เพิ่มคลื่นความถี่บนทางมรรคกับพระอาจารย์ รัตน์ รตนญาโณ

http://ainews1.com/article403.html

ถอดความจาก : มรรค :
 
พระอาจารย์ รัตน์ รตนญาโณ วัดดอยเกิ้ง

เว็บเพจ นี้ เหมาะสำหรับ ผู้ที่ได้ปฏิบัติธรรม จนจิตแยกออกจากกายเนื้อ เข้าสูสภาวะจิตเดิมของตนถึง'ทาง' หรือ 'มรรค'  ซึ่งคนและสัตว์ต่างก็มีอยู่กับจิตของตนเองด้วยกันทั้งนั้น ส่วนวิธีการในมหาสติปัฏฐานต่างๆที่พระอาจารย์ชี้แจงไว้ที่ลิงค์นี้  

ผู้ที่สนใจ สามารถแวะศึกษาได้ และเลือกวิธี ที่เราถนัด หรือชอบ ตามจริตหรือของเดิมของแต่ละคน ที่ทำมาแต่ชาติก่อนๆ เมื่อสามารถค้นหาต่อยอดวิธีการเดิมได้ ก็จะใช้เวลาน้อยลงในการเข้าถึง 'ทาง' ซึ่งสามารถค้นหารายละเอียดได้ใน อิงธรรม หรือในที่อื่นๆ

แต่เมื่อเร็วๆนี้ ได้เข้าไปศึกษาวิธีการแยกจิตออกจากกายเนื้อ ของหมอแกน นับว่าเป็นอีกหนทางหนึ่ง สำหรับคนยุคปัจจุบัน อาจเข้าใจง่าย และอาจจะปฏิบัติได้รวดเร็วก็ได้ รูปแบบเป็นวิทยาศาตร์ ทันยุคปัจจุบัน

บทถอดเทปของพระอาจารย์

วันนี้เราจะเรียนเกี่ยวกับเรื่องการดำเนินองค์ของมรรค  ขอให้ผู้ปฏิบัติเข้าใจว่า  สมาธิที่เป็นมรรคนั้น เราไม่มีการเข้าและออก ถ้านั่งเรา ก็นั่งเฉยๆ ดูอาการของมรรค เราไม่ต้องไปดูลมหายใจ หรือคลายความรู้สึกนึกคิดเป็นความว่าง นั่งเฉยๆ สภาวะมรรคนั้น มันอยู่กับเราตลอดเวลา

 สภาวะมรรคนั้นมันอยู่กับเราตลอดเวลา เพราะว่าธรรมชาติเดิมของมนุษย์ก็คือ มรรค คือทางนั่นเอง มันอยู่กับเราตลอดเวลาแต่เราไม่รู้จักมัน ที่เราอยู่ไม่ได้ก็เพราะว่าอุปทานของขันธ์ จิตเรามีอวิชชา คือความไม่รู้ ว่าเราคืออะไร เราก็เที่ยวเสาะแสวงหา ว่าสิ่งที่จะที่ไห้เราพ้นทุกข์นั้น ต้องเป็นสิ่งที่จะต้องได้มาจากที่อื่น เป็นจำพวกว่า เขาว่าพระนิพพาน เราก็เสาะแสวงหา เราได้ยินได้ฟังเขาว่า นิพพานนี่เป็นที่สิ้นสุดของกองทุกข์ นิพพานเป็นสุขยิ่ง

แต่เมื่อเราสัมผัสตัวสภาวะ 'มรรค' เราก็เห็นว่า นิพพานนั้นไม่ทุกข์ไม่สุข คือเป็นสภาวะเดิมของเรา ไม่ใช่ว่าสิ่งนี้มาจากบนฟ้าบนอากาศ เป็นของดั้งเดิมอยู่แล้ว แต่เมื่อก่อนเรามีกิเลสตัญหาอุปทานไปแทนที่ทางสายนี้ การปฏิบัติธรรมก็คือ การขจัดกิเลสที่ขวางทางเดินของเรา อริยสัจ 4 ความจริง 4 ประการ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และ มรรค เมื่อเราเห็นทางเดินแล้ว เราก็จะรู้ว่า มนุษย์ทุกคนจะต้องไปถึงจุดหมายปลายทางตรงนี้  เราก็ต้องรู้ว่า ต้นเหตุของตัวทุกข์ มันเกิดจากจิตของเรานั่นเอง   จิตเรามีอวิชชา คือความไม่รู้ เข้าไปยึดอาการของขันธ์ 5 คือ

  • รูป
  • เวทนา
  • สัญญา
  • สังขาร
  • วิญญาน

ว่าเป็นตัวเราของเรา เมื่อเราไปยึดว่าเป็นตัวเราของเราแล้ว เราก็ถูกขันธ์นี่ครอบงำเราอยู่ตลอดเวลา เราจะแสวงหาสิ่งที่เป็นความสุข แต่ความสุขอันนี้เป็นสิ่งเจือด้วยทุกข์ เพราะว่าขันธ์ 5 นั้นมันเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา เพราะสสาร ที่อยู่ในจักรวาลนี้ มีการเปลี่ยนแปลงเสื่อมสลายไปอยู่ตลอดเวลา

ถ้าเราเอาจิตไปรับการเปลี่ยนแปลงนี้ ถ้ามันเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี เราก็นึกว่าเป็นสุข ถ้ามันเปลี่ยนแปลงในทางที่ชั่ว ที่ไม่ดี เราก็นึกว่ามันทุกข์ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเขาเปลี่ยนแปลงเองไปตามธรรมชาติของเขา เป็นจำพวกว่า เกิด แก่ เจ็บ ตาย มันก็ไปตามกาลเวลา เราก็ปล่อยวาง  ตัวทุกข์นี่ เกิดจากขันธ์ 5

เราจะเห็นตัวทุกข์นี่ ก็ต่อเมื่อเราเห็นมรรค  เมื่อเราเห็นมรรค แล้ว ดำเนินองค์มรรค เราพ้นแล้วเราอยู่ตามทางแล้ว ตัวทุกข์นี่ เราจะเห็นว่ามันเป็นขยะ ซึ่งเป็นอยู่ระหว่างทางที่เราเดิน ถ้าเราเดินโดยที่ว่าไม่มีเศษขยะ คือดำเนินองค์มรรคสมบูรณ์ก็คือมรรค 8  คือสิ่งต่างๆที่เราเข้าไปเกี่ยวข้องในภาวะปัจจุบัน การพูดการคุย หน้าที่การงาน การมีสมาธิหรือมีสติเราก็ไม่สุดโต่ง คือพูดได้ อะไรได้ แต่ว่า เราไม่แวะตัวดีหรือตัวชั่ว อันนี้ทางสายกลาง

เราก็อยู่ไปเรื่อย ถ้าเราอยู่ทางสายกลางไปเรื่อยๆ  ทางสายกลางนี่ไม่ใช่ว่า ทำความดี ละเว้นความชั่ว เป็นกลางแล้ว อันนั้นเป็นกลางใจ แต่กลางนี้เป็นกลางจากที่เราได้มรรค เราอยู่ในทางนั้น มันจะต่างกัน  ถ้าเราอยู่ตามทางตลอด 24 ชั่วโมง เศษขยะนี่ไม่สามารถที่จะเข้ามาตามทางเราได้ แต่ว่าเมื่อเราหลงกิเลส ซึ่งมี โลภะ โทษะ โมหะ ซึ่งเป็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นในใจ ถ้าเราหลงเข้าไปแตะต้อง มันก็จะเป็นขยะขวางอยู่ในทางเดินของเรา

เราเห็นว่าเราจะต้องแก้ไขตนเองแล้วละ ถ้าเราปล่อยให้ขยะนี่ ถมมากขึ้นๆ เราก็จะไม่ถึงจุดหมายปลายทางที่สมบูรณ์  ถึงเราจะรู้แล้ว แต่ว่าอนุศัยกิเลสที่มันนอนเนื่องอยู่ในใจของเรา มันมีอิทธิพลแบบนี้ เราก็จะต้องไปเสวยวิบาก เพราะว่ากฏแห่งกรรม คือพลังงานของเรานี่ มันยังดับเหตุไม่หมด มันยังมีผลต่อเนื่องกิเลสตัณหา ซึ่งเป็นต้นเหตุของตัวทุกข์เรายังดับไม่หมด เราจะต้องไปผุดไปเกิด อยู่กับสภาวะพลังงานที่ดับเหตุยังไม่หมด

เราเห็นขยะของเราแบบนี้แล้ว เราจะปล่อยให้ขยะอันนี้อยู่กับเราหรือเปล่า ถ้าเรายังปล่อยให้มันอยู่ ก็แสดงเรายังมีความประมาท พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ให้พิจารณามรณานุสติเป็นประจำ เรานึกความตายเป็นประจำของเรา  ถึงเราได้มรรคแล้ว เราจะอยู่ตามทางแล้ว เราก็พิจารณาถึงความตาย อย่างพระพุทธองค์ท่านเทศน์ให้กับปัญจวัคคีทั้ง 5 ได้เป็นพระโสดาบันหมดแล้ว ต่อไปท่านก็เทศน์เกี่ยวกับเรื่องการคลายความยึดมั่น ถือมั่น เรื่องความว่างความไม่มีตัวตน ความปล่อย ความวาง จนจิตทั้ง 5 คนได้บรรลุเป็นพระอรหันต์  

อันนี้ก็จะต้องมีอานิสงส์ของการคลาย ความยึดมั่นถือมั่นนั้น สิ่งที่สำคัญก็คือมรณานุสติ ถ้าเราหล่นลงมา ไปอยู่กับตัวรู้อยู่กับร่างกาย พระพุทธองค์ท่านก็อาศัยอาณาปานสติ คือกำหนดลมหายใจเข้าออกให้เป็นเครื่องอยู่ มรณานุสตินั้นเป็นตัวเตือน เพื่อที่จะให้เราอยู่ตามทางตลอด

ถ้าเราประมาทนิดหนึ่ง เราหล่นไปทางใดทางหนึ่ง เราอาจจะได้รับภาวะกฏแห่งกรรม ซึ่งยังดับเหตุยังไม่หมด ดังนั้นเราจะต้องทำมรรคให้สมบูรณ์ เดินทางแบบทางนั้นโล่งเตียนอยู่ตลอดเวลา การที่ดำเนินบนทางที่โล่งเตียนตลอดเวลานั้น เราอยู่ในสภาวะนี้ไปเรื่อยๆ อยู่เป็นเดือนๆอยู่หลายๆวัน ไม่ใช่ว่าเข้าแป๊บเดียวแล้วก็ออกไป  แล้วก็พูดคุยกันถึงเรื่องอะไรต่างๆ เรานึกถึงสภาวะนั้นยังได้ แต่ว่ามานั่งแล้วมีอะไรหลายอย่างเกะกะไปหมด ทางที่เราได้เพียงแต่ว่าได้ไปเห็นมาแค่นั้นเอง แต่ว่ามันมีอะไรหลายอย่าง ความเจ็บความปวด ความนึก ความคิด เข้ามาแทนที่ในทางนั้นหมด

มาในวันนี้คนที่เห็นทางแล้ว นั่งเฉยๆ สมาธิไม่มีการเข้าการออก เพราะว่ามันหมดแล้ว สมาธินั้นอย่างอาณาปานุสติก็ใช้ลมหายใจเข้าออก การกำหนดลมก็ดี การเพ่งการทำอะไรซักอย่างเพื่อจะให้จิตรวมตัวนิ่งนั้น เราหมดไปแล้ว

มันก็เหลือสภาวะที่โล่งๆว่างๆ ทางนี้ก็โล่งของเราไปอยู่ เรานั่งเราก็นั่งเฉยๆไม่ทำอะไรซักอย่าง เราก็จะเห็นว่าสภาวะที่เราไม่เดินอยู่ตามทางนั้น ปล่อยให้กิเลสซึ่งเป็นอนุศัยที่นอนเนื่องอยู่ในใจของเรา มีอิทธิพลต่อเราวางระเกะระกะไปหมด เราต้องขจัดออกไป การขจัดออกไปนั้น เราจะเห็นว่าพลังงานพวกนี้มันมีคลื่นพลังงาน คลื่นพลังงานของมันมีความถี่มันสูงมาก ซึ่งจะมีอิทธิพลทำให้จิตของเราที่เราเข้าถึงมรรคถึงทางแล้วนี่ วกกลับไปยึดในสภาวะพลังงานตัวนี้

วิธีสำรอกอนุศัย  เราก็นึกถึงทางนั้น ทางเดินของเรา ทางเดินที่ไม่มีเจตนา  เจตนาที่เรามีอยู่กับใจ เจตนาในการพูด การคุย การนึก การคิด เรามีเจตนาแสดงว่าทางสายกลางดำเนินองค์มรรค เราไม่ดำเนินองค์มรรค เจตนานี่พลังงานกรรม มันก็ต้องไปตามกรรมของเรา

เมื่อเรารู้ว่าขยะอยู่เต็มทางเรา เราก็นึกไปถึงทางเรา ที่มันโล่งๆว่างๆ แล้วเราก็ลดเจตนาของเราลง เจตนาเกี่ยวกับเรื่องการพูด การคุย การสนุกสนานรื่นเริง การที่เราเข้าไปร่วมกับอารมณ์ของใจ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ให้เจตนามันลดลงๆ ที่มันค้างแล้ว มันมืดมันดำ มันทำให้มรรคเราไม่สมบูรณ์ เราก็นึกถึงมรรคที่มันไร้เจตนาไปประหารมัน

จากมรรคที่ว่าเรามีอยู่ มันยังประหารไม่ได้ แต่ว่าถ้าตัวมรรคที่มันไร้เจตนา มันก็จะเกิดการประหาร  คือภาพขยะต่างๆที่ค้างอยู่ในทางนั้น มันก็หลุดออกไปๆ ที่เขาเรียกว่าประหารกิเลส เอามรรคประหารกิเลส คือมรรคขนาดที่เราได้นั้น กิเลสมันยังเข้ามาได้ แต่เมื่อเราเอามรรคที่ละเอียด เจตนาน้อยลงกว่าที่เราได้ในวันนั้น เศษขยะที่มันค้างมันก็จะหลุดออกไปเรื่อยๆ จนมันหลุดออกไปหมด เราก็จะถึงมรรคที่สมบูรณ์

(ในประเด็นมรรค ที่ไร้เจตนา นั้น เราก็จะนึกไปถึง สภวะจิตของเรา ที่ไร้เจตนา ตั้งอยู่กลางๆเช่นเดียว กับในวันที่เราได้พบมรรค นั่นคือทำสภาวะจิต ให้อยู่ในสภาวะนั้น นั่นเอง ผู้ที่ถึงมรรค พบทาง แล้ว ก็จะนึกได้ตลอดเวลา...ผู้คัดลอก)

อันนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่เราก็จะเห็นว่า ตัวที่มันประหารกิเลส สภาวะที่เราได้มรรคแรกๆนั้น หนึ่งสิ่งมันหายไปเลย ก็คือความสงสัย เรียกว่า วิจิกิจฉา ความสงสัยว่าอันนี้ใช่ ไม่ใช่ อันนี้เป็นธรรมะหรือเปล่า ตัวพวกนี้มันจะหมดไป เราเห็นชัดเห็นแจ้ง เห็นทางเดินของเรา อันนั้นเป็นธรรม อันนั้นไม่ใช่ธรรม อันนี้เราถึงธรรมหรือเปล่า อันนี้กิเลสเราหมดหรือเปล่า ความสงสัยลังเลว่าอันนั้นใช่อันนั้นไม่ใช่หมดไป

ต่อไปกิเลสตัวที่ 2  การยึดมั่นถือมั่นในศีล คือเราจะภาวนาในแต่ละครั้ง เราจะต้องคลายความรู้สึกเป็นความว่างก่อน หรือว่าเราต้องไหว้พระสวดมนตร์ หรือว่าเราต้องไปนั่งสมาธิ หรือว่าไปหาที่เงียบๆ แต่ในสภาวะที่เราเลิกคลายความยึดติดตรงนี้แล้ว เราจะทำตรงไหนก็ได้ มรรค มันปรากฏให้เราตลอดเวลา จะนั่งสมาธิที่ไหน นอนที่ไหนทำอะไรที่ไหน

ไม่เกี่ยวกับเรื่องที่ว่า เราต้องหาที่สงบ ที่นิ่งๆ ต้องไหว้พระสวดมนตร์รับศีล บำเพ็ญ-ภาวนาเป็นหลักเป็นฐาน เราจะต้องทำสมาธิ ทำอย่างนั้นอย่างนี้ ตัวนี้จะถูกตัดออกไป อย่างขณะนี้เรานั่ง ถ้าเรายังนึกว่าเราจะคลายอารมณ์ ก็แสดงว่าเรายังติดลมหายใจเข้าออก เราไปรับอารมณ์มาแล้ว ถ้าคนดำเนินองค์มรรคสมบูรณ์ พอนั่งเฉยๆ มรรค ก็ปรากฏให้แก่เขาไม่ต้องทำอะไรซักอย่าง มันก็โล่งๆว่างๆเบาๆ อันนี้ก็แสดงว่า เขาดำเนินองค์ของมรรคได้สบาย เรื่องความยึดมั่นถือมั่นของศีลเขาก็ไม่มีแล้ว

ต่อไปก็อันสุดท้าย อันที่ 3 ก็คือสักกายะทิฐิ ความเห็นว่าเป็นตัวเป็นตน ตัวตนของเรามันเกิดจากขันธ์ 5 เกิดจากใจของเรา เกิดธาตุรู้ เกิดทางตา หู จมูก ลิ้น กายใจ เรายึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่มันกระทบ เราชอบไม่ชอบทั้งหลาย มันก็เป็นกิเลส เมื่อมันเข้ามาแล้วเราไปติดตรงจุดนี้แล้ว มันจะทำให้เรามีตัวมีตน ทำให้เกิดทุกข์ เกิดโรคภัยไข้เจ็บเกิดสิ่งที่มันต่อเนื่องกันไม่มีที่สิ้นสุด

next...

เชิญทุกท่าน ร่วมสร้างบุญกุศลด้วยกัน ....ส่งข่าวสารแก่เพื่อนๆ มีโอกาสชมจิ๊กซอร์ต่างๆ สำหรับนักค้นหาสาระชีวิตต่อภาพส่วนตัว ทั้ง ด้านโลกียะและโลกุตระ ที่ ainews1.com จัดไว้บริการให้แก่เพื่อนๆต่างวัยทุกคน ฟรี  ที่ลิงค์ /article385.html     Bookmark and Share