เร่งการเจริญของสเต็มเซลล์ด้วยพืชผักสดๆราคาเยา

http://ainews1.com/article355.html

Bookmark and Share

เซลล์ต้นกำเนิด หรือ สเต็มเซลล์ (Stem Cell) เป็นเซลล์ที่ ไม่จำเพาะ ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษในการแบ่งตัวให้เป็นเซลล์ของเนื้อเยื่อชนิดต่างๆในร่าง กายได้ โดยยังคงมีความสามารถในการแบ่งตัวเองให้เป็นเซลล์ต้นกำเนิดเหมือนเดิมด้วย และสามารถพัฒนาเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่จำเพาะได้ พบได้จากตัวอ่อนระยะ blastocyst

และในเนื้อเยื่อที่โตเต็มวัย เช่น เลือด ไขกระดูก ฟันน้ำนม ผิวหนัง ปัจจุบันได้มีนักวิจัยมากมายที่สนใจการในนำสเต็มเซลล์มาใช้ในการรักษาโรค เช่น ธาลัสซีเมีย ลิวคิเมีย อัลไซเมอร์ พาร์กินสัน อัมพาตไขสันหลัง กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด เบาหวาน ให้หายขาดได้

สเต็มเซลล์พบได้ในสายสะดือ เลือด และไขกระดูก เป็นที่ทราบในทางการแพทย์ว่ามีความสำคัญต่อการสร้างระบบเลือด รวมถึงระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ซึ่งในผู้ใหญ่จะเป็นสเต็มเซลล์จากไขกระดูกที่มีหน้าที่สร้าง เม็ดเลือดชนิดต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงเซลล์ที่เกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน

การรักษาด้วย  สเต็มเซลล์ (Stem Cell)

เรียบเรียงโดย นายแพทย์ตรอง มณีวัฒนา สูตินรีแพทย์ประจำโรงพยาบาลเอกอุดร

       การรักษาด้วย สเต็มเซลล์(Stem Cell) กำลังได้รับความสนใจในฐานะที่เป็นความหวังใหม่ของวงการแพทย์ที่จะสามารถรักษาโรคร้ายแรงและโรคเรื้อรังหลายชนิด เช่น ธาลลัสซีเมีย ลิวคิเมีย อัลไซเมอร์ พาร์กินสัน อัมพาตไขสันหลัง กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด เบาหวาน เป็นต้น ให้หายขาดได้     แต่โดยหลักการแล้ว สเต็มเซลล์ สามารถหา ได้จากไขกระดูก กระแสเลือด และบางส่วนของร่างกายมนุษย์ แต่จุดที่มีคุณภาพดีกว่าก็คือ เลือดจากสายสะดือทารกแรกเกิด และจากตัวอ่อนมนุษย์ โดยเฉพาะจากตัวอ่อนมนุษย์นั้นสามารถอีก 2 แหล่ง คือ ตัวอ่อนมนุษย์ที่เหลือจากการใช้ปฏิสนธิในคลินิกผู้มีบุตรยาก และตัวอ่อนมนุษย์ที่ได้รับการโคลนนิ่ง
        ในกรณีนี้ จึงเกิดคำถามเชิงจริยธรรมขึ้นมาว่า เป็นการสร้างชีวิตหนึ่งโดยทำลายชีวิตหนึ่งลงไปหรือไม่?

        สเต็มเซลล์และความก้าวหน้า
          หลักการทำงานของ สเต็มเซลล์ ก็คือ ในร่างกายมนุษย์จะมีเซลล์ทั้งสิ้น 100 ล้านล้านเซลล์ แบ่งเป็นเซลล์ชนิดต่างๆ 220 ชนิด โดยจะมีทั้งที่ตายไปและสร้างขึ้นใหม่ตามหลักอนิจจังอยู่เสมอๆ ซึ่งปกติร่างกายคนเราก็มี "สเต็มเซลล์" หรือ "เซลล์ต้นกำเนิด" อยู่แล้ว แต่เมื่อเกิดพยาธิสภาพขึ้นก็จะทำให้สเต็มเซลล์ไม่สามารถทำงานได้
        ทั้งนี้ การวิจัยในปัจจุบันมีอยู่ 2 แบบหลักๆ ด้วยกันคือ สเต็มเซลล์จากตัวอ่อนมนุษย์ (Embryonic Stem Cell) และ สเต็มเซลล์เต็มวัย (Adult Stem Cell) ซึ่งคุณสมบัติของ สเต็มเซลล์ต้องประกอบด้วย

            1. แบ่งตัวเพิ่มจำนวนได้

            2. แบ่งตัวแล้วยังคงรักษาคุณสมบัติเดิมได้

            3. เปลี่ยนแปลงเป็นเซลล์ชนิดอื่นได้ถ้าจำเป็น

            ด้านวิธีการรักษาด้วย สเต็มเซลล์จะได้แก่ การใช้วิธีเซลล์บำบัด การปลูกถ่ายเนื้อเยื่อ และการปลูกถ่ายอวัยวะ
ที่ผ่านมาผู้ป่วยที่เป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้จำนวนครึ่งหนึ่งต้องเสียชีวิตไป  ระหว่างการรอรับบริจาคอวัยวะ แพทย์ก็ลำบากใจที่ไม่สามารถรักษาผู้ป่วยได้ ส่วนญาติพี่น้องก็ร้อนใจ เพราะจะซื้ออวัยวะก็ซื้อไม่ได้ อีกทั้งในกรณีของผู้ที่ได้รับการบริจาคอวัยวะแล้ว ร่างกายก็อาจเกิดการต่อต้านอวัยวะใหม่ได้ หากผู้ให้และผู้รับไม่ได้มีความเกี่ยวข้องทางพันธุกรรมต่อกันเช่น   เป็นพ่อแม่หรือพี่น้องต่อกัน
          แต่หากมีการนำสเต็มเซลล์มาใช้งานจริงจะแก้ปัญหานี้ได้ เนื่องจากเป็นการใช้เซลล์ตัวเองไปเพาะเลี้ยงภายนอกให้เพิ่มจำนวนมากขึ้น แล้วนำกลับเข้ามาสู่ร่างกาย จึงไม่เกิดการต่อต้านแต่อย่างใด   อวัยวะจากการทำ สเต็มเซลล์ก็จะอยู่กับผู้ป่วยได้นานกว่า และเป็นการรักษาโรคให้หายขาดได้ และ การรักษาด้วย สเต็มเซลล์ยังเป็นการลดความทุกข์ทรมานและลดความเสี่ยงต่อชีวิตของผู้ป่วย"
          สำหรับความคืบหน้าล่าสุดนั้น กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ และม.มหิดล จัดทำโครงการวิจัยและพัฒนาห้องปฏิบัติการเซลล์ต้นกำเนิดขึ้น เพื่อนำไปใช้ในการรักษาผู้ป่วยโรคร้ายแรงที่ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เช่น โรคหัวใจขาดเลือด และโรคธาลัสซีเมียชนิดรุนแรง ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญทางสาธารณสุขของประเทศ โดยโครงการนี้เป็นโครงการต่อเนื่อง ใช้ระยะเวลา 3 ปี ดำเนินการในปี 2549-2551 ใช้งบประมาณกว่า 40 ล้านบาท
         งานวิจัยระยะแรก จะมุ่งเน้นการเพาะเลี้ยงเซลล์ต้นกำเนิดผิวกระจกตา สำหรับรักษาผู้ป่วยกลุ่มที่มีการทำลายเซลล์ต้นกำเนิดผิวกระจกตา และเซลล์ต้นกำเนิดที่ใช้รักษาผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือด ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการประยุกต์ไปสู่การเพาะเลี้ยงเซลล์ต้นกำเนิดชนิดอื่นๆ เพื่อเป็นประโยชน์ ในการรักษาโรคต่างๆได้มากกว่า 70 ชนิด รวมทั้งพัฒนาการจัดตั้งธนาคารเลือดสายสะดือทารกแรกเกิดในประเทศไทย ที่สามารถนำเลือดสายสะดือทารกมาใช้ได้ทันทีเมื่อมีความต้องการ
         กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จะทำหน้าที่เป็นตัวกลาง ในการเชื่อมต่อระหว่างนักวิจัยและผู้ป่วย ผ่านทางศูนย์ปฏิบัติการและโรงพยาบาล โดยการนำเทคโนโลยีเซลล์ต้นกำเนิดไปใช้ในการรักษาผู้ป่วย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ทั้งคุณภาพชีวิตและความคุ้มทุนทางเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข เพราะการรักษาผู้ป่วยให้หายขาดด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลผู้ป่วยที่ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดตลอดเวลา 30 ปี ได้ถึง 10 เท่า
         ถึงแม้ว่าการวิจัยด้าน สเต็มเซลล์จะก้าวหน้าไปไกลมาก แต่ปัจจุบันยังไม่มีองค์ความรู้เพียงพอ ที่จะอธิบายกระบวนการพัฒนาไปเป็นเซลล์อื่นๆ ในร่างกายของเซลล์ต้นกำเนิด ซึ่งหากยังไม่มีการศึกษาที่ชัดเจนและสามารถอธิบายทางวิทยาศาสตร์ได้ การนำเอาไปใช้ในการรักษาถือว่าอันตรายมากต่อผู้ป่วย
         ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยได้มีการวิจัย สเต็มเซลล์ ในส่วนเซลล์เต็มวัย (Adult stem cell) อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะส่วนที่ได้จากไขกระดูกและสายสะดือเด็กหลังคลอด ซึ่งสามารถนำมารักษาโรคต่างๆ อาทิ มะเร็งเม็ดเลือด หลอดเลือดหัวใจตีบตัน เบาหวาน ธาลัสซีเมีย ปัจจุบันได้มีการรักษาไปแล้วประมาณ 1,000 ราย แต่การนำ สเต็มเซลล์มารักษา ค่อนข้างมีข้อจำกัดในส่วนของหมู่เลือดเม็ดโลหิตขาว และเนื้อเยื่อจะต้องตรงกับผู้ป่วย ในส่วนที่ผู้ป่วยไม่สามารถนำเซลล์ต้นกำเนิดของตนเองมารักษาได้ ดังนั้น สภากาชาดไทยจึงได้จัดตั้งธนาคารเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต เพื่อขอรับบริจาคจากบุคคลทั่วไป   หรือต้องสละชีวิตเพื่อชีวิต
         ขณะที่การวิจัยเรื่อง สเต็มเซลล์ กำลังก้าวเดินรุดหน้าอย่างรวดเร็ว โดยมีการฉายให้เห็นแต่ภาพความดีงามและคุณประโยชน์มหาศาลต่อชีวิตมนุษย์ ในมุมกลับกัน การได้มาซึ่ง สเต็มเซลล์ ซึ่งเป็นมุมอีกด้านกลับถูกละเลยที่จะกล่าวถึง
         คำถามที่ท้าทายคือ เราจะนิยามความหมายอย่างไรของการได้มาซึ่ง สเต็มเซลล์ในบางประเด็นที่มีปัญหาในเชิงศีลธรรม เช่น การได้ สเต็มเซลล์มาจากตัวอ่อนของมนุษย์หลังการปฏิสนธิจนถึง 14 วันนั้น สามารถเรียกได้ว่าเป็นชีวิตแล้วหรือยัง หากสิ่งนั้นเป็นชีวิต เท่ากับเป็นสละชีวิตเพื่อชีวิตหรือไม่
         สิ่งที่เป็นข้อถกเถียงเชิงศีลธรรม คือ กรณีการใช้ สเต็มเซลล์จากตัวอ่อนของทารก ซึ่งยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่า เป็นการฆ่ามนุษย์หรือไม่ เนื่องจากเป็นการดึงตัวอ่อนมนุษย์ที่เกิดจากการปฏิสนธิของไข่กับอสุจิที่มีอายุ 5-7 วันออกมาไว้ในจานแก้วเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ จากนั้นจึงดูดเซลล์จากตัวอ่อนออกมาเพาะเลี้ยงเป็น สเต็มเซลล์ต่อไป โดยวิธีการนี้จะทำให้ตัวอ่อนมนุษย์ต้องตายไป
        ทั้งนี้ หากการซื้อขายเซลล์ไข่ดังกล่าวไม่กระเทือนต่อภาคบังคับเช่น มีการซื้อขายแล้วจะมีผลกระทบกระเทือนต่อสังคมหรือไม่ หากไม่ก็คิดว่าไม่น่าจะเป็นอะไร โดยในการพิจารณานั้นหากพบว่ามีข้อดีมากกว่าข้อเสียก็น่าจะยอมรับได้ อย่างไรก็ตาม การที่จะพิจารณาว่าการซื้อเซลล์ไข่ดังกล่าวเป็นเรื่องที่ผิดจริยธรรมหรือไม่นั้น ต้องมีการพิจารณาเป็นกรณีๆ ไป
         เพื่อหลีกเลี่ยงกรณีสละชีวิตเพื่อชีวิต จึงมีคำถามว่าที่แท้จริงแล้วชีวิตเกิดขึ้นเมื่อไร เกิดขึ้นทันทีหลังปฏิสนธิ หรือเกิดขึ้นหลังจากการปฏิสนธิแล้วกี่วัน ตัวอ่อนที่เกิดจากการโคลนนิ่งใช่ชีวิตหรือไม่ หากตัวอ่อนยังมิใช่ชีวิต เช่นนี้แล้ว การใช้คำศัพท์เรียกหาว่า ตัวอ่อน เป็นการถูกต้องหรือไม่อย่างไร
         ในปัจจุบันโรงพยาบาลเอกอุดร สามารถให้บริการเก็บ สเต็มเซลล์ ให้กับผู้คลอดได้ ซึ่งก็คือเพื่อทารกเกิดใหม่ในอนาคตนั่นเอง โดยการเก็บเลือดจากสายสะดือประมาณ 120 ซีซีทางฝั่งมารดา วิธีนี้มีข้อจำกัดที่ต้องผ่าตัดคลอดเท่านั้น ส่วนธนาคารที่เก็บ สเต็มเซลล์ คงใช้ของต่างประเทศในช่วงแรกเพราะได้รับการรับรองแล้ว ทำให้ค่าใช้จ่ายตกอยู่ประมาณ 4-5 หมื่นบาท อย่างไรก็ตามหากธนาคาร สเต็มเซลล์ ภายในประเทศพัฒนาขึ้น ได้รับการรับรอง ก็คงเป็นทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจ

บทความข้างต้นเป็นทัสนะคติของการแพย์ปัจจุบัน ซึ่งอาจช่วยให้ผู้ที่สนใจ มีพื้นฐานด้านคุณสมบัติต่างๆของการใช้ประโยชน์จากสเต็มเซลล์ดีขึ้น ปัญหาอีกด้านหนึ่งของการใช้สเต็มเซลล์ที่ได้มาจากผู้อื่นอาจมีผลเกิดการต่อต้านขึ้นในร่างกายของผู้ที่ได้รับการบำบัด ซึ่งยังเป็นเรื่องทางการแพทย์ยังไม่มีความแน่ใจในเรื่องนี้อย่างเต็มร้อย

ชะลอความชราด้วย Stem Cell

Stem Cell

เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งตลาดความงามกำลังให้ความสนใจ เรียกได้ว่าเป็นขาขึ้นทั้ง ๆ ที่ คนทั่วไปยังงงๆ กับคำว่า stem cell นี้อยู่ ว่าคืออะไร  มีประโยชน์อย่างไร  ข้อเสียมีอะไรบ้าง   ผ่านการวิจัยมามากน้อยแค่ไหน

แต่ปัจจุบัยนี้ คนไทยโชคดี และมีโอกาสสำหรับคนทุกเพศทุกวัย อายุตั้งแต่ 1 ขวบ  ขึ้นไป หากต้องการบำบัดสุขภาพและความงามและพัฒนาจิตใจ สามารถเข้าถึงการใช้สารอาหารจากพืชผักเร่งการเจริญเติบโตของสเต็มเซลล์ในร่างกาย  โดยใช้พืชผักผลไม้สดๆ โดยตรง และสามารถใช้รักษาโรคได้ทุกชนิด แม้จะเป็นเรื้อรังมาเป็นเวลานาน ส่วนคนไข้โรคมะเร็งระยะสุดท้าย ที่แพทย์ในโรงพยาบาลหลายแห่งหมดหนทางรักษาแล้ว ให้คนไข้เลือกว่าจะตายที่โรงพยาบาลหรือกลับไปตายที่บ้าน

ซึ่งคนไข้ประเภทนี้บางรายที่พอยังมีโชควาสนา เลือกออกจากโรงพยาบาลและเลิกใช้ยาทุกชนิด มารับการบำบัดด้วยสเต็มเซลล์ด้วยตนเอง ฟรี ค่ารักษาพยาบาล พร้อมมีผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษาให้การรักษามีประสิทธิภาพมากที่สุด สเมือนญาติสนิทอีกด้วย  แทนที่จะต้องตายภายในเวลาอีกไม่กี่เดือน ปัจจุบันก็ลุกขึ้นมาเดินเหินได้อย่างปกติมีชีวิตอยู่รอดต่อไป ไม่ต่างกับตายไปแล้วเกิดใหม่ ด้วยการใช้สเต็มเซลล์และพลังคลื่นแม่เหล็กจากพืชในทฤษฎีใหม่ ที่ไม่ใช่ทั้งแพทย์ปัจจุบันและแพทย์ทางเลือก แต่เป็นแพทยย์ทางรอด ในมิติใหม่จากดาวโพเพทัส ที่มนุษย์คนนี้จุติมาช่วยเพื่อนมนุษย์บนโลกใบนี้ ฟรี พบกับสิ่งดีๆในศตวรรษที่ 21เป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษย์ชาติ  ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นหมื่นเป็นหลายๆแสน หาซื้อได้เองจากตลาด

ที่คนส่วนใหญ่ยังคาดไม่ถึง และจะเป็นตัวนำพาให้มนุษยชาติกลับมาอยู่ร่วมกันเป็นหนึ่งเดียวอีกครั้งหนึ่งเกิดความพอเหมาะพอดี พอเพียง สำหรับทุกคน ที่สามารถจะเริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างสมบูรณ์แบบกันเสียที นำทฤษฎีใหม่นี้มาประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำได้ในทุกๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านสังคม ด้านสุขภาพ ด้านจิตใจ ด้านเศรษฐกิจ หรือแม้แต่ด้านสติปัญญาก็ตาม ทฤษฎีนี้จะสมบูรณ์แบบขึ้นได้ จากฐานความเข้าใจ เข้าถึงแก่นแท้ก่อนลงมือนำไปปฏิบัติแก่ตนเองและสมาชิกในครอบครัว หรือเพื่อนๆ....ได้ที่

 

http://www.morgangaiyasit.com/

เมื่อมนุษยชาติมีช่องทางใหม่ สำหรับแก้ปัญหาต่างๆให้แก่ชีวิตของตนทั้งในปัจจุบัน และในโลกยุคใหม่ ที่ผู้มีโชควาสนา จะต้องฝ่าฟันต่อไปให้ถึงนั้น จะยิ่งสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น หากทุกคน มี 'ตู้เอทีเอ็มส่วนตัวเคลื่อนที่' เป็นของตนเอง มีเงินให้ถอนออกมาใช้ซักเดือนละ 2 ล้านบาท ท่านว่าจะพอใช้ในสิ่งจำเป็นของทุกๆคนไหม? ถ้าสนใจก็แวะที่นีได้เลย /article36.html

 

เชิญทุกท่าน ร่วมสร้างบุญกุศลด้วยกัน ....ส่งข่าวสารแก่เพื่อนๆ มีโอกาสชมจิ๊กซอร์ต่างๆ สำหรับนักค้นหาสาระชีวิตต่อภาพส่วนตัว ทั้ง ด้านโลกียะและโลกุตระ ที่ ainews1.com จัดไว้บริการให้แก่เพื่อนๆต่างวัยทุกคน ฟรี  ที่ลิงค์ /article385.html     Bookmark and Share