยะจักวาลจะเคลื่อนย้ายองคาพยพไปสู่แรงดึงดูดของกาแลกซี่ไตรแองกุลัมอีก 13,000 ปี เคลื่อนเข้าสู่โลกยุคใหม่ ตรงตามเวลาสิ้นสุดรอบปฏิทินของชาวมายา นั่นเอง จะเกิดหรือไม่เกิดก็รอดูอีกไม่นานแล้ว

โลกนั้นเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาอยู่แล้ว แต่สุดรอบรอยต่อของยุคเก่ากับยุคใหม่ จะเกิดผลกระทบที่รุนแรงอย่างไรต่อพลโลกมากน้อยแค่ไหน ก็เป็นเรื่องของทุกๆชีวิตต้องติดตามตลอดเวลา เนื่องจากโลกเปลี่ยนแปลงเร็วมากในช่วงระยะนี้ สัญญาณที่เราจะสังเกตเห็นชัดคือแผ่นดินไหวทั่วโลกแรงและถี่ยิ่งขึ้น และบางแห่งก็ไหวซ้ำที่กันบ่อยๆไม่ทิ้งระยะห่างอย่างที่นักธรณีฟิสิคส์เข้าใจตามตำราที่ตนเองได้ร่ำเรียนมา

ส่วนมนุษย์ในยุคใหม่ที่ดีเอ็นเอเปลี่ยนไป หลังจากโลกย้ายแกนใหม่แล้ว และสุริยะจักรวาลพร้อมกับโลก ได้สลับจากกาแลกซี่ทางช้างเผือก เคลื่อนไปสู่แรงดึงดูดของ กาแลกซี่ไตรแองกุลัม ทางทิศตะวันออก ของยุคชาวศิวิไลซ์ ซึ่งเน้นความดี มีศีลธรรม แทนสังคมเงินทอง ซึ่ง หลวงปู่ประเสริฐ อวยชัยให้พรให้ลูกหลานปัจจุบัน พยายามนำพาชีวิตอยู่ไปให้ถึงยุคใหม่ให้ได้...

http://www.ainews1.com/modules.php?name=Web_Board&file=view&No=215

'ปี 2555 เมืองไทยจะเกิดวิกฤติ จนถึงขั้นอาจตกต่ำลงไป'   ซึ่งพ่อเจ้าราชครูโพนสะเม็กกล่าวเตือนลูกหลานเอาไว้   http://ainews1.com/article311.html

 

สำหรับท่านที่ไม่ประมาท ต้องการสร้าง ตู้เอทีเอ็มส่วนตัวเคลื่อนที่  เอาไว้เบิกเงินในวงเงิน 2ล้านบาท/เดือน/หน่วยการลงทุน กับบริษัทมหาชน แวะศึกษารายละเอียดได้ที่  http://www.ainews1.com/article36.html


back up data: http://www.indiadaily.com/editorial/1753.asp

เชิญทุกท่าน ร่วมสร้างบุญกุศลด้วยกัน ....ส่งข่าวสารแก่เพื่อนๆ มีโอกาสชมจิ๊กซอร์ต่างๆ สำหรับนักค้นหาสาระชีวิตต่อภาพส่วนตัว ทั้ง ด้านโลกียะและโลกุตระ ที่ ainews1.com จัดไว้บริการให้แก่เพื่อนๆต่างวัยทุกคน ฟรี  ที่ลิงค์ /article385.html     Bookmark and Share