ความเป็นหนึ่ง กับ สุญญตา

http://ainews1.com/article449.html

Bookmark and Share

ความเป็นหนึ่ง หรือ เอกัคคตา และสุญญตา มันมาเกี่ยวกันอย่างไรบ้าง ลองแวะมาศึกษาบทความของคุณเกียรติศักดิ์ แสงสุวรรณ ที่จะขอคัดลอกบางตอน มาเล่าสู่กัน เพื่อเพิ่มพูลความรู้ความเข้าใจ ที่ดูเป็นรูปธรรมค่อนข้างสูง ที่ผู้สนใจลองค่อยๆติดตามก็จะสามารถเข้าใจได้ไม่ยาก...

มาเริ่มจากขั้วโลกเหนือ ขั้วโลกใต้กันก่อน  ระบบดาวต่างๆที่เกิดการหมุนวนเกาะกันเป็นกลุ่มก้อนได้ ก็เพราะเส้นแรงแม่เหล็กไหลเวียนเชื่อมดาวแต่ละดวงเข้าด้วยกันอยู่ เหมือนกับเส้นเชือกที่ร้อยลูกบอลให้เชื่อมต่อกัน ก่อเกิดเป็นเส้นทางเดินของเส้นแรงแม่เหล็กระหว่างดวงดาวต่างๆ ที่มีความสลับซับซ้อนมาก เชื่อมต่อกันเป็นเครือข่ายเต็มไปหมด และภายในดาวแต่ละดวงก็จะมีการไหลเวียนของเส้นแรงแม่เหล็ก โดยที่ระดับพื้นผิวของดาว เส้นแรงแม่เหล็กจะเคลื่อนตัวจากขั้วใต้ขึ้นไปสู่ขั้วเหนือ แล้วเคลื่อนเข้าสู่แกนกลางของดวงดาวที่ขั้วเหนือ แล้วเคลื่อนทะลุแกนกลางไปออกที่ขั้วใต้ หมุนเวียนกันไปอย่างนี้ นอกจากนี้ก็ยังมีการไหลเวียนในเส้นทางอื่นอีกที่ซ้อนทับกันไป (แกนกลางที่พูดถึง เป็นแกนพลังงานของโลก หรือดวงดาวต่างๆ) 

สำหรับดาวโลกของเรา จุดเชื่อมต่อระหว่างโลกกับจุดศูนย์กลางดาราจักรทางช้างเผือกจะอยู่ที่บริเวณ ขั้วโลกเหนือ ดังนั้นที่ขั้วโลกเหนือนี้ นอกจากจะมีเส้นแรงแม่เหล็กเคลื่อนเข้าสู่แกนโลกแล้ว ยังมีเส้นแรงส่วนหนึ่งไหลเวียนขึ้นไปสู่อวกาศ เดินทางไปยังศูนย์กลางดาราจักร และในขณะเดียวกันก็จะมีเส้นแรงแม่เหล็กที่เดินทางสวนมาจากศูนย์กลางดาราจักร เคลื่อนมาสู่โลก เข้ามาที่ขั้วโลกเหนือ แล้วทะลุแกนโลกไปยังขั้วโลกใต้ แล้วก็เคลื่อนที่ออกมาจากขั้วใต้ เดินทางตามพื้นผิวขึ้นไปขั้วเหนืออีก วนเวียนไปอยู่ตลอด ลักษณะเช่นนี้จะเกิดขึ้นกับดวงดาวทุกดวงในดาราจักรทางช้างเผือก ขั้วบนสุดของดาวทุกดวงจะหันชี้ไปยังจุดศูนย์กลางดาราจักร เกิดเป็นขั้วเหนือของดาวขึ้นมา อีกด้านที่เป็นด้านตรงข้ามก็เป็นขั้วใต้ การเกิดขั้วเหนือ-ขั้วใต้ของดาวก็เกิดขึ้นด้วยกลไกเช่นนี้

ฉะนั้นในโลกของเรา การที่เข็มทิศชี้ไปยังทิศเหนือก็เพราะถูกจุดศูนย์กลางดาราจักรที่มีกำลังดึงดูดมาก ดึงเส้นแรงแม่เหล็กตามผิวโลกให้เคลื่อนไปยังขั้วเหนือตลอดเวลา เส้นแรงแม่เหล็กจึงเหนี่ยวนำให้เข็มทิศชี้ไปยังขั้วเหนือตลอดเวลาด้วย เข็มทิศจึงชี้ ไปยังขั้วเหนือด้วยกลไกการไหลเวียนของเส้นแรงแม่เหล็กในลักษณะนี้

ส่วนจุดเชื่อมต่อระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ จะอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติก ตรงบริเวณที่เรียกกันว่า สามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า ปรากฏการณ์ประหลาดต่างๆ ที่เกิดขึ้นที่สามเหลี่ยมเบอร์มิวด้านี้ เกิดขึ้นจากการผันผวนของสนามแม่เหล็ก ซึ่งจะเกิดขึ้นเป็นบางช่วงบางเวลาเท่านั้น เมื่อโลก ดวงอาทิตย์ และศูนย์กลางดาราจักร ได้โคจรมาทำมุมที่พอเหมาะต่อกัน

เส้นแรงแม่เหล็ก-กาลเวลา-สันตติ

การไหลเวียนของเส้นแรงแม่เหล็กระหว่างศูนย์กลางดวงดาวกับศูนย์กลางดารา จักรนอกจากจะทำให้เกิดแรงเชื่อมต่อกันแล้ว ในขณะเดียวกัน แรงเชื่อมต่อที่เกิดขึ้นระหว่างศูนย์กลางดวงดาวกับศูนย์กลางดาราจักร ที่แรงเข้าสู่ศูนย์กลางกับแรงหนีศูนย์กลาง ทำมุมตรงกันข้ามกันนั้น จะก่อให้เกิดเป็น แรงสืบต่อ ของสิ่งที่เรียกว่า กาลเวลา ขึ้น โดยลักษณะของแรงที่เกิดขึ้น มีลักษณะเป็นแรงดึงที่เคลื่อนเข้าเคลื่อนออกศูนย์กลาง เกิดขึ้นสลับกันไปมา

การที่ศูนย์กลางใดจะเกิดแรงดึงขึ้นมาได้นั้นสภาพพลังงานที่ศูนย์กลางในขณะ นั้นจะต้องอยู่ในสภาพพลังงาน ที่เรียกว่า ธาตุศูนย์ หรือ สุญญตา โดยที่ศูนย์กลางที่เป็นสิ่งถูกดึง สภาพพลังงานที่ศูนย์กลางในขณะนั้นจะอยู่ในสภาพพลังงาน ที่เรียกว่า ความเป็นหนึ่ง หรือ เอกัคคตา ดังนั้นที่ศูนย์กลางโลกและของดาราจักร ก็จะมีการเปลี่ยนสภาพพลังงานจาก ธาตุศูนย์ ไปเป็น ความเป็นหนึ่ง จาก ความเป็นหนึ่ง ไปเป็นธาตุศูนย์ เปลี่ยนถ่ายสภาพพลังงานไปมาอย่างต่อเนื่อง จังหวะที่ศูนย์กลางดาราจักร เริ่มเกิดแรงดึง จนกระทั่งหมดแรงดึง และจังหวะที่ศูนย์กลางโลก เกิดแรงดึง จนกระทั่งหมดแรงดึง จะมีช่วงหรือระยะของจังหวะที่มีค่าคงที่ค่าหนึ่งเสมอ ค่าของช่วงจังหวะนี้คือ 1 วินาที

แรงดึงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นระหว่างศูนย์กลางดาราจักรกับศูนย์กลางโลกเท่านั้น แต่เกิดกับทุกดาวบริวาร และในโลกของเราก็ไม่ได้เกิดเฉพาะกับศูนย์กลางโลกเท่านั้น แต่เกิดขึ้นกับทุกอะตอมของสสารภายในโลก โดยที่นิวเคลียสของแต่ละอะตอมจะเกิดการเปลี่ยนสภาพพลังงาน จากธาตุศูนย์เป็นความเป็นหนึ่ง จากความเป็นหนึ่งเป็นธาตุศูนย์ สลับกับศูนยกลางดาราจักรอย่างต่อเนื่องเป็นจังหวะๆ เช่นเดียวกัน

เส้นแรงมากมายที่เกิดขึ้นระหว่างศูนย์กลางดาราจักร กับศูนย์กลางของดวงดาว และทุกศูนย์กลางของแต่ละอะตอม ที่เคลื่อนไหว ไป-มา เข้า-ออก เป็นจังหวะๆตลอดเช่นนี้ จะทำให้เกิดสนามแรงดึงขนาดใหญ่ขึ้น และด้วยสนามแรงขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมทุกสิ่งไว้จึงทำ ให้เกิดมิติของสนามแรงที่เป็น แรงสืบต่อ ที่ขับเคลื่อนมิติของกาลเวลาให้เกิดขึ้น และมิติของเวลา ก็จะไปครอบคลุม มิติของสสาร วัตถุ รวมถึงครอบคลุม มิติของพลังงาน คือ ความเป็นคลื่น ความเป็นอนุภาค ความถี่ ความยาวคลื่น ตลอดจนครอบคลุมมิติของจิต คือ สัญญา เวทนา สังขาร วิญญาณ จนกระทั่งจิตตกอยู่ในอิทธิพลของมิติพลังงาน

มิติของสสาร และมิติกาลเวลา มิติทั้งหมดที่ประกอบเข้าด้วยกันนี้จึงเกิด เป็นการสืบต่อของเหตุการณ์ อดีต ปัจจุบัน อนาคต ของสสาร ของพลังงาน และของจิต ที่เกี่ยวเนื่องสัมพันธ์ เป็นเหตุ เป็นผล ของการกระทำในสิ่งต่างๆ ทั้งการกระทำ ทางกาย วาจา และใจ การศึกษาเรื่องแรงสืบต่อของกาลเวลาโดยทางสมาธิจิตนี้ เมื่อจิตบุคคลใดสามารถอยู่เหนือกาลเวลา หรือหลุดออกจากแรงสืบต่อของกาลเวลาได้ ถึงที่สุดของการศึกษาแล้วก็จะรู้และเข้าใจในเรื่อง กฎแห่งกรรม

ยิ่งไปกว่านั้นนอกจากมีแรงสืบต่อที่เกิดขึ้นระหว่างจุดสองจุดที่อยู่ห่างไกลกัน ดังที่ได้อธิบายมาแล้ว แรงสืบต่อยังเกิดได้กับเฉพาะจุดเฉพาะส่วน ซึ่งเกิดเป็นแรงสืบต่อที่มีระยะ สั้นเข้ามาเรื่อยๆ เช่นเฉพาะที่หัวใจเอง ก็ยังเกิดแรงสืบต่อระหว่างศูนย์กลางใจกับเซลล์ที่ประกอบเป็นหัวใจ เป็นแรงดึงเข้าผลักออก ระหว่างศูนย์กลางหัวใจกับเซลล์ที่อยู่รอบๆที่ประกอบเป็นหัวใจ ซึ่งปรากฏออกมาเป็นการเต้นของหัวใจ

แรงดึงเข้าผลักออกของหัวใจนี้ นอกจากเกิดขึ้นจากกลไกของ ธาตุศูนย์กับความเป็น หนึ่งแล้ว ยังมีพลังลมปราณเข้ามาช่วยขับเคลื่อนให้การเต้นของหัวใจเกิดสืบต่อต่อไปได้ การเกิดแรงสืบต่อเฉพาะจุดเฉพาะอวัยวะนี้ ก็ไม่ได้เกิดขึ้นที่หัวใจที่เดียวเท่านั้น ที่อวัยวะอื่น เซลล์อื่นก็เกิดขึ้นเช่นกัน ซึ่งถึงที่สุดแล้วในอะตอมของเซลล์ในร่างกาย และในสสารทุกชนิดก็มีแรงสืบต่อ ที่เป็นสนามแรงขนาดเล็ก เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา เราจึงพบว่ามีสนามแรงขนาดเล็กจำนวนมหาศาล ที่รวมกันอยู่ในสนามแรงที่มีขนาดใหญ่กว่า สนามแรงขนาดเล็กจะได้รับพลังที่ส่งผ่านมาจากสนามแรงที่มีขนาดใหญ่กว่าเป็นชั้นๆ เป็นทอดๆ เชื่อมโยงกันเป็นเส้นเป็นสายเป็นใยของเส้นแรงที่ถักทอเชื่อมทุกสิ่งเข้าด้วย กัน

ถ้าคนเรามีสุขภาพดีจังหวะการเต้นของหัวใจและชีพจรจะเท่ากับหรือใกล้เคียง 60 ครั้งในระยะเวลาหนึ่งนาที ซึ่งเป็นจังหวะของธรรมชาติ จังหวะของกาลเวลา ที่ศูนย์กลางดาราจักรกับศูนย์กลางโลก เกิดแรงสันตติระหว่างกัน นั่นคือเมื่อมนุษย์มีจังหวะของชีวิตสอดคล้องกับจังหวะของธรรมชาติ ร่างกายก็จะแข็งแรงมีสุขภาพดี แต่ถ้าการเต้นของหัวใจและชีพจรเร็วหรือช้ากว่า 60 ครั้งต่อนาทีมาก และการเต้นนั้นไม่สม่ำเสมอ ผิดปกติ ไม่หนักแน่นมีพลัง ก็จะเป็นสิ่งบอกถึงสุขภาพร่างกายที่กำลังเจ็บป่วยเสื่อมถอย

ในศาสนาพุทธมีคำที่ใช้อธิบายความเป็นไปของสรรพสิ่งต่างๆ อยู่สี่คำคือ

  1. อุปจย-ความเกิดขึ้นหรือก่อตัวขึ้น
  2. สันตติ-ความสืบต่อ
  3. ชรตา-ความเสื่อมหรือทรุดโทรม
  4. อนิจจตา-ความแตกสลายหรือแตกดับ

ความเป็นไปของสรรพสิ่งที่เป็นสัจจธรรมความจริง มีสี่ขั้นตอน คือ มีความเกิดขึ้น (อุปจย) จากนั้นก็ตั้งอยู่และสืบต่อความมีอยู่ (สันตติ) จนกระทั่งเกิดความเสื่อม (ชรตา) และสุดท้ายถึงความแตกสลายไป (อนิจจตา) ซึ่งเราต้องประสบกันทุกคนและทุกขั้นตอนสำหรับคำว่า สันตติ ที่หมายถึง ความสืบต่อนี้ เป็นคำที่มีความสำคัญและใช้ได้กว้างขวางเพราะครอบคลุมถึงสิ่งที่เกิดขึ้น แล้วและกำลังดำรงอยู่

การที่สิ่งใดๆดำรงอยู่ มีอยู่ และเป็นอยู่ ก็เพราะสิ่งนั้นยังมีการสืบต่อไปของการมีอยูู่เป็นอยู่ของสิ่งนั้นๆ และการที่สิ่งนั้นยังมีการสืบต่ออยูู่ ก็เพราะยังมีแรงหรือพลังงานที่มากเพียงพอแก่การเกิดแรงสืบต่อเพื่อให้สิ่ง นั้นดำรงคงอยูู่ต่อไป ดังนั้นแรงสืบต่อที่ได้กล่าวถึง เช่น แรงสืบต่อของศูนย์กลางระหว่างดาราจักรกับดวงดาวบริวาร ซึ่งทำให้เกิดแรงโน้มถ่วงระหว่างกัน และทำให้เกิดแรงสืบต่อของเวลา เราก็สามารถเรียกแรงเหล่านี้ว่าเป็น แรงสันตติ ของแรงโน้มถ่วง และของกาลเวลาได้

แล้วกลไกที่อยู่เบื้องหลังการเสื่อมสลายของสิ่งต่างๆเป็นอย่างไร ทำไมคนเราจากเกิดมาเป็นเด็ก โตขึ้นแล้วแก่ตัวลง ผิวหนังจากเต่งตึงก็กลับหย่อนยาน เซลล์ในร่างกายเกิดความเสื่อมถอย อีกทั้งสสารวัตถุต่างๆ เกิดการเน่าเปื่อยผุพังไป โดยที่วัตถุบางชิ้นตั้งอยู่เฉยๆ ไม่มีใครหรืออะไรไปทำอะไรกับมัน มันก็เกิดการเสื่อมสภาพไปได้ สิ่งที่อยู่เบื้องหลังอันสำคัญของการเสื่อมสลายของสิ่งต่างๆ นี้ก็คือ เส้นแรงแม่เหล็ก กลไกของการเสื่อมสลายเกือบทั้งหมดเกิดขึ้นจากการที่เส้นแรงแม่เหล็กเคลื่อนไหวทะลุผ่านสิ่งต่างๆ แต่ ในบางกรณีก็เกิดขึ้นจากเส้นแรงแม่เหล็กรวมตัวกันอยู่นิ่งๆ ภายในอะตอมทุกอะตอมก็มีศูนย์กลางคือ นิวเคลียส นิวเคลียสของอะตอมทั้งหลายย่อมจะถูกเส้นแรงแม่เหล็กเคลื่อนที่เข้ามาชน กระทบ รบกวน อยู่ตลอดเวลา 

การที่นิวเคลียสถูกเส้นแรงแม่เหล็กเคลื่อนเข้ามากระทบนี้ จะทำให้นิวเคลียส เกิดการสั่นสะเทือน ทำให้อะตอมต่างๆเคลื่อนไหวเพื่อแตกตัวแยกตัวเป็นอิสระออกจากกัน เกิดการแปรเปลี่ยนลักษณะโครงสร้างของสารประกอบและอะตอมไป จนสลายตัว แยกออกจากกันในที่สุด สสารวัตถุไม่ว่าจะอยู่ที่ดาวดวงไหน กลไกการเสื่อมสลายก็ล้วนเกิดขึ้นเหมือนกันกับที่เกิดบนโลกของเรา แรง สันตติ ที่เป็นแรงสืบต่อความตั้งอยู่ มีอยู่ ของสิ่งต่างๆ มองอีกด้านหนึ่งก็เป็นแรงที่ทำให้สิ่งทั้งหลายสืบต่อไปสู่ความแตกดับ เมื่อตั้งอยู่ก็ด้วยแรงสืบต่อ เมื่อเสื่อมสลายก็ด้วยแรงสืบต่อเช่นกัน ทุกขณะเวลาที่สืบต่อความมีอยู่ ก็คือเวลาสู่ความแตกดับ ความมีอยู่กับความเสื่อมสลายอยู่คู่กันตลอดเวลา ยิ่งเกิดการสืบต่อมากเท่าใด ความเสื่อมโทรมก็เกิดมากขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้ายต้องถึงความแปรปรวนแตกสลายไป

ทีนี้ลองมาพิจารณาประเด็น การดูดแล้วปล่อย ของสรรพสิ่ง ในเวลา 1 วินาที รวมทั้งผลกระทบนี้ต่อจิตของคนเรา จะเห็นชัดเจนว่า ระหว่างความเป็นหนึ่ง และความเป็นศูนย์ หรือสุญญตานั้น จิต มีโอกาส ที่จะแยกตัวเองออกไปสู่ความเป็นหนึ่งได้ ให้จิตเป็นอิสระ ไม่ตกอยู่ในแรงดึงของโลก และดาวหลุมดำ หรือจักรวาลต่างๆ ที่ครอบจิตอยู่ ...อันนั้นเป็นประเด็นเป้าหมาย ที่จะนำมาวิเคราะห์กันต่อไป ว่ามีหนทางใดบ้างที่จิต จะหลุดพ้นสิ่งเหนี่ยวรั้งให้พ้นไปเป็นอิสระได้บ้าง

พระพุทธองค์ทรงค้นพบ หลักการ ในมหาสติปัฏฐาน สร้างพลังให้แก่จิต หรือพัฒนาความถี่สูงให้แก่จิต ให้เกิดพลังงานเพียงพอที่จะทำให้จิตดีดตัว หรือเกิดการอัดแน่นด้วยพลังงานมหาศาล แล้วระเบิดออกจากการถูกยึดกุมของกายเนื้อ หรือวัตถุต่างๆของโลกและจักรวาล ได้

จะขอยกวิธีการสะสมเพิ่มพลังงานให้แก่จิต ให้มีความถี่สูงมาก จนระเบิดออกมาจากวงล้อม ที่ยึดเหนี่ยวกดทับจิตเอาไว้ได้สำเร็จ ให้จิตบรรลุสู่ความเป็นอิสระ หรือออกมาอยู่ในสภาวะจิตเดิม หรือพบ 'ทาง' ของตนเอง สามารถกระทำได้โดย กำหนดจิต ให้ตั้งอยู่ในความสงบ อยู่ตรงกลางระหว่างความสุดโต่ง  2 อย่างเช่นความดีกับความชั่ว รักษาสถานะความเป็นตรงกลางนี้ไว้สักระยะหนึ่ง จิตจะสะสมพลังงานเพิ่มมากขึ้นๆ จนในที่สุดก็จะสัมผัสเสียงระเบิดที่มีเสียงดังมาก ส่วนจะดังมากน้อยต่างกันอย่างไร ขึ้นอยู่กับแรงยึดเหนี่ยวจิต มีอยู่มากน้อยเพียงใด ที่พลังงานสะสม จะเพียงพอในการต่อสู้เอาชนะ ให้จิตเป็นอิสระได้...วิธีการนี้ค่อนข้างรุนแรงและเกิดขึ้นเฉียบพลัน มิใช่แบบค่อยเป็นค่อยไป

ทีนี้ลองมาตามดูแบบค่อยเป็นค่อยไป ให้เราหรือตัวรู้ทราบว่าจิตค่อยๆแยกออกจากกายไปทีละส่วน  โดยนำทฤษฎีโพเพทัส ของหมอแกนมาใช้ปฏิบัติ ระบบการหายใจแบบควบคุมให้เป็นไปตามรูปแบบของหมอแกนที่นำเสนอไว้ในทฤษฎีนี้ ประกอบด้วยการมีสติรู้ตัวอยู่ตลอดเวลาระหว่างควบคุมการหายใจเข้าออกอย่างสุดๆทั้งเข้าและออก เมื่อปฏิบัติไปซักระยะ อวัยวะแถวไหล่แถวศรีษะจะค่อยๆหายไป จนเพิ่มมากขึ้นๆจนครบทั้งตัว นั่นคือผู้ปฏิบัติจะค่อยๆรู้ตัวเองว่า กายหยาบแต่ละส่วนค่อยๆหายไปต่อหน้าต่อตา ทั้งๆที่ก็ยังหายใจอยู่ เมื่อกายหายไปหมด จิตก็พ้นออกมาจากกายแล้ว....อาจจะเรียกว่าใช้แรงเฉื่อย..ซึ่งไม่ตื่นเต้นตกใจค่อยๆเป็นค่อยๆไป

ทั้งสองกรณี หากท่านพบสถานะนั้นๆดังกล่าวแล้ว ท่านย่อมจะจำได้ไม่มีลืม กล่าวคือท่าน ได้นำจิตมา อยู่ในสถานะแห่งความเป็นหนึ่งแล้ว

ภารกิจ เพิ่งจะเริ่มต้น จิตของท่านยังไม่เป็นอิสระอย่างบริบูรณ์ ให้ทุกท่านที่มาถึงทางของตนแล้ว จดจำอารมณ์ที่ท่านได้นั้นเอาไว้ และดำรงรักษา ความเป็นหนึ่งของจิตของท่านเอาไว้ อย่างต่อเนื่อง เป็นการสะสมพลังงาน หรือคลื่นความถี่สูงให้จิตมีพลังงานสำรองเพิ่มมากขึ้นเอาไว้ต่อเนื่อง โดยมีมรรค 8 เป็นอุปกรณ์ช่วย มีจิตนึกถึงความตายเป็นตัวเตือน และสิ่งเตือนยังมีสิ่งอื่นๆช่วยได้อีก เช่นผู้มีเหรียญสุขภาพของพระอาจารยย์รัตน์ห้อยติดตัว จะได้รับสัมผัสกระแสพลังงานจะเรียกว่าความเย็นหรือความร้อนก็ไม่ถนัดนัก ส่งคลื่นกระทบผิวหนังซ่านเข้าไปในกายให้ท่านรู้สึกตลอดเวลา

เสมือนเป็นเครื่องช่วยส่งเสริมกำลังใจผู้ปฏิบัติ ตลอดเวลา อาจจะเรียกว่าท่านกำลังเดินบนสะพานที่มีราวให้ท่านจับ หากท่านจะเสียหลักพลัดตกจากสะพานก็คงจะพอเรียกได้ แต่ไม่เหมือนนัก หรือผู้ที่มีพระผงกรรมฐานของหลวงปู่ดู่ ที่หลวงตาม้า รับมาสืบต่อ ก็จะสามารถสัมผัสผลที่ผิวหนังคล้ายๆกัน ซึ่งหลวงตาม้าจะแจ้งผลรวมๆเอาไว้อย่างชัดเจน ทั้งการปฏิบัติเริ่มต้น และเบื้องกลาง ช่วยประคับคอง ผู้ทำจิต อยู่บนทางมือใหม่ ให้มั่นคง เหมือนคนขี่จักรยาน ได้คล่องแล้ว ก็จะบังคับรถจักรยานของตนได้อย่างคล่องแคล่ว หลบหลีกอุปสรรคต่างๆ หากมี

เนื่องจากระหว่างที่ท่านกำลัง ให้จิตสะสมพลังงาน คลื่นความถี่สูง บางเวลาโอกาส กิเลส โลภ โกรธ หลง ที่นอนเนื่องอยู่ในจิตใจมาเนิ่นนาน มันอาจจะโผล่หน้าออกมาให้เห็น ถ้าผู้รักษาจิตไม่ประมาท มีกำลังสำรองเพียงพอตลอดเวลา คลื่นความถี่สูงของกิเลสนาๆชนิด ก็จะสลายไปด้วยพลังงานสะสมของจิต ที่อยู่บนทางของตน ไปโดยลำดับ

ซึ่งบนทาง ของทุกคน ยังจะต้องผจญกับอะไรอีกบ้าง ต้องพึ่งพา ประสพการณ์ของท่าน ผู้ที่เคยผ่านหนทาง นี้ไปสู่ปลายทางมรรค ที่บริบูรณ์ ได้ที่ /article403.html

เชิญทุกท่าน ร่วมสร้างบุญกุศลด้วยกัน ....ส่งต่อข่าวสารแก่เพื่อนๆ มีโอกาสชมจิ๊กซอร์ต่างๆ สำหรับนักค้นหาสาระชีวิตต่อภาพส่วนตัว ทั้ง ด้านโลกียะและโลกุตระ ที่ ainews1.com จัดไว้บริการให้แก่เพื่อนๆต่างวัยทุกคน ฟรี  ที่ลิงค์ /article385.html     Bookmark and Share