กรณีวิญญาณปฏิเสธการรับบุญ เพราะเหตุใด?

http://ainews1.com/article370.html

Bookmark and Share

เรื่องที่คุณเมย์ ไปประสบมาตอนต้นเดือน พ.ย. 2009 ที่วัดดอยเกิ้ง อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ซึ่งพระอาจารย์ รัตน์ รตนญาโณ เป็นเจ้าอาวาส ซึ่งพระอาจารย์รัตน์ สอนการฝึกวิปัสสนาสมาธิ วิธีต่างๆ โดยใช้อุปกรณ์ พีระมิด และเหรียญสุขภาพ มาช่วยผู้ฝึก ที่ต้องการเยียวยารักษาอาการเจ็บป่วยของตนเอง และพัฒนาจิตของตนเองไปพร้อมกัน ทั้งขั้นต้นและหลังจากได้ไปถึงสภาวะจิตเดิมของตนเองแล้ว หรือถึง ทาง หรือ มรรค

คืนหนึ่งภายหลังจากการฝึกสมาธิหมุนจบสิ้นลง หลวงพ่อมักจะเปิดโอกาสให้ถามคำถามต่าง ๆ ที่ผู้มาฝึกเกิดสงสัยขึ้น หากไม่มีคำถามหลวงพ่อก็มักจะเล่าประสบการณ์ของท่านให้ฟังกัน คืนนั้นท่านพูดถึงการขึ้นไปเผยแพร่ธรรมะบนดอยของท่าน รวมไปถึงการประกอบพิธีสมโภชพระธาตุที่สร้างขึ้นบนดอย ซึ่งขณะที่กำลังบรรจุพระธาตุเข้าองค์เจดีย์นั้น ฟ้าที่ขมุกขมัวก็เปิดเป็นแสงสว่างจ้าส่องลงมาเป็นลำ สร้างความแปลกใจแก่คนที่อยู่ในพิธี หลวงพ่อบอกว่า ท่านถึงกับขนลุก ซึ่งผมเองก็อยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย ยังอดแปลกใจไม่ได้

จากนั้นท่านเล่าว่า ขณะที่ท่านจะแผ่เมตตานั้น ท่านไม่สามารถที่จะทำได้ เพราะว่าวิญญาณบนดอยไม่ยอมรับ

การแผ่เมตตานั้น เนื่องจากถึง เวลาที่พวกเขาจะได้ลงมาเกิดแล้ว ท่านได้อธิบายต่ออย่างละเอียดว่า แต่เดิมชาวเขาไม่ได้อยู่บนดอย แต่อยู่ในที่ลุ่มเป็นเจ้าแผ่นดินเดิม พระของพวกเขาจะกินเจคล้าย ๆ กับพระจีน แต่เมื่อพุทธศาสนาลังกาวงศ์เข้ามาสู่ประเทศไทยสมัยสุโขทัย พระของลัทธิลังกาวงศ์นั้น ฉันเนื้อได้ และมีลักษณะเหมือนพระในปัจจุบัน พวกเจ้าถิ่นเดิมก็ถูกทำลายล้าง จนต้องหนีขึ้นไปอยู่บนดอยนับตั้งแต่นั้นจนเหลือชาวเขา ในปัจจุบัน ซึ่งบัดนี้วิญญาณที่ถูกทำลายล้างไปนั้น ได้เวลาที่จะกลับลงมาแล้ว พวกเขาจึงไม่ยอมรับการแผ่เมตตาที่ได้แผ่ไปให้

'มันเป็นกรรมของพวกเขา เคยทำอย่างไรกับพวกเขาก็จะต้องโดนกลับคืนบ้าง อีกหน่อยพระทั้งหลายจะต้องถูกยึดเงินจนหมด และก็ไม่สามารถอยู่ในสภาพพระเช่นนี้ได้ เมื่อเรื่องพระหมดไป หลังจากนั้นอีกประมาณปีครึ่งก็จะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3' 

(การหยั่งรู้การณ์ล่วงหน้าของพระอาจารย์นี้ อาจไปคล้องจองกับ การรมควันต้นมะม่วง ให้ออกผล ที่ในหลวงทรงกล่าวถึงเอาไว้ในหนังสือ พระมหาชนก..ซึ่งจะรวมไปถึงยกเลิกการแต่งตั้งยศฐาบรรดาศักดิ์ให้แก่คณะสงฆ์ออกไป กลับไปปฏิบัติตามแบบอย่างในพุทธกาลที่เรียบง่ายงดงาม และทำการสังคายนาพระธรรมวินัยเสียใหม่ ให้การปฏิบัติต่างๆ ตรงกับในพระธรรมวินัยเช่น ตอนต้นพุทธกาลอีกวาระหนึ่ง และจะได้ขออโหสิกรรม กฏระเบียบที่ราชวงศ์จักรีได้กำหนดขึ้นไว้กับพระรัตนตรัย และเสริมบุญบารมีให้แก่ส่วนรวมของประเทศไทยสืบไป)

ผมถึงกับตะลึงที่ท่านพูดถึงเรื่องนี้ออกมา โดยไม่มีใครถาม ท่านเลย และเป็นครั้งแรกที่ผมได้ยินกับหูที่ท่านได้พูดถึงเรื่องอนาคต ท่านบอกว่า จริง ๆ แล้วไม่ค่อยอยากเล่านัก เพราะจะทำให้คนตื่นกลัวกัน แต่ที่ท่านเล่าให้ฟังก็เพื่อไม่ให้พวกเราประมาท และเรื่องราวต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นนั้นอยู่ในวิสัยของท่านที่จะรู้ได้

'โยมก็จำเอาไว้เล่น ๆ ก็แล้วกัน ถ้าหากเหตุการณ์เหล่านี้มันเกิดขึ้น ก็จะนึกได้ว่า อ๋อ หลวงพ่อเคยพูดไว้'

ท่านกล่าวอย่างติดตลก ในคืนถัดมา เมื่อผมได้มีโอกาสซักถามกับท่านโดยตรง ท่านได้เล่าเกี่ยวกับรายละเอียดของเรื่องที่จะเกิดขึ้นอย่างชัดเจน มีการระบุถึงบุคคล หรือกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ด้วย แต่ผมคงจะขอข้ามส่วนนี้ไป เพราะเป็นรายละเอียดปลีกย่อยเกินไป และโดยส่วนตัวแล้ว ผมสนใจในภาพรวมที่จะเกิดขึ้นมากกว่า

 'ถ้าเกิดสงครามโลกแล้วเราจะทำอย่างไรดีครับ ?' มีคนถามขึ้น

'ไม่ต้องกลัวหรอกโยม' ท่านตอบ

แต่แทนที่คำตอบของท่านจะทำให้หายกลัว สำหรับผมแล้วกลับตะลึงหนักเข้าไปอีก เพราะท่านได้พูดต่อว่า

'ไม่รู้ว่าพวกเราจะได้อยู่ทันดูสงครามโลกครั้งที่ 3 หรือเปล่า'

หลายคนอาจดีใจว่า สงครามโลกอาจจะใช้เวลาอีกนานกว่าจะเกิดซึ่งตัวเองก็คงตายไปเสียก่อนอะไร ทำนองนั้น แต่ในความคิดของผม คนเราอาจมีสิทธิ์ตายจากภัยพิบัติอย่างอื่นได้ก่อนเกิดสงคราม ซึ่งหลังจากนั้นหลวงพ่อได้เล่าต่อไปว่า การใช้น้ำมันอย่างสิ้นเปลืองจะทำให้ ธาตุต่าง ๆ ที่ประกอบขึ้นเป็นโลกแปรปรวน       ในแกนกลางของโลกซึ่งเอียงอยู่ประมาณ 23 องศาครึ่ง จะมีมโนธาตุมากขึ้น คือมันจะกลวง และเบาขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุดมันจะพลิกตัวลงอย่างกระทันหัน (หลวงพ่อทำมือให้ดู)

'ทำให้เกิดภัยพิบัติอย่างรุนแรงแก่มนุษย์ทั้งหลาย คนจะลอยเคว้งคว้างไปทั่ว บ้างหาที่เกาะแต่ไม่อยู่' 

(ในประเด็นคนลอยเคว้งคว้างนี้ เคยได้รับทราบจากลูกศิษย์พระอาจารย์ ที่ติดตามปฏิบัติวิปัสนากรรมฐาน กับพระอาจารย์มา 15 ปี   ที่ KU HOME ที่พระอาจารย์จะลงมาให้การอบรม 2 เดือน/ครั้ง ได้พูดถึงการเตรียมเซฟเฮ้าส์ ว่าในห้องนอน ไม่ควรมีสิ่งของ ตู้โต๊ะที่จะเคลื่อนที่หรือล้มมาทับคนที่อยู่ข้างใน หรือเราซวนเซไปกระแทกเข้า ม่ว่าจะเป็นผนังห้อง หรือเพดาน และหน้าต่างก็ไม่ควรใช้กระจก ให้เป็นบานไม้แทน แต่ตอนนั้นได้ฟังแล้วก็ไม่ได้ซักถามในรายละเอียดและเหตุผลว่าทำไม ต้องเตรียมห้องนอนหลบภัย ในแบบที่กล่าวแล้ว

เมื่อได้มารับทราบจากบทความในเว็บเพจนี้ แล้วนำมาต่อจิ๊กซอร์กันแล้ว ทำให้เข้าใจสภาพอนาคตที่จะเกิดขึ้นอย่างชัดเจน และลูกศิษย์พระอาจารย์ท่านเดิมยังได้เน้นว่า เมื่อสัญญาณอันตรายปรากฏขึ้น  ซึ่งในตอนนั้นก็ไม่ได้ถามว่าเป็นสัญญาณชนิดใดอีกเหมือนกัน ต่อเมื่อได้มาติดตามค้นหาข้อมูลต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศมากๆเข้า จึงได้ภาพที่ชัดเจน ว่าสัญญาณอันตราย สิ่งหนึ่ง ก่อนจะเกิดเหตุภัยพิบัติ ครั้งรุนแรงวาระแรก พระอาทิตย์จะส่องแสงสีแดงออกส้ม ก่อนจะลับฟ้า และจะเห็นพระอาทิตย์ขึ้น 2 ดวง

และต่อมาจะเกิดสุริยุปราคาขึ้น ก่อนที่ดาวต่างๆจะมาเรียงตัว เป็นแถวเดียวกัน ในระนาบของกาแลกซี่ทางช้างเผือก ตั้งแถวเล็งไปที่ดาวหลุมดำ ใจกลางของแกแลกซี่ทางช้างเผือก และต่อมาทั่วจักรวาลต่างๆจะเห็นแสงวาบสว่างผิดปกติเกิดขึ้น  ผู้ที่ได้เตรียมการอพยพไปที่หลบภัยเอาไว้ล่วงหน้า ให้รีบออกเดินทางทันที และควรเข้าถึงที่พักภายใน 6-7 ชั่วโมงเป็นอย่างช้า

หากต้องผ่านเขตที่มีแผ่นดินไหวมาก ถนนอาจแตกหักใช้การไม่ได้ และมีสิ่งก่อสร้างต่างๆหักพังลงมากีดขวางทางจราจร และอุปสรรคอื่นๆอีกหลายๆอย่าง เพื่อความปลอดภัยของชีวิตตนเอง เมื่อตกผลึกความเห็นของตนเองแล้ว ว่าเหตุเภทภัยจะเกิดประมาณเวลาใด วันใด เดือนใดแล้ว ท่านก็ควรเดินทางไปถึงเซฟเฮ้าส์ล่วงหน้าเสียก่อนอย่างน้อย 3-5 วัน จะได้ไม่ต้องขับรถไปลุ้นไปว่าทางข้างหน้าที่ทุกคนต่างเร่งรีบ จะยังพอมีช่องทางให้เราเดินทางไปถึงที่หมายหรือไม่.....ท่านที่สนใจติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ลิงค์นี้ และอีกลิงค์ 

แล้วรถของเราจะต้องตรึงเอาไว้หรือเปล่า ส่วนเซฟเฮ้าส์ เป็นสิ่งแน่นอน ที่ต้องยึดเหนี่ยวเอาไว้ให้มั่นคงติดกับพื้นดิน และป้องกันลมพายุที่พัดรุนแรงผิดปกติเอาไว้ด้วย ท่านจึงต้องคาดการณ์ทิศทางลม ในบริเวณที่ท่านเลือกทำเลสร้างเซฟเฮ้าส์ด้วย ว่าควรจะมีลมพัดแรงมาในทิศทางใด จะได้ปรับทิศของสิ่งก่อสร้างให้ต้านลมน้อยที่สุด

ส่วนที่เป็นหลังคา ท่านอาจต้องเตรียมป้องกันลูกเห็บขนาดใหญ่ หรือสเก็ดของแข็งจากท้องฟ้า ตกลงมา กระแทก เมื่อเร็วๆนี้ ลูกเห็บที่ตกที่แคนาดาใหญ่โตถึง 1 ฟุต คงต้องมีมาตรการป้องกัน ...ส่วนในโซนประเทศไทย น่าจะเป็นเศษขยะอวกาศที่เหลือจากการเผาไหม้ในอากาศไม่หมดมากกว่า

ทั้งในรูปแบบทางวิศวกรรม และในรูปแบบของกำลังภายใน ที่อิงกับพลานุภาพของพระรัตนตรัย ที่จะได้พิสูจน์กันคราวนี้ ต่อหน้าต่อตา ของผู้ที่จะต้องอยู่เผชิญ สิ่งแวดล้อม ที่ไม่เคยคาดคิดว่าจะเป็นไปได้ พยายามนำบางเรื่อง ที่นึกได้นำมาปูแนวความคิดให้หลายๆท่าน ได้นำไปใช้ต่อยอด ด้านความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว 

ไม่ใช่เตรียมเซฟเฮ้าส์เอาไว้อย่างดี ไปถึงแล้วกลับไม่ปลอดภัยแก่ชีวิต ทั้งลม ฝน และสภาพไร้น้ำหนักของโลก ที่ไม่มีแกนพลังงานหลงเหลืออยู่

ดูคล้ายๆกับอยู่ในซิมมูเลเตอร์ของนักบินอวกาศ จนกว่าโลกที่เหลืออยู่จะได้สถาปันนาแกนพลังงานใหม่แน่นอนแล้ว ดูๆไปก็น่าสนุกดีระหว่างที่ลอยไปลอยมาในที่จำกัดภายในเซฟเฮ้าส์เล็กๆ)

(เมื่อได้ทราบข้อมูล คนตัวเบาจากพระอาจารย์รัตน์ เบาจนอยู่ในสภาพเหมือนแหวกว่ายอยู่ในอวกาศ เรื่องนี้ก็ยังติดอยู่ในใจเรื่อยมา ต่อมาเมื่อเช้าวันที่ 22 ก.ย. 2553 จึงได้ข้อมูลเพิ่มเติมเข้ามาว่า ตัวคนจะขยายใหญ่ขึ้นประมาณ 2 เท่าตัว สร้างปัญหากับผู้ที่อยู่ในที่แคบๆเช่นในเรือดำน้ำ จะผ่านช่องแคบๆในเรือไม่ได้ ส่วนผู้ที่กำลังอพยพเคลื่อนย้ายหนีภัยในวินาทีสุดท้ายทางรถยนตร์ จะมีปัญหา

ถ้ามีผู้โดยสารเต็มคัน รถยนตร์จะรับน้ำหนักน้อยลงแต่ขนาดใส่ผู้โดยสารไม่เพียงพอ และอีกประการหนึ่ง กำลังคลื่นแม่เหล็กที่ดวงอาทิตย์ส่งมาให้โลกตลอดเวลา ยังทำให้อารมณ์ของคนวิปโกรธกันได้ง่ายมาก ในเรื่องที่รู้สึกขัดหูขัดใจเพียงเล็กน้อย ปัญหาทางอารมณ์ที่ทรามลงไปนี้ จะสร้างปัญหาแก่มนุษย์และสังคมมากทีเดียว

โดยความเป็นจริงของพลังงานเส้นแรงแม่เหล็ก ที่ท่วมโลกมากขึ้นทุกวันในปัจจุบันนี้ ก็สร้างปัญหาด้านสุขภาพแก่สิ่งมีชีวิตมากขึ้นทุกวันอยู่แล้ว เนื่องจากโลกต้องรับพลังงานมาจากดวงอาทิตย์และดาวหลุมดำใจกลางกาแลกซี่ทางช้างเผือก เพิ่มขึ้นตลอดเวลาทุกวินาที แต่ไม่สามารถคลายออกปล่อยทิ้งไปทางขั้วโลกใต้สู่ดวงดาวดวงอื่นๆ กลับเก็บพลังงานเอาไว้ทั้งหมด จึงสร้างปัญหาเช่นอากาศร้อนเพิ่มขึ้นเร็วมาก

พร้อมกับเพิ่มปริมาณรังสีแกมม่าที่นักวิจัยเยอรมันค้นพบที่บริเวณขั้วโลกเหนือ และยังไปเพิ่มปริมาณความร้อนให้ภายในเซลล์ทั่วร่างกาย หากมนุษย์ไม่มีเครื่องป้องกันคลื่นพลังงานตัวนี้ ความร้อนภายในเซลล์ทำให้นิวเครียสขยายตัว และยังมีผลกระทบต่อจิตใจ ให้หงุดหงิดและโกรธง่ายอีกด้วย ซึ่งจะเป็นปัญหาส่วนบุคคลและสังคมสูงยิ่งขึ้นโดยลำดับ

ได้ฟังการสัมมนาเจาะลึกภัยพิบัติ เมื่อ 29 ธ.ค. 2553 ที่ ม.ศรีปทุมและองค์กรอื่นๆอีก 3 รายช่วยกันจัดขึ้นนั้น พระอาจารย์รัตน์ได้เปิดเผยในที่ประชุมทราบว่าโลกกำลังเผชิญกับประจุลบจำนวนมหาศาลจากกาแลกซี่อันโดรเมดา ส่งมา ซึ่งจะมีผลร้ายแก่สุขภาพมนุษย์สัตว์สิ่งมีชีวิตต่างๆ มนุษย์จะยิ่งหายใจลำบาก ขาดน้ำในร่างกายมากขึ้น เลือดจะกลายเป็นกรดมากขึ้น หากความเป็นกรดลงมาถึง  pH 6.6 จะเกิดอาการโคม่า

วิกฤตที่พูดถึงจะไม่เกิดขึ้นทันที ไม่ต่างกับน้ำซึมบ่อทราย หรือตายผ่อนส่งโดยคนส่วนใหญ่ไม่ทราบสาเหตุ และไม่เคยคิดหาอุปกรณ์ป้องกันชีวิตตนเอง หรือแม้แต่ผู้ที่ได้รับฟังกับหูตนเอง ก็ยังงมีอีกมาก รับไม่ได้และยากที่จะเข้าใจ เนื่องจากมันเป็นพลังงานลบ ต้องใช้คุณภาพจิตที่ละเอียดพอสมควร

เมื่อวันที่ 3 ม.ค. 2554 ได้มีโอกาสไปกราบท่านครูบาอินทร เจ้าอาวาสวัดสันป่ายางหลวง ที่ จ.ลำพูน ได้เรียนปรึกษาท่านถึงการเล็งๆที่ดินที่วังน้ำเขียวเอาไว้ พระคุณเจ้าตอบทันทีว่าที่นั่นเหนื่อยนะ ก็พอจะเข้าใจสิ่งที่ท่านเตือน มาทบทวนในพุทธทำนายว่าพื้นที่ภาคอิสานจะไม่ประสบภัยพิบัติมากนัก โดยเฉพาะแผ่นดินไหว แต่หลังเหตุรุนแรงของโลกผ่านไปบริเวณภูมิภาพนี้จะอดอยากและมีโรคระบาดมากที่ผุ้คนจะล้มตาย

ตามธรรมดาผลย่อมเกิดแต่เหตุ ก็น่าเสียใจ ที่พี่น้องทางภาคนี้ ค่อนข้างเชื่อข่าวต่างๆง่าย และไม่มีเวลาและอุปกรณ์ในการตรวจสอบข่าวสาร จึงเชื่อคำโฆษณาด้านลบต่างๆได้โดยง่าย จึงถูกพาลงเหวมรณะไปโดยที่ตนเองไม่ได้ตั้งใจ เมื่อในใจของพี่น้องเหล่านี้ไปยึดมั่นในสิ่งที่เป็นปีศาจ หรือมารร้าย จึงกลายเป็นพวกของมารไปโดยไม่รู้ตัว กลายเป็นเหยื่อของมารที่จะมาล้างผลาญชีวิต ตามที่พระแม่องค์ธรรม หรือพ่อเกิดแม่เกิดของทุกสรรพสัตว์ ท่านเปิดเผยให้ทราบ ในที่สุดที่ยังคงเหลือคือผืนแผ่นดินที่แห้งแล้วอดอยาก ยากที่สิ่งมีชีวิตจะดำรงค์ชีวิตอยู่ได้ เมื่อต้องอดทั้งน้ำและอาหาร และยังอุดมไปด้วยโรคระบาดร้ายแรงอีกด้วย แล้วอย่างนี้สภาพชีวิตจะมีอะไรเหลือ

ในรายละเอียดลึกๆพี่น้องชาวอิสานคงจะตระหนักแก่ใจได้ดี ว่าสภาวะการดำรงค์อยู่ในสังคมส่วนใหญ่ในภูมิภาคของอิสานนั้นเป็นอย่างไร  พลังงานของจิตโดยรวมที่เป็นลบจะดึงดูดสิ่งที่เป็นลบด้วยกันเข้ามาโดยอัตโนมัติ ที่เล่าให้ฟังนี้เป็นการขยายความ 'คำ' ของท่านครูบาอินทร ที่ท่านใช้คำว่าเหนื่อยนะที่นั่น แต่อย่างไรก็ตามในบางจังหวัดที่ในพุทธทำนาย ได้พูดถึงว่าจะพออยู่ได้บางจังหวัดเช่นที่อุดร อุบล เป็นต้น

สำหรับผู้ที่ต้องรับมือสิ่งรบกวนทั้งความร้อนรอบร่างกาย และความร้อนสะสมในร่างกายทั่วทุกเซลล์ ร้อนทั้งนอกร้อนทั้งใน มีออกซิเจนสำหรับหายใจน้อยลง ผสมกับคนปัจจุบันหายใจถี่และตื้น ก็จะทำให้หัวใจหยุดเต้น เพิ่มปริมาณมากขึ้นอย่างน่าสงสาร ที่จะมีมนุษย์ทั่วโลกเสียชีวิตอย่างไม่คาดคิด เช่นเดือนที่แล้ว ชาวมอสโคว์เสียชีวิตนับหมื่นคน ต้นเดือน ก.ย. ทางญี่ปุ่นเริ่มเสียชีวิตและอีกครึ่งแสนต้องเข้าโรงพยาบาลด่วน โดยคลื่นความร้อนปรากฏขึ้นเป็นโซนๆ หมุนเวียนไปทั่วโลก)

คนที่จะรอดได้ก็คือ....

next ......

เชิญทุกท่าน ร่วมสร้างบุญกุศลด้วยกัน ....ส่งข่าวสารแก่เพื่อนๆ มีโอกาสชมจิ๊กซอร์ต่างๆ สำหรับนักค้นหาสาระชีวิตต่อภาพส่วนตัว ทั้ง ด้านโลกียะและโลกุตระ ที่ ainews1.com จัดไว้บริการให้แก่เพื่อนๆต่างวัยทุกคน ฟรี  ที่ลิงค์ /article385.html     Bookmark and Share