ฝึกดูความคิดตนเองของระบบประสานงานต่างดาว

http://ainews1.com/article455.html

 

สิ่งที่ได้จากบทฝึกนี้ก็คือ เห็นความคิดที่คอยแต่จะปรุงแต่งให้ทุกข์ ให้กลัว ให้หวาดระแวง ให้วิตกกังวลเป็นข่ายความทุกข์ทั้งสิ้น
ซึ่งบางท่านก็สามารถทำได้เช่นกันคือการฝึกให้มีสติในการดูความคิดก่อนในอันดับแรก เพื่อป้องกันความทุกข์จากความคิดคือหากมีความคิดใด ๆ เข้ามา ส่อไปในทางที่จะพาให้ไปทุกข์ ไปกลัว ไปวิตกกังวลให้หยุด แล้วมองดูความคิดก่อน ว่ากำลังคิดอะไร? แล้วฉันควรจะเชื่อแกดีหรือไม่? อย่าไปตามความคิดโดยทันที

ภาพถ่ายของฉัน

เมื่อทำไปเรื่อย ๆ จะเริ่มเห็นว่า มีผู้คิด 1 และมีผู้ดูความคิดอีก 1 ดังนั้นเมื่อมีความคิดเข้ามา ผู้ที่ดูความคิดก็จะรู้ว่ากำลังคิดอะไร จะวิตกกังวลไปด้วยดีไหม หรือมันกำลังคิดกลัวอะไร เมื่อเห็นความคิดนั้นจริง ๆ รู้เรื่องว่ากำลังคิดอะไรจริง ๆ เมื่อนั้น เราจะไม่กลัวความคิดเราจะจัดการกับความคิดนั้นได้ตามความเหมาะสม โดยไม่ต้องไปทุกข์ ไม่ต้องไปกลัวไม่ต้องไปทุรนทุรายกับความคิดนั้นเลย จึงจะเรียกว่าอยู่เหนือความคิดได้

เพราะโดยความจริงแล้ว ความคิดทำอะไรเราไม่ได้หรอก ถ้าเราไม่ทำตัวเองให้เป็นทุกข์

หลังจากนั้น พี่สุดใจก็เริ่มเห็นได้ชัดเจนเลยว่า เครื่องมือของมนุษย์ต่างดาวที่นำมาใช้เพื่อสอนให้ปล่อยวางขันธ์ห้านั้น ให้ออกจากความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ห้านั้น มันมีจริง แม้ว่าเราจะมองไม่เห็น เพราะเทคโนโลยีเขาก้าวล้ำไปไกลจนถึงใช้รูปแบบของพลังงานแทนวัตถุไปแล้ว และอุปกรณ์เหล่านี้ มีการนำมาใช้ในการฝึก ซึ่งมีประสิทธิภาพในการสร้างความทุกข์ให้ได้เสมือนจริง และระบบก็มีการสอนให้ดับทุกข์ได้จริง ๆ

มีเรื่องอีกมากมายเลยในช่วงฝึก เป็นเรื่องจริง เหตุการณ์จริง ซึ่งแต่ละเรื่องพี่สุดใจเจอมาด้วยตัวเองทั้งสิ้น จึงกล้าที่จะเล่าให้ฟัง เพราะกว่าที่จะมามีพี่สุดใจคนนี้ในวันนี้ ต้องผ่านการฝึกอย่างเข้มข้นมามากมาย แต่สิ่งที่ได้คุ้มค่าเหลือเกิน คือความทุกข์ที่เคยมีน้อยลง มีสติรู้เท่าทันขันธ์ห้า รู้เท่าทันความคิด ความรู้สึก และความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ห้า ที่คิดว่าเป็นตัวเรา ของเราน้อยลง จึงมีการทำเพื่อผู้อื่นมากขึ้น ทุกวันนี้จึงค่อนข้างเบาสบาย มีความสงบในท่ามกลางความวุ่นวาย เพราะอยู่ในปัจจุบันขณะ นั่นเอง

ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ เป็นแค่การฝึกเรื่องรูปขันธ์ หรือกายเสียเป็นส่วนใหญ่ ยังไม่ได้เล่าลงลึกถึงการฝึกเรื่อง เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณเลย ซึ่งหากมีผู้สนใจจะนำมาเล่าให้ฟังอีกค่ะ

มาเรียนรู้กลไกการทำงานของขันธ์ห้าให้แจ่มแจ้งก่อนจะได้ไม่หลงทุกข์ไปกับมัน กับบทฝึกที่คุณสุดใจ ได้รับมาจากระบบต่างดาว

สัญญา(ความจำ)จับคู่กับสังขาร (ความคิดที่ถูกปรุงแต่ง)คู่นี้ถือว่ามีผลเหมือนกันถ้ารู้ไม่เท่าทันกลไกของธรรมชาติ
เมื่อมีการรับภาพแล้วส่งต่อมาที่สัญญาความจำที่ถูกบันทึกไว้ก็จะทำงานอัตโนมัติทันที จำได้ทุกเรื่องที่ถูกบันทึกไว้เดินไปทำงานถูก เดินไปขึ้นรถยนต์ถูกคัน เข้าบ้านถูกบ้าน เห็นลูกเดินมาก็จำได้ทุกอย่างถูกบันทึกไว้แล้วครั้งแรก ครั้งที่ 2 ก็ขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติจนกว่าสัญญานั้นจะมีการบันทึกเปลี่ยนแปลง และทำซ้ำ ๆ จนเข้าใจว่าเป็นการบันทึกใหม่

(ขอขยายความที่คุณสุดใจ ชื่นสำนวน เปิดประเด็นตรงนี้ออกมา หมอแกน มีทฤษฎีโพเพทัส สำหรับให้ผู้ปฏิบัติ สามารถป้อนคำสั่งใหม่ๆที่ตนเองต้องการ ให้แก่จิต และทั่วทุกเซลล์ในร่างกายพร้อมทั้งต่อระบบประสาทและสมอง ช่วยให้ร่างกายรักษาโรคต่างๆที่เกิดขึ้นให้หายขาด พร้อมทั้งพัฒนาจิตใจ ให้ปล่อยวางเรื่องต่างๆ ไปด้วยพร้อมกัน และทฤษฎีที่กล่าวถึง ยังช่วยให้จิต พ้นออกจากกายเนื้อได้อีกด้วย

นำจิตให้มาพบสภาวะจิตเดิม ชนิดค่อยเป็นค่อยไป ที่เรารู้ตัวตลอดเวลา ผลประโยชน์จากการใช้ทฤษฎีดังกล่าว เบื้องต้น ผู้ฝึกนำไปแก้ปัญหาการเจ็บป่วย ของตนเอง และของผู้อื่นได้ทั่วโลก ไม่เกี่ยงระยะทาง...เป็นการสอนวิธีปฏิบัติ ให้ฟรี และไม่มีค่ารักษา สอนให้ทุกคนเป็นหมอรักษาตนเอง ได้ทุกโรค..ซึ่งเหมาะกับ ปัจจุบัน และขณะที่เกิดภัยพิบัติ และเผชิญภาวะอดอยากขาดแคลนอาหาร และสิ่งแวดล้อมรุนแรง เช่นเผชิญอากาศร้อนผิดปรกติ ได้มากกว่าผู้อื่นอีก 5-7 องศาเซ็นเซียสเป็นต้น)

อย่างเช่นเป็นคนชอบกินทุเรียนมาก พอเห็นทีไรก็ชอบทุกที ซื้อทุกทีมีความสุขทุกครั้งที่กิน มีอยู่วันหนึ่งเกิดบังเอิญกินทุเรียนแล้วไปเที่ยวกับแฟนเขาบอกว่าเหม็นจังทุเรียน แล้วพาลเลิกคบไปเลยก็มีความฝังใจว่าไม่ชอบแล้วทุเรียน

เมื่อไปเจอทุเรียน ครั้งแรกความจำที่เคยชอบก็จะพุ่งขึ้นมาก่อนว่าชอบแต่พอความจำอีกอันซ้อนเข้ามาและมีน้ำหนักกว่า ก็จะมีผลทำให้เปลี่ยนใจไม่อยากกินแล้ว และถ้าทำซ้ำ ๆ หลาย ๆ ครั้ง สัญญาก็จะบันทึกใหม่ถ้าเห็นอีกความอยากกินทุเรียนก็จะไม่ขึ้นอีกแล้วนี่คือการเปลี่ยนสัญญาใหม่ และขันธ์ก็บันทึกใหม่จึงไม่แสดงผลการอยากกินออกมาอีก

ดังนั้น จะเห็นว่ามันมีกลไกการทำงานของมันเองแบบอัตโนมัติคนเราที่จะทุกข์ก็เพราะชอบคิดว่า เราไม่อยากคิดอกุศล เราไม่อยากคิดร้ายเราไม่อยากคิดโกรธคนนี้เลย แต่เจอทีไรความโกรธก็ออกหน้าไปก่อนทุกทีต้องพยายามบังคับใจ ใช้สมาธิข่มให้หายโกรธ ให้หายคิดร้ายเขาซึ่งก็เป็นความทุกข์อีกรูปแบบหนึ่งของคนที่อยากจะคิดดี พูดดีทำดี
ในช่วงที่ฝึก พี่สุดใจเป็นคนที่ถูกฝึกเดี่ยวมากที่สุดเพราะเป็นคนใจร้อน อารมณ์ร้าย และถ้าโกรธใครนี่ไม่ต้องมาให้เห็นเลย โกรธกันเป็นปี ๆทุกสิ่งที่ใครไม่มี พี่สุดใจมีมาหมดแล้ว เจอมาหมดแล้ว และทุกข์สุด ๆมาเรียบร้อยแล้ว

ดังนั้นการเรียนเรื่องนี้ก็สุดยอดอีกเหมือนกันแต่ก็ใช้อุปกรณ์ช่วยสร้างสถานการณ์เสมือนจริง


อุปกรณ์ประกอบการฝึกก็ไม่ต้องไปหาไกลเอาแถวใกล้ ๆ น่ะแหละ ปกติมีหลานอยู่ที่บ้านสันคูเราก็รักหลานตามปกติเหมือนเช่นทุกวัน แต่จู่ ๆ พอเริ่มเรียนเรื่องนี้ ก็ถูกใส่ภาวะไม่ชอบ ไม่ถูกใจ เข้ามาในความคิดของเรา ความจำที่เคยรักถูกเปลี่ยนใหม่ให้ไม่ชอบ ดังนั้น พอเห็นหน้าหลานปุ๊บ เกลียดปั๊บเลย ไม่อยากเห็นหน้า ไม่อยากคุย คอยแต่จะดุท่าเดียว ตอนแรก ๆ ก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไร แต่ก็พยายามข่มใจไม่ให้ไปดุว่า ไม่ให้ไปเกลียด ก็ต้องยื้อกับความคิดความจำที่มีแต่รุมเร้าให้เกลียดอย่างเดียว

แต่พอมีการอธิบายจากระบบว่า ความจำที่เคยบันทึกไว้อย่างไรการกระทบกันครั้งแรก ความรู้สึกอย่างนั้นก็ต้องโชว์ออกมาเป็นธรรมดา เมื่อความจำมันบันทึกไว้ว่าไม่ชอบหลานคนนี้ เมื่อเจอทุกทีก็จะโชว์อาการไม่ชอบออกมาเลย

แต่เมื่อมันโชว์ออกมาว่าไม่ชอบ เกลียด หรืออะไรก็แล้วแต่ ก็ดูมันให้เห็น ไม่ต้องไปดับมัน เพราะยิ่งดับยิ่งเหนื่อย มันไม่หยุดคิดได้ดังใจเราหรอก เหมือนเรากังวลเรื่องอะไรสักอย่าง อยากจะหยุดคิดแต่มันไม่หยุดคิด อย่างที่เราต้องการ เพราะเราบังคับบัญชาความคิดไม่ได้นั่นเอง

( ปล.ระบบเอาความจำที่ไม่ชอบออกไปแล้ว หลังผ่านการฝึกบทนี้ )

พี่สุดใจ ในระยะแรก ๆก็เหมือนคนอื่น ๆ น่ะแหละ ไม่อยากเกลียด ไม่อยากโกรธ ไม่อยากริษยาใครแต่พอเห็นหน้าปุ๊บโกรธปั๊บ เกลียดปั๊บ หรืออิจฉาทันทีเลย ทั้ง ๆที่เขายังไม่ได้มาทำอะไรเราเลย
ตอนนั้นก็ทุกข์มากและพยายามที่จะสะกดอารมณ์โกรธเหล่านั้นทุกวิถีทาง แม้กระทั่งถ้าคิดโกรธใครจะรีบเดินไปไหว้เขาเลย เพื่อยืนยันเจตนาว่าเราไม่ได้คิดร้ายกับเขา มันคิดของมันเองไม่เกี่ยวกับเรา

แต่พอเริ่มเรียนรู้กลไกของขันธ์ห้ามากเข้า ก็เลยสบายมากขึ้น เห็นหน้าปุ๊บก็โกรธปั๊บตามสไตล์ความจำเดิมแบบออโต้เลย แต่เรามองเห็นความคิดและความโกรธนั้นเสียแล้ว ก็เลยยืนดูเฉย ๆมันก็โกรธ ก็คิดอาฆาตอยู่ในหัวไปเรื่อย ก็เรื่องของมัน มันเป็นกลไกของมันเองไม่มีใครเป็นคนทำ ไม่มีใครเจตนามันเป็นเหตุปัจจัย ที่ถูกบันทึกเข้าไปแค่นั้น

สิ่งที่น่าแปลกก็คือ พอยิ่งเข้าใจกลับไม่ต้องทำอะไรเลย มีสติรู้ตัวดูให้เห็นความคิด หรือความทุกข์นั้นให้ได้ ไม่ต้องไปข่ม ไม่ต้องไปดับ ไม่ต้องไปบังคับให้หาย แค่ดูมันเฉย ๆ หรือสอนมันบ้างก็ได้ เป็นการตอกย้ำว่า ไม่เกี่ยวข้องกัน ถ้ามันอยากทุกข์ มันอยากร้อนรน ก็เรื่องของมัน มันทำตัวมันเอง

ธาตุรู้หรือจิต ที่มีสติปัญญา รู้เท่าทันธรรมชาติ จึงต้องถอยออกมาเป็นแค่ผู้ดูเท่านั้นจึงจะมองเห็นขันธ์ห้า ที่เล่นบทบาทไปตามสไตล์เดิมๆ ของมัน ยิ่งมองเห็นความคิด มองเห็นความรู้สึกของขันธ์ห้าในขณะนั้น ก็จะยิ่งขำ ที่เห็นมันฟาดหัวฟาดหางจะหาทางดึงเราเข้าไปทุกข์

ดังนั้น สิ่งที่พี่สุดใจพบเจอผ่านมาแล้วนั้น ต้องใช้เวลาอย่างมากในการที่จะค่อย ๆ มอง ค่อย ๆ ทำความเข้าใจ ซึ่งมิใช่ทำวันเดียวแล้วจะได้ เรียกว่าต้องใช้ความเพียรอย่างยิ่งยวดทีเดียวถ้าใครจะลองทำดูบ้างก็ได้ ทันบ้าง ไม่ทันบ้างอย่าไปท้อ แต่ถ้าทำได้ เห็นความคิดได้จัดการกับมันได้ จะเห็นความเบาสบายแน่นอน

ดังนั้นใครที่ชอบมีความคิดอกุศลเข้ามาหลอกล่อ ความโกรธ ความวิตกกังวลหรือเรื่องอื่นๆ ที่เป็นข่ายทุกข์นั้น เข้ามาอยู่เรื่อย อย่าได้ตกใจ ให้รีบเรียนเลย และต้องรู้ว่า พอกระทบสิ่งนั้นครั้งแรก มันก็จะคิดร้ายแบบเดิมก่อนน่ะแหละ ถูกแล้วเพราะมันจำไว้อย่างนั้น แต่พอเราต้องมีสติรู้เท่าทันว่า นั่นแน่คิดร้ายเขาอีกแล้ว ก็ดูมันไป เพราะมันอยากจะคิดก็ให้มันคิดไป อย่าไปโกรธตัวเองว่าทำไมเรายังคิดร้ายเขาอยู่


ก็ในเมื่อสิ่งนี้เราบังคับบัญชามันไม่ได้ อยากให้มันหยุดคิด แล้วมันไม่หยุดคิด จะไปรับผิดชอบว่าเป็นตัวเราผู้คิดได้อย่างไร ถ้าเป็นตัวเราจริง ความคิดเราจริง เราก็ต้องหยุดคิดได้สิแต่ในเมื่อมันไม่ได้เป็นตัวใครของใคร มันก็ทำงานไปตามกลไกของมัน กลไกของธรรมชาติ แล้วเราจะไปรับเอามาทุกข์นั้นสมควรหรือ

ดังนั้น เมื่อเราเห็นความคิดนั้นแล้ว เห็นความโกรธนั้นแล้ว เราจะไม่กลัวมัน มันอยากคิดร้ายก็สักแต่ว่าคิดไป ส่วนเรื่องที่จะเดินไปทะเลาะกับเขาตามความคิดที่กำลังล่อหลอกอยู่นั้น เราก็เลือกได้ เพราะมีสติสัมปชัญญะตัดสินใจเองได้ ว่าควรหรือไม่ ที่จะไปทะเลาะกับเขาหรือจะกลับเข้าบ้านนอนดี นี่เป็นสิ่งที่เราเลือกได้ ถ้าเรารู้เท่าทันความคิดนั้น

พี่สุดใจเหนื่อยกับความคิด สู้กับความคิด ทุกข์กับความคิดมาหลายรูปแบบแล้ว เมื่อมารู้กลไกของขันธ์ห้าตามความเป็นจริงเช่นนี้ ก็เลยปล่อยวางความคิดนั้นลง ดูมันเฉย ๆ และฝึกสติมากขึ้น เพื่อกระโดดจับมันให้ทันตอนมันขึ้นมา แล้วค่อยว่ากันว่ามันคิดอะไรบ้าง แล้วก็ตัดสินใจไปตามสมควร ปัจจุบันก็เลยค่อนข้างจะสงบ และเบาสบาย ในท่ามกลางความวุ่นวายของสังคมรอบข้าง เพราะไม่ไปบังคับบัญชาความคิด ต้องอย่างนั้น ต้องอย่างนี้ ไม่ไปห้ามมันอยากคิดอะไรก็เชิญ เมื่อเราไม่สนใจมัน ก็กลายเป็นความฟุ้งซ่าน อยู่ไม่นานมันก็ดับไป ก็เป็นเรื่องปกติที่มันต้อง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เป็นธรรมดา

ใครที่มีความทุกข์คล้ายกันนี้ จะนำอุบายนี้ไปใช้บ้างก็ได้นะคะ อาจได้พบกับความว่าง ด้วยการปล่อยวางขันธ์ห้าก็เป็นได้

ขอเพิ่มเติมในรายละเอียด .....เพื่อให้ทุกท่านได้ทำความเข้าใจในกลไกของขันธ์ห้าสักเล็กน้อยนะคะ

การมีสติรู้เท่าทันกลไกของขันธ์ห้า เป็นเรื่องที่ทำได้ยากอย่างยิ่ง

คิดชอบก็ เราชอบ
คิดรัก ก็เรารัก

คิดโกรธ ก็เราโกรธ
คิดน้อยใจ ก็เราน้อยใจ

จึงยังมีผู้รัก มีผู้เกลียด มีผู้สุข มีผู้ทุกข์ อยู่เรื่อยมา

น้อยคนนัก ที่จะเฉลียวใจ มีสติรู้เท่าทันขันธ์ห้าว่า มันปรุงแต่งของมันไปตามเหตุปัจจัยที่เข้ามากระทบเท่านั้น

เมื่อเขาชม มันก็ปลื้ม เมื่อเขาว่า มันก็โกรธ เมื่อเขาไม่ตามใจ มันก็น้อยใจ

นั่นมันเป็นธรรมดา เป็นกลไกของขันธ์ห้า ที่มันต้องปรุงแต่งของมันตามธรรมดาอยู่แล้ว

มันเป็นธรรมดาของขันธ์ห้าที่มันต้องปรุงของมันอย่างที่มันเคยบันทึกไว้ มันเป็นของมันอย่างนั้นเอง

เห็นลูกก็รัก เห็นแฟนก็ห่วง เห็นดอกไม้ก็ชอบ เห็นคนไม่ถูกกันก็โกรธ

บางครั้งเรายังไม่ทันรู้ตัวเลย เห็นปุ๊บรักปั๊บ เห็นปุ๊บโกรธปั๊บ นั่นหมายความว่า ขันธ์ห้ามันเคยมีการบันทึกไว้อย่างไร มันก็ปรุงแต่งไปอย่างนั้นทันที

มันไม่ถามสักคำ

ตากระทบ จำได้หมายรู้ ปรุงแต่ง แล้วเกิดอารมณ์ไปเลย

บางครั้งเรายังไม่ทันตั้งใจเลย แต่มันปรุงไปเรียบร้อยแล้ว

รอให้เราเข้าไปรับผิดชอบ ว่าเป็นของเรา อารมณ์ของเรา สุขของเรา ทุกข์ของเรา

เรียกว่า รอให้ไปอุปาทานรับมันเข้ามาเป็นของเรานั่นเอง

ความ ทุกข์ที่มันจะเกิดขึ้นได้ ก็เพราะไปรับเอาอารมณ์ที่มันปรุงแต่งของมันเอง มาเป็นของเรา ไปรับผิดชอบอารมณ์ ความรู้สึก ที่มันปรุงแต่งของมันเองในกลไกของขันธ์ห้า มาเป็นของเรา นั่นเรียกว่า ไปอุปาทานเอามาเป็นของเรา จึงมีเราผู้สุข ผู้ทุกข์เรื่อยมา

ถ้ามันปรุงอารมณ์พอใจ เข้าข่ายเรียกว่าสุข ก็เลยนึกว่าเราเป็นผู้สุข

ถ้ามันปรุงอารมณ์ไม่พอใจ น้อยใจ ก็ไปรับเอามาเป็นเราผู้มีความทุกข์

แต่หากรู้เท่าทัน มันปรุงแต่งเกิดอารมณ์ขึ้นมา น้อยใจ ไม่พอใจ ตามกลไกที่มันปรุงของมันอยู่แล้วตามการกระทบเหตุปัจจัยนั้น ๆ

แล้วเห็นมันตามความเป็นจริง

ว่ามันก็ปรุงแต่งไปอย่างนั้นตามเรื่องตามราวของมัน

เรียกว่ามีสติรู้เท่ามันขันธ์ห้า ที่มันปรุงแต่งอารมณ์ของมันไปอย่างนั้นเอง

ก็จะมีผู้ดูอารมณ์เหล่านั้นที่เกิดในขันธ์ห้า

ดูอย่างเป็นผู้ที่ดู แล้วรู้เท่าทัน

ก็จะมีขันธ์ห้า กับผู้ที่ดูขันธ์ห้ากำลังปรุงแต่งอารมณ์เหล่านั้น

ทั้ง ๆ ที่ยังไม่พอใจ ยังมีความกรุ่นอยู่ก็ตาม เมื่อเห็น อารมณ์เหล่านั้นแล้ว

แม้มันจะยังเกิดอยู่ แต่ก็จะไม่มีใครไปรับผิดชอบทุกข์ของมัน ทุกข์ของขันธ์ห้า

ก็จะแค่เห็นมัน ดูมันเกิดขึ้น แล้วดูสิว่า มันจะมีหน้าตั้งอยู่ในอารมณ์นั้นสักกี่นาที

นี่ ต่างหาก ที่เป็นกลไก ที่มันเกิดขึ้นได้แต่ไม่มีใครทุกข์ ดูให้เห็นความเป็นอย่างนั้นเองของขันธ์ห้า ที่ไม่มีใครบังคับบัญชามันได้ มันมีแต่คิดให้สุข ให้ทุกข์อยู่เรื่อย

มัน คิดเอง มันหดหู่เศร้าหมองเอง มันทำกลไกของมันเอง ไม่ได้มีใครไปทำให้มันเกิด มันเกิดเอง ปรุงเอง และเกิดอารมณ์สุขทุกข์เบ็ดเสร็จในตัวมันเอง

ถ้าเห็นว่า มันเป็นขันธ์ห้า ไม่ได้มีใครไปทำ มันก็ปรุงแต่งของมันเองได้

แค่ถอยออกมาดู มาเห็นการทำงานตามกลไกของขันธ์ห้าแล้ว

ก็จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับอารมณ์เหล่านั้น เห็นมันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วมันก็ดับไปของมันเอง

อย่าให้อุปาทานไปหลอกว่า มีตัวเราเป็นเจ้าของอารมณ์ แล้วเข้าไปรับผิดชอบอารมณ์เหล่านั้นก็พอ

นั่นเรียกว่า ถอดสลัก จากอุปาทานขันธ์ห้า

ทั้ง ๆ ที่เกิดอารมณ์สุขทุกข์อยู่ แต่ไม่ได้มีใครเป็นผู้สุขทุกข์

คือไม่มีเราในขันธ์ห้า ขันธ์ห้าไม่ใช่เรา และอารมณ์เหล่านั้นก็ไม่ใช่ของเราไปด้วย

เมื่อมีสติเห็น รู้เท่าทันขันธ์ห้า รู้เท่าทันอารมณ์เหล่านั้น

นั่นก็คือ อยู่เหนือความคิด อยู่เหนืออารมณ์ อยู่เหนือสุข เหนือทุกข์ทั้งมวลนั่นเอง

(ดูไปคล้ายๆกับเอามือเข้าไปใกล้ไฟ ให้รู้สึกว่าไฟนั้นร้อน แต่เมื่อถอยมือออกมา ความร้อนก็หายไป แต่ข้อสำคัญต้องบังคับระยะที่พอเหมาะระหว่างมือกับไฟ ให้ห่างกันพอเหมาะมือก็จะไม่ร้อน แม้ไฟยังติดอยู่เช่นเดิม ตามสภาวะของมัน ข้อสำคัญคือการตั้งใจคอยควบคุมระยะ หรือรักษาสติการเป็นผู้ดูเอาไว้อย่าให้คลาดสายตา ว่าไฟก็เป็นเช่นนั้นเอง รูปอย่างอื่นๆที่มากระทบ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็อยู่ในลักษณะเดียวกัน...

เช่นเดียวกับผู้ที่เอาจิตให้อยู่บนทางของตนเอาไว้ ไม่ให้ตกไปทางซ้ายหรือขวา บวกหรือลบ แต่มีเงื่อนไขว่า ต้องสะสมพลังงานให้แก่จิตตนเอง ให้ไปถึง 'ทาง' ของตนเสี่ยก่อน จึงจะทราบว่า สภาวะแห่งความสมดุลของจิต ที่อยู่ในสภาวะจิตเดิม นั้นมีสภาพอย่างใด และหมั่นเพียรรักษาสถานะเช่นนั้นเอาไว้อย่างต่อเนื่อง โดยท่านผู้ผ่านมาแล้ว รักษาอยู่ตลอดเวลา 7 วันบ้าง 14 วันบ้าง 22 วันบ้างตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อสะสมพลังงาน ให้แก่จิต จนเป็นอิสระชั่วนิรันดร์ก่อนที่กายจะแตกไปตามอายุขัย)

เชิญทุกท่าน ร่วมสร้างบุญกุศลด้วยกัน ....ส่งต่อข่าวสารแก่เพื่อนๆ มีโอกาสชมจิ๊กซอร์ต่างๆ สำหรับนักค้นหาสาระชีวิตต่อภาพส่วนตัว ทั้ง ด้านโลกียะและโลกุตระ ที่ ainews1.com จัดไว้บริการให้แก่เพื่อนๆต่างวัยทุกคน ฟรี  ที่ลิงค์ /article385.html     Bookmark and Share