Cancer Update from Johns Hopkins
ข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับโรคมะเร็งจาก รพ.จอห์น ฮอพกินส์

http://www.ainews1.com/article336.html

Bookmark and Share

AFTER YEARS OF TELLING PEOPLE CHEMOTHERAPY IS THE ONLY WAY TO TRY  AND
ELIMINATE CANCER, JOHNS HOPKINS IS FINALLY STARTING TO TELL YOU THERE IS
AN ALTERNATIVE WAY .
      
หลังจากหลายปีที่พูดกันว่าการทำคีโมเป็นทางเลือกเดียวที่จะ ลอง และใช้ในการกำจัดโรคมะเร็งในที่สุดโรงพยาบาลจอห์น ฮอพกินส์ก็เริ่มแนะนำถึงทางเลือกอื่นๆอีก

  1. Every person has cancer cells in the body. These cancer cells do not show up in the standard tests until they have multiplied to a few  billion. When doctors tell cancer patients that there are no more cancer cells in their bodies after treatment, it just means the tests are unable to detect the cancer cells because they have not reached the detectable size    ทุกๆคนมีเซลล์มะเร็งอยู่ในร่างกาย เซลล์มะเร็งเหล่านี้จะไม่ปรากฎ ด้วยวิธีการตรวจสอบตามมาตรฐาน   จนกระทั่งมันขยายตัวเพิ่มขึ้นในระดับพันล้านเซลล์ เมื่อแพทย์บอกว่าไม่มีเซลล์มะเร็งในร่างกาย    ผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ได้รับการรักษาแล้ว มันหมายถึงว่าระบบไม่สามารถตรวจสอบเซลล์มะเร็งได้ เพราะว่าจำนวนของมันยังไม่มากพอ จนถึงระดับที่สามารถตรวจจับได้เท่านั้น
  2. Cancer cells occur between 6 to more than 10 times in a person's lifetime   เซลล์มะเร็งเกิดขึ้นระหว่าง 6 ถึงมากกว่า 10 ครั้งในช่วงอายุของคนๆหนึ่ง
  3. When the person's immune system is strong the cancer cells will be destroyed and prevented from multiplying and forming tumours. เมื่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรงเพียงพอ เซลมะเร้งจะถูกทำลายและป้องกันไม่ให้เกิดการขยายตัวและกลายเป็นเนื้องอก
  4. When a person has cancer it indicates the person has multiple nutritional deficiencies. These could be due to genetic, environmental, food and lifestyle factors. เมื่อใครก็ตามเป็นมะเร็ง มันกำลังบอกว่าคนๆนั้นมีความบกพร่องหลายประการเกี่ยวกับโภชนาการ ซึ่งอาจเกิดจากยีน สิ่งแวดล้อม อาหารและปัจจัยอื่นๆในการดำรงชีวิต
  5. To overcome the multiple nutritional deficiencies, changing diet and including supplements will strengthen the immune system. เพื่อเอาชนะภาวะบกพร่องหลายประการเกี่ยวกับโภชนาการ การเปลี่ยนแปลงประเภทของอาหารรวมทั้งสารอาหารบางอย่างจะช่วยให้ภูมิคุ้มกันแข็งแรงขึ้น
  6. Chemotherapy involves poisoning the rapidly-growing cancer cells and also destroys rapidly-growing healthy cells in the bone marrow, gastro-intestinal tract etc, and can cause organ damage, like liver, kidneys, heart, lungs etc. การทำคีโมคือการให้สารเคมีที่มีความเป็นพิษกับเซลมะเร็งที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ขณะเดียวกัน มันก็จะทำลายเซลที่ดีที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในไขกระดูก ทำลายระบบทางเดินอาหาร ฯลฯ และเป็นสาเหตุทำให้อวัยวะบางส่วนถูกทำลาย เช่น ตับ ไต หัวใจ ปอด ฯลฯ
  7. Radiation while destroying cancer cells also burns, scars and ! damages healthy cells, tissues and organs. การฉายรังสีแม้ว่าจะเป็นการทำลายเซลล์มะเร็ง แต่ก็ทำให้เกิดอาการไหม้ เป็นแผลเป็น และทำลายเซลที่ดี เนื้อเยื่อ และอวัยวะ
  8. none treatment with chemotherapy and radiation will often reduce tumor size. However prolonged use of chemotherapy and radiation do not  result in more tumor destruction.
    การบำบัดโดยคีโม และการฉายรังสีมักจะช่วยลดขนาดของเนื้องอกได้ในช่วงแรกๆ อย่างไรก็ตามถ้าทำไปนานๆพบว่ามักไม่ส่งผลต่อการทำลายเซลเนื้องอก
  9. When the body has too much toxic burden from chemotherapy and radiation the immune system is either compromised or destroyed, hence the person can succumb to various kinds of infections and complications. เมื่อร่างกายได้รับสารพิษจากการทำคีโมหรือการฉายรังสีมากเกินไป ระบบภูมิคุ้มกันอาจปรับตัวเข้ากันได้หรือไม่ก็อาจถูกทำลายลง ดังนั้นคนๆนั้นจึงอาจตกอยู่ในอันตรายจากการติดเชื้อหลายชนิดและทำให้โรคมีความซับซ้อนยิ่งขึ้น
  10. Chemotherapy and radiation can cause cancer cells to mutate and become resistant and difficult to destroy. Surgery can also cause cancer cells to spread to other sites การทำคีโมและการฉายรังสีอาจเป็นสาเหตุทำให้เซลมะเร็งกลายพันธุ์ ดื้อยา และยากต่อการทำลายการผ่าตัดก็อาจเป็นสาเหตุทำให้เซลมะเร็งกระจายไปทั่วร่างกาย
  11. An effective way to battle cancer is to starve the cancer cells by not feeding it with the foods it needs to multiply. วิธีที่ดีที่สุดในการทำสงครามกับมะเร็ง คือการไม่ให้เซลมะเร็งได้รับอาหารเพื่อนำไปใช้ในการขยายตัว

WHAT CANCER CELLS FEED ON:   
อะไรคืออาหารที่ป้อนให้กับเซลมะเร็ง

  1. Sugar is a cancer-feeder. By cutting off sugar it cuts off one important food supply to the cancer  cells . Sugar substitutes like NutraSweet, Equal,Spoonful, etc are made with Aspartame and it is harmful  A better natural substitute would be Manuka honey or molasses but only in very small amounts  Table salt has a chemical added to make it white in colour  Better alternative is Bragg's aminos or sea salt น้ำตาลคืออาหารของมะเร็ง การตัดน้ำตาลคือการตัดแหล่งอาหารสำคัญที่จ่ายให้กับเซลล์มะเร็ง สารทดแทนน้ำตาลอย่างเช่น ' นิวตร้าสวีต ' ' อีควล ' ' สปูนฟูล ' ฯลฯ ล้วนทำมาจากสารให้ความหวาน ซึ่งเป็นอันตราย สารทดแทนซึ่งเป็นกลางที่ดีกว่าคือน้ำผึ้งมานูคา (จากนิวซีแลนด์) หรือน้ำอ้อย แต่ในปริมาณน้อยๆเท่านั้น เกลือสำเร็จรูปก็ใช้สารเคมีในการฟอกขาว ควรหันไปเลือกใช้ 'แบรก อมิโน' หรือเกลือทะเลแทน
  2. Milk causes the body to produce mucus, especially in the gastro-intestinal tract. Cancer feeds on mucus By cutting off milk and substituting with unsweetened soy milk, cancer cells are being starved .
    นมเป็นสาเหตุทำให้ร่างกายผลิตเมือก โดยเฉพาะในระบบทางเดินอาหาร เซลล์มะเร็งจะไ้ด้รับอาหารได้ดีในสภาวะที่มีเมือก การใช้นมถั่วเหลืองชนิดไม่หวานแทนนม   จะทำให้เซลล์มะเร็งไม่ได้รับอาหาร
  3. Cancer cells thrive in an acid environment  A meat-based diet is acidic and it is best to eat fish, and a little chicken rather than beef or pork  Meat also contains livestock antibiotics, growth hormones and parasites, which are all harmful, especially to people with cancer. เซลล์มะเร็งเติบโตได้ดี ในสภาวะแวดล้อมที่เป็นกรด อาหารจำพวกเนื้อจะสร้างสภาวะกรดขึ้น ดังนั้นจึงควรหันไปรับประทานปลาจะดีที่สุด รองลงไปคือรับประทานไก่แทนเนื้อและหมู ในเนื้ออาจมียาฆ่าเชื้อ ฮอร์โมนที่สร้างการเจริญเติบโตในสัตว์ และเชื้อปรสิตบางประเภทตกค้างอยู่ ซึ่งล้วนเป็นอันตราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่เป็นมะเร็ง
  4. A diet made of 80% fresh vegetables and juice, whole grains, seeds, nuts and a little fruits help put the body into an alkaline environment  About 20% can be from cooked food including beans. Fresh vegetable juices provide live enzymes that are easily absorbed and reach down to cellular levels within 15 minutes to nourish and enhance growth of healthy cells  To obtain live enzymes for building healthy cells try and drink fresh vegetable juice (most vegetables including bean sprouts) and eat some raw vegetables 2 or 3 times a dayEnzymes are destroyed at temperatures of 104 degrees F (40 degrees C)  อาหารที่ประกอบด้วยผักสด 80% และน้ำผลไม้ พืชจำพวกหัว เมล็ด ถั่วเปลือกแข็ง และผลไม้จำนวนเล็กน้อย จะช่วยทำให้ร่างกายมีสภาวะเป็นด่าง อาหารอีก 20% อาจได้มาจากการทำอาหารร่วมกับพืชจำพวกถั่ว น้ำผักสดจะให้เอ็นไซม์ซึ่งสามารถดูดซึมได้ง่ายและซึมทราบสู่ระดับเซลล์ภายใน 15 นาทีเพื่อบำรุงร่างกายและส่งเสริมการเจริญเติบโตของเซลที่ดี เพื่อให้ได้เอ็นไซม์ในการสร้างเซลล์ที่ดีให้พยายามดื่มน้ำผักสด ( ผักส่วนใหญ่รวมทั้งถั่วที่มีหน่อหรือต้นอ่อน) และรับประทานผักสดดิบ 2-3 ครั้งต่อวัน เอ็นไซม์จะถูกทำลายได้ง่ายที่อุณหภูมิ 140 องศา F (ประมาณ 40 องศา)
  5. Avoid coffee, tea, and chocolate, which have high caffeine   Green tea is a better alternative and has cancer-fighting properties Water-best to drink purified water, or filtered, to avoid known toxins and heavy metals in tap water Distilled water is acidic, avoid it. ให้หลีกเลี่ยงกาแฟ น้ำชา และช๊อกโกแลต ซึ่งมีคาเฟอีนสูง ชาเขียวถือเป็นทางเลือกที่ดีและมีคุณสมบัติในการต้านมะเร็ง น้ำดื่มให้เลือกดื่มน้ำบริสุทธิ์ หรือที่ผ่านการกรอง เพื่อหลีกเลี่ยงท๊อกซินและโลหะหนักในน้ำประปา น้ำกลั่นมักมีสภาพเป็นกรด ให้หลีกเลี่ยง
  6. Meat protein is difficult to digest and requires a lot of digestive enzymes  Undigested meat remaining in the intestines become putrified and leads to more toxic buildup. โปรตีนจากเนื้อจะย่อยยาก และต้องการเอ็นไซม์หลายชนิดมาช่วยในการย่อย เนื้อสัตว์ที่ไม่สามารถย่อยได้ในระบบทางเดินอาหารจะเกิดการบูดเน่าและมีความเป็นพิษมากขึ้น
  7. Cancer cell walls have a tough protein covering  By refraining from or eating less meat it frees more enzymes to attack the protein walls of cancer cells and allows the body's killer cells to destroy the cancer cells. ผนังของเซลล์มะเร็งจะมีโปรตีนห่อหุ้มไว้ การงดหรือการรับประทานเนื้อสัตว์น้อยลง จะทำให้มีเอ็นไซม์เหลือมากพอมาใช้โจมตีกำแพงโปรตีนที่ห่อหุ้มเซลล์มะเร็ง และช่วยให้เซลล์เม็ดเลือดขาวของร่างกายสามารถกำจัดเซลล์มะเร็งได้ดีขึ้น
  8. Some supplements build up the immune system  (IP6, Flor-essence, Essiac, anti-oxidants, vitamins, minerals, EFAs etc.)  to enable the body's own killer cells to destroy cancer cells   Other supplements like vitamin E are known to cause apoptosis, or programmed cell death, the body's normal method of disposing of damaged, unwanted, or unneeded cells. สารอาหารบางอย่างอาจช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน ( สาร IP6 [inositol hexaphosphate หรือ phytic acid], สาร Flor-essence, สาร Essiac, สารแอนตี้-อ๊อกซิแดนส์ , วิตามิน, เกลือแร่ , EFAs ฯลฯ) เพื่อช่วยให้เซลล์เม็ดเลือดขาวของร่างกายสามารถกำจัดเซลล์มะเร็งได้ดีขึ้น สารอาหารอื่นๆเช่น วิตามินอี เป็นที่ทราบกันดีว่าทำให้เกิดการตายลงของเซลล์ หรือกำหนดระยะเวลาการตายของเซลล์ ซึ่งเป็นกลไกธรรมชาติของร่างกายในการกำจัดเซลล์ที่ถูกทำลาย ซึ่งไม่เป็นที่ต้องการ หรือไม่มีประโยชน์ออกไป
  9. Cancer is a disease of the mind, body, and spirit  A proactive and positive spirit will help the cancer warrior be a survivor.  Anger, unforgiveness and bitterness put the body into a stressful and acidic environment  Learn to have a loving and forgiving spirit Learn to relax and enjoy life. มะเร็งเป็นโรคที่สัมพันธ์กับจิตใจ ร่างกาย และจิตวิญญาณ การป้องกันเชิงรุกและการคิดในเชิงบวก จะช่วยให้เราสามารถอยู่รอดจากการทำสงครามกับมะเร็ง... ความโกรธ การไม่รู้จักให้อภัย และความขมขื่นใจ จะทำให้ร่างกายเกิดความตึงเครียดและมีสภาวะเป็นกรดเพิ่มขึ้น ให้เรียนรู้ที่จะมีความรักและจิตวิญญาณแห่งการให้อภัย เรียนรู้ที่จะผ่อนคลายและมีความสุขกับชีวิต
  10. Cancer cells cannot thrive in an oxygenated environment Exercising daily , and deep breathing help to get more oxygen down to  the cellular level. Oxygen therapy is another means employed to destroy cancer cells เซลล์มะเร็งไม่สามารถเจริญเติบโตได้ในสภาวะที่มีออกซิเจนเป็นจำนวนมาก การออกกำลังกายทุกวัน และการหายใจลึกๆจะช่วยให้่ร่างกายได้รับออกซิเจนเพิ่มขึ้นลงไปจนระดับเซลล์ การบำบัดด้วยออกซิเจนถือเป็นวิธีการอีกอย่างที่ใช้ในการทำลายเซลล์มะเร็ง

ปัจจุบันการรักษาพยาบาลในสหรัฐฯ ทางแพทย์แผนปัจจุบัน และแพทย์ทางเลือก เริ่มจะเลยอัตราส่วน  40/60 ไปแล้ว เนื่องจากผลข้างเคียงจาก การใช้ยาสังเคราะห์ มีผลข้างเคียงทั้งในระยะสั้นระยะยาว ให้คนไข้ได้เห็นเด่นชัดยิ่งขึ้นทุกวัน และการรักษาโดยการแพทย์แผนปัจจุบัน ไม่ได้ลงไปที่ต้นเหตุของโรค เป็นเพียงการรักษาพยาบาลแยกส่วนในแต่ละเรื่อง ซึ่งขัดแย้งกับธรรมชาติการทำงานของร่างกาย ที่ทำงานร่วมกันเป็นองค์รวม

และปัจจุบัน การแพทย์ทั่วโลกกำลังประสบปัญหายิ่งใหญ่ ทางสิ่งแวดล้อมโลกที่กำลังวิกฤต แต่ทางนักวิทยาศาสตร์ยังตามเหตุการณ์ปัจจุบันไม่ทัน ทราบอยู่เหมือนกันแต่ยังเพิ่งเริ่มงานวิจัยไปได้ไม่มาก ยังไม่สามารถสรุปผลออกมาเป็นทฤษฎีต่างๆในทางวิทยาศาสตร์ได้ เช่นการเกิดดาวเรียงดวง ซึ่งเมื่อ 10 กว่าปีก่อนไม่มีผลกระทบเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ขึ้นบนผิวโลก ในส่วนที่กำลังเผชิญคลื่นสุริยะ

และสิ่งแวดล้อมโลกทั่วโลก ที่กำลังวิกฤตมา 9 ปีแล้ว  ด้วยพลังงานเส้นแรงแม่เหล็กท่วมโลกกว่า 2 เมตรแล้ว ทำให้เกิดแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด ลมพายุรุนแรง ไฟไหม้ คลื่นความร้อน ฝนตกหนักผิดปกติ น้ำท่วม เกิดขึ้นทั่วโลก พร้อมๆกับเกิดแผ่นดินถล่มตามมาอีกด้วย แผ่นดินไหวขนาดใหญ่ เริ่มเกิดขึ้นถี่ๆทั่วโลก  ตามขอบริงออฟไฟร์ ที่เปลือกโลกแต่ละแผ่นต่อกัน

ดาวเทียมสังเกตการณ์อวกาศและกาแลกซี่ต่างๆ ได้รายงานภาพความผิดปกติของสุริยะจักรวาล และบรรยากาศของโลกที่กำลังเดินทางเข้าไปในหมอกอนุภาค ในกาแลกซี่ทางช้างเผือก และจะเกิดมลภาวะ ที่ไม่ส่งผลดีแก่โลก และสุริยะจักรวาลมากขึ้นเรื่อยๆ

สิ่งแวดล้อมที่โลกกำลังเผชิญ ยังทำให้จิตใจของคน และสัตว์โหดร้ายทารุณ เพิ่มขึ้นด้วย พร้อมกับสนับสนุนเชื้อโรคหลายร้อยชนิด ให้ฟื้นคืนกลับมาทำลายชีวิตคนและสัตว์เพิ่มขึ้น อย่างชนิดที่ยาต่างๆทางการแพทย์ใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป

จะเรียกว่าวิกฤต หรืออะไรก็ตาม ทางองค์การนาซ่า ก็วิจัยอวกาศพบว่า สุริยะจักรวาล กำลังเข้าใกล้เวลาที่แกนโลกจะพลิกอีกครั้งหนึ่ง เหมือนกับที่เกิดขึ้นในอดีตเมื่อ 26,500 ปี ก่อน โดยวิจัยย้อนหลังไปถึงสภาพดวงดาวและจักรวาลต่างๆ แต่ทางองค์การนาซ่า ยังไม่เปิดเผยว่า สุริยะจักรวาลกำลังจะถึงวาระ พ้นออกไปจากแรงดึงดูดของกาแลกซี่ทางช้างเผือก ไปสู่แรงดึงดูดของกาแลกซี่ไตรแองกุลัม ซึ่งมีขนาดเล็กกว่ากาแลกซี่ทางช้างเผือก

และนักดาราศาสตร์ก็พบมานานแล้วว่า ดาวหางดวงใหญ่ขนาดเท่าๆกับดาวพฤหัสฯกำลังจะมาวนรอบดวงอาทิตย์ และโคจรใกล้โลกสวนทางกัน ดาวหางดวงนี้มาโคจรอบดวงอาทิตย์ทุกๆ 13,000 ปี ก็จะนำเหตุการณ์ ที่มนุษย์จะชอบหรือไม่ชอบก็ตาม ให้บังเกิดขึ้นกับโลกและสุริยะจักรวาลไม่น้อยแน่นอน

กลางปี 2554 เป็นต้นไป วิกฤตพลังงานคลื่นแม่เหล็กที่ท่วมโลก จะส่งผลให้มนุษย์ทั่วโลก หัวใจหยุดเต้นกระทันหัน กันมากมายทีเดียว จากภาพที่ปรากฏในญาณทัสสนะ ของท่านผู้มีกิเลสบางเบา ที่เมตตาสงสารสัตว์โลก ที่จะเสี่ยชีวิตมากมาย แต่ไม่สามารถช่วยเหลือได้ทั่วถึง

เรื่องวิกฤตพลังงานเส้นแรงแม่เหล็กท่วมโลก มีมนุษย์จำนวนน้อยนิด ที่จะมีโอกาสทราบและกำลังเกิดผลเสียที่ตนเองกำลังเผชิญอยู่ และได้มีโอกาสมาทราบถึงต้นเหตุ ที่เส้นแรงแม่เหล็กเข้าไปกดทับอยู่ในเซลล์ทั่วร่างกาย เมื่อรู้ต้นเหตุของโรค และทราบว่ามีอุปกรณ์ที่จะช่วยแก้ไขเยียวยาได้ ก็สามารถพยุงชีวิตตนให้รอดปลอดภัย เท่าที่ตนเองจะพึงช่วยเหลือตนเองได้

และเรื่องพลังงานแม่เหล็กท่วมโลก ยังเป็นสิ่งที่มนุษย์ทั่วโลก เข้าถึงไม่ง่ายเลย จะหวังอะไรกับคนทั่วไปทั่วโลกเลย นักวิทยาศาสตร์เองยังไม่รู้เลยว่าโลกกำลังวิกฤตในเรื่องนี้ และยังเป็นต้นเหตุแห่งภัยพิบัติต่างๆเกิดขึ้นทั่วโลก ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ตำตา ยังออกมาบอกสังคมปาวๆ เป็นไปไม่ได้ เช่นเรื่องดาวเรียงดวง จะทำให้เกิดแผ่นดินไหว ในตำราและในอดีตที่เกิน 10 ปี ขึ้นไป ดาวมันเรียงดวงไม่รู้กี่ครั้งนับไม่ถ้วน ไม่เคยเกิดเผ่นดินไหว บนเปลือกโลก  แล้วจะมาให้เชื่อถือข่าวสาร ที่มีผู้คำนวณเวลาเอาไว้ล่วงหน้าเป็นเดือนว่าจะเกิดแผ่นดินไหวขึ้นได้อย่างไรกัน อย่างนี้เป็นต้น  น่าเห็นใจนักวิชาการระดับดอกเตอร์ทั้งหลาย ตำราที่มีอยู่เต็มตู้และองค์ความรู้ตามที่เล่าเรียนมาอัดแน่นอยู่เต็มสมอง ถึงคราวจะต้องนำไปชั่งกิโลไปรีไซเคิลแล้วกระมัง 

แต่กระนั้นก็ดีในต่างประเทศที่กำลังทำวิจัยอวกาศด้วยดาวเทียมสังเกตการณ์หลายๆดวง ก็ยอมรับถึงผลที่เกิดขึ้น แต่ยังไม่ทราบเหตุสัมพันธ์ต่อเนื่องกับโลกว่ามีขบวนการเกิดปรากฏการณ์ต่างๆนั้นอย่างไร และยังทำงานวิจัยเลยไปถึงพลังคลื่นสุริยะที่เกิดการระเบิดในกาแลกซี่ต่างๆที่ห่างโลกออกไปหลายๆร้อยล้านปีแสง พบอีกว่าพายุดังกล่าวหากเดินทางมาถึงสุริยะจักรวาลหรือบรรยากาศของโลก ก้จะมีอันตรายเกิดขึ้นด้วยเช่นกัน

นอกจากเรื่องโรคภัยไข้เจ็บ ที่มนุษย์กำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน ยังมีโรคใหม่ๆอีกนับร้อยๆชนิดกำลังฟักตัว เตรียมโจมตีมนุษย์และสัตว์ในอนาคตใกล้ๆนี้ เนื่องจากภาวะเส้นแรงแม่เหล็กที่มาปกคลุมผิวโลกอย่างหนาแน่นนั่นเอง ส่วนการวิจัยยาต่างๆที่จะนำมาใช้รักษาโรคแต่ละโรคยังต้องใช้เวลาอีกนาน

แล้วเมื่อสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างนี้มนุษย์คงต้องเตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อม และรู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงของภาวะแวดล้อมที่กำลังเกิดขึ้น และหาทางป้องกันตนเองให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ ทุกๆอย่างบนโลก มีของคู่กันเสมอ ไม่ได้มีเกิดอยู่แต่อย่างเดียว ไม่ต่างกับมีมืดกับสว่างนั่นเอง...มนุษย์ทุกคนนจึงไม่ต้องหมดหวังในการอยู่รอดต่อไปให้ถึงโลกยุคใหม่

เชิญทุกท่าน ร่วมสร้างบุญกุศลด้วยกัน ....ส่งข่าวสารแก่เพื่อนๆ มีโอกาสชมจิ๊กซอร์ต่างๆ สำหรับนักค้นหาสาระชีวิตต่อภาพส่วนตัว ทั้ง ด้านโลกียะและโลกุตระ ที่ ainews1.com จัดไว้บริการให้แก่เพื่อนๆต่างวัยทุกคน ฟรี ที่ลิงค์ /article385.html     Bookmark and Share