อนาคตังสญาณ 'กับเหตุการณ์เผาบ้านเผาเมือง' ใน 'พระมหาชนก'

http://ainews1.com/article377.html   Bookmark and Share

เหตุการณ์เผาบ้านเผาเมืองใน'พระมหาชนก'

ท่านลองติดตามการถอดรหัส บางหน้าในหนังสือพระมหาชนก



จากพระราชนิพนธ์พระมหาชนก หน้า ๑๖ และ ๑๗


'อนาคตังสญาณ' คือญาณที่ล่วงรู้อนาคต เป็นญาณของผู้มีอภิญญาจิต

สิ่งเหล่านี้มีอยู่จริง และปรากฏให้เราเห็นอย่างประจักษ์ชัดในพระราชนิพนธ์เรื่อง'พระมหาชนก'
นับได้ว่าเป็น Metaphysic experiment ที่มีมหากาพย์แห่งการฟื้นฟูแผ่นดินสยามฉบับนี้ชี้วัด

พระราชนิพนธ์เรื่องนี้ ถูกพิมพ์ออกมาจำหน่ายครั้งแรก ในปี ๒๕๓๙
โดยทรงใช้ความวิริยะอุตสาหะในการแต่งหนังสือที่ทรงรักเล่มนี้ ถึง๑๑ ปี

นั่นก็หมายความว่า ทรงทราบเหตุการล่วงหน้า ไม่ต่ำกว่า ๒๕ ปี
จึงได้พระราชนิพนธ์ วิธีการฟื้นฟูต้นมะม่วง ๙วิธี ภายหลังที่ต้นมะม่วงถูกยื้อแย่งล้มลง
ซึ่งทั้ง ๙ เป็นปริศนาธรรม อุบายวิธีของการฟื้นฟูแผ่นดินนี้

หากท่านพิจารณาใคร่ครวญอย่างโยนิโสมนสิการแล้ว เกิดความตระหนักรู้ เกิดปัญญาญาณ
เหตุการณ์ในวันนี้จึงบอกเราอย่างชัดแจ้งว่า
จำเป็นอย่างยิ่งและถึงเวลาแล้ว
ที่จะช่วยกันน้อมนำแนวทางและวิธีการ การฟื้นฟูแผ่นดินสยาม จากพระราชนิพนธ์ฉบับนี้ มาใช้ปฎิบัติให้เกิดผลจริง
ซึ่งเป็นทางออก ทางรอด และจะนำพาประเทศชาติให้กลับมาเจริญรุ่งเรืองด้วยพระพุทธศาสนาอีกครั้ง

อนุโมทนา :  ธัมมะอาสา



การถ่ายทอดปริศนาธรรมผ่านงานเขียน เปิดอิสระสู่การตีความผ่าน มุมมองจากฐานความรู้ ประสบการณ์ และการรู้รอบของผู้อ่าน

การตีความ: เหตุการณ์ที่เหล่าอำมาตย์และขุนนางพ่อค้า สวมเสื้อหลากสี หลากสำนัก หลายพรรค ยื้อแย่งปีนป่ายขึ้นสู่บันใดแห่งอำนาจ และกระทำทุกวิถีทางในการตีบ้านตีเมือง เพื่อให้ได้ซึ่งอำนาจและผลประโยชน์นั้น



: ผู้หลงผิด คิดว่าตนคือเหล่า วีรชนผู้กล้า มุ่งมั่นเพียรพยายาม ทุ่มเททรัพย์สินและหยาดเหงื่อ ยอมเสียสละเลือดเนื้อ หรือสละแม้แต่ชีวิตเพื่ออุดมการณ์รักชาติ รักประชาธิปไตย รักสถาบัน อันยิ่งใหญ่
เป็นผู้ถูกครอบงำด้วยสื่อเฉพาะกิจเชิงเดี่ยว ที่นำ"ความดี'(ไม่แท้) มารับใช้ 'ความชั่ว' ได้อย่างแยบคาย


ครั้งโน้นเหลือง


ครั้งนี้แดง

เหลือง แดง ทั้งคู่ นำมาสู่หายนะ




: ไพร่ฟ้าประชาชน ที่มีฐิทิ ยึดมั่นในฝักฝ่าย จากการถูกกระตุ้นเร้าด้วยสื่อเฉพาะกิจเชิงเดี่ยว ปลุกเร้าโทสะและโมหะตลอด24 ชั่วโมง แม้ความน้อยเนื้อต่ำใจจากความไม่เท่าเทียมและความอยุติธรรมในสังคม ความยากจน และสารพัดสารปัญหาสังคม (ซึ่งมีมาทุกยุคทุกสมัย หากคนห่างไกลศีลธรรม) ก็ถูกนำมาใช้ปลุกระดม ให้คนในชาติมีความเกลียดชัง จนสามารถลุกขึ้นมาประหัตประหารกันเอง



: แม้จะต้องอยู่คู่กัน แยกกันเมื่อใดก็หมดประโยชน์ หมดความหมาย
แต่ทั้งสองข้าง ทั้งสองสีก็พยายามที่จะไม่อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข




: media = mind control
สื่อใส่สี
ปรากฏการณ์ข่าวหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ และสื่อต่างๆ เป็นเครื่องบอกความเขลาอย่างยิ่งของเจ้าของสื่อและระบบทุน
ที่ทำให้คนไทยค่อนประเทศตื่นเช้าขึ้นมาก็ต้องพบกับข่าวร้าย
เริ่มเช้าวันใหม่ด้วยจิตที่เป็นอกุศลก็จะพบอกุศลไปตลอดวัน
อีกทั้งที่ปลายของโทสะยังมีรสอร่อย ชวนให้เสพติด ทุกๆวัน
สื่อไม่ดี นอกจากจะเป็นกระจกสะท้อนสังคมแล้ว ยังเป็นการสร้างค่านิยมและชี้นำสังคมนั้นๆด้วย
ดุจดั่ง การเติมเชื้อไฟ แห่งโทสะ โมหะ โลภะ สังคมจึงถูกครอบงำด้วยโมหะภูมิอย่างไม่จบไม่สิ้น



: ทาส หรือตัวประกันที่ถูกจองจำ ท่ามกลางวงล้อมของความขัดแย้งและความรุนแรง (จะถูกทหารจับหรือถูกฝ่ายไหนยึดบัตรประชาชนไปด้วยหรือไม่นั้นก็มิอาจทราบ ได้)

จากยุคที่
ขุนนางอำมาตย์ อาจกลายเป็น ขุนนางพ่อค้า
ตะพุนหญ้าช้าง อาจกลายเป็น ลูกจ้างในห้างหรูๆ
เราพบว่าสมัยนี้ก็ยังมีทาสอยู่

หลายตนมีที่ดิน แต่ก็ไม่ได้ลืมตาอ้าปาก
หลายตนแม้แต่ที่ดินก็ไม่เหลือ เพราะมีพวกตาน้ำข้าวคอยกว้านซื้อที่ต่อจากนายทุน
น่าแปลก
ทาสบางตนแต่งตัวดี ผูกไท้ใส่สูท สวมรองเท้าหนัง (ทั้งๆที่เมืองเราก็เป็นเมืองร้อน)
ทาสบางตนก็มีรถเบนซ์หรูๆ อยู่บนตึกสูงๆ

พวกนี้เป็นทาสที่ไม่รู้ตัว ว่า...ตัวเป็นทาส
พวกเขาจึงไม่เคยแม้แต่จะฝันถึงหรือสัมผัสกับอิสระ

แม้พวกเขาจะเรียกตนเองว่าเป็นไทย แต่เขาไม่เคยได้สัมผัสมัน
ไทยที่ไม่เคยเป็นไทแม้ร.๕ จะทรงโปรดก็ตาม

ทาสเหล่านี้น่าสงสารยิ่งนัก เพราะ..
จะต้องเป็นทั้งทาสและนักโทษประหาร



: ทหารที่เลือกจะหันหลังให้กับประชาชนและความขัดแย้ง ในตอนต้นของเหตุการณ์ สังเกตคนบังคับม้า สวมเสื้อเหลือง ซึ่งจะได้เปรียบในการรบ มากกว่าเสื้อแดงชุดโบราณ ที่ถือโล่โบราณ และเป็นพลเดินเท้า

ซึ่งทั้งสองฝ่ายก็......





Significance of Kailas ­ Manasarovar

Mount Kailas (22,028 ft, 6,714 m), the famed holy peak, is situated to the north of the Himalayan barrier in Western Tibet. This legendary snow-shrouded rock dome is one of the most revered pilgrimage sites for Hindus, Buddhists, Jains and Bonpos (Pre-Buddhists) and draws pilgrims from India, Nepal, Mongolia, Tibet, Japan, China, Southeast Asia and other parts of the world. At the slopes of Kailas, a stream is said to pour into Manasarovar and from this lake, flow four of Asia's great rivers ­ the Indus, the Brahmaputra, the Karnali and the Sutlej.

ความสำคัญ ของเขาไกรลาส และทะเลสาบมานาซาโรวาร์
เขา ไกรลาสสูงประมาณ22,028 ฟุต หรือ 6714เมตร เหนือระดับน้ำทะเล เป็นยอดเขาศักดิ์สิทธ์ ที่มีชื่อเสียงตั้งตระหง่านอยู่ในเทือกเขาหิมาลัยตอนตะวันตกของธิเบต มีหิมะปกคลุมยอดหินรูปโดม เป็น สถานที่ผู้ประสงค์จะไปเคารพสักการะและแสวงบุญ จากผู้นับถือศาสนาฮินดู ศาสนาพุทธ ศาสนาเชน และเหล่า Bonpos ที่เป็นนิกายที่เกิดก่อนศาสนาพุทธ วาดเส้นการเดินแสวงบุญทางจากอินเดีย ไปยังเนปาล มองโกเลีย ทิเบต ญี่ปุ่น จีน และคนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และทุกภาคในโลก แนวภูเขาที่สูงชัน เป็นที่กล่าวกันว่าเป็นสายน้ำที่ไหลลงไปสู่ทะเลสาบมานาซาโลว่าร์ และจากทะเลสาบเกิดแม่น้ำสี่สายสำคัญของเอเชีย คือ แม่น้ำสินธุ แม่น้ำพราหมณ์บุตรา แม่น้ำคานาลี และแม่น้ำแดง (Sutlej)


For well over a thousand years, pilgrims have journeyed here to pay homage to the mountain's mystery, circumambulating it in a ritual that continues to this day. Their faith proclaims that not just the mountain's ice - capped summit but the entire region is the abode of the Gods.

นัก แสวงบุญเดินทางกันมาที่นี่ เพื่อสักการะบ่อน้ำ้สีมรกต
อายุเป็นหลายพันปี มาสักการะความลึกลับแห่งหุบเขา
เดิน จงกรม ในพิธีกรรมที่ดำเนินมาถึงทุกวันนี้ ประกาศความเชื่อที่ว่าที่นี่ไม่ใช่แต่ยอดเขาน้ำ้แข็งเท่านั้น ยังรวมไปถึงพื้นที่ทั้งหมดที่เป็นที่พำนักของเทพเจ้า

เชิญทุกท่าน ร่วมสร้างบุญกุศลด้วยกัน ....ส่งต่อข่าวสารแก่เพื่อนๆ มีโอกาสชมจิ๊กซอร์ต่างๆ สำหรับนักค้นหาสาระชีวิตต่อภาพส่วนตัว ทั้ง ด้านโลกียะและโลกุตระ ที่ ainews1.com จัดไว้บริการให้แก่เพื่อนทุกเพศวัยทุกคน ฟรี ที่ลิงค์ /article385.html   Bookmark and Share

 

next.....