พลังงานแม่เหล็กท่วมท้นโลก/ลดอายุขัยทุกชีวิตสั้นเข้า

/article328.html

Bookmark and Share

ผลที่มนุษย์ทั่วโลกมองเห็นง่าย..น้ำแข็งขั้วโลกละลาย แล้วนอกเหนือกว่าที่มนุษย์เห็น พลังแม่เหล็กที่เปลี่ยนสภาพมาปกคลุมอัดแน่นอยู่ทั่วบริเวณผิวโลก ทั้งแผ่นดินแผ่นน้ำนั้น หนักและร้อน และปัจจุบันได้ปรับคลื่นความถี่มาเท่ากับคลื่นของแสงแดด ช่วยกันเพิ่มขีดความสามารถทำลายสลายวัตถุธาตุทุกอย่างบนโลกใบนี้อยู่ทุกนาที เพิ่มดีกรีมากยิ่งขึ้นตามที่โลกได้รับพลังงานคลื่นแม่เหล็ก จากดวงอาทิตย์และใจกลางของกาแลกซี่ทางช้างเผือกมาทุกวินาที ถามว่าใครเป็นต้นเหตุแห่งความบิดเบี้ยวผิดปกติธรรมชาติที่สมดุลแต่เดิม...มนุษย์ไง เป็นผู้เพิ่มพูน สาร CFC (สาร chloro_Fluoro_carbon) จากภาคอุตสาหกรรม สารนี้เบาระเหยไปทั่วทุกแห่งแม้แต่เข้าสู่แกนพลังงานของโลกที่เคยอยู่ในแนวทิศเหนือใต้ ได้ถูกอุดตันโดยสิ้นเชิง ไปเมื่อเดือน ตุลาคม 2544

lonely

พลังแม่เหล็กที่ปกติเดินทางอยู่ในแกนพลังงานของโลกตลอดมานั้น ให้ผลดีแก่มนุษย์และสัตว์อย่างไรบ้าง หน้าที่ของพลังงานสนามแม่เหล็กที่โลกรับมาจากดวงอาทิตย์ และดวงอาทิตย์รับมาจากศูนย์กลางกาแลกซี่ทางช้างเผือก นาๆจักรวาลรับต่อมาจากสมเด็จพระบรมธรรมบิดา ที่เป็นต้นทางของทุกสรรพสิ่ง

                                               

มีคุณประโยชน์ต่อสิ่งมีชีวิตดังนี้

  • เป็นแหล่งเติมพลังมโนธาตุ ให้แก่ทุกสิ่งมีชีวิตตลอดเวลา มโนธาตุเป็นพลังงานคลื่นสีขาวนวล ประกอบด้วยธาตุเมตตา ธาตุบริสุทธิ์ และธาตุว่าง มโนธาตุเป็นธาตุรู้ในการสืบต่อชีวิตเป็นวงจร ในฐานที่ตั้งที่ในนิวเคลียสของทุกๆเซลล์ที่จะต้องได้รับการเติมเข้ามา จากแหล่งต้นพลังมโนธาตุตลอดเวลา เพื่อรักษาความสมดุลให้แก่ชีวิตและร่างกายสำหรับคนที่มีขันธ์ 5 และสรรพสัตว์ที่มี ขันธ์ 4 ก็ตามคือขาดรูป หรือมนุษย์ผู้มีปัญญาขอรับจากแหล่งอื่นๆเป็นอิสระเฉพาะตน
  • เป็นแหล่งเติมพลัง กระแสลมปราณ เป็นพลังงานที่มีคลื่นสีออกสีเหลือง มีแหล่งกำเนิดมาจากดวงอาทิตย์ศูนย์กลางของสุริยจักรวาลเป็นพลังงานที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งสำหรับสิ่งมีชีวิต เพราะเป็น พลังแห่งชีวิต เป็นพลังงานล้ำค่าที่ธรรมชาติจัดสรรให้แก่สัตว์โลกอย่างเท่าเทียมกัน เพื่อเป็นภูมิต้านทานให้แก่ร่างกาย ซึ่งในภาวะปกติ มนุษย์เราจะได้รับกระแสลมปราณจากดวงอาทิตย์อย่างพอเพียง ตามจังหวะ 1 วินาที ของแรงดึงเข้าและผลักออกของดวงอาทิตย์ที่มีต่อโลก

การอยู่ผิดที่ของพลังคลื่นแม่เหล็กโลก ที่ปกติต้องไหลเข้าทางขั้วโลกเหนือไปออกที่ขั้วโลกใต้ สู่บรรยากาศชั้นสูงรอบๆโลก และวนกลับมาที่ขั้วโลกอีกบางส่วน และกระจายไปสู่ดวงดาวอื่นๆในจักรวาล เพื่อรักษาร้อยรัดดวงดาวต่างๆให้เกาะกลุ่มอยู่กันภายในกาแลกซี่ของตนเป็นปกติ

เมื่อแกนพลังงานของโลกใช้ไม่ได้ถูกอุดตันด้วยกาซ CFC กาซคาร์บอนไดออกไซด์ และท้ายสุดเมื่อโลกร้อนขึ้นมากที่บริเวณขั้วโลกทั้งสอง น้ำแข็งเริ่มแตกออกและละลาย เปิดโอกาสให้กาซมีเทนใต้เปลือกโลกที่แผ่นน้ำแข็งเคยควบคุมเอาไว้ฟุ้งกระจายสู่ชั้นบรรยากาศ กาซมีเทนมีฤทธิ์ทำลายร้ายแรงกว่ากาซคาร์บอนไดออกไซด์ 21 เท่า และมีอยู่หลายร้อยล้านลูกบาตรเมตร เพิ่มภาวะเรือนกระจกให้แก่โลกมากยิ่งขึ้นอีก 21 เท่าตัว เร่งการละลายของน้ำแข็งขั้วโลกทั้งสอง ลงมาเพิ่มน้ำหนักในซีกโลกที่เป็นแอ่งรับน้ำใหญ่ นั่นคือมหาสมุทรแปซิฟิค จะหนักมากขึ้นจนโลกเสียสมดุลในอนาคต  เช่นเดียวกับการสร้างเขื่อนเก็บน้ำขนาดใหญ่หลายแห่งในประเทศจีน

วิศวกรผู้ออกแบบเขื่อนต่างๆที่เริ่มมีน้ำเต็มอ่างไปหลายเขื่อนแล้วนั้น เพิ่มภาระรับน้ำหนักบนเปลือกโลกแผ่นยูเรเชียนมากขึ้น ทำให้ขอบแผ่นทวีปแถบเกาะสุมาตรากระดกตัว เช่นที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2547  เรื่อยขึ้นมาทางทะเลอันดามัน แถบเกาะนิโคบา ขึ้นทางเหนือเข้าประเทศพม่าซึ่งเป็นแนว ring of fire เกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรงถึง 9.2 ริกเตอร์ เมื่อ 26 ธ.ค. 2547 และยังทำให้เกิดคลื่นสึนามิตามมา สิ่งที่ยังน่าเป็นห่วงก็คือ เปลือกโลกบริเวณนั้นเปิดอ้า เปิดโอกาสให้พลังเส้นแรงแม่เหล็กที่ทับถมอยู่ทั่วโลกไหลลงสู่เปลือกโลกชั้นในได้สะดวก เข้าสู่อุโมงค์ลมร้อนที่มีเครือข่ายอยู่ใต้แผ่นดินทั่วโลก ทำให้เกิดแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด แผ่นดินแยก แผ่นดินยุบ ซึ่งก็เกิดเหตุแผ่นดินไหวซ้ำๆในระยะที่ไม่เนิ่นนาน อย่างนักวิชาการให้สัมภาษณ์สื่อ ว่ายังอีกนานหลายสิบปี จึงจะเกิดการไหวซ้ำในที่เดิม ซึ่งพบว่าธรรมชาติปัจจุบัน ไม่ได้เดินตามปากของนักวิชาการเลยแม้แต่น้อย แผ่นดินไหวแรงๆในเขตสุมาตราจึงเกิดขึ้นเป็นประจำ แข่งขันกับในประเทศญี่ปุ่น

ด้วยการหมุนรอบตัวของโลก มีระยะทางรอบโลกในเขตศูนย์สูตรมากกว่าบริเวณขั้วโลก การสะสมกาซ เรือนกระจกจึงมีสูงกว่าในโซนแถบเส้นศูนย์สูตร เมื่ออุณหภูมิบริเวณเส้นศูนย์สูตรเพิ่มขึ้นตามรายงานนักวิทยาศาสตร์เพียง 1 องศา ที่บริเวณแถบขั้วโลกอุณหภูมิจะเพิ่มขึ้น 5-6 องศา ในเวลาเดียวกัน นั่นจึงเป็นเหตุเร่งการละลายของน้ำแข็งขั้วโลกตามที่เป็นข่าว และภาพที่เห็นจากภาพถ่ายดาวเทียม

ข่าวล่าสำหรับผู้ที่อยู่อาศัยทางแถบขั้วโลกเหนือ ในช่วงนี้เคยมีอุณหภูมิ -30 องศา ปัจจุบันอุ่นขึ้นเหลือเพียงล -5 องศา และทัสสนะวิสัยก็มองเห็นได้ไกลขึ้น
ช่นข่าวที่แนบมานี้

Situation:

People in the High Arctic say their 24-hour darkness isn't as dark as it used to be, and a weather researcher says it's because of the warming climate. "We still have a daylight and there's still blue, green, red down there — there's sun sign still," said Zipporah Ootooq Aronsen, who lives in Resolute Bay, Nunavut. "It's not usually like that." People in Resolute Bay now sometimes see a distant island that in the past was only visible during daylight hours. "It never happened like that before," Aronsen said. "Now we can see it once in a while, when it's a clear day." Wayne Davidson, a weather researcher in Resolute Bay, said warmer thermal layers over cold dense polar air cause light to bend and travel farther. "If there's a huge contrast between colder and warmer air, there's longer travel of light from any locations," he said. Inuit have been noticing changes during the dark season for years but the changes are becoming more visible as the climate warms, Davidson said. "It should be usually, around average, –31 degrees," he said. "It was, couple of days ago, –5 or something like that, so it's pretty wild." That refraction of light at the border between cold and warm air is what's allowing people to see farther than normal, Davidson said. "Refraction makes light travel," he said. Jaypetee Akeeagok, who lives in Grise Fiord, Nunavut, said the weather has also been unusually warm there. "You can actually drive Skidoo around town without gloves on," he said. And people in Grise Fiord have also noticed there's more light in winter. "Twenty years ago, we wouldn't even be able to see the whole village, in high noon, which is only nine kilometres, but now we get to see some daylight," Akeeagok said  

RSOE EDIS - Situation Update No. 1

ทีนี้มาที่สิ่งใกล้ตัวเราทุกคน เผชิญผลกรรมที่มนุษย์ได้สร้างสมไว้เนิ่นนาน ให้ผลร้ายแก่ร่างกายชีวิตจิตใจคนบนโลกนี้อย่างไรบ้าง....พลังงานแม่เหล็กที่ไม่อยู่ในแกนพลังงานของโลกตามธรรมชาติ แต่ไพร่กลับมาอยู่รอบๆโลกกดดันอัดแน่นอยู่ที่เปลือกโลก นำความหนักและพลังความร้อนมาให้สรรพสิ่ง บนผิวโลกรวมทั้งมนุษย์และสัตว์ ท่านที่ใช้เตาไมโครเวฟจะสังเกตเห็นว่าคลื่นความถี่สูงจากไมโครเวฟทำให้เนื้อสุก และไหม้หากปล่อยทิ้งไว้ในเตานานขึ้น

ปัจจุบัน พลังเส้นแรงแม่เหล็กรวมตัวกันเจาะไชลงใต้ท้องทะเล ลงไปเพิ่มความร้อนใต้ท้องทะเล กระตุ้นให้กาซมีเทน ที่มีอันตรายมากกว่า ซีโอทู 21 เท่าตัว ผุดขึ้นมามากยิ่งขึ้น ทำให้ปลาใหญ่น้ำลึกต้องหลีกหนีขึ้นเกยฝั่ง เช่นเพิ่งเกิดที่นิวซีแลนด์

วาฬ 74 ตัว เกยตื้นในเขตชายหาดทางตอนเหนือของนิวซีแลนด์

ทางการนิวซีแลนด์ เปิดเผยว่า ตลอดคืนที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ และอาสาสมัคร ได้พยายามที่จะช่วยชีวิตวาฬนำร่อง 74 ตัว ที่ว่ายน้ำมาเกยตื้นในอ่าว "สปีริต เบย์" ทางตอนเหนือของนิวซีแลนด์ ท่ามกลางสภาพอากาศที่แปรปรวน ของพายุ และคลื่นลมแรง ซึ่งล่าสุด มีวาฬรอดชีวิตอยู่เพียง 24 ตัวเท่านั้น เจ้าหน้าที่เปิดเผยการให้ความช่วยเหลือวาฬเหล่านี้ด้วยการใช้ตาข่าย ขนาดใหญ่ ยกวาฬเหล่านี้ ขึ้นรถบรรทุกโดยใช้เวลาเดินทางราว 1 ชั่วโมง เพื่อนำวาฬเหล่านี้ ไปปล่อยในทะเลน้ำลึกทางตอนใต้ ขณะที่สภาพอากาศ เลวร้าย เป็นอุปสรรคต่อการช่วยเหลือเพื่อนำวาฬเหล่านี้ กลับสู่ทะเลด้วย

โดย ช่องเจ็ดสี  23-09-2553

ปรากฏการณ์ที่อาจเกิดขึ้น ใน ปี 2012

การผิดปกติของเส้นพลังคลื่นแม่เหล็กไม่ไหลผ่านแกนพลังงานโลก สร้างความปั่นป่วนไปทั่วทั้งสุริยจักรวาล ที่ดวงดาวทุกดวงมีเส้นแรงแม่เหล็กร้อยรัดติดต่อกันเป็นระบบ แต่มนุษย์บนโลกก่อเหตุขึ้นจากความโลภ และไม่ทราบวิธีแก้ไข ดังนั้นอีกไม่นานธรรมชาติจึงต้องเข้าจัดการ สร้างความสมดุลของจักรวาลขึ้นใหม่ หรืออาจเรียกว่าเป็นปรากฏการณ์ร่อนตะแกรงกรรมของสัตว์โลกก็ได้ พลิกโลกสู่ยุคใหม่ต่อไป ซึ่งความเสียหายก็จะเกิดขึ้น 'ทั้งหยกและหินที่อยู่ปะปนกัน' (นี่ขอยืมการสรุปของพระศรีอริยเมตไตรย์ที่พระองค์ท่านทรงตรัสเอาไว้)

แล้วระหว่างรอเวลา มนุษย์ที่ยังมีสติสัมปชัญญะดีอยู่จะตระเตรียมตนอย่างไรบ้าง? หากท่านอยู่ในประเภทที่บอกว่า อยากทำหลายๆอย่างล่วงหน้ามากๆเลย แต่ยังไม่พร้อมที่ปัจจัยเงินทอง ก็ลองแวะไปดูเพื่อนๆบริษัทมหาชนมีอุปกรณ์ทุ่นแรงอย่างใดบ้าง ที่จะช่วยเหลือเพื่อนๆร่วมโลกเดียวกันอย่างดีที่สุด ให้ปรับตัวทันกับกาลเวลาที่หลวงปู่ใหญ่เทพโลกอุดรบอกเอาไว้ว่า มันจะทันหรือ.../article36.html

คลื่นแม่เหล็กที่คลุมเปลือกโลกในปัจจุบัน ก็ทำงานในลักษณะเดียวกับเตาไมโครเวฟโดยอาศัยคลื่นความถี่สูงเช่นเดียวกันเข้าทำลายนิวเคลียสในเซลล์ทั่วร่างกายมนุษย์ และสัตว์และทุกสรรพสิ่ง ต้นไม้ใบหญ้าและหินดิน ความกลมของนิวเคลียสจะเกิดการบิดเบี้ยวเสียรูป โดยที่นิวเคลียสเป็นที่อยู่ของพลังมโนธาตุ ที่ปกติมนุษย์รับพลังมโนธาตุมาจากแกนพลังงานของโลก พลังมโนธาตุเป็นพลังงานที่มีคลื่นให้สีขาวนวล กอร์ปด้วยธาตุเมตตา ธาตุบริสุทธิ์ และ ธาตุว่าง เป็นธาตุรู้ที่นำไปเกิดตายวนเวียนเป็นวัฏจักรตามพลังงานของกรรมที่ใจเก็บสะสมเชื้อเอาไว้

ในท้ายการอบรม เมื่อต้น ก.ย. 53 พระอาจารย์พบว่า พลังงานแม่เหล็กปรับการหมุนในแนวตั้งลงสู่ก้นทะเล อยู่ 10 กว่าวันก็หมุนในทิศตรงกันข้าม ยังไม่ทราบเหมือนกันว่า อีก 2-3 เดือนจะเกิดอะไรขึ้นกับน้ำทะเล ในอ่าวไทย และที่ต่างๆทั่วโลก

เมื่อนิวเคลียสที่ศูนย์กลางของทุกเซลล์ทั่วร่างกายถูกรบกวน และถูกบ่อนทำลายตลอดเวลาเป็นเวลากว่า 9 ปี (พ.ศ. 2544-2553) ที่โลกไร้แกนพลังงาน มนุษย์จึงเริ่มเจ็บป่วยนาๆชนิดโรค ที่รักษาแบบเดิมหายได้ยาก เนื่องจากวิธีเยียวยาแบบเดิมไม่ได้แก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ นั่นคือยังไม่ได้นำเอาพลังแม่เหล็กที่ธรรมชาติปัจจุบันได้เติมเข้าไปในร่างกายมนุษย์และสัตว์ทุกๆวินาทีออกนั่นเอง อาการที่มนุษย์เจ็บป่วย มีตั้งแต่เป็นโรคมะเร็ง  ภูมิแพ้ ปวดเมื่อยทั่วร่างกาย หัวใจวายเฉียบพลัน ฯลฯ และสาเหตุพลังเส้นแรงแม่เหล็กกดทับเซลล์ ร่างกายไม่มีความสามารถจะขจัดออกไปให้พ้นเซลล์ได้ด้วยตนเอง ต้องพึ่งพาตัวช่วย วิธีการ และจิตสั่ง

มีปัญหาเส้นเลือดตีบเนื่องจากขาดพลังปราณ ที่เคยได้รับจากแกนพลังงานโลกขาดหายไปนานติดต่อกันหลายปี เป็นโรคเบาหวน ภูมิแพ้ต่างๆ และโรคอื่นอีกสารพัดโรค เนื่องจากพลังงานแม่เหล็กโลกปัจจุบันเป็นพิษให้โทษ ทำให้เลือดข้นการหมุนเวียนในร่างกายจึงด้อยลง เซลล์ทั่วร่างกายได้รับสารอาหารน้อยลง นำพาของเสียออกจากร่างกายได้ยากขึ้น และคนหายใจไม่ทั่วท้อง ไม่สามารถถ่ายเทเอาของเสียในปอดออกได้หมด เหลือขยะพิษแต่กลับเป็นอาหารอันโอชะของแบคทีเรียและไวรัส หลากหลายสายพันธุ์ เติบโตขยายพันธุ์ภายในปอดได้อย่างรวดเร็ว คนหนุ่มสาวจึงตกอยู่ในอันตรายมิใช่น้อย เมื่อออกกำลังกายหนักบ่อยๆ หรือขาดการควบคุมสภาวะจิตใจตนเอง 

ยิ่งกว่าใช้บริการอยู่ในโรงแรมหรูชั้นหนึ่ง แต่เจ้าของปอดก็ไปสู่อวสานเร็วขึ้น กิ่งกาฝากงามสมบูรณ์บนต้นไม้ที่กาฝากไปเกาะจับอยู่ ขยายพันธุ์ไปจนทั่วต้น ดูดสารอาหารจากต้นไม้อย่างเมามัน ในไม่ช้าต้นไม้นั้นก็ตายไป ส่วนต้นกาฝากตายเหมือนกัน แต่ก่อนตายได้ขยายพันธุ์ให้ดอกผลออกไปเหลือคณานับแล้ว ต้นไม้ต้นอื่นๆก็จะได้รับกาฝากต้นใหม่ๆอีกนับไม่หวาดไหว แต่การทำงานของพลังแม่เหล็กโลกมัจจุราชมืออาชีพทึ่รุกเงียบรวดเร็วพร้อมๆกันทั่วทั้งโลก มีประสิทธิภาพยิ่งกว่าการแพร่พันธุ์ของต้นกาฝากอย่างเทียบกันไม่ได้ แล้วต่อไปจะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตมนุษย์ที่ไม่ทราบเรื่องราวและป้องกันตัว ท่านตอบได้เอง

จึงเป็นสาเหตุที่ท่านอาจารย์รัตน์ รตนญาโณ ท่านกล่าวว่า สงสารมนุษย์ในโลกมาก ที่จะต้องตายจากไปอย่างทุกข์ทรมานด้วยโรคร้ายต่างๆ ของฤทธิ์พลังแม่เหล็กโลกที่อยู่ผิดที่ผิดทางให้โทษแก่ทุกๆชีวิตอีกปี 2 ปี (จาก ม.ค.2552) ข้างหน้า อย่างปัจจุบันทันด่วนจำนวนมากมายทั่วโลก ที่ไม่อาจช่วยได้ทันทุกคน วิธีช่วยของท่านอาจารย์นำองค์ความรู้สร้างความเข้าใจให้แก่ชนที่มีความสนใจใคร่รู้ สภาวะแวดล้อมปัจจุบันและผู้ที่กำลังประสบความเจ็บป่วย ให้ทราบวิธีแก้ไขปัญหาของตนเองให้ตรงกับเหตุ

แล้วนำไปปฏิบัติช่วยรักษาสุขภาพกายใจด้วยตนเอง อาจารย์จะได้ไม่ต้องมาแบกรับกรรม ที่เที่ยวไปช่วยเหลือเขา โดยเขาผู้กำลังทุกข์ไม่ช่วยตนเอง หรือเปรียบได้ว่าท่านอาจารย์เป็นผู้โยนปลายเชือก ไปให้คนที่ลอยคออยู่ในมหาสมุทร ให้ใช้โหนตัวเองขึ้นมาจากน้ำได้ฉันนั้น จะได้ไม่เป็นการเบียดเบียนตนเองของท่านอาจารย์นั่นเอง หรือสรุปได้ตามพระพุทธพจน์ ตนต้องเป็นที่พึ่งแห่งตน นั่นเอง 

พูดถึง ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ให้ทุกคนเป็นหมอรักษาตนเองไม่ต้องพึ่งยา ท่านที่สนใจว่าทำได้อย่างไร เชิญแวะศึกษาที่ลิงค์นี้

เชิญทุกท่าน ร่วมสร้างบุญกุศลด้วยกัน ....ส่งข่าวสารแก่เพื่อนๆ มีโอกาสชมจิ๊กซอร์ต่างๆ สำหรับนักค้นหาสาระชีวิตต่อภาพส่วนตัว ทั้ง ด้านโลกียะและโลกุตระ ที่ ainews1.com จัดไว้บริการให้แก่เพื่อนๆต่างวัยทุกคน ฟรี  ที่ลิงค์ /article385.html     Bookmark and Share