ข้อมูลบางส่วนของมนุษย์ต่างดาวบนเขากะลา

http://ainews1.com/article453.html

คำ 3 คำที่มนุษย์ต่างดาวกล่าวไว้

----- เรื่องจริงยิ่งกว่านิยาย

----- อะไรก็เกิดขึ้นได้
----- อย่าตีกรอบ

วัตถุประสงค์ของเว็บเพจนี้ :    ศึกษาเรียนรู้ มิติต่างๆของจักรวาลทั้งหลาย  โดยเฉพาะเพื่อนมนุษย์จากต่างดาว ที่กำลังมาทำหน้าที่ช่วยมนุษย์โลกบางส่วน จากภัยพิบัติครั้งใหญ่ของมนุษย์โลกให้พ้นภัย.....บทความต่อไปนี้เขียนโดย อ.สุดใจ ชื่นสำนวน

ที่มาของ 'เขากะลา'    การจัดเตรียมสถานที่ตามโครงการ เพื่อรองรับการฝึกสื่อสารกับมนุษย์โลก ก่อนที่จะมาเป็นกลุ่มเขากะลา ในปี 2541

เดิมสถานที่แห่งนั้น เป็นป่าเขาที่ไม่มีผู้คนอยู่อาศัยมาก่อน นายฉิ่ง ชื่นศรีนวล ซึ่งเป็นคุณพ่อของ จ.ส.อ.เชิด ชื่นสำนวน  (เปลี่ยนสกุลจากชื่นศรีนวล เป็นชื่นสำนวน ในภายหลัง) ได้อพยพมาอยู่ ณ สถานที่เป็นเขากะลาในปัจจุบันนี้ เพียงครอบครัวเดียวโดยมาตั้งครอบครัวแต่งงานกับนางกลม ชื่นศรีนวล ทั้งสองท่าน ได้หักร้างถางพงจนมีพื้นที่จำนวนมาก ภายในหมู่บ้านนั้น และบริเวณโดยรอบเขากะลา



ต่อมาเริ่มมีผู้คนเข้าอพยพเข้ามาอยู่อาศัยมากขึ้น จึงตั้งเป็นหมู่บ้านโดยเรียกชื่อหมู่บ้านตามชื่อของผู้ที่อพยพมาก่อตั้งหมู่บ้านนี้ขึ้น และประกอบกับมีตาน้ำพุขึ้นมาบริเวณหมู่บ้านให้ใช้สอยดังนั้นจึงเรียกชื่อหมู่บ้านนี้ว่า ชุมชนเขากะลา

ความเป็นธรรมชาติ ในมุมมองของมนุษย์ต่างดาว..    สำหรับน้องใหม่ หรือสมาชิกใหม่ที่เพิ่งเข้ามาดูเรื่องราวเหล่านี้ อาจจะยังไม่ทราบว่าเรื่องราวนี้ ต่อเนื่องยาวนานมานับ 10 ปี ไม่ใช่ว่าจะเพิ่งเกิดในวันสองวันนี้  ดัง นั้น ไม่ว่าสิ่งที่อ่านนั้นจะเป็นอะไร น่าเชื่อถือหรือไม่ ถ้าอ่านแล้วรู้สึกไม่สบายใจ ไม่พอใจ ขอให้น้อง ๆ รักษาจิตตนเองไว้ดีกว่า สิ่งใดที่ทำแล้วเกิดความทุกข์ เราก็ไม่ควรทำ

 หากสิ่งใดอ่านแล้วขัดแย้งในจิตของท่าน ขอให้เลือกที่จะรักษาจิตของท่านดีกว่า ที่จะปล่อยให้หม่นหมองไปกับเรื่องเล็กน้อยจากภายนอก  เพราะความทุกข์เกิดขึ้นภายในตัวท่านเอง ดังนั้น หากการมองของเรายังมีกรอบของ ผิด ถูก ดี ชั่ว อยู่ ก็ย่อมทำให้จิตใจมีทั้ง ยินดี ยินร้าย สุข ทุกข์ เบิกบาน เศร้าหมอง อยู่นั่นเอง
แต่ถ้าเราเข้าใจความเป็นธรรมชาติแล้ว มุมมองของเราจะกว้างขึ้น การรู้เท่าทันความเป็นธรรมชาติของมนุษย์นั้น จะทำให้เราเข้าใจคำว่า “เช่นนั้นเอง” ได้ดียิ่งขึ้น

มุมมองของมนุษย์ต่างดาว ในความเป็นธรรมชาติของมนุษย์โลกเป็นเช่นไร?

- ให้มนุษย์ลองนึกภาพเมื่อเดินเข้าไปในขายหนังสือร้านใหญ่สักแห่งหนึ่ง ที่มีหนังสือทุกประเภทวางอยู่เต็มไปหมด มีทั้งประเภทการ์ตูน หนังสือพิมพ์ หนังสือแฟชั่น หนังสือทำอาหาร หรือหนังสือธรรมะ วางอยู่เรียงรายตามชั้นต่าง ๆ ทั่วไป

เมื่อ เราเป็นผู้เข้าไปซื้อหนังสือ เราก็ไม่อาจที่จะเลือกอย่างที่ให้เป็นได้ เช่นเราชอบหนังสือธรรมะ เราอยากให้ร้านนี้มีแต่หนังสือธรรมะ เข้าไปแล้วเจอแต่หนังสือธรรมะเท่านั้น เราชอบคอมพิวเตอร์ เราอยากให้มีแต่หนังสือคอมพิวเตอร์เท่านั้น ไม่อยากให้มีหนังสืออื่นมาวางปะปน เมื่อคุณคิดอยากเช่นนั้น ก็อาจเป็นได้ถ้าอยู่ภายในวัดที่มีแต่หนังสือธรรมะ หรืออยู่ในสมาคมคอมพิวเตอร์ แต่ถ้ายังอยู่ปะปนกับโลกภายนอกที่มีความหลากหลาย ร้านหนังสือที่มีขายหลากสไตล์ แค่คิด คน ๆ นั้นก็มีความทุกข์แล้ว เพราะตั้งจิตไว้ผิดแต่ทีแรก โดยตามจริงแล้วคุณจะไม่ได้ตามความอยากแน่นอน
ดังนั้น การมองให้เห็นจริงตามธรรมชาติ คือ
- เห็นความเป็นเช่นนั้นเอง ของร้านหนังสือ เมื่อเป็นร้านหนังสือก็ย่อมต้องมีหนังสือมากมายเป็นธรรมดา แต่ละชนิด แต่ละประเภทมากมาย แยกไปตามความโดดเด่น หรือกระแสความสนใจในช่วงระยะเวลานั้น ๆ
- เห็นความเป็นเช่นนั้นเอง ของผู้เขียนหนังสือ เพราะทุกคนมีความคิดไม่เหมือนกัน ถ้าเป็นเด็กก็ชอบการ์ตูน ผู้เขียนก็เขียนการ์ตูนขาย เป็นแม่บ้านก็ชอบเรื่องอาหาร ก็มีผู้เขียนตำราอาหารขาย เป็นนักศึกษาก็ชอบคอมพิวเตอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์ก็เขียนคู่มือคอมพิวเตอร์ขาย ดังนั้น ผู้ที่เขียนหนังสือก็ย่อมมีหลายสาขา หลากหลายอาชีพ หลากหลายประสบการณ์ มันจึงเป็นอย่างนั้นเองอยู่แล้ว

- เห็น ความเป็นเช่นนั้นเอง ของผู้ที่เข้ามาซื้อหนังสือ เมื่อเป็นร้านขายหนังสือ ทุกคนก็มีสิทธิ์ที่จะเข้ามาเลือกหาซื้อหนังสือตามที่แต่ละคนต้องการ ดังนั้น จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ร้านหนังสือจะต้องมีคนหลากหลายประเภทเข้าไปรวมกัน อยู่ในนั้น แต่ร้านขายหนังสือก็มีการจัดวางแต่ละประเภทให้อยู่แล้ว เพื่อความสะดวกของผู้สนใจเลือกซื้อ สนใจอาหาร ก็ไปที่ชั้นประเภทหนังสือแม่บ้าน อาหาร สนใจแฟชั่น ก็ไปชั้นหนังสือแฟชั่น สนใจหนังสือธรรมะ ก็ไปกลุ่มหนังสือธรรมะ เพื่อที่จะไม่ปะปน และสับสนในการหาหนังสือแต่ละประเภท

- นี่เป็นตัวอย่างง่าย ๆ ที่เราเห็นกันเป็นประจำอยู่แล้ว และเราก็ไม่ได้คิดอะไร เราไปซื้อหนังสือ เราก็ตรงดิ่งไปเลือกหนังสือประเภทที่เราชอบ แม้เราจะเดินผ่านหนังสือเล่มอื่น ๆ ที่วางอยู่ด้านนอก หรือระหว่างทางเดิน เราก็ไม่ค่อยสนใจนัก อาจดูคร่าว ๆ แล้วผ่านเลยไป เพราะมันเป็นของมันอย่างนั้นอยู่แล้ว

- ดังนั้น เมื่อเราทำง่าย ๆ เราก็ไม่เกิดความทุกข์ แต่ถ้าทุกครั้งที่เดินเข้าไปในร้านหนังสือ แล้วคิดว่าทำไมต้องเขียนการ์ตูนขายนะ ไร้สาระ ทำไมต้องทำหนังสือแฟชั่นมาขายนะ ทำให้คนฟุ้งเฟ้อ ทำไมต้องมีหนังสือเรื่องทำอาหารนะ ทำให้คนยึดติดการกินมากขึ้น เมื่อตั้งความเห็นไว้ผิด ขณะที่เดินเข้าไปในร้านนั้น คุณจะมีแต่ความทุกข์ เพราะความคิดที่ปรุงแต่ง มีกรอบของความ ผิด ถูก ดี ชั่ว ที่เรากำหนดขึ้นเองเป็นตัวชี้นำ การมองก็จึงเห็นไปในทางผิด หรือ ถูก ควร หรือไม่ควร ซึ่งผู้ที่รับความทุกข์ ก็คือคนที่กำลังคิดนั่นเอง ก็ต้องรับทุกข์ไปเอง ไม่ใช่เจ้าของร้านหนังสือที่เป็นทุกข์ เพราะไม่ว่าใครจะคิดอย่างไร เขาก็ไม่มีความทุกข์ใด ๆ ผู้เข้าร้านมาสิบคน คิดสิบแบบ ร้านขายหนังสือก็ยังเป็นร้านขายหนังสือเช่นเดิม ไม่ว่าใครจะคิดอย่างไร?

นี่คือความเป็นธรรมชาติ ที่ตรงไป ตรงมา ไม่มีลำเอียง เมื่อใครคิดอย่างไร ก็ได้อย่างนั้น เมื่อเราปล่อยวาง เห็นความเป็นเช่นนั้นเอง เราก็เบาสบาย จะเดินในร้านทั้งวันก็ไม่ทุกข์ แต่ถ้าเรายึดมั่นในความคิด และอยากไปเปลี่ยนแปลง ก็จะหนักในจิต เพราะต้องแบกความทุกข์ไว้ด้วย เดินสักครึ่งชั่วโมงก็ไม่ไหวแล้ว เพราะความทุกข์มันรุมเร้ามากมาย

ดังนั้น ในขณะนี้ เมื่อเทคโนโลยีพัฒนาไปมากขึ้นเท่าไร โลกก็แคบลงมากขึ้นเท่านั้น เพราะเราสามารถรู้ข่าวสารจากทั่วโลกได้ภายในลัดนิ้วมือเดียว ซึ่งก็จริง เพียงแค่ใช้นิ้วกด ก็สามารถดูข่าวสารทั่วโลกผ่านอินเตอร์เน็ตได้แล้ว ดังนั้น ข้อมูลหลากหลายจากทุกมุมโลก ก็หลั่งไหลเข้ามาอยู่ในอินเตอร์เน็ตเครื่องเล็ก ๆ นี้เท่านั้น โอกาสที่จะพบเจอกับข้อมูลต่าง ๆ หลากหลายก็มากขึ้นด้วย หากไม่รู้จักวางจิตให้ถูกต้อง ก็ย่อมต้อง ขึ้น
ลง สุข – ทุกข์ กับข้อมูลเหล่านั้น เป็นเรื่องธรรมดา

หากคุณมองเป็น คุณก็จะเห็น “ความเป็นเช่นนั้นเอง” ซึ่งไม่ต่างอะไรไปกับร้านหนังสือหรอก เมื่อคุณเข้าไปหน้าแรกของเว็ปไซด์หลากหลาย เช่น sanook.com คุณก็จะเห็นความหลากหลายของข่าวสารทุกประเภทที่มีให้เลือก

ดังนั้น เมื่อกลุ่มวัยรุ่นเข้าไป ก็เลือกหน้าข่าวสารด้านเพลง ด้านดารา บางคนก็เลือกเกี่ยวกับรถยนต์ บาง คนก็เลือกด้านคอมพิวเตอร์ บางคนก็เลือกเข้าไปเรื่องผี เรื่องวิญญาณ บ้างก็เลือกเกี่ยวกับ ธรรมะ

ตามแต่ความชอบของแต่ละบุคคล ซึ่งผู้เป็นเว็ปมาสเตอร์ ก็จัดวางแยกให้ในแต่ละกลุ่ม เพื่อความสะดวกของผู้ประสงค์จะเข้าชมในหมวดนั้น ๆ

เว็ป ไซด์ พลังจิต ก็เช่นกัน แม้จะเป็นเว็ปไซด์ ที่คัดแยกออกมาค่อนข้างแน่ชัดว่าเกี่ยวกับพุทธศาสนา เกี่ยวกับพลังจิต เกี่ยวกับเรื่องลึกลับ ซึ่งหากผู้ที่สนใจเรื่องเพลง เรื่องดารา เรื่องอาหาร ก็ถูกคัดแยกไปโดยปริยายอยู่แล้ว แต่ แม้จะถูกคัดแยกจากกลุ่มใหญ่มาแล้ว ก็ยังมีความหลากหลายในกลุ่มย่อย ๆ อีกมาก ในเว็ปไซด์นี้ ซึ่งจะเห็นได้มีหลายหมวด มีหลายกลุ่ม หลายเรื่องราว แม้จะอยู่ในหมวดเรื่องของจิต แต่ก็ยังหลากหลายอยู่ดี

ซึ่งก็เหมือนร้านขายอุปกรณ์เกี่ยวกับบ้าน หรืออาจจะเป็น HOME PRO แม้ จะขายแต่เฉพาะอุปกรณ์เกี่ยวกับบ้าน ก็ยังมีแยกอีก ว่าอุปกรณ์ห้องครัว อุปกรณ์ห้องนั่งเล่น อุปกรณ์ภายในห้องนอน หรือ อุปกรณ์ตบแต่งสนามหญ้า แม้จะแยกไปแล้วว่า เฉพาะเรื่องของบ้านเท่านั้น ก็ยังแยกย่อยได้อีก และคนที่จะเข้าไปซื้อของประเภทใด ก็จะเดินไปยังกลุ่มเหล่านั้น ก็จะตรงประเด็นตามต้องการ

ดัง นั้น เว็ปไซด์นี้ก็เช่นกัน กลุ่มใด สนใจเรื่องใด กลุ่มใด ชอบเรื่องใด ก็มีการแยกโดยอัตโนมัติของแต่ละกลุ่ม แต่ละบุคคลอยู่แล้ว ดังนั้น ความหลากหลายของข้อมูล จึงมีจำนวนมาก เชื่อได้ หรือเชื่อไม่ได้นั้น ทุกคนมีวิจารณญาณเป็นของตนเอง และถูกคัดแยกโดยพื้นฐานของแต่ละกลุ่มอยู่แล้วโดยธรรมชาติ

ดัง นั้น นี่คือจุดมุ่งหมาย ในการให้มองเห็นความเป็นเช่นนั้นเองของธรรมชาติ การตั้งจิตไว้ผิด คือการอยากให้ทุกคนเชื่อในสิ่งที่ตนเองเชื่อ มุ่งที่จะให้แต่ละคนยอมรับในสิ่งที่ตนเองบอกกล่าว เมื่อตั้งเจตนาไว้ผิดแต่ทีแรก ความทุกข์จะเป็นของคุณเองโดยทันที เพราะแค่ตั้งความหวัง ก็จะมี สุข – ทุกข์ ได้ทันที เพราะเมื่อมีความสมหวัง ก็จะมีความผิดหวัง ควบคู่กันไปเสมอ
ข้อมูล ไหน ที่ท่านสนใจ อ่านแล้วทำให้เกิดปัญญา พิจารณาเห็นความไม่เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน ในหมวดธรรมะ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าในพระไตรปิฎก หรือพระปฏิบัติหลายองค์ ซึ่งมีอยู่
มากมายในกระทู้นี้ นั่นเป็นสิ่งที่ควรศึกษาให้เกิดปัญญา และปฏิบัติตามเลย ก็จะได้เห็นผลเลยเช่นกัน

ส่วน เรื่องราวใด ๆ ที่ขัดกับจริตของเรา เมื่ออ่านแล้วทำให้เกิดทุกข์ เกิดความเศร้าหมอง ก็ปล่อยให้มันเลยผ่านไปเสียยังดีกว่า เพราะความทุกข์มันเกิดขึ้นภายในตัวเรา เราต้องรับผิดชอบทุกข์นั้น ๆ เอง ไม่ได้ไปเกิดขึ้นกับเจ้าของกระทู้นั้น ๆ เขาอาจไม่เคยรู้ด้วยซ้ำ ว่ากระทู้ของเขา ไปทำให้ใครสักกี่คนต้องเป็นทุกข์ แล้วทำไมเราต้องทำจิตของเราให้เศร้าหมองไปกับสิ่งภายนอกเหล่านั้นด้วย

ดัง นั้น สิ่งที่มนุษย์ต่างดาวมาสอน มามุ่งเน้นให้กลุ่มผู้ฝึกฯ ต้องมีมุมมองที่กว้าง ให้เห็นความเป็นเช่นนั้นเองของธรรมชาติ ของมนุษย์บนโลกนี้ที่ต่างความคิด ต่างความชอบ ต่างนิสัย และต่างความเข้าใจที่หลากหลายนั้น ก็เพราะเราต้องเผชิญหน้ากับสิ่งเหล่านี้อยู่แล้ว เมื่อต้องเผยแพร่เรื่องราวหลุดโลกแบบนี้

แต่อย่างที่เคยกล่าวไว้แล้วว่า เราทำหน้าที่ “แจ้งเพื่อทราบ” เท่านั้น เมื่อเราแจ้งแล้ว เราก็จะวางมันลง โดยไม่คาดหวังว่าจะมีคนเชื่อหรือไม่ หรือหากมีบุคคลที่สนใจมาศึกษา และได้ประโยชน์จากมุมมองของธรรมชาติเหล่านี้ ก็รับไปพิจารณา หรืออยากทราบเพิ่มเติม เราก็ยินดีให้ข้อมูล โดยที่เราก็ไม่มีจุดประสงค์จะไปบังคับบัญชา หรือเปลี่ยนความเชื่อใครได้ ดังนั้น ระบบของมนุษย์ต่างดาว จึงมุ่งเน้นให้เห็นความเป็นเช่นนั้นเอง ของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เมื่อมีความเข้าใจในธรรมชาติของเพื่อนมนุษย์แล้ว ก็จะได้ไม่ไป “ทุกข์ฟรี” กับสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น

ดังนั้น การดูแลจิตของตนนั้นเป็นเรื่องใหญ่ ส่วนเรื่องอื่น ๆ นั้น ก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ webmaster.palungjit ที่จะกระทำการ ต่อกระทู้ต่าง ๆ ที่เห็นว่าไม่เหมาะสม และกระทำการไปตามความเหมาะสม ซึ่ง webmaster เอง ท่านปฏิบัติจิตมามากแล้ว ย่อมเห็นความเป็นธรรมดาของสิ่งต่าง ๆ และกระทำไป ตามสมควร ด้วยจิตที่ปล่อยวาง และย่อมไม่มีความทุกข์เกิดกับจิตของท่านอยู่แล้ว

ดัง นั้น เมื่อกลุ่มผู้ฝึกฯ ทำงานกับมนุษย์ต่างดาว แล้วจิตไม่พัฒนาเห็นความว่างมากขึ้น ยังทำไปทุกข์ไป มนุษย์ต่างดาวจะสั่งหยุดทำงานนั้นทันที ถ้าทำไปแล้วเกิดความทุกข์ สะสมกิเลสเพิ่มเติมมากขึ้น เขาก็ไม่ให้ทำ เพราะมนุษย์ต่างดาว มุ่งเน้นให้ผู้ทำงานรู้จักปล่อยวาง เห็นความว่างในทุกการกระทำ ดังนั้น ตลอดระยะเวลา 9 ปีที่ผ่านมา การฝึกจึงมุ่งเน้นไปที่การฝึกจิตให้ปล่อยวาง ให้เห็นความว่างจากตัวตน ของตน มากถึง 70% และการมุ่งเน้นอธิบายให้เห็นความเป็นเช่นนั้นเองของธรรมชาติ ก็ช่วยให้ผู้ทำงานมีมุมมองที่กว้างมากขึ้น และไม่ไปอคติกับผู้ที่มีความคิดแตกแยกออกไป

(ระหว่างความว่างหรือสภาพศูนย์ แลความเป็นหนึ่งของจิต ของทุกๆคน สามารถแวะไปเพิ่มทัศนะคติ ส่วนนี้ได้ที่ /article449.html)

จริง ๆ แล้ว สถานที่บนเขากะลานั้นเคยเป็นสำนักสงฆ์อยู่ก่อน มีพระภิกษุจำพรรษาอยู่บนนั้นรูปหนึ่ง ดังนั้น ในช่วงนั้นก็จะมีผู้เดินทางขึ้นลงเป็นประจำ เพราะหากไม่พบเราก็จะพบกับพระภิกษุที่ท่านอยู่ที่ศาลา ณ สำนักสงฆ์แห่งนั้น

ท่านก็สามารถที่จะปฏิบัติจิต นั่งสมาธิ หรือจะนั่งสนทนากันพร้อมกับดูสิ่งต่าง ๆ ที่มาปรากฏบริเวณนั้นได้ ถือเป็นการไปเพื่อพักผ่อนเพราะบรรยากาศเงียบดี เหมาะสำหรับนั่งสมาธิมาก ซึ่งตอนนั้นมีการเปิดให้คนทั่วไปสามารถเดินทางไปรับชมอย่างเป็นทางการ ตลอดระยะเวลา ปีที่เปิดกองบัญชาการมนุษย์ต่างดาว จะมีการนัดหมายกันทุกวันเสาร์ เป็นที่ทราบกันดี

(ดังที่คนโบราณ หรือบรรพบุรุษของเรา จะสั่งสอนลูกหลาน ให้รู้จักเคารพสถานที่ต่างๆ ที่เราไป สิ่งที่ตาเราไม่ได้เห็น หรือหูไม่ได้ยินเสียงก็ตาม สถานที่อันเงียบสงบนั้น อาจเป็นสถานที่อันมีมนุษย์หรือจิตวิญญาณ ในมิติต่างๆ กำลังบำเพ็ญเพียร สร้างประโยชน์ตนอยู่อย่างมีนัยะสำคัญอยู่ก็ได้)

ดังนั้นคนที่เคยมา ก็จะมาเกือบทุกเสาร์ และมาหลายครั้งหลายหน ถือเป็นการมาพักผ่อนและมาร่วมสนทนากันบนเขากะลาอย่างสนุกสนาน และดูสิ่งต่าง ๆ ที่มาปรากฏบริเวณนั้นซึ่งกางเต๊นท์พักกันบนเขาจนเช้าวันอาทิตย์จึงเดินทางกลับกัน

จากวันเปิดกองบัญชาการมนุษย์ต่างดาว วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2541 จนถึง 7 กุมภาพันธ์ 2542 ซึ่งเป็นวันปิดกองบัญชาการมนุษย์ต่างดาวที่เขากะลาอย่างเป็นทางการ แล้วนั้น ก็ไม่ได้มีการเดินทางมาเขากะลาของบุคคลทั่วไปทุกวันเสาร์เช่นเคย มีเพียงสมาชิกที่จะร่วมฝึกเท่านั้นที่ยังคงเดินทางมาอย่างต่อเนื่อง

แต่ตอนนี้ พระภิกษุองค์นั้น ได้ลาสิขาบทไปแล้วเนื่องจากท่านอายุมาก และไม่สามารถเดินขึ้น-ลงเขาเพื่อไปบิณฑบาตได้และประกอบกับกลุ่มประสานงานเพื่อการเตือนภัย(เขากะลา) ได้เดินทางไปฝึกนอกสถานที่ หลังจากกลับจากฝึกเข้มข้น 1 ปี

จากหลายสถานที่แล้วก็ไม่ได้เดินทางขึ้นไปประจำอยู่บนเขาอีก นอกจากเดินทางไปบางครั้ง ในวาระสำคัญ ๆหรือพาคณะฯ ถ่ายทำรายการทีวี หรือบุคคลต่าง ๆ ที่รวมกันเป็นกลุ่มและประสงค์จะขึ้นไปพักบนสถานที่ดังกล่าวนั้นเราก็จะพาขึ้นไป

หากคุณประสงค์จะเดินทางไป ขั้นแรก คุณควรจะเดินทางไปกับกลุ่มหรือคณะฯ ที่เคยไปเขากะลามาแล้วสักครั้งหนึ่งก่อน เพราะทางไปเขาค่อนข้างซับซ้อนคุณจะได้รู้จักสถานที่ รู้บรรยากาศด้านบนว่าเป็นอย่างไรและรู้ว่าควรจะเตรียมอะไรไปบ้างในครั้งต่อไป เมื่อรู้จักแล้ว ครั้งต่อไปคุณจะเดินทางไปพักเป็นการส่วนตัวก็ได้

เนื่องจากสถานที่นั้น เป็นป่า และค่อนข้างรกมากเนื่องจากไม่มีใครขึ้นไปบูรณะเลยหลายปี การที่คุณจะขึ้นไปโดยไม่รู้จักสภาพของเขานั้นมาก่อน ก็จะทำให้คุณไม่อาจเดินดูทุกสถานที่ได้โดยรอบ ยกเว้นผู้ที่เคยไปแล้ว จะรู้ว่าจุดไหนมีอะไรสำคัญอยู่บ้าง ก็จะได้ดูให้ครบในครั้งเดียว

หากต้องการไป ไม่แจ้งมาทางพี่สุดใจก็ได้ เพราะสถานที่นั้นเป็นสถานที่สาธารณะ สามารถขึ้นลงได้หากคุณรู้จักใครที่เคยไปเขากะลามาบ้างแล้ว คุณก็ให้ผู้นั้นนำทางไปก็ได้อย่างเช่นทีมของคุณคณานันท์ ที่ครั้งหนึ่ง ก็เคยเดินทางไปกันเอง 4 คนโดยไม่ได้บอกมาทางพี่สุดใจ

ซึ่งก็ได้ไปเจออีกมิติหนึ่งที่สะอาดมากเหมือนเพิ่งสร้างใหม่ ทั้งที่ความจริงหญ้ารกท่วมหัว ก็เลยรีบเดินทางลงมากันเพราะคิดว่ามีคนอยู่บนนั้น

ดังนั้น การจะเดินทางไปควรจะมีคนที่เคยไปแล้ว นำทางไปก็จะเป็นการดีหรืออาจจะไปกับคณะฯ ของคุณคณานันท์ที่จะจัดทริปไปเขากะลา สักครั้งหนึ่งก่อนเพราะไปกันเป็นกลุ่มหลายคน พอรู้จักสถานที่แล้วคุณจะเดินทางไปเองในครั้งต่อมาก็ได้

การเตรียมพร้อม ทั้งการเดินทางขึ้นเขาสภาพบนเขาปัจจุบันที่ค่อนข้างรกต้องลุยกันขึ้นไป

นอกจากกลุ่มที่เคลื่อนไหวเรื่องเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาวหรือว่าพบเห็น UFO ในเมืองไทยแล้ว ยังมีโอกาสทราบว่ามีบุคคลสำคัญอีกคนหนึ่ง ที่มีความสามารถพิเศษในการติดต่อกับมนุษย์ต่างดาวได้คือ พระครูมงคลธรรมโสภณ หรือ เมื่อปี พ.ศ. 2540 หรือเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา เรื่องการพบเห็นยานอวกาศ ไม่ได้มีแพร่หลายมากนัก จึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากที่จะเชื่อว่า ในประเทศไทยจะมียานอวกาศมาประจำอยู่ที่นี่ แต่สิ่งหนึ่งที่มนุษย์ต่างดาวได้บอกไว้นานแล้วก็คือ เขามาปฏิบัติภารกิจ เพื่อทำโครงการในแต่ละระยะให้สำเร็จลุล่วงตามระยะเวลาที่กำหนด



ในช่วงนั้น ให้ตั้ง "กองบัญชาการมนุษย์ต่างดาว" ที่เขากะลา ก็จะมีการนำยานอวกาศเข้ามาอยู่ที่บึงบอระเพ็ด เพื่อเป็นฐานปฏิบัติการตามแผนให้ความช่วยเหลือ เตรียมความพร้อมของมนุษย์ต่างดาวที่มาร่วมปฏิบัติการช่วยเหลือ
ใน เวลาที่เกิดภัยพิบัติ เตรียมความพร้อมของมนุษย์ ที่เป็นกลุ่มผู้ร่วมงานกับมนุษย์ต่างดาว ซึ่งมีหลายกลุ่ม ให้มีความเข้าใจในระบบฯ โครงสร้างและแผนงาน พร้อมทั้งให้มีความแม่นยำในการรับข่าวสารที่สื่อสารผ่านมา

ล่วงเลยมาเกือบ 10 ปีแล้ว ตอนนี้เข้าสู่ขั้นตอนดำเนินการ และเตรียมพร้อมเพื่อช่วยเหลือเกี่ยวกับภัยพิบัติของโลกใบนี้แล้ว ดังนั้น จึงมีการนำยานอวกาศ เข้ามาเพิ่มเติมเป็นจำนวนมากในทุกประเทศ ทั่วโลก โดยมาจากหลายดวงดาว ดังนั้นการพบเห็นในทั่วโลก จึงมีมากขึ้นตามลำดับ

ในประเทศไทยก็มีมาเพิ่มเติมอีกเป็นจำนวนมากเช่นกัน และมีหลายดวงดาว แล้วแต่ดวงดาวไหน ติดต่อกับกลุ่มใด? ก็จะนำยานอวกาศมาปรากฏให้มนุษย์ที่ร่วมงานโครงการเดียวกันได้เห็นในรูปแบบ ต่าง ๆ เพื่อทำความคุ้นเคย และให้กำลังใจอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่า สิ่งที่เรากำลังกระทำอยู่นี้ เป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติอย่างแท้จริง

 

ข้อมูลบางส่วนของดาวโลกุกะตาปากะดิกอง

1.) มีลักษณะศีรษะโตตัวเล็กกว่ามนุษย์โลก
2.) ลักษณะท้องจะใหญ่ เนื่องจากมีพลังงานอยู่ที่บริเวณท้อง
3.) ศีรษะมีเรดาห์ยื่นขึ้นไปในอากาศ เป็นที่รับคลื่น เพราะการสื่อสารของมนุษย์ต่างดาวนั้นสื่อสารกันด้วยคลื่น ดังนั้น คลื่นที่มนุษย์ส่งขึ้นไป จึงรบกวนมนุษย์ต่างดาว
4.) การติดต่อกันติดต่อทางโทรจิต ทางคลื่น
5.) ประชากรมีประมาณ 200 ล้านคน

6.) เป็นชนชาติเผ่าเดียวกันทั้งหมด
7.) การปกครองเป็นประชาธิปไตย ทุกคนต้องรักษาศีลผู้ใดละเมิดศีล จะต้องถูกลงโทษ
8.) การนับถือศาสนามีพระเจ้าผู้วิเศษของมนุษย์ต่างดาว คล้ายกับศาสนาพุทธจึงสื่อสารกันได้
9.) ศาสนาของมนุษย์ต่างดาวรุ่งเรืองกว่าของมนุษย์มากมายเพราะทุกคนจะรักษาศีลกัน โดยไม่มีกฏหมาย
10.) มีนรก สวรรค์ และ "กฏแห่งกรรม"เป็นของจักรวาลนั้น
11.) มีพระเจ้าองค์เดียวเทียบกับพระพุทธเจ้า
12.) มีผู้วิเศษ 1 คนเทียบกับพระเจ้าแผ่นดิน
13.) มีผู้ช่วยผู้วิเศษ เทียบกับ ราชฑูต 10 คน
14.) รองผู้ช่วยผู้วิเศษ เทียบกับผู้ว่าราชการจังหวัด 1,000 คน
15.) มีแคว้น 1,000 แคว้น

16.) โรงงานผลิตอาหาร ประมาณ 2,000 โรงงาน
17.) อาหารเป็นแคปซูล ทำด้วยผลไม้ยืนต้น คือต้นเคริบ

18.) อาหารกิน 1 ครั้ง อยู่ได้ 1 วัน
19.) โรงพยาบาล ประมาณ 1,000 แห่ง
20.) การรักษา ไม่ใช้ยาฉีด ใช้ยาต้ม และใช้พลังจิตรักษา
21.) คนป่วยไม่ต้องมานอนรักษาที่โรงพยาบาล ให้มารับยาต้ม แล้วใช้พลังจิตรักษาคนป่วย ซึ่งคนป่วยก็อยู่ในยานนั้น
22.) มนุษย์ต่างดาวอยู่บนยาน ซึ่งเปรียบเสมือนบ้าน
23.) มนุษย์ต่างดาวมีอายุ 300 ปี
24.) เวลา 1 วัน จะเท่ากับ 60 ชั่วโมง
25.) อากาศเย็นประมาณ 0 องศา ส่วนมากจึงอยู่ในยาน
26.) ไม่มีฤดูหนาว เนื่องจากอากาศเย็น 0 องศา มีแต่หน้าร้อน กับหน้าฝน
27.) มีแม่น้ำ มีทะเล มีภูเขา ไม่มีภูเขาไฟ
28.) ในทะเลไม่มีเรือ ใช้ยานที่ลอยน้ำได้ ขับเคลื่อนในน้ำได้
29.) ไม่มีรถไฟ รถยนต์ มีแต่ยาน
30.) มีโรงเรียน มีทหาร แต่ไม่มีตำรวจ โดยใช้ทหารแทนตำรวจ ทำโทษผู้ประพฤติผิดศีล

(วิธีการรักษาพยาบาลของดาวดวงนี้ ขอให้ท่านลองเปรียบเทียบ วิธีการกับ ของดาวโพเพทัส )


สิ่งที่มนุษย์ต่างดาวจากดาวโลกุกะตาปากะดิกอง ได้บอกนั้นคือโลกของเขานั้น ไม่มีการแบ่งแยกเป็นหลายเผ่าพันธุ์อย่างโลกเราผู้นำสูงสุดของดาวนั้น เป็นผู้นำสูงสุดทางจิตนั่นเอง ซึ่งดาวดวงนั้นเรียกว่าพระเจ้าผู้วิเศษแห่งมนุษย์ต่างดาว
ถ้าเทียบกับโลกมนุษย์ก็คือผู้นำทางศาสนานั่นเองเป็นผู้ปกครองดาวดวงนั้นและการตรัสรู้ ก็เป็นการตรัสรู้ในกฎของธรรมชาติ หรือกฎแห่งกรรมซึ่งเป็นกฎเดียวกันกับที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราได้ตรัสรู้นั่นเอง
พระเจ้าผู้วิเศษแห่งดาวโลกุกะตาปากะดิกองได้เคยนำคลื่นจิตลงมาอนุโมทนากับผู้ปฏิบัติ เมื่อครั้งคุณพ่อเชิดยังมีชีวิตอยู่เราจึงได้รับทราบว่า พระเจ้าผู้วิเศษเป็นชื่อเรียกในขณะนี้คือในขณะที่ท่านตรัสรู้แล้ว แต่ยังไม่ดับขันธ์ ยังมีกายเนื้ออยู่และสั่งสอนมนุษย์บนดวงดาวของท่าน และหากท่านดับขันธ์หรือปรินิพานแล้วท่านก็เข้าสู่ธรรมชาติ หรือเราเรียกว่านิพพาน ดังเช่นพระพุทธเจ้าของเรานั่นเองดังนั้น ที่กล่าวว่า มีพระพุทธเจ้าตรัสรู้มากมายมากกว่าเม็ดทรายในมหาสมุทรนั้นเป็นความจริง เพราะมีมากมายหลายดวงดาว ที่มีศาสดาแต่ละดวงดาวตรัสรู้และทุกพระองค์ก็ต้องตรัสรู้ในกฎของธรรมชาติซึ่งเป็นกฎเดียวกันกับที่พระพุทธเจ้าของเราทรงตรัสรู้ เพราะเป็นกฎเดียวกันหรือมนุษย์บนโลกเราเรียกว่ากฎแห่งกรรมนั่นเอง

แต่การที่จะสั่งสอนให้เข้าใจในกฎของธรรมชาตินั้น เป็นคนละรูปแบบกันเพราะแต่ละดวงดาวความเจริญไม่เหมือนกัน พระพุทธองค์ท่านตรัสรู้ในกฎของธรรมชาติท่านมีความรู้มากมายนับไม่ถ้วน รู้จริง รู้แจ้ง รู้ทั่วอนันตจักรวาลแต่ท่านเลือกที่จะนำมาสั่งสอนแค่เท่าที่จำเป็นสำหรับมนุษย์บนโลกนี้

ดังนั้น ใบไม้ทั้งป่าพระพุทธองค์ท่านทรงนำมาเพียงกำมือเดียว ที่จำเป็นเพื่อสั่งสอนมนุษย์บนโลกนี้ซึ่งนั่นก็เพียงพอในการที่จะดับทุกข์ ในการละความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ห้าและเข้าใจในความหมายของ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คือ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์และไม่ใช่ตัวตน ดังนั้น สิ่งที่พระพุทธองค์มุ่งเน้นก็คือ ความที่ไม่ได้เป็นตัวใครของใคร ทุกอย่างเป็นธรรมชาติ เพียงแต่มนุษย์ยังมีอุปาทานคือความยึดมั่นถือมั่นว่ามีตัวเรา ของเรา อยู่นั่นเองจึงยังไม่สามารถหลุดพ้นเข้าสู่ธรรมชาติได้

พระเจ้าผู้วิเศษแห่งดาวโลกุกะตาปากะดิกองก็ทรงสั่งสอนมนุษย์ในดาวดวงนั้น ในกฎของธรรมชาติเช่นกัน แต่การสอนอาจจะคนละรูปแบบเพราะเขามีความเจริญทางวิทยาศาสตร์และทางจิตมากกว่า แต่การสอนและการปฏิบัติก็มุ่งเน้นที่จะเข้าสู่ธรรมชาติเหมือนกัน

มนุษย์ต่างดาวจากโลกุฯ ที่มีความเจริญทางจิต เข้าใจกฎของธรรมชาติแล้วจึงไม่ได้กลัวว่าเขาจะต้องตาย เมื่อต้องไปช่วยเหลือดาวดวงอื่นมีแต่ให้ความช่วยเหลือผู้ที่กำลังจะเกิดความทุกข์จากการวิปริตของธรรมชาติเท่าที่เขาจะช่วยได้ และก็มิได้หวังจะให้ใครเข้าใจเพราะเป็นกฎการช่วยเหลือกันตามธรรมชาติ

ดังนั้นดาวโลกุกะตา ฯ จึงได้มีการส่งมนุษย์จากดาวดวงนั้นมาร่วมในการที่จะช่วยเหลือมนุษย์บนโลกนี้ ในเวลาที่เกิดความวิกฤติหนักเพราะเขามีความพร้อมด้านเทคโนโลยีและอุปกรณ์ที่สามารถช่วยเหลือได้และยานบินส่วนใหญ่ที่มาปรากฏให้เห็นก็มาจากดาวโลกุกะตาปากะดิกองเป็นส่วนใหญ่นั่นเอง

พอจะเห็นได้ว่ามนุษย์ต่างดาวที่มาสื่อสารกับกลุ่มประสานงานเพื่อการเตือนภัย(เขากะลา) นั้นสิ่งที่เขาเห็นเป็นสำคัญก็คือ การปล่อยวาง การไม่ยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ห้าเพราะมนุษย์บนดาวโลกุกะตาปากะดิกองเขาก็มีขันธ์ห้า มีกายหยาบเช่นเดียวกับเราแต่อาจจะคนละรูปร่างเท่านั้น เขาก็ยังคงปฏิบัติเพื่อหลุดพ้นเช่นเดียวกับโลกของเราเมื่อปฏิบัติในกฎของธรรมชาติเหมือนกันจึงมีความเข้าใจและสามารถร่วมงานกันได้นั่นเอง
และนี่คือความไว้วางใจ ที่มนุษย์ต่างดาวเลือกประเทศไทยเป็นจุดศูนย์กลางในการช่วยเหลือโลกมนุษย์ในครั้งนี้

ข้อมูลพิเศษ เกี่ยวกับยานอวกาศของต่างดาว

1.) มีโรงงานผลิตยานอวกาศ 400 โรงงาน
2.) ผลิตได้ประมาณวันละ 1,000 ลำ
3.) ยาน ฯ ที่ใหญ่ที่สุด เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1,000 เมตร
4.) ยาน ฯที่บรรทุกได้ 50 ลำ เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 200 เมตร
5.) ยาน ฯ ที่บรรทุกได้ 4 ลำเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 50 เมตร
6.) ยานลำลูก ที่บินอยู่นี้ เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 10 เมตร
7.) ยาน ฯที่ประชาชนใช้ บรรทุกได้ไม่เกิน 2 ตัน วัดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 5 เมตร
8.) มียาน ฯ เล็กขนาดติดตัวเดินทางได้ 1 คน
9.) ยาน ฯ บรรทุกขนาด 50 ลำ มีอยู่ 100,000 ลำ
10.) ยาน ฯบรรทุกขนาด 4 ลำ มีอยู่ 400,000 ลำ
11.) ยาน ฯ ลูก มีจำนวน 1,000,000 ลำ
12.) ยาน ฯ ลูกมีลูกเรือ 5 คน ต่อ 1 ลำ
13.) ยาน ฯ ที่ประชาชนใช้ จะเป็นยานธรรมดา ไม่มีอาวุธ
14.) ยาน ฯที่ใช้ออกรบ จะมีอาวุธ
15.) การสู้รบนั้น มนุษย์ไม่มีทางที่จะต่อสู้ได้เลย
16.) การรบใช้ยิงด้วยแสงเลเซอร์ เป็นอาวุธทำลาย
17.) ยาน ฯ แม่มีขนาดบรรทุก 50 ลำ จะลอยตัวอยู่ได้ 5 ปี
18.) ยาน ฯขนาดบรรทุกได้ 4 ลำ จะลอยตัวอยู่ได้ครั้งละ 100 วัน
19.) การขับเคลื่อน ขับเคลื่อนด้วยพลังแม่เหล็กและแร่ธาตุบางชนิด
20.) ยาน ฯ นั้น ประชาชนไม่ต้องซื้อ เพราะเป็นของรัฐ รัฐบาลเป็นผู้จ่ายให้
21.) เครื่องบินที่ถูกคลื่นโดยมิได้เจตนา ประมาณ 30 ลำ ขอแสดงความเสียใจด้วย
22.) สถานที่ทำงาน หรือกองบัญชาการ อยู่ภายในยาน
23.) ยานอวกาศของมนุษย์ทั่วโลก ที่ส่งขึ้นไปทั้งที่เปิดเผย และไม่เปิดเผยนั้น ส่งคลื่นไปรบกวนประมาณ 200 ลำ
24.) ยานที่ส่งไปเพื่อสำรวจบนดวงจันทร์นั้น มีคลื่นรบกวน
25.) ยานที่ส่งไปเพื่อใช้สื่อสารนั้น คลื่นไม่รบกวน
26.) ยานไทยคม ไม่มีคลื่นรบกวน

- ยานอวกาศที่มาปรากฏที่สิงห์บุรีตามนัดหมายเป็นยานลูก เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 10 เมตร

- มีลูกเรือ 5 คน ต่อ 1 ลำ

ภายในยานอวกาศ จะมีที่นั่งสำหรับลูกเรือ 4 ที่ และตรงบริเวณตรงกลางลำยานนั้น จะเป็นที่นั่งของนักบินสำรอง

ลักษณะของยานจะเป็นทรงกลม และมีที่นั่งสำหรับนักบินขับยาน 2 ที่และนักบินสำรวจ 2 ที่
ตรงกลางเป็นนักบินสำรองอีกที่หนึ่ง รวมเป็น 5 ที่นั่ง

อุปกรณ์ตรงจุดที่นักบินนั่ง
เก้าอี้ตรงจุดที่นักบินนั่งจะมีตัวล็อคอัตโนมัติ เมื่อนั่งบนเก้าอี้จะมีตัวล็อคอัตโนมัติล็อคติดกับเก้าอี้ทันที
นักบินทั้งสองคนนั้น นั่งหันหลังให้กันเพราะลักษณะยานนั้นกลม จึงต้องมองได้ทั่วทิศทาง

นักบินแต่ละคนที่จะต้องปฏิบัติภารกิจนั้น เมื่อได้รับอนุมัติให้ออกปฏิบัติงานจะมีระบบข้อมูลของนักบินและลูกเรือที่ส่งมาประจำยานอวกาศลำนั้น ๆ ดังนั้นหากต้องการขับเคลื่อนยานอวกาศออกไปปฏิบัติงาน นักบินทั้งสองคนที่จะต้องขับยานอวกาศต้องวางมือลงบนแท่นรูปมือพร้อมกันทั้ง 2 คน ยานอวกาศจึงจะสามารถขับเคลื่อนได้คล้ายกับเราใช้กุญแจสตาร์ทรถ จึงจะสามารถขับเคลื่อนรถยนต์ไปได้นั่นเอง

สำหรับที่นั่งของนักบินสำรวจข้อมูล 2 ที่นั่งนั้นเก้าอี้ที่นั่งจะเหมือนกัน เมื่อนั่งแล้วจะล็อคตัวติดเก้าอี้อัตโนมัติและมีจอมอนิเตอร์ ฝั่งละ 1 จอ สำหรับเก็บข้อมูลและประมวลผลมีการเก็บข้อมูลด้วยเครื่องมือที่เป็นเทคโนโลยีสามารถคำนวณผลออกมาได้เลย

ดังนั้น แต่ละด้านจะจับคู่กันด้านละ 2 คนคนขับยานจะสั่งคนที่มีกล้องสำรวจด้านขวามือของผู้ขับยานฯเท่านั้นและอีกด้านก็เช่นกัน นักบินจะสั่งช่างสำรวจขวามือตนเท่านั้น

เช่นเมื่อบินผ่านไปยังจุดที่ต้องการสำรวจ หากจุดนั้นอยู่ด้านหน้านักบินคนไหนนักบินสำรวจก็จะฉายแสงลงไปยังจุดนั้น ข้อมูลที่ต้องการเก็บก็จะมาปรากฏบนหน้าจอพร้อมคำนวณผลออกมาในขณะนั้นเลย

อย่างเช่นต้องการจะรู้ว่ากลุ่มบุคคลที่เดินทางมาด้วยกันจำนวน 10 คนนั้น มีสภาวะจิตอย่างไรบ้าง?

ยานอวกาศลำนั้นก็จะลอยลำอยู่ด้านบน และฉายแสงวาบมาที่กลุ่มบุคคลนั้นก็จะปรากฏสภาวะโดยรวมขึ้นบนจอภาพนั้น ว่าสภาวะจิตโดยรวมคิดดีกี่เปอร์เซ็นต์คิดไม่ดีกี่เปอร์เซ็นต์ ซึ่งในกลุ่มนั้น บางคนมาด้วยความบริสุทธิ์ใจอยากศึกษาเรื่องราว แต่บางคนมาด้วยความอยากเห็นแค่ยานอวกาศ อยากทดสอบทดลองด้วยความไม่เชื่อถือ ความคิดของคนกลุ่มนั้น ต่างออกมาจากสมองของแต่ละคนไม่เหมือนกันแต่ความคิดเหล่านั้นเป็นคลื่นความคิด ที่ส่งออกมาจากแต่ละคน แต่ละจุดประสงค์

และเพราะความคิดที่ออกมานั้นมันเป็นคลื่นความคิดมนุษย์ต่างดาวที่มีเทคโนโลยีสูง เขาจึงมีอุปกรณ์แปลคลื่นความคิดได้เหมือนเราโทรศัพท์คุยกันข้ามประเทศ ความจริงเสียงมันก็ไม่ใช่จะส่งมาถึงเราได้เลยมันต้องถูกแปลงเป็นคลื่นสัญญาณก่อน เมื่อส่งถึงเครื่องรับก็แปลงจากคลื่นสัญญาณเป็นคลื่นเสียงอีกทีหนึ่งซึ่งคลื่นความคิดของเราก็เช่นกันเมื่อเขามีเทคโนโลยีแปลคลื่นความคิดได้ สิ่งที่เราคิดอยู่จึงไม่เป็นความลับอีกต่อไป ....

เมื่อกล้องส่องไปยังจุดที่ต้องการจะสำรวจแล้วความคิดจากกลุ่มบุคคลนั้นจะประมวลผลขึ้นที่หน้าจอว่าโดยรวมบุคคลกลุ่มนั้นมีสภาวะจิตอย่างไร การจะนำยานอวกาศมาปรากฏให้เห็นได้นั้นต้องขึ้นอยู่กับสภาวะจิตด้านบวกที่มีมากกว่า 80 % ขึ้นไป ถ้าโดยรวมมีความคิดด้านดีน้อยกว่า 80 เปอร์เซนต์ ก็จะให้เห็นในรูปแบบอื่น ๆ ตามเหตุปัจจัยในขณะนั้น

ดังนั้น บางคนเดินทางมาเพียงคนเดียว ทำไมจึงเห็นวัตถุบินมากมายหลายลำเห็นชัดเจนด้วย เพราะสภาวะจิตของบุคคลนั้น เป็นพลังงานด้านบวกในช่วง 81 - 100 % นั่นเอง จึงสามารถเห็นได้ชัดเจน

จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมบางครั้งเขาจึงมาปรากฏให้เราเห็นคนเดียวบางครั้งเราเดินทางไปกับกลุ่มบุคคลอื่นหลายคนแต่ก็มีเหตุให้คนอื่นต้องแยกไปแล้วเราก็เห็นเพียงคนเดียว หรือสองคนเท่านั้นก็เพราะสาเหตุดังที่ได้กล่าวมาแล้วนั่นเอง

โดยปกติ ยานอวกาศที่นักบินประจำที่ทั้ง 5 คนนั้น จะเป็นการปฏิบัติภารกิจพิเศษเท่านั้นจะไม่ได้มีการประจำที่อยู่หน้าจอทุกครั้งทั้งหมด โดยปกติ จะตั้งโปรแกรมอัตโนมัติไว้นักบินควบคุมเพียงคนเดียว และไม่ต้องควบคุมตลอดเวลา เพราะตั้งทิศทางอัตโนมัติแล้วยานฯ ก็จะบันทึกข้อมูลและประมวลผลออกมาได้เลย

ยานสำรวจโดยปกติจะเป็นยานลำเล็กนั่งได้เพียงคนเดียว มีการตั้งโปรแกรมอัตโนมัติไว้ยานก็จะบินสำรวจตามเส้นทางที่กำหนด และเก็บข้อมูลมาประมวลผล

การมาปรากฏที่สิงห์บุรี ตามนัดหมายนั้น มียานอวกาศมาปรากฏจำนวน 4 ลำเป็นยานอวกาศขนาด 10 เมตร นักบินประจำการเตรียมพร้อมปฏิบัติภารกิจทั้งหมด 5 คน

ดังนั้น ลำแรกที่มาปรากฏ ทุกคนจะเห็นวัตถุพุ่งตรงมาที่กลุ่มคนแล้วฉายแสงวาบ ๆ ออกมา 2 ครั้ง แล้วพุ่งหายไปโดยเร็ว ซึ่งคนในสถานที่นั้นฮือฮากันมาก เพราะเห็นกันหมด ซึ่งถ้าเป็นเครื่องบิน ก็จะเห็นการลอยไปเรื่อย ๆแต่นี่พุ่งหายไปเลย

ลำแรกที่ฉายแสงวาบ ๆ สองครั้งนั้นก็คือการมาสำรวจสภาวะโดยรวมของกลุ่มบุคคลที่มารอดูยานอวกาศ ณ สถานที่นั้นว่ามีสภาวะจิตเป็นอย่างไร?

ซึ่งผลการคำนวณออกมา ก็คือในส่วนรวมไม่ได้มีความเชื่อถือมาเพื่อต้องการดู ต้องการเห็นยานอวกาศและบางคนมาเพื่อต้องการถ่ายภาพเพื่อไปทำธุรกิจมากกว่าจะมาเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ในวิกฤตของโลกในส่วนรวม ดังนั้นการจะนำยานอวกาศมาปรากฏ ก็จะอยู่ในขอบเขตเท่าที่จะทำได้ในสภาวะนั้น

และจะเห็นได้ว่า มีคนนับหมื่น มีกล้องเต็มสนามหญ้าแต่มีไม่กี่กล้องที่สามารถถ่ายภาพได้ และกล้องที่สามารถถ่ายภาพได้หนึ่งในนั้นก็คือกล้องของคุณ วัชรพล สุวรรณรักษ์ (คุณ mead) และเพื่อน ที่ไปกัน 3 คน ภาพที่มาปรากฏนั้น มีการมองเห็นอย่างชัดเจนด้วยตาเปล่า จากคุณอลงกรณ์ มุขธระโกษาและกลุ่มคนในบริเวณนั้นนับร้อยคน จึงได้ชี้ให้คุณวัชรพล เป็นผู้บันทึกภาพซึ่งเป็นยานอวกาศสีเงินรูปสามเหลี่ยมที่นำมาเผยแพร่ไปแล้ว

นั่นแสดงว่า เขามาปรากฏให้เห็นจริง และเลือกให้ภาพปรากฏในกล้องใดบ้างตามสภาวะจิตของผู้บันทึก และเจตนาของผู้บันทึก ซึ่งนั่นก็เพื่อการเผยแพร่โดยตรงเท่ามี่ทราบ มีกล้องของรายการ เวทีวาไรตี้ ช่อง 9 อีกกล้องหนึ่งที่สามารถถ่ายภาพนี้ได้ และเผยแพร่ผ่านทางรายการด้วย

ดังนั้นในตอนเย็น คนที่ไม่เชื่อ ไม่เห็นชัดเจน ก็จะเดินทางกลับกันไปจะเหลือแต่ผู้ที่เห็นในตอนกลางวัน และเชื่อว่าเขามาจริง ก็จะรอดูในตอนกลางคืนที่เขานัดหมายว่าจะมาปรากฏอีก 4 ลำ

จากคนเป็นหมื่น ในตอนกลางวันก็จะเหลือประมาณ 500 - 600 คน ที่รอดูตอนกลางคืน สภาวะจิตโดยรวมก็จะเปลี่ยนไปเพราะมีผู้เชื่อถือมากขึ้น และมีพลังงานด้านบวกมากกว่าลบ เมื่อสำรวจสภาวะจิตแล้วจึงมาปรากฏให้เห็นค่อนข้างชัดเจนทั้ง 4 ลำดังที่บางท่านที่อยู่ในเหตุการณ์ได้เคยเห็นและนำมาโพสต์ในเวปไซด์พลังจิตไปบ้างแล้ว

ดังนั้น คนที่เดินทางไปเขากะลาได้ก็ต้องมีความมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ในเรื่องของภัยพิบัติด้วยจิตใจที่มุ่งมั่นจริง ๆ เมื่อมารวมกันจำนวนมากสภาวะจิตโดยรวมย่อมเกินกว่า 80 เปอร์เซนต์ เขาจึงมาให้เห็นค่อนข้างชัดเจนซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

บางครั้ง ที่กลุ่มบุคคลขึ้นไปเป็นจำนวนมากเพราะต้องการอยากจะเห็น กลับไม่ปรากฏอะไรให้เห็นเลยสักลำเดียว นั่นก็ถูกต้องเพราะเป็นไปตามกลไกของสภาวะจิตในแต่ละกลุ่มนั่นเอง

เขากะลาจึงยังเป็นสถานที่ ที่มีบุคคลกลุ่มต่าง ๆ ที่เคยเห็นจานบินมาปรากฏ ยังคงแวะเวียน ไป -
มา อยู่เสมอ จนทุกวันนี้

จากข้อมูลบางส่วนของมนุษย์จากดาวต่าง ทั้งในสุริยะจักรวาลนี้ และจากดาวดวงอืนๆ ที่สามารถนำยานของตนมายังดาวโลกนี้ได้ สิ่งที่แน่นอนประการหนึ่งคือมีเทคโนโลยี่ ในด้านพลังงาน เหนือกว่าโลกมนุษย์ และมีวัตถุประสงค์มาทำหน้าที่สงเคราะห์โลก ที่กำลังจะเผชิญภัยพิบัติ ครั้งยิ่งใหญ่ อันเกิดจากผลงานหรือกรรมไม่ดีของมนุษย์เอง จนกระทั่งโลกต้องปรับสมดุลตนเอง 

สำหรับมนุษย์ที่สามารถละตัวตน และลดทอนอวิชชาของตนให้เบาบางลง จะเข้าใจธรรมชาติในมิติต่างๆ ที่มนุษย์โดยทั่วไปยังไม่รู้ และหมั่นเพียรปฏิบัติจิตของตน ตามแนวทางของพระบรมศาสดา ให้จิตกลับไปสู่สภาวะจิตเดิมของตน ต่อไป

เชิญทุกท่าน ร่วมสร้างบุญกุศลด้วยกัน ....ส่งต่อข่าวสารแก่เพื่อนๆ มีโอกาสชมจิ๊กซอร์ต่างๆ สำหรับนักค้นหาสาระชีวิตต่อภาพส่วนตัว ทั้ง ด้านโลกียะและโลกุตระ ที่ ainews1.com จัดไว้บริการให้แก่เพื่อนๆต่างวัยทุกคน ฟรี  ที่ลิงค์ /article385.html     Bookmark and Share

    back up data: ทีมงานเขากะลา   และ ยูเอฟโอที่เขากะลา