พระเจ้าจักรพรรดิ ในจิตทัศน์ของนอสตราดามุส

http://ainews1.com/article402.html

Bookmark and Share


 
" เสียงนุ่มนวลแห่งมิตรไมตรีอันศักดิ์สิทธิ์ ได้ยินจากแผ่นดินทิพย์ แสงเพลิงมนุษย์ ฉายรองรับเสียงประเสริฐนั้น จะเป็นเหตุให้โลกต้องเปื้อนเลือด สมณเพศทั้งหลายที่ไม่ยึดถือศีล (พรหมจรรย์) และนำไปสู่การทำลายโบสถ์วิหารที่ไร้ความบริสุทธิ์ "
(ซ.1 ค.96 )
 
นับว่าเป็นเรื่องที่น่าแปลกน่าอัศจรรย์อย่างมากเลยที เดียว ที่นอสตราดามุสได้เขียนโคลงทำนายบทนี้ขึ้นเมื่อ 450 ปีก่อน ภายใต้สังฆจักรโรมันคาทอลิก สมมุติว่าท่านได้มีโอกาสศึกษาพระธรรมคำสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งมีประวัติยาวนานถึง 2,000 ปีกว่ามาแล้วในสมัยนั้น ท่านคงจะไม่กล่าวถึงพระศรีอาริยเมตไตรยอย่างแน่นอน

ถ้า ในจิตทัศน์ของท่านไม่ได้เห็น สัจธรรมบางอย่าง ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และมีส่วนสัมพันธ์กับศรัทธาใหม่ของโลกโดยตรง คำว่า " มิตรไมตรีอันศักดิ์สิทธิ์ " นี้จะเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจากพระนามของพระศรีอาริยเมตไตรย เพราะคำว่า " เมตไตรย " นี้ แปลว่า " เพื่อน " ในความหมายของภาษาบาลี สันสกฤต บุคคลผู้นี้เป็น Sacred Friend จะเป็นใครก็ตาม แต่การใช้คำว่า " มิตรไมตรีอันศักดิ์สิทธิ์ " หรือ " เพื่อนผู้ศักดิ์สิทธิ์ " แสดงให้เห็นว่าผู้ที่จะมาโปรดสัตว์ในโลกยุคนี้ จะไม่ใช่เป็นบุคคลธรรมดาอย่างแน่นอน (ในรอบพันปีที่ 3 ของ พุทธศาสนา ทางเทวสภาได้มีมติเป็นเอกฉันท์ ส่งพระศรีอริยเมตไตรย์ ลงมาทำหน้าที่ ฟื้นฟูสืบต่อพระพุทธศาสนาของพระสมณโคดม ให้ยืนยาวจนครบ 5,000 ปี ในดินแดนสุวรรณภูมิ) 

อีกทั้ง มาจากแผ่นดินอันศักดิ์สิทธิ์ หรือ Holy Ground อีกด้วย ก็ยิ่งชี้ชัดว่าน่าจะเป็นองค์พระศรีอาริยเมตไตรย ซึ่งนายจอห์น ฮอค ฟันธงว่าจะเสด็จมาในโลกนี้ประมาณ ระหว่างคริสต์ศักราช 2000 ( พ.ศ.2543 ) หรือกว่านั้นเล็กน้อย ซึ่งใกล้เคียงกับวันเวลาที่พระเยซู หรือพระมาซิอาร์ พระมะฮุดีย์ ตามความเชื่อของมุสลิม จะเสด็จมาในวันพิพากษาโลกนี้ ซึ่งหลายฝ่ายเชื่อกันอย่างเงียบๆ ว่าอาจจะเป็นพระศาสดาโพธิสัตว์องค์เดียวกันก็ได้

การ เสด็จมาของพระศรีอาริยเมตไตรย ก็คงต้องมาชำระสะสางความเสื่อมของศาสนาอยู่แล้ว ในภาวะที่มีการวิวัฒนาการ บรรดาพระสงฆ์สมณเพศผู้ยึดถือพรหมจรรย์ ก็คงไม่แตกต่างอะไรกับนักบุญทั้งหลายผู้เสียสละในอดีต วันเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงนั้นคงต้องผ่านขั้นตอนตามปรกติวิสัย ซึ่งบางครั้งอาจต้องมีความเจ็บปวดอันเกิดจากการต่อต้าน หรือขัดแย้งทางอุดม การณ์ และความคิดเกิดขึ้น ซึ่งในหลายๆ กรณีที่เกิดขึ้นในอดีต การเสียสละของนักบุญอาจถึงกับต้องเลือดตกยางออก
 
(การปฏิรูปพระพุทธศาสนาคราวนี้ จะเกี่ยวข้องกับภาพยนตร์ประวัติศาสตร์อนาคตตัวอย่างฉายล่วงหน้า ที่พระอาจารย์รัตน์ ประสบเหตุ แผ่เมตตาบนดอยไม่ได้ หรือไม่ อีกไม่ช้าคงจะได้เห็นกัน....หากนำจิ๊กซอร์ตัวสำคัญที่พระอาจารย์กล่าวไว้ มาพิจารณาต่อ.... ทำไมจึงจะมีการยึดทรัพย์ของพระสงฆ์ทั้งหมด จนในที่สุดพระเศรษฐีเหล่านี้ก็จะอยู่ไม่ได้  สมัยนายกทักษิณ ก็เคยเตรียมจะเอาเงินของวัดทั่วประเทศ ร่วม 1 ล้านๆบาทออกมาใช้ทีหนึ่งแล้ว 
 
อีกไม่นาน ทั่วโลกจะอดอยากยากแค้นรวมทั้งประเทศสยามด้วย...เนื่องด้วยเหตุนี้หรือ  ฝ่ายปกครองบ้านเมืองจึงต้องมายึดเงินจำนวนดังกล่าวไปใช้หรือไง....พระอาจารย์ท่านกล่าวไว้สั้นๆ ไม่ได้ลงรายละเอียด...แต่ในด้านพลังงานอดีต จะเป็นการเอาคืนของพระสงฆ์ในประเทศสยามที่ปรกติฉันมังสะวิรัติ และถูกระรานจากพวกพระที่ฉันเนื้อสัตว์ที่เอาแบบอย่างมาจากประเทศศรีลังกา จนท่านอยู่บนที่ราบไม่ได้ และไปสูญพันธุ์บนดอย.... พลังงานไม่สูญหายไปไหน ..แรงกรรมจึงย้อนกลับมาให้ผลใหม่แก่พระประเภทมั่งคั่งในปัจจุบันอีกรอบอย่างนั้นหรือ
 
ระยะเวลาที่อาจจะเกิดขึ้น หากนำจิ๊กซอร์ 9 พ.ค. 2556 ที่ไขออกมาจาก พยากรณ์ของนางมณีเมขลา ในหนังสือพระมหาชนก ของในหลวง มาพิจารณา...เหตุภัยพิบัติต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น จะบั่นทอนภาวะเศรษฐกิจ ของประเทศไทยไปมากกว่า 2.7 หมื่นล้านล้านบาทขึ้นไป เป็นการให้ความเห็นของอีกผู้หนึ่งที่หยั่งรู้ เหตุการณ์ประเทศไทย ทั้งอดีต อนาคต ..จึงพอสรุปได้ว่าราวปลายปี 2557 เหตุการณ์ยึดทรัพย์พระผู้มั่งมีเงินทองอาจต้องถูกยึดทรัพย์ มาเป็นของแผ่นดิน...มองในแง่ดี ก็เป็นการดี หากเจ้าของทรัพย์ตัดใจได้ ก็เท่ากับปลดน้ำหนักที่ถ่วงการเจริญสติ ให้เข้าสู่ 'ทาง' หรือ 'มรรค' ได้สะดวกยิ่งขึ้น หากไม่มัวแต่ท้อแท้เสียดายทรัพย์สินเงินทอง)
 
" อังคารกับคฑาของจูปิเตอร์ (พฤหัส) เล็งลัคน์
เกิดสงครามมหาวิบัติภายใต้ราศีกรกฎ
หลังจากนั้นไม่นาน กษัตริย์ใหม่จะถูกสถาปนา
เป็นผู้นำสันติสุขมาสู่โลกมนุษย์เป็นเวลายาวนาน
"
( ซ.6 ค.24 )
 
วรรคที่น่าสนใจในโคลงบทนี้ ได้แก่วรรคที่มีคำว่ากษัตริย์ ที่จะนำสันติสุขมาสู่โลกมนุษย์ หลายฝ่ายตีความกันว่า นอสตราดามุสกำลังพูดถึงวันที่โลกชำระบาปแล้ว หลังจากกลียุคอันเกิดจากสงคราม ภัยพิบัติอันเกิดจากธรรมชาติ หรือโรคระบาด โลกจะปรากฎผู้นำใหม่ที่มาในมิติที่อยู่เหนือธรรมชาติ อาจจะเป็นพระศรีอาริยเมตไตรย พระมาซิอา พระมะฮุดีย์ หรือพระยาธรรมิกราช ที่เสด็จมาโปรดสัตว์ตามพุทธทำนาย ตามคำทำนายในพระคัมภีร์ไบเบิ้ล หรือตามพระวัจนะในพระคัมภีร์อัลกุรอ่านก็ได้
 
(หลังจากภัยพิบัติของโลก แล้วความอดอยากทั่วโลกจะตามมา พร้อมทั้งภาวะเศรษฐกิจทั่วโลก ล่มสลาย มนุษย์จึงหันมาทำสงครามแช่งชิงทรัพยากร เกิดขึ้น ซึ่งอาจเหลือพลโลกอยู่ไม่มากนักหลังโลกประสบภัยพิบัติ  ในสงครามครั้งที่ 3 นี้ ผู้มีจิตทัศน์ในอดีต ได้บันทึกไว้ว่า ระเบิดนิวเคลีร์ยลูกที่ 3 จะนำออกมาใช้ทางภาคตะวันออกระหว่างประเทศคู่พิพาทกันมา 50 ปี และสงครามคราวนี้ จะมีการนำระเบิดนิวเคลีร์ยออกมาใช้ จำนวน 3 ลูกด้วยกัน แล้วหลังจากนั้น อเมริกันจะนำอาวุธเส้นแสงมายุติสงคราม แรงสั่นสะเทือนจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลกมากมาย
ทั้งภัยพิบัติและสงครามโลก โลกจะไม่เเหลือประเทศมหาอำนาจใหญ่ๆเช่นปัจจุบันอีกต่อไปใครที่ต้องการรอดูก็พยายามหาทางเอาชีวิตรอดให้ได้ไปถึงเวลานั้น หรืออยู่ให้พ้น ปี 2562
 
หากลองนำ จิตทัศน์ของนอสตราดามูส 'กษัตริย์ใหม่จะถูกสถาปันนา เป็นผู้นำสันติสุขมาสู่โลกมนุษย์เป็นเวลายาวนาน'  เมื่อถอดรหัสคำทำนายของนอสตราดามูส ออกมา โดย ใช้จิ๊กซอร์ อื่นๆที่เกี่ยวข้องเข้ามาพิจารณา เช่น  

"Our country is rich And strategic So that if there is any struggle in the world, people want to get this country And there's always a struggle in the world We still stand here We stand here for the good of the whole world."

เป็นการให้สัมภาษณ์ นักข่าวของแนชชั่นแนลจีโอกราฟฟิค เมื่อ เดือน ต.ค. 2525 ในประโยคท้าย พระองค์ทรงเน้นย้ำในความเป็นผู้นำของโลก ซึ่ง ทางองค์การ ยูเอ็น ก็ยอมรับ ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง ซึ่งเป็นแนวทางที่อิงกับธรรมชาติอย่างดี ที่มนุษย์ทุกคน จะต้องเดินทางนี้ ไม่ใช่รบกับแม่ หรือมีชีวิตอย่างไม่เคารพแผ่นดิน ที่ทุกคนอาศัยเกิด และนำทรัพยากร มาใช้ในตัวตนของแต่ละคนของมวลมนุษย์ทั่วโลก
 
หากตระหนักรู้ จะสามารถนำมาใช้ดำเนินชีวิต ได้เป็นอย่างดี ทั้งก่อนหรือหลังที่โลกจะประสบพิบัติภัย ในรอบ 13,000 ปี พร้อมทั้งมาตรการอื่นๆอีกหลายชนิด ที่ในหลวงได้ทรงตระเตรียม ให้แก่พสกนิกร ชาวไทยเอาไว้ล่วงหน้า 20 กว่าปี  โดยภาครัฐาล ไม่ได้ให้ความสนใจสนับสนุนเท่าที่ควร คือยังตกอยู่ในโมหภูมิ อย่างไม่ลืมหูลืมตา กอบโกยอย่างเดียว เข้าใจว่าเกิดครั้งเดียวตายครั้งเดียว เต็มไปด้วยอวิชชา ไม่รู้ว่าตนเองจะเผชิญอะไรหลังจากได้ตายไป จะรู้อีกทีก็สายเสียแล้ว กลายเป็นเหยื่อของพญามัจจุราชไปเรียบร้อย
 
เมื่อโลกเข้าสู่แรงดึงดูดของกาแลกซี่ไตรแองกุลัม สิ่งแวดล้อมโลกจะดีมาก และดีเอ็นเอ ของ  มนูษย์จะดีขึ้นด้วย คนที่เหลือรอด ก็จะมีอายุยืน ทั้งการกินอยู่ ที่จะไม่เบียดเบียนชีวิตสรรพสัตว์ทั้งหลาย ในช่วงระยะเวลานั้น ประชากรทั่วโลกจะเพ่งมองมาที่ประเทศไทย ที่โดดเด่น ด้วยการนำขององค์พระประมุข ที่ทรงทศพิธราชธรรม อย่างเข้มข้น ที่คนทั่วโลกจะพร้อมใจกันยกให้ทรงเป็นกษัตริย์ มหาราชาผู้ยิ่งใหญ่ของสังคมโลก และจะพากันสถาปันนาระบบกษัตริย์ ขึ้นในประเทศของตน โดยนำเอาต้นแบบของในหลวงรัชกาลที่ 9  ไปใช้อย่างเคร่งครัด)

ตาม การคำนวนทางโหราศาสตร์ โดยอาศัยหลักของดาราศาสตร์ ดาวอังคารจะเล็งลัคน์กับดาวพฤหัสหลังปี ค.ศ.1999 เป็นครั้งแรกในวันที่ 21 มิถุนายน ค.ศ.2002 (พ.ศ.2545) เพราะฉะนั้นเหตุการปาฎิหาริย์ที่จะทำให้ชาวโลกตะลึง น่าจะเกิดขึ้นในกำหนดเวลาดังนี้ (สงครามย่อยๆจะทะยอยเกิดขึ้นต่อเนื่อง และจะไปวิกฤตสุดๆในปี 2556)

ระหว่างเดือนกันยายน - ตุลาคม ค.ศ.2004 ( พ.ศ.2547 )
ระหว่างเดือนธันวาคม ค.ศ.2006 ( พ.ศ.2549 )
ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.2009 (พ.ศ.2552 )
ระหว่างเดือนเมษายน- พฤษภาคม ค.ศ.2011 ( พ.ศ.2554
 
(ก่อนที่ ระเบิดนิวเคลียร์ของมนุษย์จะนำออกมาใช้ ดาวนิบิรุ อาจ นำเศษดาว น้อยๆ ขนาด 1 กม. ที่ปรกติลอยอยู่ในอวกาศระหว่างดาวอังคารและดาวพฤหัส ที่เราเห็นเป็นทางยาว ดุจภูเขาขนาดใหญ่กำลังติดไฟลุกแดงฉาน พุ่งลงมาตกในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ระหว่างประเทศมอนาโคและอิตาลี่ ความรุนแรงเท่าๆกับระเบิดนิวเคลียร์ 1,000 พันตัน ระเบิดที่เคยใช้ที่ญี่ปุ่น เพียง 4.5 ตัน เท่านั้นเอง เป็นอีกเหตุการณ์หนึ่งที่นอสตราดามุส บันทึกไว้ในโคลงของเขา)
 
(ผู้ที่อาศัยในที่ราบลุ่มภาคกลาง และพื้นที่ด้ามขวาน ให้บันทึกวันสำคัญในอนาคตของประเทศไทยเอาไว้ จากการถอดรหัสในพยากรณ์ของ  นางมณีเมขลา 9 พ.ค.  ในหนังสือพระมหาชนกของในหลวง ตรงกับ วันที่ 9 พ.ค. 2556  ซึ่ง ที่ผ่านมา ในพยากรณ์ของนางมณีเมขลา 2 พ.ค. 51 พยากรณ์พายุนาร์กีส ถล่มพม่า ตรงตามที่พายุรุนแรง ความเร็วลมศูนย์กลาง 240 กม./ชม. ได้เกิดขึ้นทุกประการ)

วัน เวลาดังกล่าวที่บันทึกไว้ข้างต้นนี้ น่าจะเป็นการคำณวนเวลาของวาระแห่งการสิ้นยุค ของสังคมมนุษย์โลกจากหลักฐานต่างๆ เท่าที่จะเสาะหามาได้

" บรรยากาศ ท้องฟ้า แผ่นดินโลกจะมืดลง และถูกบดบังจนมืดครึ้ม แม้แต่คนไม่เชื่อศาสนา ยังพร่ำเรียกหาพระผู้เป็นเจ้ากับนักบุญ.... "
( ซ.9 ค.83 )

คำทำนายของนอสตราดามุสข้างต้น นี้ คล้องจองกับพุทธทำนายที่บอกว่า ท้องฟ้าจะมืดเจ็ดวันเจ็ดคืน ครุฑจะบินกลับถิ่นสถาพร คนจรจะกลับกรุง ฟูกจะมีหนาม ผีป่าจะเข้าบ้าน ผีบ้านจะเข้าไพร....และในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลกับพระคัมภีร์อัลกุรอาน ทำนายว่าพระอาทิตย์จะมืดลง ดวงจันทร์จะหยุดส่องแสง ดวงดาวบนท้องฟ้าจะร่วงหล่น...ช่างเป็นภาพที่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่งเลยที เดียว.....
 
back up data:  หนังสือนอสตราดามุส ฉบับเพิ่มเติมเกี่ยวกับศรัทธาใหม่ เขียนโดยศาสตราจารย์เจริญ วรรธนะสิน
 

เชิญทุกท่าน ร่วมสร้างบุญกุศลด้วยกัน ....ส่งข่าวสารแก่เพื่อนๆ มีโอกาสชมจิ๊กซอร์ต่างๆ สำหรับนักค้นหาสาระชีวิตต่อภาพส่วนตัว ทั้ง ด้านโลกียะและโลกุตระ ที่ ainews1.com จัดไว้บริการให้แก่เพื่อนๆต่างวัยทุกคน ฟรี  ที่ลิงค์ /article385.html     Bookmark and Share