illuminati อยู่เบื้องหลังยุให้ ไทย-กัมพูชา ฆ่ากันเอง เพื่อ... (หลายคนไม่รู้ความจริงนี้)

http://www.ainews1.com/article368.html

Bookmark and Share

ยูเนสโกเสี้ยม "ไทย-กัมพูชา" ให้ฆ่ากัน (คงรู้กันแล้วนะว่าใครอยู่เบื้องหลัง ยูเนสโก)
---http://www.thaipost.net/news/220609/6582

22 มิถุนายน 2552 - 00:00                                     ขอบคุณพี่ Jimmy Siri ผู้แปลและเรียบเรียง

คณะ กรรมการมรดกโลก และยูเนสโกยึดหลักเกณฑ์อะไรในการอนุมัติ ทั้งที่ขัดกับมติตัวเองในการประชุมครั้งที่ ๓๑     นี่แหละที่เห็นถึงความน่าเกลียดที่ไทยเราสมควรต้องประท้วงยูเนสโก เพราะคณะกรรมการมรดกโลกและยูเนสโก คล้ายร่วมมือกันโดยมี "ผลประโยชน์ซ่อนเร้น" ทางธุรกิจในอนาคต ผ่านการอนุมัติให้ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารครั้งนี้

ก็อย่างที่ผมบอกไปแล้ว กรอบพิจารณาขึ้นเป็นมรดกโลก สิ่งนั้นจะต้องเป็นสิ่งสร้างสรรค์ สร้างสันติภาพ เชิดชูวัฒนธรรม และเพียบพร้อมด้วยภูมิศาสตร์ ไม่เป็นสิ่งสร้างความขัดแย้งระหว่างกัน และเพื่อความสมบูรณ์ของการเป็นมรดกโลก จะต้องมีพื้นรอบตัวปราสาทด้วย

ตรงนี้สรุปรวมเป็นรูปธรรม คือไทย-กัมพูชาจะต้องตกลงเห็นชอบร่วมกันในประเด็นพื้นที่ซึ่งเรียกว่า "บัฟเฟอร์โซน" ก่อน คือพื้นที่ของไทยซึ่งกัมพูชาอ้างว่าเป็นพื้นที่ทับซ้อน ๒,๙๐๐ ไร่ โดยรอบตัวปราสาทนั้น ขณะนี้ยังไม่มีการตกลงอะไรกันให้เป็นที่เรียบร้อย

   
ดูแผนที่ขนาดใหญ่ขึ้น

 

แต่ยูเนสโกและคณะกรรมการมรดกโลก กลับทำลายหลักการ-หลักเกณฑ์นั้น โมเมรับขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาทโด่ๆ ถ้าเป็นมรดกโลกแล้ว ใครจะไปชมก็ไปได้ทางเดียวคือ นั่งเฮลิคอปเตอร์แล้วโรยตัวลงมาทางอากาศเท่านั้น!

แล้วยูเนสโกยึดถือหลักเกณฑ์ข้อไหนในการอนุมัติ?

ในหลักเกณฑ์พิจารณารับเป็นมรดกโลกของอิโคมอส "สภาการโบราณสถานระหว่างประเทศ" มี ๖ ข้อ ถ้าพิจารณารวมกับไทยปราสาทพระวิหารจะเข้าเกณฑ์ ๓ ข้อคือ เป็นผลงานเอกอัจฉริยะในการสร้างสรรค์ของมนุษย์ แสดงหลักฐานทางขนบธรรมเนียมได้ และเป็นตัวอย่างของการก่อสร้างที่โดดเด่น

แต่ตามกฎบอกว่า ผ่านข้อใด-ข้อหนึ่งก็ใช้ได้ เมื่อกัมพูชาเสนอฝ่ายเดียวเฉพาะตัวปราสาทโด่ๆ จึงตัดข้ออื่นทิ้งหมด อ้างไปข้อเดียวคือเป็นผลงานอัจฉริยะในการสร้างสรรของมนุษย์ คณะกรรมการมรดกโลกที่ประชุม ณ ควิเบกก็อนุมัติโด่ๆเหมือนกัน โดยผนวกกับเอกสารที่รัฐบาลสมัครและนายนพดลไปตกลงกับยูเนสโกที่ฝรั่งเศสก่อน หน้านั้นเป็นเหตุผลประกอบ

จึงรวบรัด-โมเม ทำลายกรอบเกณฑ์ตัวเอง และไม่ฟังข้อเท็จริงอื่นใด รับจดทะเบียนตัวปราสาทพระวิหารให้กัมพูชา แทนที่จะเป็นการสร้างสันติภาพ กลับกลายเป็นการสร้างปัญหาให้กัมพูชากับไทยต้องขับขานประสานใจ เพื่อความเข้าใจกันไปอีกนาน!

ความไม่ชอบมาพากลของยูเนสโกและคณะกรรมการมรดกโลกที่ไทยทนไม่ได้ ต้องส่งนายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติ ในฐานะตัวแทนฝ่ายไทยไปประท้วงต่อคณะกรรมการมรดกโลกที่จะประชุมครั้งที่ ๓๓ ณ เมืองเซบีญา ประเทศสเปน ระหว่าง ๒๒-๓๐ มิย.ขณะนี้ นอกจาก"ความไม่ถูกต้อง"ที่ผมลำดับคร่าวๆเป็นการปูพื้นความเข้าใจในเรื่องราว แล้ว

อีกอย่างคือ คณะกรรมการมรดกโลกก็รู้ว่า เฉพาะตัวปราสาทโด่ๆมันไม่สมบูรณ์ ต้องมีทางขึ้น มีพื้นที่อนุรักษ์ พื้นที่ใช้สอยทางธุรกิจรอบๆ และองค์ประกอบทางโบราณสถานวัฒนธรรมอื่นๆซึ่งส่วนใหญ่อยู่ฝั่งไทย ทางคณะกรรรมการฯจึงใช้"อำนาจเถื่อน"ระบุให้มี ๗ ประเทศ สหรัฐ จีน ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น กัมพูชา ไทย และอีกประเทศยังไม่รู้จะเอาใครระหว่าง อินเดีย-ลาว-เบลเยียม เข้ามาบริหารจัดการพื้นที่รอบๆตัวปราสาทพระวิหาร

มันใช้อำนาจเถื่อน"หวังปล้น"พื้นที่ ๒,๙๐๐ ไร่ของไทยไปผนวกเป็นพื้นที่รอบตัวปราสาทชัดๆ!

เห็นชื่อก็รู้เช่นเห็นชาติแล้วใช่ไหมว่า ลึกๆอันเป็นเบื้องหลังรวบรัดขึ้นทะเบียนปราสาทนั้น พวกมันเล็งการณ์ไกล หวังใช้กัมพูชาเป็นเครื่องมือยกโขยงเข้ามายึดจับจองพื้นที่ โดยใช้พวก ๖ ประเทศ และการอ้างพื้นที่ทับซ้อนของกัมพูชาเข้าเป็นมติเห็นชอบหารแบ่งแผ่นดินไทย

สุดท้าย ไทย-กัมพูชา ก็เป็นแค่ ตาอิน กับตานา ส่วน สหรัฐ จีน ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น พวกนี้จะเป็น"ตาอยู่"รวยจากมรดกโลกและพื้นที่รอบมรดกโลกกันพุงปลิ้น!

ฝรั่งเศสน่ะตัวดีนัก ค่าทำผัง ค่าบูรณะซ่อมแซมปราสาทพระวิหาร มันก็จะแบ่งกันรวยจากงบส่วนนี้ไปเท่าไหร่แล้ว ฉะนั้น ไทยและกัมพูชาจะนิ่งเฉย หรือหลงกลทะเลาะกัน ปล่อยให้พวกมากลากโจรในคราบนักบุญโลกเข้ามาฮุบทั้งปราสาทและพื้นที่โดยรอบ อันเป็นหัวพุง-หัวมันไปกินกันหมดได้อย่างไร?

แต่อะไรก็ไม่สำคัญเท่า มันวางแผนเสี้ยมเขา"ไทย-กัมพูชา"ให้ตีกัน แล้วพวกมันจะเข้ามาเก็บเกี่ยว ฉะนั้น ไทยต้องรีบคุย รีบปรับความเข้าใจกับกัมพูชาให้ตรงกัน และตั้งด่านสะกัดกั้นโจรในคราบประเทศนักบุญเสียแต่เนิ่นๆ ไม่เช่นนั้น มรดกโลกชิ้นนี้แทนที่พิ่ๆน้องๆไทย-กัมพูชาจะสุขร่วมเสพกัน ๒ ประเทศ ยูเนสโกมัน
จะสมคบกับอีก ๕ ประเทศที่เรียกว่า"คณะกรรมการบริหารพื้นที่โดยรอบ"เข้ามาหารแบ่ง แต่ผมยังสงสัย ยูเนสโกบังอาจ และมีอำนาจอะไรจะให้"คณะกรรมการ ๗ ชาติ"ใช้อำนาจบาทใหญ่เข้ามาเป็นเจ้าเข้าครองพื้นที่ของไทย ๒,๙๐๐ ไร่ นั้น..หือ?

อ้างถึง ลำดับเหตุการณ์

* พ.ศ. 2442 พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ค้นพบปราสาทพระวิหาร
* พ.ศ. 2447 ประเทศฝรั่งเศสเข้าครอบครองอินโดจีน ได้ทำสนธิสัญญาปักปันเขตแดน ระบุให้ใช้สันปันน้ำเป็นเส้นแบ่งพรมแดน ซึ่งมีผลให้ปราสาทพระวิหารอยู่ในดินแดนไทย
* พ.ศ. 2451 ฝรั่งเศสได้จัดทำแผนที่ฝ่ายเดียว ส่งมอบให้ไทย มีแผ่นหนึ่งคือ "แผ่นดงรัก" ที่ครอบคลุมพื้นที่ปราสาทพระวิหาร และไม่ได้ใช้แนวสันปันน้ำเป็นเส้นแบ่งพรมแดน ทำให้ปราสาทพระวิหารในแผนที่อยู่ในดินแดนของกัมพูชา โดยที่รัฐบาลไทยในขณะนั้นไม่ได้รับรองหรือทักท้วงความถูกต้อง
* พ.ศ. 2472 สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสด็จเยือนปราสาทพระวิหาร
* พ.ศ. 2479 ไทยขอปรับปรุงเขตแดน แต่ฝรั่งเศสผัดผ่อน
* พ.ศ. 2482 ไทยขอปรับปรุงเขตแดนกับฝรั่งเศสอีกครั้ง แต่ตกลงกันไม่ได้
* พ.ศ. 2484 อนุสัญญาโตเกียว ทำให้ดินแดนที่เสียไปเมื่อ ร.ศ. 123 และ ร.ศ. 126 บางส่วน รวมถึงปราสาทพระวิหารกลับมาอยู่ในดินแดนไทย
* พ.ศ. 2489 หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีการยกเลิกอนุสัญญาโตเกียวโดยสนธิสัญญาประนีประนอม โดยมีอเมริกา, อังกฤษ และเปรูเข้ามาไกล่เกลี่ย
* พ.ศ. 2492 ประเทศไทยเข้าครอบครองปราสาทพระวิหาร โดยใช้หลักสันปันน้ำเป็นเส้นแบ่งพรมแดน ระหว่างนี้มีการประท้วงจากฝรั่งเศส 3 ครั้ง
* พ.ศ. 2493 กัมพูชาเป็นเอกราชจากฝรั่งเศส
* พ.ศ. 2501 กัมพูชาเรียกร้องให้ไทยคืนปราสาทพระวิหาร
* พ.ศ. 2502 กัมพูชาฟ้องร้องต่อศาลโลก
* พ.ศ. 2505 ศาลโลกตัดสินให้ปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา ด้วยเสียง 9 ต่อ 3
* พ.ศ. 2509 ไทย-กัมพูชาสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอีกครั้ง หลังหยุดชะงักไป 3 ปี
* พ.ศ. 2513 กัมพูชาเปิดเขาพระวิหารให้นักท่องเที่ยวขึ้นชมจากฝรั่งไทย
* พ.ศ. 2518 ปิดเขาพระวิหาร เนื่องจากเขมรแดงยึดอำนาจ และเกิดสงครามกลางเมือง
* พ.ศ. 2535 เปิดเขาพระวิหารให้ขึ้นชมอีกครั้ง เมื่อพรรคประชาชนกัมพูชาของฮุนเซนชนะการเลือกตั้ง
* พ.ศ. 2536 ปิดเขาพระวิหาร เนื่องจากกำลังเขมรแดงยึดครองพื้นที่เขาพระวิหาร
* พ.ศ. 2546 กัมพูชาก็ได้ตัดถนนเข้าไปจนสำเร็จสมบูรณ์หลังจากรอคอยเป็นเวลาช้านาน แต่ก็มีการห้ามเข้าอยู่เป็นระยะโดยมิได้กำหนดล่วงหน้า
* พ.ศ. 2550 กัมพูชาเสนอองค์การยูเนสโก ให้ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก แต่ยังไม่มีข้อสรุป
* พ.ศ. 2551
o 18 มิถุนายน นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่ากระทรวงการต่างประเทศ ได้ลงนามยินยอมให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกแต่ฝ่ายเดียว ร่วมกับ นายอึง เซียน เอกอัครราชทูตกัมพูชา และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง
o 24 มิถุนายน ทางการกัมพูชาปิดปราสาทพระวิหารชั่วคราว หวั่นผู้ไม่ประสงค์ดีเข้าไปทำร้ายชาวกัมพูชาในบริเวณใกล้เคียง
o 28 มิถุนายน ศาลปกครองกลาง มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ให้กระทรวงการต่างประเทศและคณะรัฐมนตรียุติ การดำเนินการตามมติ ครม.ที่รับรองการออกแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชาสนับสนุนให้กัมพูชาจดทะเบียน ปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ไปจนกว่าคดีจะเป็นที่สิ้นสุด หรือ ศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น
o 8 กรกฎาคม องค์การยูเนสโก ประกาศรับปราสาทพระวิหารขึ้นเป็นมรดกโลกเฉพาะแต่เพียงตัวปราสาท


แม้ ปัจจุบันจะไม่มีหลักฐานจับได้ว่า มรดกโลก “เขาพระวิหาร” เป็นการเซ็นเพื่อ “ทักษิณ” หรือไม่ก็ตาม แต่ปริศนานี้กำลังถูกเฉลยออกมาอย่างช้าๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีการตั้งข้อสังเกตว่า เบื้องหลังเหตุการณ์ครั้งนี้ เพราะ“กัมพูชา” เป็นแหล่งพลังงานที่เหลือเพียงไม่กี่แห่งในโลกที่ยังไม่ได้ถูกขุดเจาะ และพร้อมให้กลุ่มทุนเข้าไปดำเนินงาน ในพื้นที่แถบชายฝั่งและนอกชายฝั่ง ซึ่งจากการบรรยายของ TE DUONG TARA

ผู้อำนวยการ Cambodian National Petroleum Authority เมื่อ 18 มกราคม 2006 ระหว่างการประชุมว่าด้วยเรื่องเทคโนโลยีปิโตรเลียม ของอาเซียนครั้งที่ 4 ระบุว่า กัมพูชามีแหล่งก๊าซธรรมชาติและน้ำมัน และมีการผลิตจำนวนมากนอกชายฝั่ง โดยปัจจุบันมีเชฟรอน ได้รับสัมปทานอนุญาตขุดเจาะ

 และยังมีบริษัทจากไทยคือบริษัท ปตท.สผ. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) (PTTEPI)
ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ ปตท. ได้ร่วมทุน 30% กับอีก 2 บริษัท คือ บริษัท Resourceful Petroleum Ltd. และ SPC Cambodia Ltd. อีก 10% เป็นของ CE Cambodia B Ltd.

อเมริกามาแล้ว

March 1, 2007 -- BUSH AND CHENEY, WHO AVOIDED THE VIETNAM WAR, ARE PREPARING FOR A NEW U.S. MILITARY PRESENCE IN SOUTHEAST ASIA - Wayne Madsen Report

BUSH AND CHENEY, WHO AVOIDED THE VIETNAM WAR,
ARE PREPARING FOR A NEW U.S. MILITARY PRESENCE IN SOUTHEAST ASIA:
AFTER THE MIDDLE EAST DISASTER, GET READY FOR INDOCHINA WAR II.
Fri, 02 Mar 2007 11:39:00

Wayne Madsen Report

While in Southeast Asia, this editor looked into rumors that the Bush/Cheney administration has initiated a major military move into Southeast Asia to secure for itself large oil deposits discovered in the waters of the Gulf of Thailand. The U.S. military push into the region is centered on the Cambodian coast, particularly around Sihanoukville.
ขณะที่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, ผู้เขียนได้ฟังเสียงเล่าลือว่า ที่ปรึกษา บุชและเชนีย์ ได้เริ่มเคลื่อนย้ายกองกำลังหลักเข้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อปกป้องแหล่งน้ำมันขนาดใหญ่ที่ค้นพบในอ่าวไทยกองกำลังของอเมริกาได้ใช้ชายฝั่งของกัมพูชาเป็นศูนย์บัญชาการ, โดยเฉพาะรอบๆ สีหนุ วิลล์

ที่มา
---http://www.goldhips.com/board/viewtopic.php?t=1753&postdays=0&postorder=asc&start=90
---http://jimmysiri.blogspot.com/2009_08_01_archive.html