สัญญาณที่ผิดปกติของน้ำทะเลที่หาดชะอำ

http://ainews1.com/article353.html

Bookmark and Share

ปรากฏการณ์น้ำทะเลริมหาดชะอำมีสีเขียวเข้ม และมีกลิ่นเหม็นคาว ลงอาบแล้วจะรู้สึกคัน ทำให้นักท่องเที่ยวไปแล้วผิดหวังไปตามๆกัน ซึ่งชาวบ้านที่นี่บอกว่าไม่เคยพบเห็นมาก่อน

หากนำนำน้ำสีเขียวไปเข้ากล้องขยาย ก็จะพบแพลงตอนเซลล์เดียวซึ่งมีสีเขียว ที่เกิดจากมีน้ำสกปรกจำนวนมากไหลลงทะเลในช่วงที่มีฝนตกหนัก ในบริเวณใกล้เคียง และอุณหภูมิของน้ำในทะเลสูงขึ้น จึงเกิดปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ที่ชาวบ้านไม่เคยเห็นมาก่อน เป็นสัญญาณอันตรายอย่างหนึ่งของธรรมชาติ ซึ่งจะมีผลเสียกับสัตว์น้ำในทะเลแถบนี้ตามไปด้วย  เนื่องจากน้ำทะเลมีสภาพไม่เหมาะสมหรือมีออกซิเจนไม่เพียงพอต่อระบบหายใจของสัตว์น้ำนั่นเอง

   เมื่อวันที่ 21 ส.ค.ที่ผ่านมา ได้เกิดปรากฏการณ์แปลกน้ำทะเลเปลี่ยนจากสีฟ้าใส กลายเป็นสีเขียวเข้ม แถมมีกลิ่นเหม็นเกิดขึ้นบริเวณชายหาดทะเลชะอำ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี แหล่งท่องเที่ยวทางทะเลที่ขึ้นชื่อ ทำให้วันนี้นักท่องเที่ยวบางตาเนื่องจากเกิดความผิดหวัง เมื่อเดินทางมาถึงแต่ไม่สามารถลงเล่นน้ำทะเลได้ เนื่องจากน้ำทะเลมีสีเขียวเข้มคล้ายกับสีของตะไคร่น้ำ แม้กระทั่งฟองคลื่นก็เป็นสีเขียว อีกทั้งมีสิ่งสกปรกจำพวกเมล็ดพืช และเศษขยะปะปนมากับคลื่นซัดมาติดตลอดแนวชายฝั่ง รวมถึงมีกลิ่นเหม็นคาว รวมถึงเกิดอาการคันเมื่อลงไปเล่นน้ำ

 
ดูแผนที่ขนาดใหญ่ขึ้น

 แต่แพลงก์ตอนบลูมที่พบเป็นชนิด นอกติลูก้า (Noctiluca)ซึ่งไม่เป็นพิษกับคน แต่จะมีผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงชายฝั่ง ประเภทนากุ้ง การเลี้ยงปลาในกระชัง เนื่องจากแพลงก์ตอนชนิดนี้หากถูกสูบเข้าในบ่อกุ้ง จะเข้าไปแย่งออกซิเจนในน้ำแล้วปล่อยก๊าซแอมโมเนียที่เป็นของเสียออกมา ทำให้กุ้งตายได้ เช่นเดียวกับผู้เลี้ยงปลาในกระชัง แพลงก์ตอนนอกติลูก้า (Noctiluca) จะปิดกั้นผิวน้ำหนาประมาณ 1-2 เมตร ทำให้ปลาขาดออกซิเจน และตายได้เช่นเดียวกัน

จากการสอบถาม นายสุชาติ สว่างอารีรักษ์ นักวิชาการประมง ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะลและชายฝั่ง เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับปรากฏการณ์น้ำทะเลเปลี่ยนเป็นสีเขียว ว่า เกิดจาก “แพลงก์ตอนบลูม” หรือ NOCTILUCA ที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ขี้ปลาวาฬ ชนิดตามแนวชายฝั่งทะเล เมื่อระดับน้ำไม่เท่ากัน จึงเกิดการหมุนเวียน มวลน้ำเย็นที่อยู่ใต้ทะเลเคลื่อนเข้ามาใกล้ฝั่งมาก และดึงเอาธาตุอาหารชั้นสูงใต้ทะเลขึ้นมาบนผิวน้ำด้วย ซึ่งเป็นอาหารอย่างดีสำหรับสาหร่ายและแพลงก์ตอน ทำให้แพลงก์ตอนเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วสะพรั่งเต็มบนผิวท้องทะเลในบริเวณ นั้นๆ เรียกว่า แพลงก์ตอนบลูม โดยปรากฏการณ์นี้จะเกิดขึ้นเพียงระยะเวลา 2-3 วันเท่านั้น ขึ้นอยู่กับทิศทางของน้ำด้วย

แพลงก์ตอนที่พบครั้งนี้ เป็นแพลงก์ตอนพืชชนิดไม่มีพิษ จึงไม่ก่อให้เกิดพิษต่อสัตว์น้ำที่จะนำมาใช้เป็นอาหาร และบริเวณที่เกิดเป็นแนวนอกชายฝั่งที่น้ำมีการแลกเปลี่ยนไหลเวียนดี จึงไม่น่าจะทำให้เกิดการลดลงของออกซิเจน จนกระทั่งปลาหรือสัตว์น้ำในพื้นที่ต้องตาย และแพลงก์ตอนที่พบนี้เป็นแพลงก์ตอนชนิดที่พบทั่วโลก ชอบอยู่ทั้งแหล่งน้ำใกล้ชายฝั่งและแหล่งน้ำที่อยู่ห่างจากชายฝั่ง พบได้ทั้งในฝั่งอ่าวไทยและฝั่งมหาสมุทรอินเดีย เมื่อเกิดแพลงก์ตอนบลูม ทัศนียภาพของท้องทะเลอาจเปลี่ยนไปบ้าง แต่ไม่เป็นอันตรายใดๆ จึงขอให้ประชาชนอย่าได้หวั่นวิตกกับปรากฏการณ์ดังกล่าว

เมื่อท่านได้แวะไปชมภาพถ่ายขยายจากดาวเทียมแล้ว จะเข้าใจการไหลเวียนของน้ำทะเลในบริเวณนี้ ที่เข้ามากระทบชายหาด และน้ำเกิดการหมุนวน การผสมของน้ำฝนที่หลากไหลลงทะเล ตลอดบริเวณชายหาด ในย่านนี้ ซึ่งจะนำปุ๋ยเคมียากำจัดแมลงต่างๆ  ในภาคเกษตรที่ใช้กันอย่างฟุ่มเฟือยลงมาในน้ำทะเลด้วย ยิ่งเมื่อได้รับอุณหภูมิที่เหมาะสมของสิ่งแวดล้อมโลกที่ร้อนเพิ่มขึ้น และยังมีพลีงงานเส้นแรงแม่เหล็กท่วมเปลือกโลกอีกด้วย ก็ยิ่งเพิ่มอัตราการเจริญเติบโตของพืชเซลล์เดียว และเชื้อโรคชนิดต่างๆใหม่ๆขึ้นอย่างมากมายทีเดียว

back up data :  http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9530000116733

เขตทะเลมรณะแพร่กระจายทั่วโลก

นักวิทยาศาสตร์เริ่มวิตก พบเขตทะเลมรณะที่สัตว์น้ำตายเกลี้ยงในหลายพื้นที่ของโลก

พื้นที่มรณะในมหาสมุทร ที่เรียกว่า "เดดโซน" กำลังแพร่กระจายออกไปทั่วโลก อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากภาวะโลกร้อนที่ทำให้ทิศทางลมเปลี่ยนแล้วพลอยทำให้ กระแสน้ำในมหาสมุทรเปลี่ยนไปด้วย จนเป็นเหตุให้สัตว์น้ำที่อาศัยอยู่ในทะเลบริเวณนั้นตายจนหมด

รายงาน ข่าวแจ้งว่า เมื่อสองสามเดือนที่ผ่านมา น้ำในมหาสมุทรแปซิฟิกบริเวณนอกชายฝั่งรัฐโอเรกอนในสหรัฐ ที่เคยมีสีฟ้าใสกลับกลายเป็นสีเขียวอมน้ำตาลอย่างกะทันหันเพราะเกิดมีแพลง ตอนเพิ่มขึ้นอย่างผิดธรรมชาติในระดับที่นักวิทยาศาสตร์ไม่เคยพบเห็นมาก่อน

หลัง จากนั้นแพลงตอนเหล่านั้นได้ตายลงแล้วจมลงสู่ก้นมหาสมุทรทำให้ระดับออกซิเจน ในน้ำลดลงเหลือศูนย์ มหาสมุทรที่เคยมีชีวิตชีวากลับกลายเป็นเขตมรณะ

บรรดานักวิทยาศาสตร์ที่นั่งเรือดำน้ำออกสำรวจพบแต่ซากปูและหนอนทะเลกระจายเกลื่อนทั่วพื้นมหาสมุทร และไม่มีปลาอยู่เหลือแม้แต่ตัวเดียว

นัก วิทยาศาสตร์เสนอรายงานต่อที่ประชุมประจำปีของสมาคมเพื่อความก้าวหน้าทาง วิทยาศาสตร์อเมริกันในนครซานฟรานซิสโกว่า การเปลี่ยนแปลงของกระแสน้ำในมหาสมุทรอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนมีผลกระทบ อย่างใหญ่หลวงต่อระบบนิเวศวิทยาทางทะเลที่มีความสมดุลเป็นอย่างดีทั่วทั้ง โลก โดยเฉพาะบริเวณนอกชายฝั่งอเมริกาใต้ และแอฟริกา

ผู้ เชี่ยวชาญต่างเห็นพ้องต้องกันว่าภาวะโลกร้อนเป็นตัวการที่ทำให้เกิดหายนะทาง ทะเลครั้งนี้ โดยไปทำให้ลมตามฤดูกาลเกิดการผันผวน ซึ่งจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่รู้ว่าทำไมลมเหล่านี้ถึงได้เกิดการเปลี่ยนแปลง

โดยกระแส ลมตามฤดูกาลที่พัดผ่านทะเลส่งผลกระทบต่อกระแสน้ำในมหาสมุทรโดยได้พัดเอาผิว น้ำทะเลออกไปแล้วแทนที่ด้วยน้ำเย็นกว่าจากข้างล่าง แต่อุณหภูมิบนพื้นดินที่อุ่นกว่าส่งผลให้เกิดความกดอากาศสูงขึ้น และกระแสลมที่แรงขึ้นทำให้มีผลกระทบต่อกระแสน้ำ

ปกติ แล้วผลกระทบจากสิ่งนี้จะเป็นที่คาดเดาได้ แต่ในช่วงที่ผ่านมากลับกลายเป็นไม่แน่นอนและผันผวน สะท้อนให้เห็นถึงสภาวะอากาศโลกที่เปลี่ยนแปลงไป

ศ.xml:namespace prefix = st1 />xml:namespace prefix = st1 />เจน ลูบเชนโก จากมหาวิทยาลัยโอเรกอน กล่าวว่า ข้อมูลที่เก็บรวบรวมมา 50 ปี แสดงให้เห็นว่าสภาวะเช่นนี้เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน พร้อมชี้ว่าภาวะกระแสน้ำในมหาสมุทรเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในหลายภูมิภาคแล้ว โดยเฉพาะนอกชายฝั่งเปรู ชิลี และบางส่วนของแอฟริกา

หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550

เชิญทุกท่าน ร่วมสร้างบุญกุศลด้วยกัน ....ส่งต่อข่าวสารแก่เพื่อนๆ มีโอกาสชมจิ๊กซอร์ต่างๆ สำหรับนักค้นหาสาระชีวิตต่อภาพของตนเอง ทั้ง ด้านโลกียะและโลกุตระ ที่ ainews1.com จัดไว้บริการให้แก่เพื่อนๆต่างวัยทุกคน ฟรี ที่ลิงค์ /article385.html     Bookmark and Share