Solar Flare กับโลก

http://ainews1.com/article430.html

Bookmark and Share

ทุกๆรอบ 11 ปี จะเกิดการปะทุครั้งใหญ่ทุกๆรอบ บนผิวดวงอาทิตย์ ในรอบต่อไปจะเกิดขึ้น ประมาณต้นปี 2011 นี้


ลองเข้ามาดูผิวพระอาทิตย์ใกล้ๆ  ที่กำลังเกิดการระเบิด และปะทุ Solar Flare ออกมา ซึ่งในภาพรูปะทุมีขนาดใหญ่กว่าโลก หากการปะทุเกิดตรงกับตำแหน่งของโลกที่โคจรรอบดวงอาทิตย์  ในภาวะปัจจุบันที่โลกสูญเสีย ชั้นแม่เหล็กป้องกันตัว ในชั้นอวกาศ อันสืบเนื่องมาจากความผิดปรกติของแกนพลังงานโลกมา 10 ปี เป็นผลจากน้ำมือมนุษย์...

ที่สร้างสาร CFC จำนวนมาก ในยุคอุตสาหกรรม ที่เริ่มเติบโตมาตลอด 200 ปี โดยมนุษย์ไม่รู้วิธีกำจัดสาร CFC ที่ลอยเข้าไปอุดตันแกนพลังงานของโลก ซึ่งปิดกั้นการเดินทางของเส้นแรงแม่เหล็ก ที่โลกรับมาจากดวงอาทิตย์ และจักรวาลอยู่ตลอดเวลา เครือข่ายเส้นพลังงานแม่เหล็กจะทำหน้าที่ยึดโยงดวงดาวต่างๆ ให้หมุนอยู่อย่างเป็นระบบ ในแต่ละกาแลกซี่ และระหว่างดวงดาวในกาแลกซี่ต่างๆ

ด้วยสาเหตุดังกล่าว จึงค่อนข้างก่ออันตรายสำหรับโลก หากปะไม่เหมาะเคราะห์ร้าย จากการประพฤติของพลโลกส่วนใหญ่ ที่ห่างไกลศีลธรรมมาเนิ่นนาน ในอุดมการณ์ทุนนิยมเสรีแพร่เชื้อโรคร้าย ที่นำมาใช้มากกว่า 200 ปี ทำให้มนุษย์เบียดเบียนธรรมชาติ และตั้งหน้ากอบโกยเพื่อตนเองและพวกพ้องเกินเหตุแห่งการมาเกิดบนโลกนี้   

ซึ่งใช้ทรัพยากรของโลกสิ้นเปลืองเกินความจำเป็นในการดำรงค์ชีวิต  ในช่วงสั้นๆของปวงมนุษย์  เมื่อมองจากผู้ที่มีอายุยืนเป็นหมื่นๆปีแล้ว ผลที่สุดทรัพย์สมบัติที่มนุษย์ที่เต็มไปด้วยความโลภหามา กอบโกยมา ก็ถูกทิ้งเอาไว้บนโลกหาได้นำติดตัวไปปรโลกไม่  ทำให้สิ่งแวดล้อมโลกขาดความสมดุล

ธรรมชาติเมื่อถึงจุดที่จะต้องปรับเปลี่ยนตัวเอง ให้ระบบสุริยจักรวาล และกาแลกซี่ต่างๆสัมพันธ์กันตามปรกติ สิ่งที่มนุษย์ไม่คาดหมาย จึงอุบัติขึ้น โดยเฉพาะตั้งแต่ ค.ศ. 2010-2017 ซึ่งจะเป็นช่วงวิกฤตภัยธรรมชาติ ดิน น้ำ ลม ไฟ ที่จะเกิดขึ้นต่อเนื่องรุนแรงขึ้นโดยลำดับ ให้มนุษย์ที่ยังมีชีวิตอยู่ได้สัมผัส และผจญความทุกข์ยาก

ดังนั้นในทุกรอบ 11 ปี  ที่จะเกิดการปะทุครั้งใหญ่บนผิวของดวงอาทิตย์ โลกซึ่งอยู่ไม่ไกลจากดวงอาทิตย์และมีขนาดเล็กมาก เมื่อเทียบกับขนาดของดวงอาทิตย์ จึงมีโอกาสได้รับผลกระทบ จาก CME ที่เกิดขึ้นบนดวงอาทิตย์ที่รุนแรงในวาระครบรอบ 11 ปีคราวนี้อย่างชนิดมนุษย์โลกคาดไม่ถึงทีเดียว

และในปัจจุบัน แนวป้องกันตัวเองของโลกในชั้น Magnetosphere แทบไม่เหลือหรออีกด้วย ผลกระทบบนผิวโลกย่อมรุนแรงกว่าปรกติ นอกจากเมฆอีเล็คตรอน ที่จะส่งสายฟ้าฝ่าลงมาบนโลก ในขณะที่ไม่มีฝนตกเวลากลางวันแต่อย่างใด ผิวโลกก็จะเกิดเพลิงไหม้ เป็นบริเวณกว้างใหญ่เป็นทวีปทีเดียว และยังแพร่รังสีคอสมิคส์ที่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตอีกด้วย

ประการสุดท้าย สถานะของโลกที่ลอยอยู่ในอวกาศ มีเพียงแรงดึงดูดระหว่างดาวต่างๆเท่านั้น ไม่มีเกราะแม่เหล็กป้องกันตัว กลับมีเชื้อเพลิง พลังงานแม่เหล็กที่หนักและร้อน ห่อหุ้มเปลือกโลกอยู่หนาร่วม 3 เมตร ย่อมเป็นเชื้อเพลิงต่อยอดให้แก่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าของพายุสุริยะอย่างดีเยี่ยม ที่จะสร้างความแปรปรวนในชั้นบรรยากาศของโลก ในการกระตุ้นการเกิดแผ่นดินไหว ในการสร้างเม็กกะสึนามิไปทั่วท้องทะเล ในการกระตุ้นให้เกิดภูเขาไฟระเบิดทั้งบนบกและใต้ทะเล อาจตรงตามคำพยากรณ์ของนางมณีเมขลา 9 May ก็ได้

 และประการสุดท้าย อุ้มโลกให้หมุนเปลี่ยนตำแหน่งแกนพลังงานใหม่ ได้เช่นเดียวกัน หากท่านพิจารณารูปการเกิด โซล่าห์แฟร์ที่ผิวดวงอาทิตย์ที่แนบมา ก็พออนุมาณได้ เพียงแต่ขออย่าให้การระเบิดลูกใหญ่พุ่งตรงมายังโลกโดยตรงเท่านั้น การเกิด CME ครั้งใหญ่ในรอบทุกๆ 11 ปีครั้งนี้ ก็จะกระทบสิ่งแวดล้อมบนโลกในนาๆประการที่ไม่ได้นำมาพูดถึงทั้งหมด อย่างเช่นที่ประเทศสหรัฐฯโดนมาแล้ว ทั้งไฟฟ้าดับ เพลิงไหม้ป่าบริเวณกว้าง การคมนาคม ทางดาวเทียมต่างๆหยุดชงักเป็นเวลานาน เนื่องจากผู้ควบคุมระบบดาวเทียมสื่อสารต้องปิดการใช้งานชั่วคราว

อัฟเดท CME เมื่อ 1 ส.ค. 2553

เมื่อ 20 กว่าปีก่อนแคนาดาเคยเกิดเหตุไฟดับครั้งใหญ่หลังถูก “พายุสุริยะ” ถล่ม และย้อนไปไกลกว่านั้นกว่า 150 ปีเกิดกระแสไฟฟ้าขึ้นที่เสาส่งโทรเลขของสหรัฐฯ และยุโรป หากเหตุการณ์เดียวกันเกิดขึ้นในยุคที่ชีวิตคนเราผูกติดกับอุปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์ อาจสร้างความเสียหายที่มากกว่านั้น 
       
            
      

เส้นแรงแม่เหล็กที่พุ่งขึ้นจากจุดปะทุ

ศ.ดร.เดวิด รูฟโฟโล อาจารย์ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้ศึกษาดวงอาทิตย์ พายุสุริยะและรังสีคอสมิคมากว่า 20 ปี อธิบายว่า การเกิดพายุสุริยะต้องมีจุดมืด (sunspot) บนดวงอาทิตย์ ซึ่งที่จุดมืดนั้นมีสภาพเป็นขั้วแม่เหล็ก และมีโครงสร้างเส้นแรงแม่เหล็กที่จะออกจากจุดหนึ่งของจุดมืดไปยังอีกจุดหนึ่ง ทำให้เกิดสนามแม่เหล็กจากการเคลื่อนที่ดังกล่าว และเส้นแรงแม่เหล็กนี้เหมือนหนังสติ๊ก ที่สะสมพลังงานได้แล้วปลดปล่อยออกมา


แสงออโรรา เหนือชั้นบรรยากาศโลก บันทึกโดย Donald R. Pettit



ศ.ดร.เดวิด รูฟโฟโล

กล่าวได้ว่าดวงอาทิตย์สะสมพลังงานแม่เหล็กจนระเบิดออกมาเป็น “พายุสุริยะ” โดยเส้นแรงแม่เหล็กที่สะสมพลังงานจน “ตึง” จะปลดปล่อยพลังงานออกมาได้ 2 รูปแบบ หากแปลงเป็นความร้อนจะเกิดการปะทุที่เรียกว่า “การลุกจ้า” (solar flare) หรือหากแปลงเป็นพลังงานจลน์จะเป็น “การปลดปล่อยก้อนมวลจากโคโรนา” (Coronal Mass Ejection: CME) ซึ่งทำให้อนุภาคมีประจุ ถูกปล่อยออกจากบรรยากาศดวงอาทิตย์ในทุกทิศทาง และส่วนหนึ่งพุ่งตรงมายังโลก และกระทบกับเส้นแรงแม่เหล็กโลก
       
       ทั้งนี้ จุดมืดจะมีจำนวนมากสุดเฉลี่ยในทุกๆ 11 ปี จากนั้นจะลดจำนวนลงต่ำสุด ซึ่งล่าสุดจำนวนจุดมืดมากที่สุดเกิดขึ้นเมื่อปี 2543 และจำนวนจุดมืดต่ำสุดเมื่อปี 2551 แต่ปัจจุบันดวงอาทิตย์ฟื้นตัวช้ากว่าปกติ และยังมีจุดมืดน้อยอยู่
       
       ดังนั้น คาดว่าวัฏจักรจุดมืดครั้งนี้จะใช้เวลาถึง 13 ปี โดยน่าจะมีจุดมืดมากที่สุดในช่วงปี 2555-2556 ซึ่งจากการคำนวณขององค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) คาดว่าเดือน พ.ค.56 จะเกิดจุดมืดมากที่สุด (อาจมาตรงกับ นางมณีเมขลาพยากรณ์ ในพระมหาชนก 9 May ก็ได้)
       หากแต่ ศ.ดร.รูฟโฟโล ให้ข้อมูลว่า จำนวนจุดมืดนี้ไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดพายุสุริยะรุนแรง พร้อมยกตัวอย่างเมื่อปี 2548 ที่เกิดพายุสุริยะรุนแรงทั้งที่ห่างจากปีที่มีจุดมืดสูงสุดถึง 5 ปี และในปีที่เกิดพายุสุริยะรุนแรงนั้นไม่ได้ส่งผลกระทบต่อมนุษย์มากนัก ทั้งนี้ ความรุนแรงของพายุสุริยะมีหลายระดับ และขณะนี้นักวิทยาศาสตร์สามารถตรวจพบการ เกิดพายุสุริยะได้ทุกวัน แต่ระดับรุนแรงมากนั้นจะเกิดขึ้นเพียง 1-2 ครั้งในรอบวัฏจักรจุดมืด...(หากนับจาก ปี 2548 ไปอีก 12 ปีโลกมีโอกาสดิ่งลงสู่หายนะตามพุทธพยากรณ์ ในปี 2560 เนื่องมาจากการเกิด CME ครั้งใหญ่ ขึ้นมาในปีนั้นที่อาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อโลก ...นักภาวนาทั้งมวลโปรดช่วยกันแผ่เมตตาเป็นประจำ เพื่อให้เปลือกโลกส่วนที่ประเทศไทยตั้งอยู่ ไม่หันไปประจันหน้ากับดวงอาทิตย์ ในเวลาที่เกิดเหตุปะทุครั้งรุนแรงบนผิวดวงอาทิตย์ในเวลานั้นโดยพร้อมเพรียงกัน)
       
       การมีสนามแม่เหล็กโลกและชั้นบรรยากาศ ทำให้สิ่งมีชีวิตบนโลกปลอดภัยจากอนุภาคที่ส่งตรงจากดวงอาทิตย์ ตราบเท่าที่เรายังอยู่บนพื้นโลกและพายุสุริยะไม่รุนแรงจนเกินไป เรายังคงใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยจากอนุภาคเหล่านั้น

แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วง คือมนุษย์อวกาศซึ่งขึ้นไปปฏิบัติภารกิจบนสถานีอวกาศ มีโอกาสที่จะได้รับผลกระทบจากพายุสุริยะมากกว่าคนบนพื้นโลก รวมถึงดาวเทียมและกล้องโทรทรรศน์ที่โคจรอยู่รอบโลก และโครงการสำรวจอวกาศอื่นๆ

แล้วภาวะปัจจุบันเรายังมี โล่ห์สนามแม่เหล็กคุ้มครองโลกอยู่อีกหรือไม่ ??

หากวิทยาศาสตร์ทางกายภาพ และวิทยาศาสตร์ทางจิต ให้ความเห็นออกมาตรงกันว่า สนามแม่เหล็กโลก กำลังแปรปรวน และสูญเสียศักยภาพ ในการป้องกันโลกจากรังสีอันตรายและพายุสุริยะจากนอกโลก และดวงอาทิตย์ก็ดี หรือจากกาแลกซี่อื่นๆก็ดี และยิ่งในวาระครบรอบ 11 ปี ในปี 2556 พฤษภาคม ดวงอาทิตย์จะเกิดโซลาร์แฟร์ ส่งพายุสุริยะขนาดใหญ่ออกมา

โดยขนาดของ CME ที่ผิวของดวงอาทิตย์ จะมีขนาดใหญ่กว่าขนาดของโลกหลายเท่าตัวทีเดียว ก็เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง ว่าความเสียหายของโลกที่จะเกิดจากผลกระทบของพายุสุริยะในครั้งนี้ จะก่อความเสียหายให้แก่โลก และสาธารณูปโภคต่างๆมากกว่าความเสียหายของพายุเฮอริเคนแคทรีน่าถึง 20 เท่าตัวเลยทีเดียว นั่นคือมูลค่าความเสียหายจะมากกว่า 2,500 ล้านๆเหรียญสหรัฐฯทีเดียว

นอกจากความเสียหายบนพื้นผิวโลกแล้ว พายุสุริยะยังมากระตุ้นพลังงานใต้โลก ทำให้เกิดแผ่นดินไหวและภูเขาไฟระเบิดในพื้นที่โซนต่างๆขึ้นอีกด้วย และอาจนำไปสู่ผิวโลกทรุดจมลงทะเล และผิวโลกบางแห่งอาจลอยขึ้นมาได้อีกด้วย...ซึ่งจะเป็นส่วนไหนของโลกนั้น จะมีพลังงานดำหรือกรรมของพลโลกที่สะสมเอาไว้เนิ่นนานเป็นตัวดึงดูดให้พื้นที่ส่วนนั้นของโลก เกิดปัญหาร้ายแรง ทำให้แผ่นดินจมลงในชั่วเวลาข้ามคืน

ทั้งนี้อาจนำแผนที่โลกใหม่ของนายกอร์ดอน สแกลเลี่ยน มาวิเคราะห์ดู ซึ่งตัวนายสแกลเลี่ยน ได้เห็นภาพเหล่านี้ล่วงหน้ามาตั้งแต่ ปี 1979 และได้เริ่มวาดแผนที่ทั่วโลกเมื่อ ปี 1982 และเมื่อนำมาวิเคาระห์สภาพอนาคตร่วมกับ Crop Circle ของชาวโลกอังคารที่มาสร้างปรากฏการณ์นี้ ที่ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อต้นเดือน มกราคม 2554 นั้น เพื่อเตือนภัยพิบัติที่ใกล้จะเกิดขึ้น เช่นเดียวกับที่เคยเตือนชาวมายามาก่อนในอดีต 5 พันกว่าปีที่แล้ว...

ดังนั้นหากเกิดเหตุร้ายแรงแก่พื้นที่ของประเทศอินโดนีเซีย และอาณาบริเวณใกล้เคียง พลโลกก็จะสิ้นสงสัย ในปรากฏการณ์เตือนภัยต่างๆ ที่ผู้ปรารถนาดีต่อชาวมนุษย์โลก ได้ส่งสัญญาณเตือนครั้งสุดท้ายออกมาแล้ว        

 ผลกระทบจากพายุสุริยะที่ไม่รุนแรง แต่สวยงาม นั่นคือแสงเหนือแสงใต้หรือ ออโรร่า (Aurora) ซึ่งเกิดจากอนุภาคมีประจุที่ส่งตรงจากดวงอาทิตย์ ทำอันตรกริยากับชั้นบรรยากาศโลก ซึ่งจะเห็นปรากฏการณ์นี้ได้ที่บริเวณขั้วโลกเหนือ และขั้วโลกใต้ อย่างไรก็ดี แม้จะมีเกราะปกป้องถึง 2 ชั้น แต่พายุสุริยะที่รุนแรงเคยทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าขึ้นในเสาส่งโทรเลขของ สหรัฐฯ และยุโรปเมื่อปี 2402 และทำให้เกิดแสงเหนือแสงใต้ที่เห็นได้ที่ฮาวายของสหรัฐฯ หรือโรมของอิตาลี และผลกระทบรุนแรงล่าสุดเมื่อปี 2532 ที่ทำให้ระบบจ่ายกระแสไฟฟ้าของแคนาดาเสียหาย และไฟดับทั้งเมืองนานถึง 9 ชั่วโมง
       
อย่างไรก็ดี เมื่อวันที่ 1 ส.ค.53 ที่ผ่านมาได้เกิดพายุสุริยะ ที่นาซาขนานนามว่า “สึนามิสุริยะ” (solar tsunami) ซึ่งด้านที่หันเข้าหาโลกนั้น เกิดการปะทุรุนแรงเกือบทั้งด้าน โดยดวงไฟยักษ์ได้ปลดปล่อย ซีเอ็มอี มายังโลกด้วยความเร็ววินาทีละ 1,000 กม. หรือ 3.6 ล้าน กม. ต่อชั่วโมง ซึ่งอนุภาคมีประจุจากดวงอาทิตย์นี้ ได้ปะทะสนามแม่เหล็กโลกเมื่อวันที่ 3 ส.ค. และทำให้เกิดแสงออโรรา ที่สังเกตได้ แต่ไม่ได้สร้างความเสียหายที่เห็นได้ชัดเจน

นอกจากนี้ ศ.ดร.รูฟโฟโล ยังได้ให้ข้อมูลที่ทำให้คนไทยได้รู้สึกโชคดีอีกครั้งว่า ประเทศ ไทยตั้งอยู่บนตำแหน่งเส้นศูนย์สูตรทางแม่เหล็กโลก และมีแกนแม่เหล็กโลกที่เลื่อนมาใกล้ๆ ประเทศไทย ทำให้ประเทศไทยมีสนามแม่เหล็กโลกที่เข้มที่สุด ซึ่งเมื่อรังสีคอสมิคหรือพายุสุริยะรุนแรงเข้ามา ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบน้อยกว่าจุดอื่นๆ ของโลก โดยจุดที่มีสนามแม่เหล็กเข้มที่สุดอยู่ใน จังหวัดชุมพร

นอกจากพายุสุริยะจากดวงอาทิตย์ ที่โลกต้องเผชิญแล้ว โลกและสุริยจักรวาลยังโคจรอยู่ในอิทธิพลของกาแลกซี่ทางช้างเผือกอีกด้วย แล้วศูนย์กลางของกาแลกซี่นี้ยังมีรังสีอันตรายต่างๆออกมาอีกด้วยเช่นภาพนี้

Bubbles emitting gamma rays extend above and below the Milky Way's center in an artist's rendering.

Gamma rays are the most energetic forms of light, and in space they tend to come from violent events such as supernovae or from extreme objects such as black holes and neutron stars. (See "Gamma-Ray Telescope Finds First 'Invisible' Pulsar.")

Full article please visit this link: http://news.nationalgeographic.com/news/2010/11/101110-science-space-mystery-structures-gamma-rays-bubbles/



เชิญทุกท่าน ร่วมสร้างบุญกุศลด้วยกัน ....ส่งต่อข่าวสารแก่เพื่อนๆ มีโอกาสชมจิ๊กซอร์ต่างๆ สำหรับนักค้นหาสาระชีวิตต่อภาพส่วนตัว ทั้ง ด้านโลกียะและโลกุตระ ที่ ainews1.com จัดไว้บริการให้แก่เพื่อนๆต่างวัยทุกคน ฟรี  ที่ลิงค์ /article385.html     Bookmark and Share