พุทธพยากรณ์ฉบับอิสานโบราณ

พุทธทำนายเรื่องภัยพิบัติ    ที่จะเกิดขึ้นกับโลกของเรา คัมภีร์โบราณอิสานนี้ ได้รับการบอกเล่ากันมาเป็นทอดๆ ว่าเขียนขึ้นเมื่อสองพันกว่าปีที่แล้ว..... บัดนี้จักกล่าวภาคพื้นติดต่อตามประวัติ ตามแต่เฮามองเห็น หากสิจาไปหน้าอันว่าแนวนามเชื้อผิวเหลืองชนะเลิศ พวกพระสังฆเจ้าประจำไว้สู่เมืองจำพวกผิวขาวเผี้ยงสิพากันแพ้พ่าย พญาครุฑราชเจ้าสิบินเข้าสู่สถาน อันนรานอรินเดินจรก็สิได้กลับต่าว สิได้ไหลหลั่งเข้ากรุงกว้างดั่งเดิม หยู่ทางบำเพ็ญสร้างศีลทานบ่ได้ขาดศาสนาของเฮา จังสิฮูงเหลื่อมเสมอแก้ว

หน่วยพิฑูรย์ไผผู้มาเพียรสู้ตามพระธรรมเฮา ชี้ช่องมานั้น สิบ่ขำเขือกฮ้อนคาถานั้นให้ฮ่ำเฮียนหรือสิเขียนใส่ผ้าพันหัวกันเสนียด หรือเอาไปกราบไหว้แลงเซ้าก่อนเข้านอน

อานนท์เอ่ยอานนท์เป็นศิษย์แก้วเพียรเฮาบ่ได้ห่าง  เฮาสงสารมากล้นภายหน้าศาสนาฝูงหมู่อุบาสกอุบาสิกาคณาญาติ ให้พร่ำเพียรต่อสู้อย่าคร้านเศิก ยามเฮาแนะซ่องให้ยากง่ายตามความจริง อันความชั่วให้ละทิ้งเพียรไว้ ตั้งแต่ดีทางไกลก็สิเป็นทางใกล้ คนเฮาไปบ่ได้หย่อน ควรหมั่นสีของหม่นเศร้าให้ใสแจ้งอยู่เฮิ่ง

ไผผู้บ่เกียจคร้านเพียรหมั่นภาวนา ก็จักมีอายุยืนอยู่เสถียรหายฮ้อน องค์พระยาธรรมเจ้าสิลงมาครองโลก หากสิเห็นเที่ยงแท้ให้เพียรสร้างส่วนบุญ หัวทีนั้นพระองค์ทรงยั้งอยู่เมืองใหญ่สีปาดเป็นปัจจุบัน เป็นเมืองลานช้างเฮาแท้เที่ยงจริง เผินจักมาเถิงแท้ เดือน ๑๑ ขึ้น ๘ ค่ำครั้น พ.ศ. ไปเถิงสองพันห้าฮ้อยแล้วปีกุนหน้า เที่ยงจริงลูกแก่นต้นสิตามพ่อโดยเสด็จ  กับทั้งหลานสององค์สิเหล่าเทียมมาพร้อม

ตามแต่มาศะเกณฑ์ตั้งในระหว่างปีเถาะ ก็จักมีมหาสองยักษ์ยกพลมาล้นมาแต่ทางหนห้องทางปัจฉิม เอ้าอูดมากินสะมะณะพราหมณ์ทั้งหลายให้ตายประมาณได้เจ็ดล้านสามแสนห้าหมื่น บ่ใส่แต่ทอนั้นทวีเท่าทั่วแดน จนว่ามาเถิงปีมะโรงจังสิได้โค้งอ่วย ครั้นผู้ใดอยากพบหน้าพระธรรมเจ้า ให้หมั่นเพียร เต็มใจสู้ทำศีลทานเททอด ให้พากันอุปถากพ่อแม่เจ้าสองเฒ่าให้อยู่เย็น ลุเถิงเข้าเขตปีมะเสง แม่น้ำมหาสมุทรไหลเซาะออกมาพังม้าง ฝูงหมู่สังโฆเจ้ามัวหมองปองหาลาภธุดงคะคุณมีแต่ละน้อยเพียรสู้ก็บ่หลายพอมาเถิงห้องปีมะเมียแถมถ่าย คนจักละถิ่นบ้านเดินดั้นเทียว

ขอฝูงลูกเต้าสิพรากแม่มารดา กับทั้งบิดาพลัดพรากกันคนก้ำในระหว่างคราวนั้นมันจักเกิดเป็นหนามเสี้ยนคันคายอยู่ในบ่อน เพราะว่าผีป่าในบ้านอืดเสียงผีเมืองดั้นหนีภัยเข้าป่า เมืองกรุงศรีอยุธยาก็จักเกิดเดือดร้อน การเขี้ยวขุ่นมัว อันว่านารีสร้อยฝูงผู้หญิงสิลำบาก จักเกิดเข็ญยากยุ่งเสมอด้ามดั่งกันวันคืนมื้อกังวนไหวหวั่น

อานนท์เอ๋ยหากสิเห็นเที่ยงแท้ภายสร้อยศาสนา พอมาเถิงห้องพระยาลิงปีวอกคนสิออกจากบ้านเดินเข้าสู่ทะเล ถัดจากนั้นมาจวบปีระกา กรรมของพวกชาวมนุษย์มันสิบันดาลให้มีมืดควันคุงฟ้า ดูประมาณได้เจ็ดวันเป็นเขตในเวลามืดนั้นเทวดาเฮียกเอิ้นเอาผีเสื้อยักษ์หลวงนับอ่านได้
เถิงโกฏิเป็นประมาณมากินฝูงหญิงชายหมู่กรรมเหลือล้นกับทั้งฝูงผีเสื้ออีกแสนตัวแข็งขนาด

ฝูงคนบุญอย่าได้ประมาทแท้คุณแก้ว ให้ฮำเพิงให้พากันบำเพ็ญสร้างบำเพ็ญ บำเพ็ญบุญอย่าได้หย่อนลางเทื่อ บุญช่วยยู้เวรฮ้ายสิแล่นหนีแท้แล้วจำจาก  นี้สิเข้าเขตปีจอ พระยาอินทร์เผิ่นสิแปลงสารทิพย์หว่านโปรยลงพื้น สาส์นนั้นอินตาใช้ตัวทองเขียนขีด เพราะว่าบอกล่วงหน้าพระธรรมเจ้าสิล่วงลงบ่นานแท้ปีเดียวเสด็จด่วน ลงมาเที่ยวตรวจค้นตามบ้านหมู่คน ถ้าบ่ได้พบพ้อคำแห่งพระคาถา อันพระสงฆ์ทำนายคำสอนสั่งมาจริงแจ้ง กับทั้งเป็นคนฮ้ายประมาทธรรมหีนะโหด บอกว่าโทษผู้นั้นเห็นแท้สิเกิดกรรมเลยสิบรรดาลให้ตายโหงลงเลือด เพราะว่าเขาบ่ฮู้จำข้อแห่งพระธรรมในคราวนั้นคนสิเกิดเหลือหลาย ทั้งหญิงชายบ่คัณนาได้ฝูงหมู่อาหารเข้าบ่พอกินสิเขินขาด ความอดอยากก็จะบังเกิดขึ้นทั้งเฝ้าฮบเฮ็วแท้แล้ว

ครั้นผู้ใดได้ฟังแล้วให้เว้าต่อกันฟังแด่เดอ ก็จักมีอานิสงส์อายุยืนยาวมั่นกับทั้งหวังเห็นหน้าพระยาธรรมิกราช เผินสิขึ้นผ่านแผ้วครองคุ้มให้อยู่เย็น ครั้นไผบ่บอกเล่าจาต่อกันไปมัวแต่ปิดบังเสียสิเกิดโภยภายซ้อย ทั้งบ่หวังเห็นห้องความเจริญดั่งเฮาบอก พระยาธรรมิกราชเจ้าเลยจ้อยแม่นบ่เห็น

เวลาเข้าเถิงปีกุลจำจือเอาเนอ เดือนสิบเอ็ดข้างขึ้นจำไว้อย่าสิลืม ให้พวกท่านทั้งหลายพร้อมหญิงชายชาวโลกเฮาเฮ๋ย ฮีบหากันก่อสร้างกุศลไว้ฮับพระองค์ ครั้นผู้ใดโมโห  ฮ้ายโลภาโลภมาก ศีลบ่เข้าพระธรรมเจ้าบ่เหลียว มีแต่เมาทางได้บ่ตรึกตรองทางชอบ เห็นแต่ทางหม่อตื้นตัวได้แม่นเอา อันว่าในหนห้วงศีลธรรมพระเจ้าเทศน์มานี้ เขาบ่ตั้งต่อสร้างให้เห็นแจ้งแก่ใจ คนผู้นั้นสิบ่ได้พบพ้อองค์เอกพระยาธรรม สิเกิดมีโภยภัยเบียดเบียนให้ตายเมี้ยน เพราะว่ายุคกุลีขึ้นนำภัยนับบ่ข่วย เมตตานับมื้อน้อยโมโหหุ้มห่อใจ

ตามกระบิลเบื้ององค์พุทโธเผิ่นกล่าวมานั้น เผิ่นว่า พ.ศ. ๒๕๐๐ กลางปีมาแถมถ่ายมานั้น อุบาทฮ้ายโฮมฮ้อนสิเกิดเป็น มีแต่กุมกันวุ้นถกเถียง หาเหตุเหลียวเห็นกันมีแต่คิดอยากฆ่าก็ทำได้ดั่งใจ บ่ว่าแต่ไกลและใกล้จีนจามแขกฝรั่ง เกิดรบเร็วอยู่บ่มั้วยั้งเขี้ยวเขาใส่กัน จนว่าโลหิตห้งเสมอธารแม่น้ำใหญ่ เลือดสิท่วมเล็บช้างหนูน้อยได้ล่องลอยพุ้นแล้ว เผิ่นจึ่งซ้ำแล้วซ้ำให้เฮาหน่ำทำบุญ ให้พากันบำเพ็ญจิตใจให้อ่อนโอน หาย กระด้าง ลางเทือพอไขได้กันคะดีให้เบาห่าง หรือเพื่อตัดขาดเว้นให้หายเสี้ยงหมู่เวร องค์ก็จึ่งตรัสเผือไว้เสมือนตืมเต็มปัญญา เถิงคราวหน้าปัญญาเฮานับมื้ออ่อน อวิชชาตัณหานับมื้อแก่กล้า ธรรมสิเศร้าหม่นหมองความจริงธรรมหากรักษาไว้โลกาจิงบ่แตกโลกของเฮานี้หากจักยังอยู่ได้พระธรรมเจ้าจ่องดึง

อันคราวไปหน้า ความโมหังนับมื้อแผ่ความมืดใจนั้น นับมื้อห่อหุ้มขังไว้บ่ให้เห็นพอปานเอาฟืนมาอ่อยไว้ทางเย็นนั้นแม่นบ่ มีความดีเผิ่นว่าได้ขันตีธรรมให้เพียรฮำเอาท่อนหากสิเห็นทางดับมอดเชื้อไฟได้บ่หล่ายความองค์นั้น  มาเป็นกำแพงแก้วกันไฟกองใหญ่ เอาความอีดูเมตตากรุณานั้นเป็นน้ำบ่แก้ว เทเข้ามอดไฟโลกของเฮา จังสิเย็นอยู่ได้หายกังวลแสนแสบหัวทีนั้นหัดให้ฮักใกล้ๆ คือพ่อแม่เป็นประถม หักให้สงสารกันตลอดทั้งลุงป้า หัดให้ดีไปเรื่อยๆ ญาติกาชั้นใกล้ก่อน ต่อจากหั้นขอให้รักเพื่อนบ้านบ่มีขั้นต่อไปจนตลอดสัตว์สองเท้าทุบบาทพระหุบท ทั้งอยู่ในดินแดนหมู่ปลาในน้ำ

ครั้นว่าเฮาฮักกันแล้ว ความชังก็เลยผ่าย ครั้นความชังหนีจากแล้วความอยากฆ่าแม่นบ่มีความอยากหักง้าวปืนกระสุนก็อิ๊ดอ่อน มีแต่ฮักฮ่วมห้องเสมอน้องพี่กันยู่ถ่างทำการสร้างหากินโดยทางชอบ ประกอบอาชีพล้นชาวเผี้ยงโทษบ่ดีอินทรีพรหมฟ้าเทวดาก็ยินม่วนนำแล้ว เหตุว่าอานิสงส์เมตตานั้นเป็นเสน่หาจ่องน้าวจิตใจนั้นให้ชื่นชม ก็จิงบรรดาลให้ชลธาไหลหลั่ง ข้าวในนาและหมากไม้หวานส้มก็มากมูล ครั้นแม่นมันแข็งกล้าหมดโลกาบ่มีอ่อนดั่งนั้น ก็จักเกิดเดือดร้อนคุงฟ้าดั่งกัน อินตาเจ้าจึ่งหลิงโลกโลกาเผิ่นก็ยินระอาเมืองมนุษย์บาปหนาเหลือล้น อันว่าธรณีเจ้าพระสุธาก็อกแตกเกิดระแหงแผ่ม้างดังขึ้นทั่วไป ฝูงหมู่คนกลัวย้านขวัญหายอกสั่น ย้านแต่ภัยห่อหุ้มสิตายเมี้ยนบ่นาน มันหากบรรดาลขึ้นเพราะเข็ญกรรมที่สัตว์ก่อ พร้อมทั้งฝนขาดฟ้าน้ำขาดห้วยอึดล้นยิ่งทวี ตามทีเผิ่นกล่าวไว้ในปีจอคนสิเข้ามามาก แต่ว่ามันสิลดน้อยเพราะฝนฟ้าบ่ซุ่มเลิ่งแท้แล้ว แต่ว่าราคาข้าวเกวียนเดียวหกร้อยชั่งพุ้นแล้วนับเงินใส่เม็ดข้าวเสมอเท่าพอกันนั่นแล้ว

แต่นั้นอานนท์ต้านขานตอบองค์พุทโธ
“ครั้นแม่นเป็นจั่งซั้นไผหนอสิค้างโลกพระองค์เอ๋ย”

แต่นั้นพระองค์แย้มไขวาจาแล้วตรัสบอก

“อานนท์เอ๋ยโชคไผมีจิงสิได้พ้น คือความดั่งกล่าวมานั้นอันนี้เผิ่นกล่าวไว้ตามแห่งสรญาณ ตามความมีแต่ประถมประเหียนได้ ครั้นบ่เป็นจริงแท้สาธุการเป็นจังโชค ขอให้มนุสสาโลกกว้างเจริญขึ้นอย่าเสื่อมถอย อันนี้องค์พุทโธเจ้าหลิงโลกาสอดส่อง เผิ่นก็รู้เหตุฮ้อนดีแล้วจิงเผยเผิ่นเทศนาเอาไว้ อาจารย์เฮาจำจื่อจึงดาย เผิ่นได้จารึกไว้เสาหินหน้าวัดใหญ่ เผิ่นบอกให้ฮอดห้องคราวนี้ให้ฮินตรองนั่นท่อน ไผผู้ได้ฟังแล้วให้พยายามเพียรเอาแน่อีเฮียมเอ๋ย”

(อักขระโบราณ ของอิสานมาเก่าก่อน ก็ได้มาเปิดเผย ต่อชาวโลก ให้ได้ทราบ เรื่องภัยพิบัติอนาคต ที่พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสไว้ ส่วนเลข พ.ศ. ที่พูดถึง เมื่อทำให้เป็นปัจจุบัน ที่มีความคลาดเคลื่อน ต้องบวกด้วย 58  จึงมาเป็น พ.ศ. ปัจจุบัน ที่คลาดเคลื่อนมาแต่ครั้ง ลังกา และอินเดียถูกรุกรานมาก่อน)

๒๕๖๓ : การเดินทางจากหายนะสู่อารยะแห่งมนุษยชาติที่รอดตาย

ตามในพุทธทำนายบอกว่าจะเกิดใน พ.ศ. ๒๕๐๐ กลางปี แถมมาอีกนั้น มันจะหมายถึงปี พ.ศ. ไหน     คำว่า ๒๕๐๐ กับกลางปี ไอ้กลางปี นี่มันจะหมายถึงอะไรกันนะ ปีนี้ มันตรงกับปีอะไร ชวด ฉลู ขาล เถาะ....ปีนี้ตรงกับปี ขาล อย่างนั้น ปีเถาะ ก็ตรงกับ พ.ศ. 2554 ที่ปฏิทินโหราศาสตร์ เริ่มนับแต่ 1 ค่ำเดือน 5 ของทุกปี...ซึ่งในพุทธทำนายเหตุร้ายต่างๆจะเริ่มตั้งแต่ปีเถาะเป็นต้นไป

ในตอน ท้ายของพุทธทำนาย พระอานนท์ ได้ทูลถามพระพุทธเจ้าว่า ถ้าเป็นอย่างที่พระพุทธองค์เล็งเห็นเหตุในอนาคตนั้น จะมีใครที่จะเหลือรอดชีวิตบ้างมั๊ย “มี สิ พระพุทธองค์ตรัสตอบพระอานนท์ว่า อยู่ที่โชคของแต่ละคน เพราะคนที่รอดพ้นภัยพิบัติครั้งนี้ ก็จะได้พบกับพระยาธรรมที่จะมาปกครองโลก ใน ปีกุน ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๑๑”

“ถ้าอย่างนั้น สมมติว่าภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้น เกิดขึ้นในปี เถาะ ตรงกับ พ.ศ. ๒๕๕๔ มะโรง ๕๕ มะเส็ง ๕๖ มะเมีย ๕๗ มะแม ๕๘ วอก ๕๙ ระกา ๖๐ จอ ๖๑ กุน ๖๒” “แล้ว ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีกุน นี่ตรงกับวันที่เท่าไหร่.....จากปฏิทินโหรตรงกับ  วันขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีกุน ตรงกับวันอาทิตย์ที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๖๒

สัญญาณจากจักรวาล มหันตภัยล้างโลกได้เริ่มขึ้นแล้ว ไม่เกินอีก ๙ ปีข้างหน้าเป็นการเข้าสู่ยุคพลังงานใหม่... www.universal-signal.com โดยด็อกเตอร์ จี. จี. จูเนียร์ ซึ่งเมื่อคลิ้กไปตามลิงค์ ดังกล่าว ก็พบข้อมูลที่น่าสนใจ...(edit 2010)

'ปัจจุบันนี้ มีความเคลื่อนไหวของผิวเปลือกโลกที่แสดงออกให้เห็นอย่างชัดเจน โดยมีการเกิดแผ่นดินไหวภูเขาไฟระเบิด น้ำท่วม ฝนแล้ง พายุหิมะ ลมพายุ พายุฝน ไฟป่า สึนามิและภัยพิบัติอื่นๆ ถี่ขึ้น และกระจายไปทั่วภูมิภาคของโลก นี่คือสัญญาณอันตรายที่บ่งบอกถึงความไม่สมดุลของวัตถุโลกและพลังงาน

มนุษย์ยังไม่สนใจเพราะจิตถูกใจที่ครอบด้วยอวิชชา ตัณหา อุปาทาน ความรุนแรงของภัยทั้งหลายทวีความรุนแรงขึ้นในทุกขณะ และในที่สุดมหันตภัยล้างโลกก็ได้เริ่มเกิดขึ้นแล้ว ด้วยอัตราเร่งอย่างรวดเร็ว  ตามกิจกรรมมนุษย์ที่ทำลายสมดุลแห่งธรรมชาตินั่นเอง อาการที่เกิดการเปลี่ยนแปลงของโลก ปรากฏชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เวลาที่เคลื่อนเข้าใกล้ของมหันตภัยนั้น

เริ่มจากหลายร้อยพันล้านปี จากการที่มนุษย์สร้างพลังงานเสียต่อสภาวะแวดล้อมเพิ่มขึ้น และต่อเนื่อง ส่งผลทำให้เกิดความไม่สมดุลขนาดหนัก เกิดขึ้นอย่างแสนสาหัสในขณะนี้ความเลวร้ายที่มนุษย์ยัดเยียดให้กับโลก จนต้องสูญเสียสนามแม่เหล็กที่สมดุลไป การล้างโลกจึงบังเกิดขึ้นแล้ว ด้วยการเคลื่อน

โดยที่มีอัตราเร่ง เริ่มที่ ๕๐๐๐ปี ตามพุทธกาลที่ พ.ศ. ๒๕๐๐ เริ่มปรากฏความไม่สมดุลทั้งวัตถุและจิตของมนุษย์รวมทั้งสัตว์ทั้งหลายดุร้ายขึ้นอย่างต่อเนื่อง ระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๐๐-๒๕๔๗ มนุษย์ทำลายธรรมชาติมาก จนกระทั่งมีผลให้ใน พ.ศ. ๒๕๔๗ เกิดการเร่งเวลาของมหันตภัยล้างโลกให้เคลื่อนเข้ามาเหลือเพียง ๔๘ปี และเหลือเพียง๒๔ปีเมื่อถึงปี พ.ศ. ๒๕๔๙  สุดท้ายวันนี้ คือ วันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๕๐  สัญญาณจากจักรวาลบอกเราว่า เป็นการเริ่มนับเวลาจากนี้ไป ที่มนุษย์จะพบภัยธรรมชาติรุนแรงขึ้น จนประสบ    มหันตภัยล้างโลกในที่สุด ในเวลาอีก ๑๑ ปีข้างหน้า คือ ประมาณต้นถึงกลางปี พ.ศ. ๒๕๖๒'

“เริ่มต้นขึ้นที่ ขณะนี้มันเกิดอะไรขึ้น เวลานี้โลกมันเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ใครๆก็รับรู้ได้บ้างแล้วว่า โลกตกอยู่ในสภาวะโลกร้อน มีข่าวสารที่แสดงให้มนุษย์เห็นหลายรูปแบบ  จากการเฝ้าสังเกตติดตามของมนุษย์ที่สนใจในสภาวะแวดล้อม และการเปลี่ยนแปลงของโลกจะเห็นว่าน้ำแข็งที่ขั้วโลกละลายลงมามากแล้ว ภาวะอากาศเปลี่ยนแปลงไปโดยเฉพาะ ตั้งแต่หลังเกิดเหตุสึนามิเมื่อปลายปี ๒๕๔๗

หลังจากนั้นมาความเปลี่ยนแปลงของโลกก็ได้ปรากฏชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ มีเหตุการณ์การปรับตัวของโลกตามจุดต่างๆ ไล่กันเรื่อยมาตลอดมา หลังเกิดสึนามิไม่นานก็เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ที่ปากีสถาน ใหญ่มากถึงขนาดที่ ทำให้พื้นดินสะเทือนเลื่อนเป็นคล้ายระลอกคลื่น และหลังจากนั้นเกิดต่อเนื่องกันมา หนักบ้างเบาบ้างอีกหลายๆครั้ง หลายๆ ครา จนในที่สุด ถ้ามนุษย์ติดตามข่าวสารจะเห็นได้ว่าเวลานี้เกิดขึ้นทุกวัน

โดยเฉพาะในย่านภูมิภาคแถบที่เป็นรอยต่อรอยเลื่อนทวีป  แผ่นดินที่เราอาศัยอยู่นี่แหละเป็นเขตที่เกิดบ่อยที่สุด แทบจะทุกๆ ๑๒ ชั่วโมง ก็คืออาณาเขตของประเทศอินโดนีเซีย แถบทะเลโมลุกกะ ตามมาด้วยอาณาเขตของประเทศญี่ปุ่นและไต้หวัน ตามมาอย่างติดๆ นอกจากนั้นก็เกิดขึ้นประปรายตามพื้นที่ต่างๆ ในดินแดนเหล่านี้ ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่าอยู่ใกล้น้ำอยู่ริมน้ำ เป็นพื้นที่เสี่ยงภัยต่อไปข้างหน้าจะเกิดภาวะล้างโลกในรูปแบบหนึ่ง มนุษย์ที่อยู่บนภาคพื้นทวีป ก็จะมองเห็นภาวะที่เปลี่ยนแปลงไป

ต่อไปแผ่นทวีปที่เคลื่อนตัว ก็ยังเคลื่อนตัวอย่างไม่หยุดยั้ง ความร้อนภายใต้เปลือกโลก ยังดันขึ้นมาอยู่เสมอ หรือที่สุดของแรงบีบเค้นของเปลือกโลกมันอย่างนี้นะ ข้าไม่ได้สรรหาภาษาขึ้นมาเอง ข้าดึงเอาภาษาของมนุษย์มาใช้ มนุษย์เรียกมันว่า แรงเค้นของเปลือกโลก หมายถึงการชนกันและบีบอัดโดยน้ำหนักที่ทิ้งตัวและถ่วงลงไป

เมื่อแรงเค้นบีบอัดจนเต็มที่แล้ว เกิดภาวะทำลาย จากแผ่นใหญ่เบียดอัดแผ่นเล็ก แตกออก หักออกคนที่อยู่ตามชายฝั่งก็จะตายด้วยน้ำ ที่โถมทับไม่ทันตั้งตัว บางส่วนอยู่บนพื้นแผ่นดินที่ยังทรุดลงไป ก็จะถูกกลืนกินด้วยธรณี มนุษย์ที่เหลืออยู่ก็คือมนุษย์ที่มีแรงบุญกุศล ที่นำพาให้ตัวเอง มีชีวิตอยู่ได้ในโลกยุคใหม่โลก ที่มีแผนที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากทีเดียว ประเทศต่าง ๆจะต้องวาดแผนที่กันใหม่ วัดอาณาเขตกันใหม่ เริ่มต้นนับหนึ่งกันใหม่”

จากบทความข้างต้น จะมีเหตุการณ์ที่ตรงกับในพุทธทำนาย ที่ว่า ในปีมะเส็ง แม่น้ำมหาสมุทรจะไหลเซาะแผ่นดินชายฝั่งให้พังทลาย

ในเว๊บไซต์นี้ ไม่ได้บอก ปี พ.ศ. ที่จะเกิดขึ้น บอกแต่ว่า สัญญาณภัยพิบัติเริ่มแล้วในต้นปี ๒๕๕๐ และจะรุนแรงที่สุดในอีก ๑๑ ปี ข้างหน้า คือในปี พ.ศ. ๒๕๖๒ เท่านั้น

นั่นคือ สัญญาณที่จะตอกย้ำว่า ภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นตามที่กล่าวไว้ในพุทธทำนาย จะเกิดขึ้นตั้งแต่ปีเถาะ ที่จะถึง ในปี พ.ศ. ๒๕๕๔

มนุษย์เหล่านั้น อาจจะยังเหลือส่วนที่มีกรรมหนัก มีความหนักของจิตตกค้างอยู่ ยังไม่พอ การล้างโลกยังดำเนินการต่อไป ด้วยความผิดปกติของสารเคมีต่างๆ และสนามแม่เหล็กที่เปลี่ยนไป ทำให้สัตว์ต่างๆ รวมทั้งมนุษย์เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปตามแรงของสนามแม่เหล็กโลก พฤติกรรมของสัตว์ต่างๆ เริ่มเปลี่ยนพฤติกรรม สัตว์บางอย่างไม่เคยกินเนื้อ กินเลือด หันมากินเนื้อกินเลือด สัตว์บางชนิดได้รับสารเคมีที่ผิดปกติไป ทำให้เกิดพิษขึ้นในตัว

สิ่งที่เห็นร้ายแรงที่มนุษย์จะต้องดำรงชีวิตอยู่กับพวกมันให้อยู่รอดได้ ก็คือแมลงตัวเล็กๆ ที่เปลี่ยนแปลงเป็นดุร้ายขึ้น ยุงก็จะนำพาเอาเชื้อโรคชนิดหนึ่งมาทำลายล้างมนุษย์ เมื่อกัด จะมีอาการตัวร้อนร้อนจัดขึ้นเรื่อยๆ คนที่อ่อนแอจะตายภายใน ๑วัน อาการที่ปรากฏก็คือ เป็นไข้สูงช็อก และหัวใจวาย คนที่มีความแข็งแรง จะสามารถทนอยู่ได้ประมาณไม่เกิน ๓วัน

                       

 

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

  ยุงร้าย

ตัวคุ่น

ส่วนแมลงอีกชนิดหนึ่งที่มีพิษ ที่ต้องระวังมากๆ ก็คือ ตัวลิ้นทะเล ริ้นดำ หรือที่มนุษย์ทางภาคเหนือเรียกว่า ตัวคุ่น ตัวเล็กกัดแล้วจะทำให้เกิดอาการแพ้ขึ้นที่ผิวหนัง ต่อไปก็จะลุกลามเข้าสู่น้ำเหลืองเลือด และเข้าสู่หัวใจได้เช่นเดียวกันตั้งแต่ถูกกัดและมีอาการจนถึงเข้าสู่หัวใจจะใช้เวลา ๗วัน“

“ตรงนี้ มีอะไรที่ตรงกับในพุทธทำนายตอนหนึ่ง ที่ว่าปีระกาจะมีปรากฏการณ์ท้องฟ้ามืดไปเจ็ดวัน แล้วจะมีผีเสื้อยักษ์หลวงกับทั้งฝูงผีเสื้อ เป็นจำนวนหลายล้านตัวออกมากัดกินผู้คน จนล้มตายเป็นจำนวนมาก”

เอ หรือว่า มหาภัยพิบัติตามพุทธทำนาย จะเริ่มขึ้น ใน ปี พ.ศ. ๒๕๕๔

ตรวจสอบปีนักษัตรได้ที่ไซต์นี้ www.payakorn.com

ปีเถาะ .....เริ่ม วันที่ ๔ เมษายน ๒๕๕๔     สิ้นสุดวันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๕๕
ปีมะโรง ..เริ่ม วันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๕๕     สิ้นสุดวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๖

ปีมะเส็ง ..เริ่ม วันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๖     สิ้นสุดวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๕๗
ปีมะเมีย ..เริ่ม วันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๗     สิ้นสุดวันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๕๘
ปีมะแม ...เริ่ม วันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๕๘     สิ้นสุดวันที่ ๖ เมษายน ๒๕๕๙
ปีวอก .....เริ่ม วันที่ ๗  เมษายน ๒๕๕๙     สิ้นสุดวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๖๐
ปีระกา ....เริ่ม วันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๖๐      สิ้นสุดวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๖๑
ปีจอ ......เริ่ม วันที่ ๑๖  มีนาคม ๒๕๖๑      สิ้นสุดวันที่ ๔ เมษายน ๒๕๖๒
ปีกุน ......เริ่ม วันที่  ๕ เ มษายน ๒๕๖๒     สิ้นสุดวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๖๓

 แสดงว่า ก่อนที่ภัยพิบัติจะสิ้นสุด ในวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๖๓ จะมีพระยาธรรม ที่จะมาปกครองโลก ตามในพุทธทำนายระบุไว้ ปรากฏตัวขึ้น ในวันที่ ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๒

อ้างอิงข้อความจากพุทธทำนายในศิลาจารึก
 
  •  เมื่อศาสนาของอาตมาล่วงมาได้ ๒๕๐๗ (ปีมะโรง) คนเปลี่ยนสภาพเดินเป็นคลาน
  • ล่วงได้ ๒๕๐๘ (ปีมะเส็ง) ตลิ่งจะพังแผ่นดินถิ่นอธรรมจะถล่มเป็นทะเล
  • ล่วงได้ ๒๕๑๒ (ปีระกา) เมืองมนุษย์จะมืด ๗ วัน ๗ คืนโลกดิ่งสู่ความหายนะ บุคคลเจริญด้วยเมตตา กรุณาไม่เบียดเบียนข่มเหงอิจฉาพยาบาท และไม่ประทุษร้ายซึ่งกันและกัน ประพฤติตนอยู่ในศีลธรรม และยึดถือคาถาของอาตมาจะพ้นภัยพิบัติ

ปีเถาะ : มหาสงครามนิวเคลียร์และอาวุธเคมี

(๔ เมษายน ๒๕๕๔ - ๒๒ มีนาคม ๒๕๕๕)

ใน คำพยากรณ์ ระบุไว้ว่า มหาภัยแรกที่โลกมนุษย์จะต้องเผชิญ ในปีเถาะ ก็คือ มหาสงครามจากน้ำมือของมนุษย์ด้วยกัน ซึ่งในคำพยากรณ์บอกไว้ว่า จะมีชาติมหาอำนาจ ๒ ประเทศ ยกพลเป็นจำนวนมาก มาจากทางตะวันตก เพื่อทำสงครามเข่นฆ่ากัน มีผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก
อาจจะเป็นชนวนสงครามโลกครั้งที่ ๓ ก็ เป็นไปได้ ซึ่งก็จะมีชาติมหาอำนาจเจ้าเก่าอย่างสหรัฐอเมริกา และอาจจะมีประเทศใหญ่ในยุโรป อย่างฝรั่งเศส ซึ่งเป็นประเทศใหญ่ทางซีกโลกตะวันตก ร่วมกันประกาศสงคราม กับประเทศที่อยู่ซีกโลกตะวันออก อย่างเกาหลีเหนือ เป็นประเทศคู่สงครามประเทศเกาหลีเหนือ ได้ลักลอบพัฒนาและทำการทดลองระเบิดนิวเคลียร์ใต้พื้นดิน (underground nuclear test) เพื่อ ไม่ให้ชาติมหาอำนาจอย่างอเมริการู้ ว่ากันว่าเกาหลีเหนือได้พัฒนาขีปนาวุธพิสัยไกล ที่สามารถยิงไปถล่มถึงประเทศอเมริกาได้แล้ว ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับประเทศอเมริกา และพร้อมที่จะเปิดฉากตอบโต้ด้วยขีปนาวุธนิวเคลียร์เช่นเดียวกันจริงๆ แล้ว นอกจาก อาวุธนิวเคลียร์ ที่จะถูกนำมาใช้ในสงครามแล้ว ยังมีอาวุธเคมี อีกอย่างหนึ่งจะถูกนำมาใช้ประหัตประหารกันแต่เอ พี่ชายมั่นใจแค่ไหนค่ะ ว่า คู่สงครามที่จะเกิดขึ้นครั้งนี้ จะเป็น อเมริกา ฝรั่งเศส กับ เกาหลีเหนือ เพราะที่น้องติดตามข่าวสารโลกมาบ้าง ก็เห็นว่า อย่างประเทศอิหร่าน ก็มีการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์หรืออาวุธเคมี หรือแม้แต่กลุ่มอัลไคด้า ของ โอซามา บินลาเดน ก็เป็นศัตรูตัวร้ายของอเมริกา เหมือนกันที่พี่ค้นหาข้อมูลมา ก็มีคำทำนายการเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๓ ของ นอสตราดามุสแห่งบัลแกเรีย ที่ทำนายไว้ว่า ปี พ.ศ. ๒๕๕๓ สงครามโลกครั้งที่ ๓ จะเริ่มเปิดฉากโดยประเทศอิหร่านจะยิงอาวุธนิวเคลียร์และอาวุธเคมี พวกมุสลิมจะใช้อาวุธเคมีเข้าจัดการกับชาวยุโรปมันก็ใกล้ เคียงกับ ที่พี่ชายถอดรหัสเวลา นะค่ะ ถ้ายึดตามพุทธทำนาย เหตุการณ์ ปีเถาะ ซึ่งจะอยู่ในช่วงเวลา ระหว่าง วันที่ ๔ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๔ ถึง วันที่ ๒๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ก็อาจเป็นไปได้ ที่ชนวนสงครามจะเริ่มปะทุขึ้น ในช่วงปลายปี พ.ศ. ๒๕๕๓
ยังมีอีกคำทำนายหนึ่ง ที่น่าสนใจ เป็นของ ฮวน พอล วัลเดส คำทำนาย ข้อหนึ่ง ที่เกี่ยวกับ สงครามโลกครั้งที่ ๓ซึ่งเขาระบุว่า สงครามจะเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ลอบปลงชีวิตของผู้นำประเทศตะวันออกกลางและสงครามจะถึงจุดสูงสุดในปี พ.ศ. ๒๕๔๕เมื่อประเทศตะวันตกทิศเหนือ ไม่อาจยอมทนต่อไปกับการวางระเบิดแบบพลีชีพและการก่อการร้ายจากขบวนการก่อการร้ายในประเทศตะวันออกลางคำทำนายของเขา ก็ไม่จบแค่ตรงนั้น นะ เพราะเขาบอกต่อไปว่า สงครามโลกครั้งที่ ๓จะมีประเทศเข้าร่วมสงคราม ๑๒๕ประเทศ ใช้เวลา ๙ปีถ้าประเทศตะวันตกทนไม่ได้ ในปี พ.ศ. ๒๕๔๕ และสงครามใช้เวลา ๙ ปี ๔๖ ๔๗ ๔๘ ๔๙ ๕๐ ๕๑ ๕๒ ๕๓ ก็จะมาสิ้นสุด ในปี พ.ศ. ๒๕๕๔มันก็ถือว่าเป็นเรื่องน่าคิดค่ะ ที่คำทำนาย จากแต่ละแหล่ง แล้วก็ทำนายไว้ในคนละช่วงเวลา จะมีความสอดคล้องกันอย่างมีนัยสำคัญนอกจาก ช่วงเวลาที่จะเกิดสงครามแล้ว เขายังได้ทำนาย ต่ออีกนะว่า สงครามโลกครั้งที่ ๓จะเริ่มด้วยระเบิดนิวเคลียร์ของประเทศที่ใหญ่ที่สุดในเอเซีย ต่อชาติเล็กคู่อริที่ไม่ลงรอยกันเป็นเวลา ๕๐ปี แล้วระเบิดนิวเคลียร์ลูกที่ ๔และ ๕จะเกิดในประเทศที่เพิ่งผ่านการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ที่มีการนองเลือดซึ่งมีผู้เสียชีวิตเป็นล้านเฉพาะในประเทศนี้นี่เท่า กับว่า จากคำทำนายหลายๆ แหล่ง ที่สอดคล้องตรงกัน และมีความเป็นได้ ว่า จะเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๓ จริงๆ ในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๕๓-๒๕๕๔ก็น่าจะ สรุปได้ว่า มหาภัยพิบัติ ที่จะเกิดขึ้นตามพุทธทำนาย ในปีเถาะ ก็คือ สงครามโลกครั้งที่ ๓ จะเปิดฉากขึ้น ซึ่งสงรามครั้งนี้ ก็คงจะกินระยะเวลาไม่เกิน วันที่ ๒๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ ตามที่เราถอกรหัสเวลาไว้ ซึ่งก็เป็นไปได้ที่ ด้วยเทคโนโลยีอาวุธนิวเคลียร์ กับอาวุธเคมี จะทำให้เกิดความสูญเสียอย่างรุนแรงและรวดเร็ว ไม่ยืดเยื้อ เหมือนเมื่อสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๑ และ ๒” มุตโต สรุปให้น้องสาวฟัง
“ถ้า เป็นอย่างนั้น นะค่ะ น้องว่า ถ้าเราคิดง่ายๆ แค่ว่า ความรุนแรงครั้งนี้ จะมากกว่าสงครามโลกครั้งที่ ๒ ซึ่งมีคนเสียชีวิตประมาณ ๗๐ ล้านคน สักสิบเท่า ก็หมายความว่า สงครามโลกครั้งที่ ๓ ก็อาจจะมีคนเสียชีวิต ประมาณ ๗๐๐ ล้านคนก็คงจะต้องติดตามดูต่อไปหล่ะครับ ว่า ถ้าสงครามเกิดขึ้นจริงๆ ประเทศไหนจะเป็นฝ่ายเริ่มต้น และจะรบกับประเทศไหน ถ้าโชคดีว่า อเมริกาทำสงครามนิวเคลียร์กับเกาหลีเหนือ หรือประเทศตะวันออกกลาง หรือประเทศในยุโรปทำสงครามนิวเคลียร์กับประเทศตะวันออกลาง ประเทศไทยของเราก็คงจะได้รับผลกระทบไม่มาก”มุตโต พูด เหมือนจะบอกน้องสาว ไม่ให้เป็นกังวลมากดูแผนที่ โลกนี่สิครับ ถ้าสมมติว่าอเมริกาหรือฝั่งเศสยิงขีปนาวุธมาที่อิหร่านจริง มันก็ไม่ถึงประเทศไทย หรือถ้าอเมริกาจะยิงขีปนาวุธมาที่เกาหลีเหนือ หรือเกาหลีเหนือจะยิงขีปนาวุธไปที่อเมริกา ก็จะต้องยิงมามาทางซีกนี้ ซึ่งจะมีแค่ประเทศญี่ปุ่นที่คั่นกลางอยู่ ผิดพลาดจริงๆ ก็คงตกอยู่ในประเทศจีน ไม่ถึงเมืองไทยอีกเช่นกัน” มุตโตอธิบายให้น้องสาว พลางชี้ให้ดูแผนที่โลกไปด้วย
“อืมม ก็ต้องถือว่า ประเทศไทยของเราตั้งอยู่ในตำแหน่งที่ดีของโลก เหมือนกันนะค่ะ ค่อยใจชื้นขึ้นมาหน่อยนึงแต่นั่น ก็เป็นเพียงแค่ การเริ่มต้นเดินทางนะยายมุก เพราะ โลกของเรายังต้องเผชิญกับมหาภัยพิบัติต่อไปอีก จนกว่าจะถึงปี พ.ศ. ๒๕๖๓จริงสินะค่ะ เรายังต้องเดินทางผ่านหายนะจากมหาภัยพิบัติอีกตั้งหลายเหตุการณ์ กว่าจะถึงยุคแห่งการสถาปนาอารยธรรมใหม่ของมนุษยชาติ
 
ปีมะโรง : ขั้วแม่เหล็กโลกพลิกคัว (๒๓ มีนาคม ๒๕๕๕ - ๑๐ เมษายน ๒๕๕๖)
แกะรหัสมหาภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นในช่วงปีมะโรง ตามที่ ในพุทธทำนาย กล่าวไว้แต่เพียงสั้นๆ ว่า “บ่ใส่แต่ทอนั้นทวีเท่าทั่วแดน จนว่ามาเถิงปีมะโรงจังสิได้โค้งอ่วย”ในคำทำนายบอกแต่ ว่า ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในปีเถาะนั้น ยังไม่จบเพียงแค่นั้น แต่พอถึงปีมะโรงถึงจะได้พลิกกลับมีจดหมาย ที่คุณเอกอิสโร ส่งไปถึงประธานคณะกรรมาธิการสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ ๖ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๘” มุกดา พูดพลางชี้ให้พี่ชายดูที่หน้าจอคอมพิวเตอร์
“แล้วจดหมายมันเกี่ยวอะไร กับภัยพิบัติ ในปี พ.ศ. ๒๕๕๕ หล่ะครับ” มุตโต ถามน้องสาว
“พี่ลองฟังดูนะ น้องจะอ่านให้ฟัง เนื้อความในจดหมายมีอยู่ว่า เรื่องขอให้มีการศึกษาข้อเท็จจริงและผลกระทบต่อสภาวะแวดล้อมจากปรากฏการณ์ขั้วแม่เหล็กโลกพลิกตัว” มุกดา อ่านได้แค่ถึงตอนนี้ ก็ต้องหยุดอ่าน ด้วยความตกใจ
“ว่ายังไงนะ ยายมุก อะไรพลิกตัว”มุตโต พูดโพล่งขึ้นมาด้วยเสียงอันดัง
“โอ๊ย ตกใจหมดเลยพี่ชายนี่ อยู่ๆ ก็พูดเอะอะเสียงดังยังกะเจอผีหลอกแน่ะ” มุกดา บอกกับพี่ชาย
“เออ เออ พี่ขอโทษด้วย ตกลงเขาว่าอะไรพลิกตัวนะ” มุตโต ถามคำถามย้ำ ด้วยความอยากฟังใหม่ให้ถนัดหูตัวเอง
“เขาบอกว่า ขั้วแม่เหล็กโลกจะพลิกตัวค่ะ”มุกดา ตอบคำถามพี่ชาย
“อะไรนะ ขั้วแม่เหล็กโลกจะพลิกตัวอย่างนั้นเหรอ ไหนๆ แล้วเขาว่ายังไงต่อ”มุกดา อยากจะฟังน้องสาวอ่านต่อ
“ฟังต่อนะค่ะ ...กราบเรียนประธานคณะกรรมาธิการสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎรนายนพดลพลเสนสิ่งที่ส่งมาด้วย หนึ่ง เอกสารแปลจากสำนักข่าวอินเดียเดลี่ วันที่ ๑ มีนาคม๒๕๔๘ เรื่องแบบจำลองทางคอมพิวเตอร์คาดการณ์ว่าการพลิกกลับของขั้วแม่เหล็กในโลกและดวงอาทิตย์จะนำมาซึ่งการสิ้นสุดของอารยธรรมมนุษยชาติในปี ค.ศ. ๒๐๑๒สองเอกสารแปลจากบทความต่างประเทศ เรื่อง การเคลื่อนตัวของขั้วแม่เหล็กโลกและการพลิกกลับของขั้วแม่เหล็กโลกในปี ค.ศ. ๒๐๑๒ด้วยกระผมนายเอกอิสโร วรุณศรีได้มีโอกาสรับทราบข้อมูลจากทางอินเทอร์เนตซึ่งได้มีการนำเสนอเกี่ยวกับปรากฏการณ์ที่เรียกว่าขั้วแม่เหล็กโลกพลิก หรือ Magnetic Pole Reversal ซึ่งจากการที่ได้ศึกษาจากเว๊บไซต์ต่างๆ พบว่า เรื่องดังกล่าวมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นได้จริง ทั้งมีสถาบันหรือองค์กรที่เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ เช่น องค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐหรือ นาซาออกมายืนยันถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดปรากฏการณ์ขั้วแม่เหล็กโลกพลิกตัวที่จะเกิดขึ้นในปี ค.ศ. ๒๐๑๒ หรือ ปี พ.ศ. ๒๕๕๕ที่จะถึงอันใกล้นี้
ซึ่งหากท่านประธานคณะกรรมาธิการฯ จะได้พิจารณาจากเอกสารที่กระผมส่งมาด้วยนี้ ซึ่งเป็นแต่เพียงข้อมูลเพียงส่วนน้อยที่กระผมจะสามารถแปลจากภาษาต่างประเทศ ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากและไม่สามารถนำมาเสนอได้ทั้งหมด จะเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความร้ายแรงต่อมวลมนุษยชาติทั้งโลกแต่เป็นเรื่องที่แปลกประหลาดที่ในประเทศไทยเองกลับไม่มีการกล่าวถึงปรากฏการณ์ที่จะเกิดขึ้นในแวดวงนักวิชาการทั้งที่ผลกระทบข้างเคียงในระหว่างกระบวนการที่จะเกิดการพลิกตัวของขั้วโลกจะส่งผลต่อสภาวะแวดล้อม รวมทั้งวิถีการดำเนินชีวิตซึ่งอาจจะต้องเผชิญกับอุบัติภัยต่างๆ มากมาย ดังที่ทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ไม่ว่าจะเป็นลมพายุรุนแรง ภาวะฝนตกหนัก น้ำท่วม ดินถล่มหรือบางพื้นที่เกิดความแห้งแล้ง รวมทั้งแผ่นดินไหวล้วนแล้วแต่เป็นผลเกิดจากกระบวนการที่ขั้วแม่เหล็กโลกเกิดการเคลื่อนตัวและจะนำไปสู่การพลิกตัวของขั้วแม่เหล็กในที่สุด
กระผมจึงใคร่ขอเสนอต่อท่านประธานคณะกรรมาธิการฯได้นำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมาธิการ เพื่อเชิญหน่วยงานและผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ มาให้ข้อมูลในเรื่องนี้เพื่อที่จะนำไปสู่การศึกษาข้อเท็จจริงและผลกระทบต่อสภาวะแวดล้อมจากปรากฏการณ์ขั้วแม่เหล็กโลกพลิกตัวดังกล่าวและแจ้งให้ประชาชนทั่วไปได้ทราบหากจะนำมาซึ่งการเผชิญกับภัยพิบัติที่อาจมีขึ้นตามมา”มุกดา อ่านจดหมายที่เคยมีผู้เสนอให้ สภาผู้แทนราษฎร ขอให้มีการศึกษาข้อเท็จจริงและผลกระทบต่อสภาวะแวดล้อมจากปรากฏการณ์ขั้วแม่ เหล็กโลกพลิกตัว จบลง
“แล้วตกลงมีการตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาข้อเท็จจริงและผลกระทบขึ้นมาหรือเปล่า” มุตโต ถามน้องสาวต่อ
“ในกระทู้ที่ตั้งไว้ บอกแต่ว่า ได้ มีการบรรจุเรื่องนี้เข้าพิจารณาในการประชุมคณะกรรมาธิการการสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๔๘ โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ เข้ามาชี้แจงและให้ข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการฯ อย่างกว้างขวาง แต่ก็ไม่ได้มีมติให้ตั้ง คณะทำงานเพื่อศึกษาข้อเท็จจริงและผลกระทบต่อสภาวะแวดล้อมจากปรากฏการณ์ขั้ว แม่เหล็กโลกพลิกตัวแต่อย่างใด เนื่องจากผู้แทนจากส่วนราชการส่วนใหญ่เห็นว่ายังเป็นเรื่องไกลตัว และยังไม่ปรากฏมีสัญญาณใดที่จะเกิดขึ้นได้จริง และการนำเสนอข้อมูลเรื่องนี้ในวงกว้าง อาจจะก่อให้เกิดความตระหนกต่อประชาชนในประเทศได้ จึงสรุปแต่เพียงว่า ให้ทุกฝ่ายเฝ้าระวังและติดตาม จนกว่าจะถึงปี พุทธศักราช ๒๕๕๕ ว่าจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ แบบจำลองทางคอมพิวเตอร์คาดการณ์ว่าการพลิกกลับของขั้วแม่เหล็กในโลกและดวงอาทิตย์ จะนำมาซึ่งการสิ้นสุดของอารยธรรมมนุษยชาติในปีคริสต์ศักราช ๒๐๑๒จาก การศึกษาร่วมกันของนักวิทยาศาสตร์ด้านคอมพิวเตอร์จำนวนหนึ่งกับกลุ่ม นักธรณีฟิสิกส์ และนักดาราศาสตร์ฟิสิกส์พบว่าทั้งโลกและดวงอาทิตย์จะสิ้นสุดระยะเวลาที่ใช้ ในกระบวนการพลิกกลับของขั้วแม่เหล็ก หรือ Magnetic Pole Reversal ในปี คริสต์ศักราช ๒๐๑๒หรือ พุทธศักราช ๒๕๕๕โดยครั้งล่าสุดกระบวนการนี้ได้เกิดขึ้นเมื่อหลายล้านปีที่ผ่านมาจนทำให้สัตว์จำพวกไดโนเสาร์สูญพันธุ์จนหมดสิ้น จากการค้นคว้าวิจัยและการวิเคราะห์ร่วมกันในไฮเดอร์ราบัดได้คาดการณ์ว่าการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงครั้งใหม่นี้จะเกิดขึ้นในปี คริสต์ศักราช ๒๐๑๒
การ พลิกกลับของขั้วแม่เหล็ก คือ กระบวนการที่ขั้วแม่เหล็กเหนือ และขั้วแม่เหล็กใต้สลับตำแหน่งกัน เมื่อการพลิกกลับของขั้วแม่เหล็กนี้เกิดขึ้น ณ ขณะเวลาใดเวลาหนึ่ง มันหมายถึงว่าค่าการเหนี่ยวนำของสนามแม่เหล็กโลกจะลดลงจนมีค่าเป็นศูนย์ หน่วยเกาซ์ และโลก ณ ขณะเวลานั้นจะสูญเสียอำนาจแห่งแรงดึงดูดอย่างสิ้นเชิงซึ่ง ถ้าหากปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นควบคู่ไปพร้อมกับการสลับขั้วของดวงอาทิตย์ที่จะ มีขึ้นในทุกๆ ๑๑ ปี ในปี พุทธศักราช ๒๕๕๕ แล้ว ปัญหาอันใหญ่ยิ่งจะเกิดขึ้นตามมาอย่างแน่นอน
(จากข้อมูลของ zetatalk.com ที่เริ่มเปิดไซท์มาตั้งแต่ 1995 รายงานล่วงหน้าเอาไว้ว่าสนามแม่เหล็กของโลกจะได้รับผลกระทบจากสนามแม่เหล็กของดาวหางดวงใหญ่ ที่โคจรเข้ามาใกล้โลก และลากจูงแผ่นขั้วโลกใต้ไปไว้ที่แนวเส้นศูนย์สูตรใหม่ เปลี่ยนตำแหน่งของขั้วโลกเหนือใหม่ อยู่ที่ ปลายแหลมของประเทศบราซิล ส่วนขั้วโลกใต้ใหม่จะจมน้ำนั้นอยู่ปลายสุดของประเทศอินเดีย โลกย้ายตำแหน่งขั้วโลกใหม่ไปประมาณ 90 องศาเท่านั้น ส่วนการกลับขั้วนั้นไม่เกิดขึ้น เพียงแต่โลกจะถูกอิทธิพลของดาวหางที่มีกำลังแรงของสนามแม่เหล็กสูง โลกจึงต้องนำขั้วเหนือหลบลงไปอยู่ที่ขั้วโลกใต้ชั่วคราว ไม่ใช่การสลับขั้วแต่อย่างใด)

ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติสมัยใหม่ เรื่องราวที่เกิดขึ้นเช่นนี้ยังไม่เคยได้มีการการบันทึกไว้จะมีก็แต่เพียงแบบจำลองทางคอมพิวเตอร์เท่านั้นที่จะสามารถทำนายผลลัพธ์ที่เคยเกิดขึ้นนั้นได้เมื่อเร็วๆ มานี้ องค์การนาซ่าได้ เคยทำให้สาธารณะชนเกิดความหวาดหวั่นด้วยการออกมาเปิดเผยว่าการพลิกกลับของ ขั้วแม่เหล็กโลกจะทำให้ความเข้มข้นสนามแม่เหล็กโลกอ่อนลง และไร้ความมั่นคง แต่ไม่ถึงกับลดลงถึงระดับศูนย์
แต่จากแบบจำลองทางคอมพิวเตอร์ของไฮเดอร์ราบัดกลับ พบว่าการพลิกกลับของขั้วแม่เหล็กของโลกและดวงอาทิตย์นั้น สามารถที่จะก่อให้เกิดปัญหาตามมาอย่างรุนแรงที่มากไปกว่าแค่การทำงานผิดพลาด ของอุปกรณ์อิเลคทรอนิคส์เท่านั้นพวกนกที่อพยพย้ายถิ่นอยู่ตามฤดูกาลจะสูญเสียประสาทสัมผัสในการกำหนดทิศทางและอื่นๆ ตามมาอีก เช่น
- ระบบภูมิคุ้มกันโรคในบรรดาสัตว์ต่างๆ รวมถึงมนุษย์จะอ่อนแอลง
- โลกจะประสบกับการเพิ่มความถี่ของการเกิดภูเขาไฟระเบิด, การเคลื่อนตัวของเปลือกโลก, แผ่นดินไหว และแผ่นดินถล่ม ที่จะมีมีสูงขึ้นกว่าปรกติ
- สภาวะความเป็นแม่เหล็ก หรือ Magnetosphere ของโลกจะอ่อนตัวลง และการแผ่รังสีคอสมิคจากดวงอาทิตย์จะเพิ่มปริมาณขึ้น และก่อให้เกิดอันตรายจากการแผ่รังสีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เช่น มะเร็งและอื่นๆ อีก ซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้
- กลุ่มเทหวัตถุในอวกาศขนาดใหญ่จะถูกดึงดูดเข้ามายังโลกอย่างมากมาย>>
- แรงดึงดูดของโลกจะประสบกับการเปลี่ยนแปลงซึ่งไม่มีใครรู้ว่ามันจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร
ถ้า รวมเอาเหตุการณ์ความน่าจะเป็นที่จะเกิดการทำลายล้างเหล่านี้ทั้งหมดมาผนวก รวมกันแล้ว ก็จะสามารถอธิบายภาพที่เห็นได้ ด้วยคำง่ายๆ ว่า โลกอาจจะไม่ใช่ที่เหมาะสมสำหรับอารยธรรมของมนุษยชาติและผู้คนทั้งหลายผู้ซึ่งอาศัยอยู่บนพื้นผิวโลกหรือใกล้กับพื้นผิวโลกในปีพ.ศ. ๒๕๕๕
สิ่ง มีชีวิตที่อาศัยอยู่ใต้ผิวโลกที่ลึกลงไปเท่านั้นที่จะมีชีวิตอยู่รอด โดยปราศจากการแทรกแซงใดๆ ในกระบวนการที่จะเกิดขึ้นโดยธรรมชาตินี้ คงเป็นเวลาอีกหลายล้านปีถัดจากนี้ เราจึงจะได้เห็นรูปแบบของสิ่งมีชีวิตที่มีขนาดใหญ่หรือมีความชาญฉลาด ที่จะกลับมาครอบครองบนพื้นผิวโลกอีกครั้ง
เหตุการณ์เช่นนี้มันอาจจะเหมือนดังเช่นที่ได้เคยเกิดขึ้นในห้วงที่เกิดคลื่นสึนามิซึ่ง มันทำให้เรารู้สึกงงงวย และเฝ้าจ้องมองดูสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอย่างคิดไม่ถึงว่ามันจะเกิดขึ้นได้ แล้วในที่สุดมันก็พัดพาเราออกไปสู่ท้องทะเล
ถ้าแบบจำลองนี้ถูกต้องแม่นยำนั่น หมายถึงว่าหนทางเดียวเท่านั้นสำหรับพวกเราที่จะอยู่รอดเพื่อที่จะรักษา อารยธรรมของเราเอาไว้ต่อไป นั่นก็คือการลงไปอาศัยอยู่ใต้พื้นผิวโลกหรือไม่ก็อพยพเคลื่อนย้ายไปอาศัยยัง ดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ เหตุการณ์เช่นนี้มันอาจจะเคยเกิดขึ้นมาแล้วกับดาวอังคารเมื่อย้อนหลังไปหลาย ล้านปีที่ผ่านมา”
 

เชิญทุกท่าน ร่วมสร้างบุญกุศลด้วยกัน ....ส่งต่อข่าวสารแก่เพื่อนๆ มีโอกาสชมจิ๊กซอร์ต่างๆ สำหรับนักค้นหาสาระชีวิตต่อภาพส่วนตัว ทั้ง ด้านโลกียะและโลกุตระ ที่ ainews1.com จัดไว้บริการให้แก่เพื่อนทุกเพศวัยทุกคน ฟรี ที่ลิงค์ /article385.html   Bookmark and Share