ย้อนประวัติ....ไทยเสียดินแดน!!
http://ainews1.com/article341.html
                              Bookmark and Share        
ระทึก! 'เขาพระวิหาร' ซ้ำรอย...?

ขณะที่สถานการณ์ความขัดแย้งเรื่องการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ระหว่างประเทศไทยและกัมพูชายังคงเป็นข้อพิพาทที่หาจุดจบไม่ได้ จนคณะกรรม การมรดกโลกได้เลื่อนการตัดสินออกไปอีก 1 ปี ซึ่งไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร แต่ความรู้สึกของคนไทยเวลานี้ยังอดใจหายไม่ได้ เนื่องจากผลการตัดสินเมื่อปีพ.ศ. 2505 ที่ผ่านมา คำพิพากษาของศาลโลกได้ตัดสินให้เขาพระวิหารตกเป็นของกัมพูชาไปแล้ว!!
   
ไม่ใช่เพียงแค่ปราสาท พระวิหารที่ไทยสูญเสียไป แต่หากย้อนประวัติศาสตร์การ สูญเสียดินแดนไทยในอดีต จะพบว่าประเทศไทยเคยมีพื้นที่มากกว่า 1,200,000 ตารางกิโลเมตร แต่ปัจจุบันนี้เหลืออยู่ประมาณ 500,000 กว่าตารางกิโลเมตร ส่วนอีก 700,000 กว่าตารางกิโลเมตรนั้น ได้สูญเสียไปในประวัติศาสตร์ถึง 13 ครั้ง ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นพื้นที่ของประเทศต่าง ๆ โดยรอบประเทศไทย
ธีระพงษ์ โสดาศรี รองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ผู้สนใจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทยได้ให้ความรู้ถึงการสูญเสียดินแดนไทยทั้ง 13 ครั้งว่า ครั้งแรก ไทยเสียเกาะหมากให้กับประเทศอังกฤษ เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2329 พื้นที่ 375 ตารางกิโลเมตร ในสมัยรัชกาลที่ 1 สาเหตุ  เกิดจากพระยาไทรบุรีให้อังกฤษเช่าเกาะหมาก เพื่อหวังจะขอให้อังกฤษคุ้มครอง เกาะหมากจากกองทัพของกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ซึ่งยกทัพมาจัดระเบียบหัวเมืองปักษ์ใต้ แต่ในที่สุดอังกฤษก็ยึดเอาไป ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นปีนัง อยู่ในประเทศมาเลเซีย
   
ครั้งที่ 2 เสียมะริด ทวาย ตะนาวศรี ให้กับพม่า เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2336 พื้นที่ 55,000 ตารางกิโลเมตร ในสมัยรัชกาลที่ 1 เช่นกัน โดยแต่เดิมเป็นของไทยครั้งสมัยสุโขทัย มังสัจจา สาเหตุคือเจ้าเมืองทวายเป็นไส้ศึกให้พม่า รัชกาลที่ 1 ไม่สามารถตีคืนจากพม่าได้ ประกอบกับชาวเมืองทวายไม่พอใจกองทัพไทยที่เข้ามายึดครองจึงตกเป็นของพม่าไป ต่อมาครั้งที่ 3 บันทายมาศ เปลี่ยนชื่อเป็นฮาเตียน เสียให้กับฝรั่งเศส เมื่อพ.ศ. 2336 ในสมัยรัชกาลที่ 2 แต่ไม่ปรากฏหลักฐานว่าสูญเสียเนื้อที่ไปจำนวนเท่าใด
   
ต่อมาปี พ.ศ. 2369 เสียรัฐเปรัคให้กับอังกฤษเป็น ครั้งที่ 5 ในสมัยรัชกาลที่ 3 เป็นการสูญเสียที่ทำร้าย จิตใจคนไทยทั้งชาติ เนื่องจาก สูญเสียห่างจากครั้งก่อนไม่ ถึง 1 ปี ครั้งที่ 6 เสียสิบสองปันนา ให้กับจีน เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2397 พื้นที่ 90,000 ตารางกิโลเมตร ในสมัยรัชกาลที่ 4 ปัจจุบันเป็นดินแดนยูนนานตอนใต้ของจีน โดยเมืองเชียงรุ้งเป็นเมืองหลวงของไทยในสมัยรัชกาลที่ 1 ต่อมาเกิดการแย่งชิงราชสมบัติกันเอง แสนหวีฟ้า มหาอุปราชหนีลงมาพึ่งพระบรมโพธิสมภารในสมัยรัชกาลที่ 3 ได้เกณฑ์ทัพเชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน ไปตีเมืองเชียงตุง เพราะต้องตีเมืองเชียงตุงให้ได้ก่อนจึงจะได้เชียงรุ้ง แต่ไม่สำเร็จ ต่อมาสมัยรัชกาลที่ 4 ได้ให้กรมหลวงลวษาธิราชสนิท (ต้นตระกูลสนิทวงศ์) ยกทัพไปตีเชียงตุงเป็นครั้งที่ 2 แต่ไม่สำเร็จจึงต้องเสียให้กับจีนไป

ครั้งที่ 7 เสียดินแดนเขมรและเกาะ 6 เกาะ ให้ กับฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2410 พื้นที่ 124,000 ตารางกิโลเมตร ในสมัยรัชกาลที่ 4 ฝรั่งเศสบังคับให้กัมพูชาทำสัญญา รับความคุ้มครองจากฝรั่งเศส หลังจากนั้นได้ดำเนินการทางการทูตกับประเทศไทย ขอให้มีการแบ่งปันเขตแดนกัมพูชากับญวน แต่กลับตกลงกัน ไม่ได้ ขณะนั้นพระปิ่นเกล้า แม่ทัพเรือสวรรคต ไทยจึงอ่อนแอ ฝรั่งเศสจึงบังคับทำสัญญารับรองความอารักขาจากฝรั่งเศสต่อกัมพูชา ใน ช่วงนี้เองอังกฤษและฝรั่งเศสได้ทำสัญญากันเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2438 โดยตกลงกันให้ไทยเป็นรัฐกันชน ประกอบกับการดำเนินนโยบายของรัชกาลที่ 5 ที่ไปประพาสยุโรปถึง 2 ครั้ง ทำให้อังกฤษ เยอรมนี และรัสเซียเห็นใจไทย ฝรั่งเศสจึงยึดดินแดนไป
   
ครั้งที่ 8 เสียแคว้นดินแดนใหม่ ชื่อสิบสองจุไท (เมืองไล เมืองเชียงค้อ) ให้กับฝรั่งเศสอีก เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2431 พื้นที่ 87,000 ตารางกิโลเมตร ในสมัยรัชกาลที่ 5 พวกฮ่อก่อกบฏ ไทยจึงจัดกำลังไปปราบจำนวน 2 กองทัพ แต่ปฏิบัติเป็นอิสระแก่กัน อีกทั้งแม่ทัพทั้งสองไม่ถูกกัน จึงเป็นโอกาสให้ฝรั่งเศสส่งทหารเข้าเมืองไล โดยอ้างว่ามาช่วยไทยปราบฮ่อ แต่หลังจากปราบได้แล้วก็ไม่ยอมยกทัพกลับไป อีกทั้งไทยก็ไม่ได้จัดกำลังไว้ยึดครอง จนในที่สุดไทยกับฝรั่งเศสได้ทำสัญญากันที่เมืองแถง (เบียนฟู) ยอมให้ฝรั่งเศสรักษาเมืองไลและเมืองเชียงค้อ
   
ครั้งที่ 9 ไทยต้องสูญเสียฝั่งซ้ายแม่น้ำสาละวินให้กับประเทศอังกฤษ ในสมัยรัชกาลที่ 5 ในช่วงปี พ.ศ. 2433 นับเป็นการสูญเสีย  ครั้งยิ่งใหญ่ทางด้านรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจและทรัพยากรอันอุดมไปด้วยดินแดนผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ ต่อมาครั้งที่ 10 ก็เสียฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง (อาณา จักรล้านช้างหรือประเทศลาว)ให้กับฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2436 พื้นที่ 143,000 ตารางกิโลเมตร ในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยดินแดนนี้เคยเป็นของไทยมาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนเรศวร แต่ต้องเสียให้กับฝรั่งเศสตามสัญญาไทยกับฝรั่งเศส เท่านั้นยังไม่พอ ฝรั่งเศสยังเรียกเก็บเงินจากไทยอีก 1 ล้านบาทเป็นค่าเสียหายที่ต้องรบกับไทย และเสียค่าประกันว่าไทยต้องปฏิบัติตามสัญญาอีก 3 ล้านบาท
   
นอกจากนี้ฝรั่งเศสยังได้ส่งทหารมายึดเมืองจันทบุรีและตราดไว้นานถึง 15 ปี นับว่าเป็นความเจ็บปวดที่สุดของไทยถึงขนาดที่เจ้านาย ฝ่ายในต้องขายเครื่องแต่งกาย  เพื่อนำเงินมาถวายรัชกาลที่ 5 เป็นค่าปรับและรัชกาลที่ 5 ต้องนำเงินถุงแดง (เงินพระคลังข้างที่) ออกมาใช้
   
ครั้งที่ 11 เสียฝั่งขวาแม่น้ำโขง (ตรงข้ามหลวงพระบาง ดินแดนในทิศตะวันออกของน่าน, จำปาศักดิ์, มโนไพร) ให้กับฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2446 พื้นที่ 25,500 ตารางกิโลเมตร ในสมัยรัชกาลที่ 5 ไทยทำสัญญากับฝรั่งเศสเพื่อขอให้ฝรั่งเศสคืนจันทบุรีให้ไทย แต่ฝรั่งเศสถอนไปจากจันทบุรีแล้วไปยึดเมืองตราดแทนอีก 5 ปี และเมื่อฝรั่งเศสได้หลวงพระบางไปแล้วยังรุกล้ำบ้านนาดี, ด่านซ้าย จังหวัดเลย และยังได้เอาศิลาจารึกที่พระเจดีย์ศรีสองรักไปด้วย
   
ในปีพ.ศ. 2449 เสียมณฑลบูรพา (พระตะบอง, เสียมราฐ, ศรีโสภณ) ให้กับ ฝรั่งเศสอีกเช่นกันเป็นครั้งที่  12 พื้นที่ 51,000 ตารางกิโลเมตร ในสมัยรัชกาลที่ 5 ไทยได้ทำสัญญากับฝรั่งเศสเพื่อแลกกับตราด, เกาะกงและด่านซ้าย ตลอดจนอำนาจศาลไทยที่จะบังคับต่อคนในบังคับของฝรั่งเศสในประเทศไทย เพราะขณะนั้นมีคนจีนญวนไป พึ่งธงฝรั่งเศสกันมากเพื่อสิทธิการค้าขาย ฝรั่งเศสก็เพียงแค่ถอนทหารออกจากตราดและด่านซ้าย เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2450 แต่ไม่คืนเกาะกงให้ไทย
   
ครั้งที่ 13 เสียหัวเมืองมลายู (รัฐกลันตัน ตรังกานู ปะลิส และไทรบุรี) ให้กับอังกฤษ เมื่อ พ.ศ. 2451 พื้นที่ 80,000 ตารางกิโลเมตร เพื่อแลกกับอังกฤษยกเลิกสิทธิสภาพนอกอาณาเขตและให้ ไทยกู้เงินเพื่อสร้างทางรถไฟสายใต้ ปัจจุบันเป็นของมาเลเซีย  และ ครั้งที่ 14 เสียเขาพระวิหารให้กับเขมร เมื่อวันที่15 มิถุนายน 2505 พื้นที่ 2 ตารางกิโลเมตร เนื่องมาจากหลักฐานสำคัญของเขมร ใน  สมัยที่เป็นของฝรั่งเศส เมื่อรู้ว่ากรมพระยาดำรงราชานุภาพจะเสด็จเขาพระวิหาร จึงไปก่อนและชักธงชาติฝรั่งเศสรับเสด็จ และถ่ายรูปไว้และนำมาเป็นหลักฐาน แต่ปัจจุบัน  ยังเป็นข้อพิพาทและรอการตัดสินใหม่
   
ถ้าถามว่าเหตุใดไทย จึงยอมเสียดินแดนมากมาย ในสมัยนั้นต้องเข้าใจว่าเป็นยุคแห่งการล่าอาณานิคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงรัชกาลที่ 5 ยอมเสียแผ่นดินส่วนน้อยเพื่อรักษาส่วนมากเอาไว้ เหมือนยอมตัดแขนเพื่อรักษาชีวิต เพราะเราใช้นโยบายที่จะเสียน้อยแต่ไม่ต้องเสียเอกราช
   
การกล่าวถึงประวัติ ศาสตร์ที่ผ่านมา ไม่ใช่เป็นการปลุกจิตให้ฮึกเหิม เกิดการเกลียดชัง แต่วัตถุประสงค์ แท้จริงก็เพื่อทำให้คนไทยได้ทราบว่า เคยเสียดินแดนไปแล้วถึง 14 ครั้ง เพื่อจะได้ช่วยกันจดจำ และรักษาผืนแผ่นดินที่มีอยู่เอาไว้อย่างเต็มกำลัง ช่วยสร้างจิตสำนึกของคนไทยให้รักกัน ไม่แตกความสามัคคี พร้อมเด็กและเยาวชนรุ่นหลังจะได้เรียนรู้เหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ ประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น.

แรงบันดาลใจทำซีดีบันทึกประวัติศาสตร์ไทยเผยแพร่คนรุ่นหลัง
   
นอกจากจะมีความรู้ความสนใจทางประวัติศาสตร์ของไทยแล้ว ยังนำความรู้นั้นมาบันทึกเป็นซีดีเผยแพร่ประวัติศาสตร์ของไทยให้แก่ผู้ที่ สนใจด้วย โดย ธีระพงษ์ บอกเล่าถึงแรงบันดาลใจว่า เนื่องจากอยากให้คนรุ่นหลังได้รับทราบประวัติความเป็นมาของไทยเพื่อส่งเสริม ความสามัคคีและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ จึงได้จัดทำ “ซีดีข้อมูลสารคดีกษัตริยาธิราชชนชาติไทย” โดยตอนแรกได้บรรยายถึงประวัติความเป็นมาของประวัติศาสตร์ไทยและประวัติความ เป็นมาของราชวงศ์ต่าง ๆ กษัตริย์ทั้ง 49 พระองค์ใน 8 ราชวงศ์ เป็นการสรุปย่อสั้น ๆ
   
ส่วนตอนที่ 2 เป็นการบรรยายประวัติศาสตร์ชาติไทย เริ่มตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรีจนถึงปัจจุบันรวมทั้งบรรยายพระราชกรณียกิจที่ สำคัญของแต่ละรัชกาลด้วย และ ที่ปลาบปลื้มมากที่สุดคือ หลังจากทำซีดีแจกให้ผู้ที่สนใจแล้วสภาสังคมสงเคราะห์  แห่งประเทศไทยได้เห็น จึงนำขึ้นทูลเกล้าฯถวายสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2553 ที่ผ่านมา ส่วน ซีดีความรู้เรื่อง “การสูญเสียดินแดนไทย” ได้ข้อมูลมาจากหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ที่จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งมี ผู้สนใจมากทำให้เวลาไปบรรยายให้ความรู้จะนำไปเปิดให้ผู้ฟังรับทราบและใคร สนใจก็จะให้นำไปไรต์แจกจ่ายกันไป เพราะคิดว่าอย่างน้อยจะได้ทำให้คนไทยเกิดความรักและหวงแหนในชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์ที่กว่าจะมาเป็นประเทศไทยเราทุกวันนี้.
(บรรดาประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า ที่ได้ทราบรายละเอียดของประวัติศาสตร์ ผลงานของบรรพบุรุษชาวไทย บูรพระมหากษัตริย์ เช่นพระบาทสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เป็นต้น ด้วยสำนึกของความกตัญญูกตเวที ต่อบรรพบุรุษชาวไทยทุกท่าน ทุกพระองค์ที่ทรงเหนื่อยยากเสียสละชีวิตตนเอง เพื่อกอบกู้รวบรวมแผ่นดินในแหลมอินโดจีนทั้งหมด เข้ามาเป็นดินแดนสุวรรณภูมิ เอาไว้รวมเนื้อที่ ประมาณ 1.2 ล้านไร่ ใหญ่โตกว้างขวางกว่าปัจจุบัน ซึ่งยังคงมีเหลืออยู่เพียงประมาณ 5 แสนไร่เท่านั้น
ในฐานะประชาชนคนไทยที่ระลึกถึงพระคุณของบรรพบุรุษ ผู้เสียสละอย่างใหญ่หลวง ให้คนไทยรุ่นหลังมีพื้นดินลงหลักปักฐานสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ตนเอง ครอบครัว และสังคมประเทศชาติสืบไป จะตระหนักดีโดยทั่วกันว่า ประเทศของชาวไทยทุกคนมียักษ์มาร หลายชาติหลายภาษาในอดีต มาข่มขืนขู่บังคับผู้ปกครองประเทศให้จำยอมต้องเสียอาณาเขตไป
เพื่อเป็นการทำหน้าที่ของประชาชนชาวไทยทุกคน ที่ระลึกถึงพระคุณของแผ่นดินเกิด สามารถนำเอาเครื่องมือของพระรัตนตรัย ที่เป็นสิ่งสูงสุดคู่บ้านเมืองไทยมาโดยตลอดตั้งแต่ต้น พระองค์ท่านทิ้งเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพสูงสุดเหนือทั่วอนันต์จักรวาลให้ลูกหลานไทยปัจจุบันที่ตระหนักชัด นำมาสวดภาวนาทำการปฏิรูปสรรพสัตว์ทั่วทั้ง 3 โลก ให้จำแนกไปตามวาระกรรมต่างๆที่ต่างได้เลือกกระทำลงไปทั้งด้านบวกและลบ ให้โลกและแผ่นดินไทยเกิดความสงบร่มเย็น ก็จะเป็นถิ่นที่อาศัยของนกกา ฉันใด มนุษย์ผู้มีปัญญาในยุคใหม่ ก็จะมาร่วมอยู่กันเป็นสังคมประเทศไทยในดินแดนสุวรรณภูมิ ในโลกยุคใหม่ ซึ่งองค์พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้มาทรงมาจุติในมิติใหม่  เปิดวัดเตรียมรองรับมนุษย์ยุคใหม่เรียบร้อยแล้วเมื่อ พ.ศ. 2550 ที่ ภูพะลานสูง)
 
คาถาพระมหาอุปคุตผูกมาร
(คาถา พระมหาอุปคุตผูกมาร มีอานุภาพความศักดิ์สิทธิ์มาก เสกด้วยสายสิญจน์ทำเป็นมงคลสวมคอ หากปลุกเสกครบ ๑๐๘ ครั้งสามารถป้องกันภูตผีปีศาจทั้งปวง และป้องกันอุปัทวอันตรายต่างๆ ถ้าเสก ๓-๗ คาบ ผูกคอหรือคล้องคอคนถูกผีเจ้าเข้าสิง จะเจ็บปวดร้องครวญครางโหยหวยอย่างน่าเวทนา ถ้าจะให้ผีที่สิงอยู่ออกไป ให้ถอดหรือแก้ด้ายผูกคอออก แล้วเอาด้ายนี้ตีปัดตามตัวคนที่ถูกผีสิงอยู่ ผีจะอยู่ไม่ได้จะเผ่นออก และไม่กล้ากลับมารบกวนคนในบ้านอีก และยังมีการปลุกเสกในทางพิชิตโรคาพาธได้วิเศษนัก)
วิธีสวด น้อมจิตกราบ หลวงปู่อุปคุตต 3 ครั้ง ระลึกถึงคุณ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ท่องนะโมฯ 3 จบ แล้วหายใจเข้าลึกๆ หายใจออกลึกๆ 3 ครั้ง ปล่อยจิตให้เป็นความว่าง

หายใจเข้า  แล้วนำจิตให้เห็นดวงแก้วไมโครชิพ ที่สมองด้านท้ายทอย ส่องสว่างสดใสเล็กเท่าปลายเข็มหมุด กลั้นลม แล้วหายใจออก  กลั้นลม แล้วหายใจเข้าพร้อมกับตั้งเวลาภาวนา ให้เลขนาที ขึ้นที่หน้าผาก ให้จิตเห็นชัดเจน ระหว่างหายใจออก  พร้อมกับเปล่งวาจาให้หูของเราได้ยิน ส่งคำสั่งด้วยคลื่นเสียงไปสู่ตำแหน่งไมโครชิพ ศูนย์แจกจ่ายพลังงานไปทั่วกายใจ ระหว่างกำลังหายใจออกยาว ว่า 'ข้าพเจ้าขอภาวนาคาถาผูกมารของหลวงปู่อุปคุต ให้แก่มหาอาณาจักรดินแดนสุวรรณภูมิทั้งหมดทั้งอดีตและปัจจุบันและอนาคต ให้ทั้งหมดกลับมาสมัครสมานไมตรีอยู่ร่วมกันในโลกยุคใหม่'
 
แล้วใส่คำสั่งใช้อุปกรณ์เสริมก่อนภาวนาดังนี้
ข้าพเจ้าขออาราธนาบุญบารมีทั้งมวลของหลวงปู่อุปคุต มหิธานุภาพพระคาถาผูกมารของหลวงปู่ฯ ข้าพเจ้าขอนำมาภาวนาผ่านพระโอษฐ์ของพระพุทธกัสสป ฝากไปกับแสงทิพย์อริยธรรมของพระบรมธรรมบิดา พระฉัพพรรณรังสีของพระพุทธเจ้า บายศรีธรรมจักรของพระบรมธรรมบิดา เสาอากาศถ่ายทอดแสงทิพย์ของพระบรมธรรมบิดาทุกแห่ง(841+แห่ง) พลังรังสีธรรมบารมีของพระบรมโพธิสัตว์ พระมหาโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์ ทุกๆพระองค์ ไปถึงหมู่มารในทุกมิติใน 3 โลก  ที่มุ่งร้ายเบียดเบียนอาณาเขตประเทศไทย พระพุทธศาสนา พระมหากษัตริย์ และพระบรมวงศ์สานุวงศ์ทุกพระองค์ และประชาชนไทยทุกคนผู้ตั้งอยู่บนนิจศีล ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันและต่อๆไปในอนาคต
ข้าพเจ้าขอฝากพลังงานของการภาวนาพระคาถาอุปคุตผูกมารนี้ เอาไว้กับธรรมจักรของพระอาจารย์รัตน์ รตนญาโณ ที่วัดดอยเกิ้ง จักรหมุนแผ่พลังงานออกไปยังหมู่มารทั้งหลายของประเทศชาติไทย ตลอดเวลา รวมทั้งส่งคลื่นพลังงานไปสู่ไมโครชิพของปวงชาวไทยผู้ตั้งอยู่บนนิจศีลทุกท่าน ปรับสมดุลพลังงานใหม่ทั่วทุกเซลล์และน้ำทุกอณูทั่วร่างกายให้มีสุขภาพกายและจิต ที่เข้มแข็งมั่นคง  สัมปจิตฉามิ สัมปติจฉามิ
เสร็จแล้วเริ่มการภาวนา จนครบเวลาที่ตั้งใจไว้แต่ละคราว (หลับตาเบาๆเมื่อท่องจำได้แล้ว)
 
มหาอุปคุตโต มหาอุปคุตตัง กายะพันทะนัง
อมยิสะ พุทธังทะเถโร ธัมมังทะเถโร สังฆังทะเถโร
ปะอัยยะสุตัง อุปัจสะอิ อิมัง กายะพันทะนัง อะทิถามิ
 
 
ก่อนลืมตาขึ้น หายใจเข้าออกยาวๆ 3 ครั้ง...นึกน้อมไปถึงบรรพบุรุษชาวไทยผู้มีพระคุณทุกท่าน ที่มาร่วมการภาวนาเพื่ออาณาจักรสุวรรณภูมิร่วมกับเรา (ทุกดวงจิตที่เราระลึกนึกถึงท่านจะมา ขอจงได้รับแสงทิพย์อริยธรรมของพระบรมธรรมบิดาโดยทั่วกัน)
 
ขอทุกดวงวิญญาณบรรพบุรุษชาติไทยร่วมสวดภาวนาร่วมกับเราที่เป็นต้นเสียงโดยทันที รวมทั้งมาร่วมรับพลังแสงทิพย์ของพระบรมธรรมบิดา จงได้รับความสุขในมิติต่างๆที่ต้องการโดยทั่วกัน
เมื่อพูดถึงโลกยุคใหม่ ท่านผู้ไม่ประมาท ที่สดับฟังและติดตามข่าวสารสิ่งแวดล้อมของโลกอย่างใกล้ชิด ก็จำเป็นต้องสำรองเซฟเฮ้าส์ ให้พร้อมล่วงหน้า สำหรับผู้ที่มีทำเลอยู่อาศัยในหลายๆพื้นที่ ที่เปลือกโลกจะเกิดการเปลี่ยนแปลง ทำตัวให้พร้อมเปิดทางเลือกที่พิจารณาว่าเหมาะสมกับเรามากที่สุด และรีบจัดหาทุนทรัพย์ที่จำเป็นต้องใช้ให้ทันกำหนดเวลาที่มีเหลืออยู่น้อยแล้ว มีช่องทางเลือกที่น่าพิจารณา เชิญที่ ../article36.html
 
 
เชิญทุกท่าน ร่วมสร้างบุญกุศลด้วยกัน ....ส่งข่าวสารแก่เพื่อนๆ มีโอกาสชมจิ๊กซอร์ต่างๆ สำหรับนักค้นหาสาระชีวิตต่อภาพส่วนตัว ทั้ง ด้านโลกียะและโลกุตระ ที่ ainews1.com จัดไว้บริการให้แก่เพื่อนๆต่างวัยทุกคน ฟรี ที่ลิงค์ /article385.html     Bookmark and Share
 
 
ก่อนลืมตาขึ้น หายใจเข้าออกยาวๆ 3 ครั้ง...นึกน้อมไปถึงบรรพบุรุษชาวไทยผู้มีพระคุณทุกท่าน ที่มาร่วมการภาวนาเพื่ออาณาจักรสุวรรณภูมิร่วมกับเรา (ทุกดวงจิตที่เราระลึกนึกถึงท่านจะมา