Coronal Mass Ejections of the Sun (CME)

http://ainews1.com/article330.html

Bookmark and Share

การระเบิดของกาซบนพื้นผิวบนดวงอาทิตย์ ส่งคลื่นสุริยะ ออกมาในความรุนแรงหลายระดับ CMEs หลายๆคราวที่เกิดขึ้นไม่สามารถสังเกตได้ทันเวลา นาซ่าจึงใช้ดาวเทียมหลายดวง เฝ้าตรวจการ ส่งข่าวเตือนภัยโลกให้ทันเวลาภายใน 1 ชั่วโมง ทำให้เป็นอุปสรรคต่อระบบการส่งกระแสไฟฟ้าบนโลก ขัดขวางการติดต่อสื่อสาร และทำให้อากาศแปรปรวน และปัจจุบันพบว่ากระตุ้นให้เกิดแผ่นดินไหว ในโซนต่างๆบนพื้นผิวโลก ติดตามรายละเอียดอดีตและปัจจุบันได้ที่   http://truth4thai.org/superwave  และ  http://sci.esa.int/science-e/www/object/index.cfm?fobjectid=33618

CME  exposion (02/07/2010)

Close up spot on Sun surface

หลายๆท่านเห็นภาพแล้ว ก็จะนึกถึงจักรของพระนารายณ์ และพายุสุริยะ มีบทบาทต่อดาวเคราะห์ต่างๆหลายประการ และปัจจุบันพบว่าปรากฏการณ์ดาวเรียงดวงและชี้ไปที่ดวงอาทิตย์ มีผลกระตุ้นให้ดวงอาทิตย์ระเบิด CME ออกมา ที่เราเรียกว่า solar flare กำลังเป็นที่น่าสนใจหาก CME พุ่งตรงมายังดาวโลก พื้นที่บางโซนที่ได้รับผลกระทบก็จะเกิดแผ่นดินไหว ในเรื่องนี้กำลังอยู่ระหว่างการวิจัยอย่างใกล้ชิด ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถบอกได้ว่ามันมีขบวนการอย่างไรทางฟิสิคส์จึงเกิดเหตุเช่นนั้น

พบว่าการปลดปล่อยก้อนมวลจากคอโรนาครั้งหนึ่งๆ (CME) จะพาสสารมวลอย่างน้อย 1.6 x 10 ยกกำลัง 15 กรัม (พันล้านตัน) ออกมาด้วยอัตราเร็ว 20 กิโลเมตรต่อวินาที จนถึง 2,700 กิโลเมตรต่อวินาที เลยทีเดียว

ทำให้เมื่อเกิด CME ทำให้ลมสุริยะบริเวณนั้นอ่อนกำลังลง เนื่องจาก CME พัดเอาคอโรนาไปหมด ทำให้เกราะของระบบสุริยะหรือเฮลิโอสเฟียร์ อ่อนกำลังลงชั่วคราว ทำให้มีรังสี อนุภาค พลังงานและสิ่งแปลกปลอมต่างๆเข้ามา ในระบบสุริยะ ซึ่งทำให้ดาวต่างๆในระบบสุริยะได้รับพลังงานมหาศาลเข้าไป ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง ยิ่งช่วง Solar Maximum ได้รับพลังงานเข้าไปเต็มๆ เช่น ดาวเนปจูน ดาวยูเรนัส เกิดการกลับขั้วของสนามแม่เหล็ก ส่วนดาวอังคาร พบว่าสนามแม่เหล็กหายไปเลย!!!! ฯลฯ อันเนื่องมาจาก CME บางลูกหนักหลายพันล้านตันทีเดียว และวิ่งมาด้วยความเร็วสูงจึงมีโมเม็นตั้ม หรือแรงประทะสูงเท่ากับ มวลคูณด้วยความเร็ว ท่านที่ได้ทราบปรากฏการณ์ธรรมชาติเหล่านี้ จะเห็นได้ว่าการมีชีวิต จะประมาทไม่ได้เลย...ทางที่ดีคือรีบหาทางพัฒนาจิต ให้เป็นหนึ่ง ให้รวดเร็วขึ้น พ้นไปเสียจากวัฏฏจักรเดิมๆ

ดังนั้นเมื่อย้อนมาถึงพุทธทำนาย ว่าโลกจะดิ่งสู่หายนะในปี พ.ศ.2560 ทั้งๆที่ได้เผชิญความเปลี่ยนแปลงและภัยพิบัติต่างๆ มาตั้งแต่ 2553 แล้วก็ดี การที่จะเกิด CME ครั้งรุนแรง ระหว่างช่วง 11 ปี ที่นักดาราศาสตร์เคยเก็บสถิติเอาไว้ ก็สามารถเกิด CME ที่รุนแรงขึ้นมาได้ระหว่างที่ยังไม่ถึงรอบ 11 ปี และอาจจะส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อดาวโลก อย่างเช่นที่ปรากฏในพุทธทำนายนั่นเอง

คลื่นสุริยะ ที่รุนแรงพอ จะทำให้เกิดฟ้าผ่ากลางวัน ทำให้เกิดเพลิงไหม้ป่า เช่นที่เกิดมาแล้วที่พื้นที่ทางทิศตะวันตกของรัฐแคลิฟอร์เนีย เกิดไฟไหม้ป่าเป็นบริเวณกว้าง

Anatomy of a  CME  Storms

หลังจากแกนพลังงานพลังแม่เหล็กของโลกไม่มี ถูกอุดตันด้วยสาร CFC ทำให้ชั้นบรรยากาศของโลกไม่มีเกราะแม่เหล็กป้องกันตัวจากรังสีต่างๆ หรือพายุสุริยะ เช่นเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ดังนั้นหากพลังงานของพายุสุริยะเป็นเหตุมากระตุ้นให้เกิดแผ่นดินไหวบนโลกได้ เป็นที่แน่นอนแล้ว ซึ่งผลการวิจัยเฝ้าติดตาม CME อีกระยะหนึ่งก็จะเป็นเครื่องยืนยันว่าเกิดผลตามที่คิดคำนวณได้ล่วงหน้าหลายวัน

โลกจะตกอยู่ในอันตรายครั้งใหญ่ยิ่ง ในวาระครบรอบการระเบิดครั้งใหญ่บนดวงอาทิตย์ครบรอบ 11 ปีในปี 2013 ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ที่ทำงานในเรื่องนี้กับองค์การนาซ่ามา 20 ปี เป็นห่วงว่าความเสียหายจะเกิดขึ้นบนโลก มากว่าความเสียหายของพายุ แคทรีนา ที่มีมูลค่าเสียหาย 125 พันล้านดอลลาร์ ถึง 20 เท่าตัว และทางการสหรัฐฯก็ได้เตรียมการป้องกันความเสียหายต่างๆเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว

ทีนี้กลับมาดูสภาวะแวดล้อมปัจจุบันของโลก กำลังอยู่ในสภาพไร้แกนพลังงานมานานหลายปี เกราะสนามพลังแม่เหล็กในอวกาศก็หายไป แต่บนผิวโลกกลับเอ่อท่วมไปด้วยพลังเส้นแรงแม่เหล็กสูงถึง 2 เมตรเศษแล้ว อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน พลังเส้นแรงแม่เหล็กที่ไม่ได้อยู่ในแกนพลังงานโลกนี้สร้างความเสียหายให้แก่สิ่งแวดล้อมมาก สถิติของนักวิทยาศาสตร์ที่เริ่มบันทึก เมื่อ ค.ศ. 1800 เป็นต้นมาถึงปัจจุบัน เกี่ยวกับการเกิดพายุสุริยะทำให้อุณหภูมิของน้ำทะเลเพิ่มขึ้นด้วย จึงเป็นเหตุให้เกิดพายุในขนาดต่างๆตามมา

พลังคลื่นแม่เหล็กที่หนักและร้อนนี้พากันรวมตัวเป็นเกลียวสว่านชอนไชลงใต้เปลือกโลก เข้าไปในอุโมงค์ไอน้ำร้อน ที่มีเครือข่ายถึงกันทั่วโลกในขนาดต่างๆกัน ส่วนใต้ประเทศไทยมีขนาดใหญ่สุดกว้าง 3 กิโลเมตร พลังความร้อนจากพลังเส้นแรงแม่เหล็กหนักที่ลงมาคลุมเปลือกโลกนี้จะไปเพิ่มพลังความร้อนในอุโมงค์ลม ให้เร่งความเร็วเพิ่มแรงปะทะ ทำให้เกิดแผ่นดินไหว แผ่นดินแยก แผ่นดินยุบ

หากพายุสุริยะเป็นอีกเหตุปัจจัย ที่ทำให้เกิดแผ่นดินไหวตามมาทุกครั้งที่ถูกส่งมายังผิวโลกหลังจากเกิด โซล่าแฟร์แล้ว พลัง CME ก็เป็นคลื่นพลังงานที่เกี่ยวกับพลังแม่เหล็กโดยตรงอยู่แล้ว จึงสามารถลงไปเสริมพลังให้แก่พลังเส้นแรงแม่เหล็กที่โลกมีอยู่อย่างอาจจะเรียกว่าแทบจะอิ่มตัว หรือว่ามีอยู่เหลือเฟือ  เนื่องจากถูกสะสมเอาไว้ตลอดเวลาเป็นเวลานานถึง 9 ปีแล้ว และจะครบ 11 ปีพอดีในรอบการระเบิดรุนแรงคาบ 11 ปีบนดวงอาทิตย์ หลายๆแห่งบนผืนทวีปคงถูกแจ๊คพอตเกิดแผ่นดินไหวครั้งรุนแรง รู้จักพิษสงของพายุสุริยะมากยิ่งขึ้น ..ที่นี่ และ ที่นี่

นอกจาก CME จากดวงอาทิตย์ ดร.พอล ยังพบพายุจักรวาลต่างๆเช่นการระเบิดจากดาวหลุมดำ ก็สามารถเดินทางไกลเข้ามาส่งผลกระทบต่อระบบสุริยะจักรวาลได้ด้วยเช่นเดียวกัน

Supper Wave from Black hole

 

(ท่านที่ได้ชม การเกิดพายุสุริยะ ที่จะเกิดครั้งใหญ่ ในรอบทุกๆ 11 ปี ที่จะปรากฏอีกครั้ง ประมาณ 10 พ.ค. 2556 ครั้งนี้นักวิทยาศาสตร์คาดว่าจะรุนแรงยิ่งกว่าทุกคราวที่เคยปรากฏมา และจะสร้างความเสียหายให้แก่ส่วนต่างๆของโลก หลายสิบเท่าของความเสียหายของพายุแคทรีน่า ซึ่งสหรัฐฯได้รับความเสียหาย 25 พันล้านเหรียญ

สำหรับประเทศไทยคาดว่าจะได้รับผลกระทบทั้งด้านอากาศแปรปรวนมีลมพายุรุนแรง ในภูมิภาคต่างๆ มีแผ่นดินไหวและภูเขาไฟระเบิด และน้ำท่วม และอาจนำมาซึ่งแผ่นดินถล่มแผ่นดินแยก และแผ่นดินทรุด ในพื้นที่ราบลุ่มและดินอ่อน ซึ่งท่านที่ไม่ประมาท จะศึกษาทางหนีทีไล่ หรือเตรียมการป้องกันความเสียหาย ได้จากปริศนาของนางมณีเมขลาพยากรณ์ ซึ่งพิสูจน์ความแม่นย้ำมาแล้ว ในคราวที่เกิดพายุนากีสล่วงหน้าถึง 9 ปี แต่ผลของการพยากรณ์ ในวันที่ 9 พ.ค. มีความเสียหายรอบด้านยิ่งกว่าพายุนากีสที่พัดถล่มพม่ามากมายเอาการทีเดียว)

พายุสุริยะไม่ได้มีผลต่อการเกิดแผ่นดินไหวเพียงอย่างเดียว ยังทำให้เกิดอากาศแปรปรวนอีกด้วย เมื่อพูดถึงอากาศแปรปรวนก็มีปัจจัยเสริมเข้ามาใหม่ที่จะเริ่มรุนแรงเพิ่มมากยิ่งขึ้น เนื่องจากระบบสุริยจักรวาลและโลกเดินทางรอบดาวหลุมดำใจกลางของกาแลกซี่ทางช้างเผือก กำลังเข้าไปในกลุ่มหมอกอนุภาคบริเวณกว้าง อนุภาคเหล่านี้นักวิทยาศาสตร์ไม่เคยรู้จักมาก่อน เพิ่งพบจากภาพถ่ายที่ดาวเทียมวอยยาจเจอร์ส่งเข้ามา แต่พอจะทราบว่าฝุ่นละอองที่เพิ่มขึ้นในระบบสุริยะมีเพิ่มมากขึ้น ไม่ต่างกับรังสีคอสมิคส์บนผิวโลกก็เพิ่มขึ้นในปริมาณที่น่าตกใจ เป็นอันตรายต่อผิวหนังทำให้เกิดโรคมะเร็งผิวหนัง และหากมนุษย์และสัตว์ได้รับเป็นเวลานาน ก็จะเกิดการกลายพันธุ์ขึ้นในดีเอ็นเออีกด้วย

เราจะเป็นอย่างไรเมื่อต้องเผชิญกับพายุสุริยะ

'ฮารัลด์ เลสช์' (Harald Lesch) ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัย 'มิวนิค' ได้สร้างแบบจำลองสนามแม่เหล็กโลกขึ้นมาศึกษาในเรื่องนี้เป็นการเฉพาะ เพื่อหาคำตอบว่าโลกเราจะเป็นอย่างไรหากไม่มีสนามแม่เหล็ก แบบจำลองที่ 'ฮารัลด์ เลสช์' สร้างขึ้นพบว่า ถ้าโลกเราถูกพายุสุริยะกระหน่ำ ผลที่ได้สร้างความประหลาดใจอย่างยิ่ง จากภาพจำลองที่คอมพิวเตอร์สร้างขึ้นแสดงให้เห็นว่า เมื่อ มวลอนุภาคคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากพายุสุริยะมาถึงโลก จะทำปฏิกิริยากับชั้นบรรยากาศ เกิดเป็นสนามแม่เหล็กชุดใหม่มาแทนที่และทรงพลัง พอที่จะทานแรงปะทะของรังสีคอสมิก ทำให้รังสีคอสมิกที่เป็นอันตรายจากดวงอาทิตย์เบนออกสู่อวกาศแต่ทะว่าโลกเรานั้น สามารถรอดพ้นจากอันตรายจากรังสีคอสมิกไปได้

แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นจากกระบวนการนี้ไม่ได้เป็นผลดีต่อสิ่งมีชีวิตบนโลกเลย ตามหลักแล้วกระแสไฟฟ้าจะไหลไปสู่ที่ๆมีความต่างศักย์ที่น้อยกว่า และสนามแม่เหล็กชุดใหม่ที่จะเกิดขึ้นจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้านั้นไม่ได้เสถียร เหมือนแม่เหล็กโลกเดิม ฉะนั้นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ทำปฏิกิริยากับบรรยากาศโลกย่อมไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่นั้น สิ่งที่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจะกระทำต่อไปนั้นก็คือ การปลดปล่อยพลังงานไฟฟ้าอันมหาศาลสู่ที่ๆมีความต่างศักย์ที่น้อยกว่า

นั่นก็คือพื้นผิวโลก เหตุการณ์ที่ว่านี้คือ พายุฟ้าผ่านั้นเอง พายุฟ้าผ่านี้ อาจกินเนื้อที่ทั้งทวีปหรือทั่วโลก สายฟ้าที่กระหน่ำลงมาจากก้อนเมฆอิเล็กตรอนนั้น จะกระหน่ำผ่าลงมาทุกๆที่โดยไม่หยุดจนกว่าพลังงานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากพายุสุริยะจะหมดลง และจะเกิดขึ้นอีกถ้าพายุสุริยะลูกต่อไปมาถึง หรือจนกว่าการกลับขั้วของแม่เหล็กโลกจะเสร็จสมบูรณ์จนทำให้กระบวนการสร้าง สนามแม่เหล็กโลกจะทำงานได้อีก สิ่งมีชีวิตบนโลกมากมายจะต้องตาย และเทคโนโลยีต่างๆที่มนุษย์สร้างขึ้นจะถูกทำลายลงในครั้งนี้ แต่ถ้ารังสีคอสมิกสามารถหลุดรอดมากจากสนามแม่เหล็กไฟฟ้าได้ สิ่งมีชีวิตที่รอดจากการถูกฟ้าผ่า ก็อาจจะต้องตายจากโรคมะเร็งและความร้อน

  • อังกฤษถกเครียดหวั่น"ภัยวิกฤตพายุสุริยะรุนแรงมโหฬาร"ถล่ม อีกสามปี ฉุดโลกทั้งใบเป็นอัมพาต

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 21 ก.ย.ว่า อังกฤษได้แสดงความวิตก ต่อกรณีปรากฎ การณ์ 'พายุสุริยะ' ครั้งใหญ่ร้ายแรงมโหฬาร อาจจะเกิดขึ้น ในปี 2013 ซึ่งจะฉุดให้โลกทั้งใบ ตกอยู่ในภาวะระส่ำเป็นอัมพาต นับตั้งแต่ระบบไฟฟ้า ระบบสื่อสาร คมนาคม ล่ม เครื่องบินไม่สามารถขึ้นบินได้ เกิดวิกฤต การแจกจ่ายอาหาร และระบบอินเตอร์เน็ตทั่วโลกล่ม

โดยปรากฎการณ์ ดังกล่าว จะร้ายแรงอย่างแน่นอน เหมือนเช่นที่เคยเกิดขึ้น ในปี 1859 ซึ่งครั้งนั้น พายุสุริยะได้ส่งผลกระทบอย่างหนัก ทั่วอเมริกา และยุโรป ทำให้สายโทรศัพท์ไหม้ทั่วทั้งทวีป

ขณะที่สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ ดร.เลียม ฟ็อกซ์ รัฐมนตรีกระทรวง กลาโหม อังกฤษ สั่งการประชุมฉุกเฉิน เพื่อหาทางรับมือกับภัยวิกฤตดังกล่าว ที่อาจจะเกิดขึ้น โดยมีการระดมทีมนักวิทยาศาสตร์ เพื่อร่วมกันวางแผนยุทธศาสตร์รับมือต่อวิกฤตนี้ รายงานระบุว่า ปรากฎการณ์พายุสุริยะขั้นรุนแรงจะเกิดขึ้น 1 ครั้งในรอบ 100 ปี  ซึ่งหากเกิดขึ้นในยุคปัจจุบัน เป็นที่คาดว่า ทำให้เกิดพายุหมอกควันปกคลุม ในเมืองใหญ่ ๆ ของยุโรป เช่น กรุงลอนดอน,ปารีส และนิวยอร์ก และประเมินว่า มันจะมีอานุภาพเหมือนระเบิดนิวเคลียร์ระเบิดกลางอวกาศ อย่างไรก็ตาม พายุสุริยะครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อปี 1989 เป็นพายุสุริยะ ระดับธรรมดา แต่ส่งผลให้เกิดภาวะไฟดับ กระทบแคว้นควีเบค ของแคนาดา

โดย มติชนออนไลน์  21-09-2553

ไฟฟ้ากำลัง เคยมีปัญหาจากพายุสุริยะมาแล้ว ในสหรัฐฯ

Defence Secretary Liam Fox is due to highlight the threat to Britain's essential infrastructure, amid warnings by scientists that it could be paralysed by a once-in-a-century solar flare. Skip related content
Related photos / videos

Fox focuses on solar flare threat Enlarge photo

Dr Fox is delivering the keynote address to an international conference on the vulnerability of electricity grids around the world to natural disaster and hostile attack.
Earlier this year, the US space agency Nasa warned that a peak in the sun's magnetic energy cycle and the number of sun spots or flares around 2013 could generate huge radiation levels.
The resulting solar storm could cause a geomagnetic storm on Earth, knocking out electricity grids around the world for hours, days, or even months, bringing much of normal life grinding to a halt.
Scientists are said to fear that a similar effect could be achieved by a hostile power exploding a nuclear weapon in space, producing a massive burst of electromagnetic energy known as a high altitude electromagnetic pulse.
In his speech, Dr Fox is expected to highlight the way that modern societies' dependence on technology leaves them vulnerable to such events.
"As the nature of our technology becomes more complex, so the threat becomes more widespread," he is expected to say.
"While we all benefit from the products of scientific advances so we also create vulnerabilities that can be exploited by our enemies.
"However, advanced we become the chain of our security is only as strong as its weakest link."
The conference, taking place at Westminster, is being hosted by the Electric Infrastructure Security Council and the Henry Jackson Society think-tank.

ผลกระทบต่ออุณหภูมิของน้ำทะเล และก่อให้เกิดพายุพัดแรง

อุณหภูมิพื้นผิวมหาสมุทร (สีส้ม สีเหลือง) มีความร้อนสูงในพื้นที่วงกว้างมาก

พายุสุริยะ ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่ชาวไทยอาจจะไม่ค่อยคุ้นหูนัก แต่สำหรับที่ประเทศอังกฤษ มีรายงานข่าวว่า นักวิทยาศาสตร์กำลังหวาดวิตกถึงปรากฏการณ์ พายุสุริยะ เป็นอย่างมาก และถึงขั้นที่ทำให้ ดร.เลียม ฟ็อกซ์ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมอังกฤษ สั่งประชุมฉุกเฉิน เพื่อหาทางรับมือหากเกิด พายุสุริยะ ขึ้นเลยทีเดียว

นั่นเพราะองค์การนาซ่าได้คาดการณ์ว่า ปรากฏการณ์ พายุสุริยะ จะพุ่งเข้าสู่โลกครั้งต่อไปในช่วง 13 พ.ค.ค.ศ 2013 และจะนำมาซึ่งความเสียหายครั้งยิ่งใหญ่ ไม่ว่าจะทำให้ระบบการสื่อสารและคมนาคม รวมทั้งระบบอินเทอร์เน็ตล่มไปทั่วโลก ส่งผลต่อระบบไฟฟ้า การบิน เหมือนเช่นที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในปี ค.ศ.1859 ที่ พายุสุริยะ ได้เข้าถล่มประเทศสหรัฐอเมริกา รวมทั้งอาจจะทำให้เกิดพายุหมอกควันปกคลุมไปทั่วเมืองใหญ่ ๆ ของยุโรปด้วย

กัมมันตภาพรังสี ที่สะสมเพิ่มขึ้นบนโลก จะก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้ด้วย  เมื่อรังสีต่าง ๆ สะสม อยู่ในโลกมากขึ้น จะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อาหาร ร่างกายของมนุษย์ยังจะได้รับรังสีผ่านทางน้ำ อาหาร นำไปสู่โรคชนิดใหม่ขึ้นได้

หวั่นพายุสุริยะรุนแรง กระเทือนคนยุคติดหนึบเทคโนโลยี

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 24 กุมภาพันธ์ 2554 14:06 น.


ผู้เชี่ยวชาญหวั่นพายุสุริยะครั้งใหญ่ เหมือนเมื่อเกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ก่อนจะเกิดขึ้นอีก แล้วจะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตที่พึ่งพาเทคโนโลยีเป็นหลักในชีวิตประจำวัน พร้อมยอมรับ ยังไม่สามารถทำนายได้ว่าจะเกิดพายุรุนแรงเมื่อไร
      
       หลังดวงอาทิตย์เกิดการลุกจ้า (Flare) รุนแรงที่สุดในรอบ 4 ปี เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเป็นการลุกจ้าถึงระดับคลาสเอกซ์ (Class X) ซึ่งเป็นระดับที่รุนแรงที่สุดนั้น ทางผู้เชี่ยวชาญได้ออกมาแสดงความกังวลต่อปรากฏการณ์ดังกล่าว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตยุคใหม่ที่ติดอยู่กับการพึ่งพาเทคโนโลยี
      
       จากรายงานของสำนักข่าวเอเอฟพี ที่ระบุความเห็นของผู้เชี่ยวชาญว่า สังคมยุคใหม่มีความเสี่ยงจาก “สภาพอวกาศ” (space weather) มากขึ้น เพราะเราพึ่งพิงระบบดาวเทียม ในการประสานเวลาคอมพิวเตอร์ ระบบนำทาง เครือข่ายการสื่อสารทางไกล และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มากเกินไป
      
       ความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญภายในการประชุมประจำปีของสมาคมเพื่อความก้าวหน้าวิทยาศาสตร์อเมริกัน (American Association for the Advancement of Science) บอกว่า พายุสุริยะที่รุนแรงสามารถรบกวนเทคโนโลยีเหล่านั้น ไปจนถึงทำลายดาวเทียม ตลาดหุ้น และเป็นสาเหตุให้ไฟดับได้นานหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน สถานการณ์ที่กล่าวมานั้นดูจะรุนแรงขึ้นเพียงเพราะวัฎจักรสุริยะ (solar cycle) กำลังเข้าสู่ช่วงที่กิจกรรมสูงสุดในรอบ 11 ปี

ภาพจากยานสำรวจอวกาศของ นาซ่า ที่เผยให้เห็นการลุกจ้าบนดวงอาทิตย์ เมื่อปี 2000 (นาซ่า/เอเอฟพี)

 
       “นี่ไม่ใช่เรื่องว่า จะเกิดขึ้นหรือไม่ แต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อไร และรุนแรงแค่ไหน ครั้งสุดท้ายที่เกิดช่วงสูงสุดในวัฎจักรสุริยะคือเมื่อประมาณ 10 ปีก่อน ซึ่งโลกยังไม่เชื่อมโยงถึงกันมาเท่านี้ ตอนนี้โทรศัพท์มือถือมีให้พบอยู่ทั่วไป ก่อนหน้านี้ก็มีอยู่ทั่วแต่เราก็ไม่ได้พึ่งพามันเพื่อทุกสิ่งทุกอย่างเท่านี้” ความเห็นของ เจน ลุบเชนโก (Jane Lubchenco) จากองค์การสมุทรศาสตร์และบรรยากาศสหรัฐฯ หรือโนอา (National Oceanographic and Atmospheric Agency: NOAA

พร้อมกันนี้นักวิทยาศาสตร์ของนาซาได้จุดประเด็นไว้ในรายงานเมื่อปี 2009 ว่า การลุกจ้าของดวงอาทิตย์ที่รุนแรงนั้น ทำให้เกิดแรงดันและกระแสไฟฟ้ามหาศาล ที่ทำให้ระบบจ่ายพลังงานลัดวงจรได้ และเหตุหายนะเช่นนั้นจะทำให้สหรัฐฯ ต้องใช้เงินนับแสนล้านดอลลาร์เพื่อซ่อมแซมความเสียหายในปีแรก และยังต้องใช้เวลาถึง 10 ปีเพื่อฟื้นฟูความเสียหาย....อ่านต่อ 

เมื่อสนามแม่เหล็กโลกเกิดการพลิกตัวอย่างสมบูรณ์จะเกิดอะไรขึ้นกับโลก

สิ่งที่จะกล่าวต่อไปนี้อาจะเหลือเชื่อแต่ตามหลักการแล้วย่อมเป็นไปได้ การพลิกด้านของขั้วแม่เหล็กโลกนี้ไม่ได้ทำให้เกิดความหายนะจากพายุสุริยะแค่เพียงอย่างเดียว แต่อาจเกิดหายนะจากการหมุนกลับทางของโลก ที่จะเกิดตามมาอีก ยกตัวอย่าง เช่น การหมุนของมอเตอร์ มอเตอร์แบบธรรมดามี 2 ขั้ว โดยให้สัญลักษณ์ A และ B ก่อนที่ขั้วแม่เหล็กโลกจะพลิกตัว ให้เปรียบโดยการใช้ ไฟฟ้าขั้ว + ต่อเข้ากับ A และไฟฟ้าขั้ว - ต่อเข้ากับ B มอเตอร์จะหมุนไปทางใดทางหนึ่ง แต่เมื่อเราต่อขั้วไฟฟ้ากลับด้านกัน ย่อมทำให้มอเตอร์เกิดการหมุนทิศทางตรงกันข้ามกับครั้งแรก และนี่ก็เปรียบกับการพลิกด้านของขั้วแม่เหล็กโลกนั่นเอง

แล้วสิ่งมีชีวิตจะเป็นอย่างไรต่อไป

เมื่อโลกหมุนกลับทาง สิ่งมีชีวิตที่เหลืออาจจะต้องเจอกับภัยธรรมชาติมากมาย โลกหมุนกลับทางย่อมทำให้ทุกสิ่งเปลี่ยน ทั้งกระแสน้ำทะเล กระแสลม รวมถึงแผ่นดิน จากนี้จะเกิดอะไรขึ้นย่อมไม่มีใครรู้ได้ มนุษย์และสิ่งมีชีวิตที่มีชีวิตรอด จะปรับตัวอย่างไรเมื่อดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตก มนุษย์ที่เหลือจะทำอย่างไรเมื่อวันนั้นมาถึง.....

ในแง่ความคิดของผู้มีญาณในไทย

ผู้มีญาณทั้งหลายได้ บรรยายภาพที่ได้เห็นมาว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคตบ้าง เช่นประเทศไทยในอนาคตจะเหลือแค่ภาคเหนือและภาคอีสานเท่านั้น ที่เป็นพื้นที่แผ่นดินผืนใหญ่ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะรอดพ้นภัย อย่างเช่นที่เชียงใหม่ จะเกิดการยุบตัวและการเลื่อนของผิวดิน ภูเขาจะถล่มลงมา... ประมาณนี้  แต่จะเริ่มเห็นลางภัยพิบัติในครั้ง นี้ชัดเจนขึ้นในอีกประมาณ 3 ปีนับจากนี้ และจะเริ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ เช่นมีภัยพิบัติมากกว่าเดิมในหลายๆที่ ไปจนถึงเวลาที่แกนโลกพลิกตัวจริงๆ

 Space cloud  in a Milky Way

ปัญหาที่น่าสนใจว่า ในปลายปี 2012 ที่จะเกิดดาวเรียงดวง 10 + 2 นั้น แน่นอนพลังคลื่นแม่เหล็กที่เกิดขึ้นย่อมกระตุ้นให้ดวงอาทิตย์เกิด โซล่าร์แฟร์ น่าจะเกิดขึ้นพร้อมๆกับที่นักวิทยาศาสตร์ทำสถิติและคำนวณการเกิด โซล่าร์แฟร์ครั้งใหญ่รุนแรงในไซเคิล 11 ปีบนดวงอาทิตย์ ตกลงถ้าเหตุการณ์หลายๆอย่างมาสอดประสานกันอย่างลงตัว จากการค้นพบของนักวิทยาศาสตร์ของนาซ่า และค่ายอื่นๆ  ที่ได้คิดคำนวณเวลาของเหตุการณ์เกี่ยวข้องต่างๆ ออกมาค่อนข้างแม่นยำ เนื่องจากต้องศึกษาความถูกต้องในการส่งดาวเทียมต่างๆออกไปทำภารกิจนอกโลก และท่องจักรวาลในระยะไกล

ที่ทฤษฎีการเรียงตัวของดาวเป็นไปได้ เพราะถ้าการเรียงตัวของดาวไม่มีผลแล้ว การเกิด CME ต้องเกิดแบบสุ่ม แต่จากสถิติพบว่ามันไม่ใช่ แต่ไม่ใช่การเรียงตัวจะทำให้เกิดแผ่นดินไหว แต่การเรียงตัวทำให้เกิดการเสริมกันของ"สนามแม่เหล็ก" ยิ่งช่วงที่สนามแม่เหล็กของดาวต่างๆ แปรปรวน และได้รับพลังงานจากภายนอกด้วยแล้ว เป็นตัวกระตุ้น ให้มีโอกาสที่จะระเบิดมวล (CME)
ออกมาในแนวการเรียงตัวมากกว่าทิศทางอื่นเท่านั้น พบว่าช่วงที่มีการเรียงตัวมาก พบว่าช่วงนั้นจะเกิดจุดมืดขึ้นมากเป็นพิเศษ และช่วงนั้นดวงอาทิตย์จะมีปฎิกิริยาสูงสุด ซึ่งพบว่าจะเกิดแผ่นดินไหวถี่ขึ้นอย่างผิดปกติ ถ้าเทียบกับช่วงที่ไม่มีการเรียงตัว

วิเคราะห์เกี่ยวกับลมสุริยะและความสัมพันธ์แผ่นดินไหว


พอสรุปเหตุการณ์เป็นลำดับดังนี้คือ

  1. มนุษย์โลกเป็นต้นเหตุ ผลิตสาร CFC จากภาคอุตสาหกรรมขึ้นมากมาย จนเกิดการอุดตันแกนพลังงานของโลก พลังเส้นแรงแม่เหล็กจากดวงอาทิตย์ และจากใจกลางกาแลกซี่ทางช้างเผือก ผ่านเข้าทางขั้วโลกเหนือไม่ได้ ทำให้พลังเส้นแรงแม่เหล็กเอ่อล้นท่วมผิวโลก และโลกขาดเกราะแม่เหล็ป้องกันตัวเองในชั้นอวกาศ และเหตุการณ์นี้ของโลก จะทำให้ระบบสุริยะทั้งหมดเสียสมดุล ในระบบการโยงยึดอยู่ร่วมกันด้วยเส้นแรงแม่เหล็ก ที่เกิดการขัดข้องที่ดาวโลกเป็นเหตุ
  2. ดาวหางขนาดใหญ่ นิบิรุ ครบรอบ 13,000 ปี มาโคจรรอบดวงอาทิตย์ และมาร่วมเข้าแถวเรียงหนึ่ง ในระนาบของกาแลกซี่ทางช้างเผือก ซึ่งทั้งกระตุ้นปฏิกิริยาให้กับดวงอาทิตย์ ให้เกิดโซลาร์แฟร์ครั้งรุนแรงในไซเคิล 11 ปี ค.ศ. 2013 มีผลกระทบต่อดาวเคราะห์ทุกดวงอย่างรุนแรงรวมทั้งดาวโลก และระบบสุริยะจะได้รับแรงปฏิกิริยาต่อต้านพลังงานแม่เหล็กของแถวดาวเรียงตัว ส่งพลังงานคลื่นแม่เหล็กไปยังดาวหลุมดำ มีผลถูกแรงต้านกลับ ผลักดันให้ระบบสุริยะจักรวาลเคลื่อนตัวออกจากแรงดึงดูดของกาแลกซี่ทางช้างเผือก ไปสู่แรงดึงดูดของกาแลกซี่ไตรแองกุลัมทางทิศตะวันออกเป็นช่วงระยะเวลาอีก 13,000 ปี และเมื่อครบแล้วจะสลับกลับมาสู่แรงดึงดูดของทางช้างเผือกอีกรอบ
  3. ดาวหาง นิบิรุ ยังโคจรรอบดวงอาทิตย์ต่อไป จะเข้าโค้งยูเทิร์นดวงอาทิตย์และเฉียดใกล้สวนทางกับโลกในระยะกระชั้นชิดกันมาก(ดาวหางนิบิรุไม่ได้มาดวงเดียว มีดาวบริวารขนาดใหญ่ไม่แพ้โลกมาด้วยอีก 5 ดวง เมื่อรวมกันทั้ง 6 ดวงจึงกินรัศมีกว้างใหญ่เอาการ ด้วยพลังแรงดึงดูดของดาวนิบิรุ ที่มีขนาดใหญ่กว่าโลก จะเหนี่ยวนำให้แกนโลกเคลื่อนที่ไปประมาณ 90 องศา (Rotate) สร้างความเสียหายแก่เปลือกโลกทุกชิ้นอย่างทั่วถึง นำขั้วเหนือใหม่ไปอยู่ที่ตั้งของ Sphinx
  4. โลกและสุริยะจักรวาล เข้าสู่ยุคใหม่ รับพลังปราณสีขาวเหลือง และเบา เป็นพลังงานที่ดี สร้างสันติสุขให้แก่ชาวโลก ที่ยังเหลือรอดจากภัยพิบัติต่อไป  เอื้ออำนวยต่อการปฏิบัติธรรม ให้มนุษย์ได้เข้าถึง 'ทาง' ของตน หรือเข้าถึงมรรค ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น ด้วยสิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวยและเสริมส่ง มนุษย์และสัตว์ในยุคใหม่จึงมีอายุขัยยืนยาวเพิ่มขึ้น ใช้ชีวิตมั่นคงอยู่ในศีลธรรมร่วมกับยุคใหม่หลังกึ่งพุทธกาลของพระบรมศาสดา ที่ทรงได้เตรียมงานการจุติครั้งใหม่   ในมิติใหม่ด้วยพระสรีระธาตุและสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างอื่นๆ  มาเตรียมรอรับบรรดาลูกหลานยุคใหม่ เสร็จเกือบสมบูรณ์แล้ว ตั้งแต่ พ.ศ. 2550  และมนุษย์ทุกคนกว่าจะผ่านแดนเข้ามาสู่ยุคใหม่ได้นั้น ก็นับว่าต้องมีคุณสมบัติทั้งกายใจ เหมาะแก่การรอดชีวิตมาสู่ยุคใหม่นั้นสอบผ่านมาขั้นหนึ่งแล้ว ยังมีบททดสอบต่างๆรออยู่อีกไม่น้อยทีเดียว

และพบว่าหญ้าที่สัตว์กินเข้าไปยังไม่ได้ย่อยเลย ก็มาถูกแช่แข็งอยู่ใต้หิมะอุณหภูมิ ลบ 50 องศา ใช้คาร์บอน-14 ตรวจสอบอายุถอยหลังได้หนึ่งหมื่นกว่าปี  เหตุการณ์ในครั้งนั้นอาจเป็นรอบที่แล้วที่ดาวหางดวงใหญ่โคจรมาเฉียดโลก เช่นที่ดาวหางดวงใหญ่ดวงเดิมก็ได้ กำลังเดินทางมาวนรอบดวงอาทิตย์ในปลายปี 2555 นี้ก็ได้  และนักวิทยาศาสตร์ก็ยังมาวิเคราะห์ต่อไปอีกว่าขณะที่สัตว์กำลังกินหญ้าอยู่ในอุณหภูมิสัก 20 องศา อาจมีลมพัดหอบเอาหิมะจำนวนมากมาทับถมให้สัตว์ตายไปและแช่แข็งอยู่อย่างนั้น การแปรปรวนของบรรยากาศของโลกจะเกิดขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วนแบบนั้น ต้องมาจากภัยพิบัติเช่นอาจเกิดโลกพลิกขั้วนั่นเอง  ส่วนทำไมดาวหางดวงใหญ่ที่กำลังเดินทางมาเฉียดใกล้กับโลกในทิศสวนทางกันอย่างแรงนั้น  มันจะเกิดอิทธิพลมากพอในการเหนี่ยวนำพลังเส้นแรงแม่เหล็กรอบโลก จนเป็นเหตุอุ้มโลกให้หมุนไปได้เลยเชียวรึ ท่านที่สนใจในรายละเอียดแวะทำความเข้าใจได้ที่ ลิงค์นี้/article286.html

next...

สำหรับท่านที่ไม่ประมาท ต้องการสร้าง ตู้เอทีเอ็มส่วนตัวเคลื่อนที่  เอาไว้เบิกเงินในวงเงิน 2 ล้านบาท/เดือน/หน่วยการลงทุน กับบริษัทมหาชน แวะศึกษารายละเอียดได้ที่ http://www.ainews1.com/article36.html

เชิญทุกท่าน ร่วมสร้างบุญกุศลด้วยกัน ....ส่งข่าวสารแก่เพื่อนๆ มีโอกาสชมจิ๊กซอร์ต่างๆ สำหรับนักค้นหาสาระชีวิตต่อภาพส่วนตัว ทั้ง ด้านโลกียะและโลกุตระ ที่ ainews1.com จัดไว้บริการให้แก่เพื่อนๆทุกเพศวัยทุกคน ฟรี  ที่ลิงค์ /article385.html     Bookmark and Share