การทำงานเพื่อมวลมนุษย์ใน 2 ระบบ 2 สไตล์ที่ไร้อัตตา

http://www.ainews1.com/article459.html

 

 

กลุ่มประสานงานเขากะลา

ภาพถ่ายของฉัน

คุณสุดใจ ชื่นสำนวน

นช่วงที่ระบบให้ชื่อ มูลนิธิ จ.ส.อ.เชิด ชื่นสำนวน นี้ไว้ ไม่ได้มีกิจกรรมใดใด ไม่มีรูปแบบใดใด ให้จับต้องได้ ให้เห็นอย่างเป็นทางการ

นั่น เป็นเพราะ ทางกลุ่มประสานงานเพื่อการเตือนภัย(เขากะลา) มิได้สนใจในรูปแบบ ไม่ได้สนใจในการดำเนินงานเพื่อหาเงินจัดตั้งมูลนิธิ ไม่ได้สนใจในเรื่องที่ไกลออกไปจากขันธ์ห้า ธาตุสี่นี้

มีแต่ความมุ่งมั่นในปฏิบัติธรรม ฝึกการปล่อยวาง ฝึกสติปัฐฐาน4 อย่างเข้มข้น เพื่อละการยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ห้า ปล่อยวางอัตตาตัวตนเป็นหลัก มีเพียงอย่างเดียวเท่านั้นที่เป็นกิจกรรมที่ทำอยู่อย่างต่อเนื่องทุกวินาที

เพื่อ นำจิตที่ปล่อยวางแล้วนี้ ไปติดตั้งอุปกรณ์จากมนุษย์ต่างดาว เพื่อนำไปช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ในเวลาที่เกิดภัยพิบัติใหญ่นั่นเอง

เพราะหากไม่ฝึกจิตปล่อยวางก่อนแล้ว ติดตั้งอุปกรณ์ไปก็จะเกิดโทษภัยกับตนเอง นั่นคือ หลงไปยึดติดกับอุปกรณ์ กลายเป็นเราผู้วิเศษ เห็นเหตุการณ์ล่วงหน้า เราผู้วิเศษได้ยินเรื่องราวล่วงหน้า เราผู้วิเศษเห็นกรรม เห็นวิบากกรรม รักษาพยาบาล ทำนายทายทัก หรือเศกเป่าสิ่งใด ๆ ได้ดังใจ

นั่้นคือโทษ จะมีแต่คำว่าเราเก่ง เราทำ เราช่วย เราเห็น เรารักษา

จะมีแต่พัลวันไปด้วยเรา ตัวเรา ของเรา ยิ่งมีตัวตนมากขึ้นกว่าเดิมเป็นสองเท่า สามเท่าเลยทีเดียว

นี่คือโทษ โทษของการหลงยึด โทษของการยังต้องหลงวนเวียนอยู่ในวัฏฏะสงสาร ด้วยการเพิ่มอัตตาตัวตนมากขึ้นนั่นเอง


ดังนั้น คนที่จะทำงานกับระบบ อย่างแรก และอย่างเดียวที่จะต้องทำ ก็คือ พิจารณาธรรมเพื่อการละวางอัตตาตัวตน ละการยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ห้าของพระพุทธองค์เป็นหลัก แล้วนำทฤษฎีของระบบ ที่สอนในรูปแบบของกฏธรรมชาติมาพิจารณาประกอบกันไปด้วย จนสามารถละวางอัตตาตัวตน ละอุปปาทานขันธ์ห้า จนเห็นความว่าง ว่างจากการยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ห้า ว่างจากการมีอัตตาตัวตนของตน จนเบาบางจางคลายจากความทุกข์ได้ในระดับที่พร้อมช่วยเหลือคนอื่นแล้วนั่นแหละ

ระบบจึงจะติดตั้งอุปกรณ์ให้เพื่อนำไปช่วยเหลือบุคคลอื่นต่อไป

โดย ได้ทั้งประโยชน์ตน คือผู้ทำงานก็ปล่อยวาง
อัตตาตัวตน ละการยึดมั่นถือมั่นว่าตนเป็นผู้ทำ ผู้กำลังช่วยเหลือ ผู้กำลังรักษา โดยออกจากขันธ์ห้า ขณะที่กำลังช่วยเหลือบุคคลอื่น ๆ นั่นเอง

และ ไ้ด้ทั้งประโยชน์ท่าน คือระบบได้ใช้อุปกรณ์ในการประสานงานกับบุคคลอื่นอย่างมีประสิทธิภาพ มีการเห็น การรู้ การทำนายทายทัก หรือการรักษา ปัดเป่า ช่วยเหลือได้ทุกรูปแบบ

แต่ไม่ได้มีใครเป็นผู้่ทำการนั้น ๆ เลย จึงไม่ต้องมาขอบคุณ มาสรรเสริญ ยกยอปอปั้น หรือมาบูชาใด ๆ ทั้งสิ้น

สถานปฏิบัติธรรม จ.ส.อ.เชิด ชื่นสำนวน แห่งนี้ จึงมีจุดมุ่งหมายหลัก เพื่อการปฏิบัติธรรม เน้นการละวางอัตตาตัวตน ละการยึดมั่นถือมั่นในอุปปาทานขันธ์ห้าเป็นหลัก

แม้รูปแบบการฝึกเพื่อการปล่อยวาง ออกจะดูแปลกแตกต่างไปบ้าง แต่จุดมุ่งหมายถูกต้องตรงตามแก่นพุทธศาสตร์ทุกประการ.

หมอแกนกายสิทธิ์


คุณธนธัช ต่อบุญสิทธิกร

กฎแห่งทฤษฎีโพเพทัส (กฎทั้ง 30 ข้อ)

กฎข้อที่ 1  'หมั่นฝึกการกระตุ้นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าแกนให้ได้วันละ 5 ครั้งต่อวัน'

        การฝึกคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าแกนให้ได้ 5 ครั้งต่อวันก็เพราะว่า อย่างที่เราทราบกันดีอยู่แล้วว่า คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าแกนภายในร่างกายเราจะอยู่ที่ +34  และ  -34 ของประจุไอออน ที่อยู่ภายในแต่ละหนึ่งเซลล์เม็ดเลือดแดง ซึ่งในแต่ละเซลล์เม็ดเลือดแดงจะถูกใช้ไปในการเผาผลาญพลังงาน การเสริมสร้างเซลล์เนื้อเยื่อ หรือแม้แต่การซ่อมแซม ต่อมและอวัยวะต่างๆ ที่อยู่ทั่วร่างกาย
 
ประจุไฟฟ้าจำพวกนี้ จะมีมีค่าอัตราที่ขึ้นๆ ลงๆ ตลอดเวลา ภายในทุกๆ 4 ชั่วโมงทุกครั้ง  เพราะพลังงานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าแกน ไม่ได้เติมเต็มโดยแค่การรับประทานอาหาร หรือการหายใจเท่านั้น แต่การกระตุ้นคลื่นโดยผ่านการกระตุ้นคลื่นภายในร่างกาย ที่หลังท้ายทอย  ซึ่งเป็นตัวกำเนิดคลื่นให้ไหลเวียนได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น คลื่นพลังงานชนิดนี้เปรียบเสมือนกับค่า เพื่อทำให้เกิดกำลังงานอยู่ภายในร่างกายเรา

กฎข้อที่ 2  'ทุกคนคือมนุษย์เท่าเทียมกัน'

        มนุษย์เกิดมาบนโลกใบนี้ หลังจากความเสื่อมโทรม และเสื่อมสลายดับสูญ ไปเมื่อหลายหมื่นปีที่แล้ว  หลังจากยุคสัตว์โลกเหตุเพราะสัตว์โลกมีความก้าวร้าว ความต้องการทางตัณหาสูง มีความทะเยอทะยานสูง ขาดภูมิแห่งปัญญา
        เมื่อยุคของมนุษย์โลกได้บังเกิดขึ้น เราผู้เป็นมนุษย์มีอวัยวะครบ 32 ประการเท่าเทียมกัน ต่างกันอย่างเดียวคือมนุษย์จะมีภูมิปัญญาที่เท่าไหร่ มีความรัก ความเมตตามากน้อยเพียงไร เมื่อเรารู้แล้วว่าเราเกิดมาเท่ากันทุกประการตั้งแต่เราเกิด ฉะนั้นการจะเป็นหมอพลังจิต โดยใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าแกน เราควรพึงระลึกไว้เสมอว่า เมื่อเราเกิดมาบนโลกใบนี้  เราผู้เป็นมนุษย์มี อวัยวะครบ 32 ประการเท่ากัน แต่ถ้ามนุษย์ผู้นั้นเกิดมาไม่ครบ 32 ประการแล้ว เราผู้เป็นมนุษย์ควรมีความรัก และความเมตตาให้มากยิ่งขึ้นในการปฏิบัติตนให้
กับมนุษย์ผู้มีอวัยวะไม่ครบ 32 ประการต่อผู้นั้น หรือเหล่านั้น สรุปคือเราจะไม่แบ่งชนชั้นวรรณะ ชาติ ตระกูล รวย หรือจน ต่อผู้ที่ได้รับการรักษา จงมองเขาว่าหน้าตาเนื้อหนังมังสาเหมือนกับเรา

กฎข้อที่ 3  'โปรดจงรับฟังผู้อื่นเสมอจนจบบริบูรณ์'
        
        มนุษย์ที่สมบูรณ์ควรจะรับฟังผู้อื่นพูด หรือสนทนาด้วย จนจบสมบูรณ์จริงๆ เพราะการที่เราเป็นผู้รับฟังที่ดีคือ เราให้เกียรติผู้พูดที่จะพยายามอธิบาย หรือชี้แนะติชม เมื่อเราเป็นผู้รับฟังที่ดีและสมบูรณ์ สิ่งที่ตามมาคือ คลื่นพลังงานที่พรั่งพรูออกมา ผู้ที่พูดสิ่งดีและมีเนื้อหาที่สำคัญที่สุด ต่อการรักษาโรค
สำหรับผู้ที่อยากเป็นหมอพลังจิต โดยใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าแกน จงอย่าสอดแทรกระหว่างรับฟังผู้นั้นหรือผู้ป่วยพูด เพราะคลื่นพลังงานที่เขากำลังส่งมาสู่ประสาทรับรู้ในโสตสมองของเรา เพื่อเราจะนำมันมาประมวลข้อมูลของปัญหา ที่ควรนำมาใช้ในข้อสรุปของต้นเหตุของ โรคนั้นๆ ได้ดียิ่งขึ้น
กฎข้อที่ 4 
'จงอย่าถือว่าการรักษาในอดีต จะดีต่อผู้ป่วยท่านนั้นในอนาคตเสมอไป แต่จงถือว่าการรักษาในแต่ละครั้งในปัจจุบันกาลสำคัญกว่าเสมอ'

        ที่ผมต้องเขียนบทความนี้ขึ้นมา ก็เพื่อคอยย้ำเตือนผู้ที่จะเป็นหมอพลังจิต โดยใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าแกนได้  อย่าหลงทางกับการรักษาของตัวเอง โดยถือเป็นว่าความสำเร็จในการรักษาครั้งนั้น ในอดีตเป็นสุดยอดของการรักษาของเรา เพราะการป่วยไข้ของผู้ป่วยแต่ละท่าน จะขึ้นอยู่กับความเป็นจริง ณ เวลาปัจจุบันนั้นๆ ว่า แท้จริงของสาเหตุการป่วยไข้ของผู้ป่วยท่านนั้น ต้องการรักษาโดยวิธีใดกันแน่
        จงเริ่มต้นใหม่ทุกครั้งของการรักษา และจงใช้พลังจิตพิจารณาดูว่า แท้จริงปัจจุบัน ผู้ป่วยท่านนั้นป่วยด้วยโรคอะไร เพราะเวลานั้นได้เปลี่ยนแปลงทุกๆ วินาทีเสมอ

กฎข้อที่ 5  'จงกระตือรือร้นต่อการรักษาทุกครั้ง และรับรู้ถึงความรู้สึกได้ที่ผู้ป่วยได้อธิบายเรา'

        การรับรู้สัมผัสที่ลึกซึ้งไม่ได้แปลว่า เราได้ยินอะไรหรือรู้สึกอะไรเอาเอง แต่สัมผัสนั้นจะต้อง
มาจากความรู้สึกจากภายในน้ำเสียง ที่ผู้ป่วยต้องการสื่ออะไรกับเรา โดยตัวผู้รักษาจะต้องเปิดสัมผัสทั้ง 5 เพื่อตอบรับคลื่นที่พรั่งพรู ทั้งมาจากเสียง ความรู้สึก อารมณ์ ของผู้ป่วยท่านนั้นด้วย การตื่นแห่งประสาทสัมผัสทั้ง 5 ที่มีความถี่ต่ำกว่ามนุษย์ปกติ ที่รับรู้ได้
 
กฎข้อที่ 6   'จงถือว่าการรักษาโดยใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าแกนเป็นพลังที่บริสุทธิ์จากความเมตตาของเรา'
          การรักษาต่อผู้ป่วยในทุกๆ ครั้ง จะต้องมาจากความบริสุทธิ์ของพลังจิตที่ส่งผลมาจากความเมตตาของตัวผู้รักษา จะต้องไม่มีข้อยกเว้นจากความรู้สึกว่า ชอบหรือไม่ชอบ อยากหรือไม่อยาก รักหรือไม่รัก  เมื่อไหร่ที่จะต้องทำการรักษา เราผู้เป็นหมอรักษาโรค ก็จะต้องรักษาผู้ป่วยท่านนั้นทันทีโดยไม่มีข้อสงสัย

 กฎข้อที่ 7  'ควรแบ่งทานที่เป็นยาหรือทุนทรัพย์กับผู้ป่วยที่ยากไร้'
        
        ประโยคนี้สำคัญมากครับ เพราะการที่เรามีพลังจิตบริสุทธิ์ในการรักษาผู้ป่วย ไม่ได้บอกว่าเรามีความสามารถดีเยี่ยมแค่ไหน แต่การแบ่งปันในสิ่งที่เรามีมากพอ โดยเฉพาะผู้ที่กำลังป่วยไข้ และขาดทุนทรัพย์ในการซื้อยามารับประทาน มันจะยิ่งทำความลำบากให้กับผู้ป่วยคนนั้นยิ่งขึ้น แต่เราช่วยได้และเต็มใจที่จะทำ มันก็จะยิ่งลดความลำบากลงให้กับผู้ป่วยท่านนั้นอีกทางหนึ่งด้วย

กฎข้อที่ 8  'ยุติการเสพสิ่งเสพติดหรือสิ่งมึนเมา'

        ทำไมต้องเป็นอย่างนั้นหรือครับ ก็เพราะว่าการสูบบุหรี่หรือการดื่มสิ่งมึนเมา จะส่งผลโดยตรงให้พลังจิตขาดความบริสุทธิ์ เหตุเป็นเพราะการหายใจเข้าร่างกาย เรา ต้องเอาอ็อกซิเจน เพื่อใช้ในการเผาผลาญและการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง แต่ถ้าเราหายใจออกก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ ก็จะถูกขับออกมา ซึ่งเป็นแก๊สพิษที่มีผลต่อสิ่งมีชีวิตที่อยู่ภายนอก
แต่มันมีอะไรที่มากไปกว่านั้นครับ นั่นคือคลื่นพลังงานที่ถูกส่งออกมาจากผู้มีพลังจิตโดยใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า แกน จะเกิดการห่อหุ้มหรือการทำลายเซลล์เม็ดเลือดแดงที่เป็นต้นกำเนิดคลื่น พลังงาน ได้ถูกจำกัดหรือถูกทำลายไปมากกว่า 25% เหตุเพราะว่าควันที่มาจากการสูบบุหรี่ จะมีแก๊สคาร์บอนไดอ็อกไซด์ เข้าไปห่อหุ้มและเป็นสาเหตุหนึ่งทำให้การขับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าแกนที่ออกมา ไม่สามารถขจัดการเกิด Oxidation ภายในเซลล์เม็ดเลือดได้ จนเป็นสาเหตุ ทำให้พลังที่ถูกขับออกมาควรจะเป็นคาร์บอนมากกว่าคาร์บอนไดอ็อกไซค์ ที่จะคอย ใช้ในการรักษา กลับเป็นพิษขึ้นมาครับ คุณผู้อ่านจะต้องเข้าใจอยู่เรื่องหนึ่งด้วยครับว่าแก๊สคาร์บอนมีคุณสมบัติใน การดูดซับพิษ แต่ถ้าเป็นแก๊สคาร์บอนไดอ๊อกไซค์มีคุณสมบัติในการทำลายเซลล์สิ่งมีชีวิตทุกชนิด และทำลายการเจริญเติบโตของเซลล์ปกติด้วย
 
กฎข้อที่ 9  'การรักษาควรเน้นการรักษาทั้ง 3 ระบบด้วยกันคือ รักษา-ดูแล-ป้องกัน'

        ผมหมายถึงการรักษาอย่างสมบูรณ์ที่สุดโดยใช้คลื่นแม่เหล็กฟ้าแกน ไม่ว่าจะเป็น การรักษาโดยวิธีการรักษาที่ตรงจุดกับโรคนั้นๆ แต่ส่วนการดูแลเราก็จะดูแลสุขภาพเป็นองค์รวมด้วยเหมือนกัน แต่วิธีการนี้เราจะเน้นการดูแลไปที่ 2 ระบบนั่นคือ การดูแลโดยการรับประทานอาหารเสริมที่เข้าไปช่วยกระตุ้น 2 ของระบบร่างกายคือ ระบบภูมิคุ้มกันและระบบประสาท  ส่วนวิธีที่ 2 การดูแลคือการกระตุ้นเซลล์ที่มีชีวิตทั่วร่างกายให้กลับมามีคลื่นพลังงาน ทั่วร่างกายในทุกๆ หน่วยเซลล์อีกครั้ง คุณผู้อ่านอาจจะงงว่าเซลล์ของร่างกายเรา
ผมจะอธิบายให้คุณผู้อ่านได้เข้าใจง่ายๆ ร่างกายของเราจะประกอบไปด้วยหน่วยเซลล์เป็นล้านๆ ตัว และในแต่ละหน่วยเซลล์จะต้องการรับ 2 สิ่งเข้ามาหล่อเลี้ยงมัน นั่นคืออาหารและพลังงาน แต่ทั้งสองอย่างนี้ เซลล์มีชีวิตทั่วร่างกายเรา จะใช้มันในรูปของพลังงานเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณผู้อ่านรับประทานข้าว 1 จาน เซลล์มีชีวิตนี้มีหน่วยที่มีขนาดเล็กมากๆ ฉะนั้นอาหารที่เรารับประทานเข้าไป มันจึงต้องถูกบดให้ละเอียดมากที่สุด ก่อนที่มันจะถูกดูดซับและนำไปใช้งานใน หน้าที่ต่างๆ ได้ การอยู่รอดของเซลล์นี้มันต้องการอาหารและพลังงาน 
เพื่อที่จะใช้ในการขับเคลื่อนการทำหน้าที่ต่างๆ  ฉะนั้นข้าวที่เรารับประทานเข้าไป มันจะประกอบไปด้วยสารอาหารและก็พลังงานที่ได้จากการย่อยสลายอาหารชนิดนั้น เซลล์มีชีวิตนี้จะอยู่รอดครบได้ในแต่ละเซลล์ มันจะได้รับสารอาหารไปใช้เพื่อ การหล่อเลี้ยงในตัวมันเอง แต่มันยังต้องการการทำงานสำหรับหน้าที่ของมันในตำแหน่งที่มันได้ถูกกำหนดไว้ แล้ว เช่น จำนวนหน่วยเซลล์มหาศาลที่จะประกอบกันเป็นหัวใจ
ฉะนั้นผมหมายถึงหน้าที่ที่หัวใจต้องทำ เช่นการสูบฉีดหรือการกรอง ดังนั้นพลังงานเท่านั้นครับที่จะช่วยพวกมันให้มีกำลังงานในการขับเคลื่อน เพื่อให้หัวใจก้อนนั้นทำงานได้เต็มประสิทธิภาพจริง แต่หน่วยเซลล์ทั้งหมดที่ประกอบมาเป็นก้อนเนื้อหัวใจมันจะไม่ใช้พลังงาน ที่มันได้รับจากสารอาหารมาใช้ไปทั้งหมดหรอกครับ เพราะในแต่ละเซลล์มันจะต้องมีขบวนการในการเก็บสำรองเพื่อใช้ในการทำหน้าที่ ของมันต่อไป 
เผื่อว่าเซลล์กลุ่มนี้อาจขาดสารอาหาร ที่เข้าไปหล่อเลี้ยงมันหรือแม้แต่ตัวมันเอง เก็บพลังงานนี้ไว้ เมื่อเกิดเหตุการณ์ในการซ่อมแซมเชลล์เนื้อเยื่อ  ที่ถูกทำลาย เพราะมาจากสาเหตุต่างๆ ไม่ว่ามาจากเชื้อโรคหรือแม้แต่สิ่งแปลกปลอมที่มีขนาดเล็ก หรือแม้กระทั่งสารเคมีและสารโลหะหนัก ที่มีผลโดยตรงต่อการลัดวงจรของแต่ละหน่วยเซลล์ เพราะอย่างที่ผมได้อธิบายไปก่อนหน้านี้แล้วว่า ในแต่ละหน่วยเซลล์มันมีพลังงานที่ได้เก็บสะสมอยู่ในตัวมัน
 
ฉะนั้นถ้ามันเกิดมีโลหะนำประจุไฟฟ้า เข้ามาแปลกปลอมในกลุ่มการทำงานของพวกมัน มันก็จะเกิดการลัดวงจรทันที จนเป็นเหตุให้เกิดการอุดตันการไหลเวียนสารอาหารที่จะส่งต่อไปยังหน่วยเซลล์อื่น ที่อยู่บริเวณข้างเคียงให้มีผลกระทบ หรือแม้การลัดวงจรของคลื่นพลังงาน ที่พวกมันได้สะสมในตัวมันเอง เกิดการรั่วไหลจนเป็นเหตุทำให้เกิดไฟฟ้าแรงสูง ภายในเกิดขึ้นจนกระทั้งเซลล์บริเวณดังกล่าวเกิดอาการช็อก

        ส่วนพลังงานที่ผมได้กล่าวไปก่อนหน้านี้แล้วว่าในทุกๆ หน่วยเซลล์ที่มีชีวิตทั่วร่างกายเรา ต้องการพลังงาน และมันจะดำรงอยู่ได้ ก็มาจากอาหารและพลังงานจากภายนอก พลังงานจากภายนอกผมหมายถึงอากาศที่เราหายใจไงครับ ในอากาศจะประกอบไปด้วยธาตุ ต่างๆ แต่มันยังคงมีสิ่งหนึ่งที่เราควรรู้ด้วยเหมือนกัน
นั่นคือพลังงานคลื่นแม่เหล็กที่แฝงตัวอยู่ในอากาศ คลื่นนี้จะคอยเปลี่ยนถ่ายอย่างลับๆ ให้กับเซลล์ภายในร่างกายของเรา ตั้งแต่เราเริ่มเป็นสิ่งมีชีวิตเลยก็ว่าได้ 2 สิ่งนี้สำคัญมากครับ อวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกายของคนเรา เมื่อมันพังหรือสึกเหรอมันยังสามารถเปลี่ยนได้ หรือแม้แต่ไม่ใช้มันเลยก็ยังได้ เช่น ปอด ถ้ามันเสียไปข้างหนึ่ง เราก็ยังคงมีชีวิตอยู่ได้ แต่ถ้าเราขาดอากาศที่จะคอยเติมพลังงานให้กับเซลล์มีชีวิตนี้ เซลล์พวกนี้ตายแน่ๆ และเราก็อยู่ไม่ได้ด้วยครับ
สมมุติง่ายๆ ถ้ามีดแทงปักอยู่คาไว้ที่ท้องของคุณ คุณคิดว่าเรายังคงมีชีวิตอยู่ใช่ไหมครับ ทั้งๆ ที่ลำไส้ถูกทำลายไปแล้วเป็นชั่วโมง แต่เรายังอยู่ได้ครับ เพราะเราก็ยังมีเซลล์ทั่วร่างกายที่ยังคงให้พลังงานและการทำหน้าที่เพื่อ ซ่อมแซมก็เกิดขึ้นทันทีอย่างเป็นธรรมชาติ เหตุก็เพราะว่าเรายังได้รับพลังงานจากพลังงานสำรองในแต่ละหน่วยเซลล์ อย่างที่ผมได้บอกไปแล้วว่าทุกๆ เซลล์จะต้องเก็บพลังงานสำรองไว้เสมอ
แต่มันยังมีสิ่งหนึ่งที่ยังคงให้พลังงานมันตลอดเวลาในการเปลี่ยนถ่ายพลังงาน อย่างลับๆ นั่นคืออากาศ ฉะนั้นถ้าคุณถูกมีดแทง แต่ยังคงมีอากาศหายใจ คุณยังรอดครับ แต่ถ้าคุณหยุดหายใจคุณตายแน่ครับ ถึงแม้ว่า ณ ขณะนั้นหัวใจคุณยังคงเต้นอยู่ก็ตาม แต่ร่างกายก็ได้ขาดพลังงานในการเปลี่ยนถ่ายไปแล้ว แต่ถ้าหัวใจยังคงเต้นมันก็จะเต้นก็เพราะว่า ก้อนเนื้อหัวใจจำนวนล้านๆ เชลล์ที่ประกอบกันอยู่กลุ่มนั้น ยังมีพลังงานสำรองหลงเหลืออยู่แต่ชั่วคราว เท่านั้นครับ เพราะฉะนั้นการดูแล จึงควรดูแลทั้งด้านอาหารเสริมและอากาศที่บริสุทธิ์ที่สุด เท่านั้นครับมันจึงจะทำให้เซลล์มีชีวิตทั่วร่างกายอยู่รอดได้

       ส่วนเรื่องการป้องกัน คือการหลีกเลี่ยงจากความเสี่ยงต่อการเกิดโรค หรืออาจเป็นสาเหตุของโรคที่เกิด จากความบกพร่องของการป้องกันแบบไม่ครบองค์ประกอบ  การป้องกันจะแบ่งออกเป็น 2 แนวทางด้วยกัน

ทางที่หนึ่ง
        การป้องกันโดยแบบอาศัยตัวช่วย  เพื่อช่วยในการทำลายเชื้อโรคหรือการขจัดเชื้อโรคต่างๆ ที่เป็นพิษต่อร่างกาย โดยการนำเชื้อโรคที่ดีที่เป็นมิตรต่อร่างกายนำเข้าไปในร่างกาย เพื่อช่วยใน การทำลายเชื้อโรคร้ายนั้น โดยวิธีการควบคุมปริมาณอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อเชื้อโรคร้าย หรือแม้แต่ลดปริมาณจำนวนเชื้อโรคร้ายลง ที่มันคอยจะแตกตัวหรือแพร่พันธุ์ ให้ได้มีจำนวนที่น้อยลงไปเรื่อยๆ
 
วิธีการนี้เหมือนกับเป็นการเอาหนามยอกเอาหนามบ่ง หรือเกลือจิ้มเกลือ โดยปกติเชื้อโรคที่เป็นพิษต่อร่างกายมนุษย์ โดยส่วนใหญ่พวกมันจะต้องอาศัยอาหารที่เป็นน้ำตาลและโปรตีน ที่เซลล์ปกติของ ร่างกายจะกักเก็บไว้ ฉะนั้นการป้องกันโดยอาศัยตัวช่วย ก็จะเป็นการดีในการหยุดยั้งหรือยับยั้ง การเจริญเติบโตของเชื้อโรคร้ายที่อาศัยอยู่ภายในร่างกายเรา
ทางที่สอง
        การหาจุดอ่อนของระบบประสาทหรือระบบภูมิคุ้มกันเพื่อการป้องกันอย่างถาวร โดยไม่ให้โรคย้อนกลับมาได้ง่าย วิธีการนี้ เราจะต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจต่อระบบภายในของร่างกายเราให้ได้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้ การเรียนรู้คือการเอาใจใส่สุขภาพตัวเอง พร้อมๆกับการเฝ้าสังเกตการณ์ทุกๆ วันเพื่อหาความผิดเพี้ยนที่จะเกิดขึ้นต่อภายในระบบประสาทและระบบภูมิคุ้มกัน ว่าในช่วงเวลาหนึ่งของวัน-เดือน-ปี ว่าร่างกายเรามีความเจ็บป่วยใดบ้างเกิดขึ้นบ่อยครั้งหรือไม่ หรือแม้แต่ความถี่ ที่อาจเกิดขึ้นของโรคนั้น หรือการเฝ้าสังเกตว่าอาการของโรคๆ หนึ่งที่เรากำลังสังเกตอยู่นั้น มีความเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่เลวร้ายหรือไม่
 
และมันก็จะเป็นการดีต่อระบบการทำงานของประสาทและระบบภูมิคุ้มกัน เพื่อไม่ให้ถูกทำลายไปมากกว่านี้ และพอมีเวลาในการแก้ไขปัญหาของโรคดังกล่าว ให้ได้ทันถ่วงที เซลล์สิ่งมีชีวิตที่ถูกทำลายลงไป ในบางครั้งอาจจะเป็นช่วงถูกทำลายในตอนแยกเซลล์เพื่อเพิ่มจำนวนเซลล์ของเซลล์ปรกติของร่างกายเรา แต่ถ้าเป็นช่วงเวลานั้นจริง จังหวะหรือห้วงเวลาดังกล่าว ก็จะมีผลเพียงเล็กน้อยต่อการถูกทำลายของเซลล์ ปรกติ
 
แต่เวลาที่เซลล์จะถูกทำลายมากที่สุดก็จะเกิดในช่วงเวลาที่เซลล์ปรกติ มีการแยกตัวหรือการเพิ่มจำนวนไปได้นานเกิน 36 ชั่วโมงขึ้นไป เหตุผลก็คือเซลล์พลังงานได้ถูกกักเก็บไว้ภายในเซลล์ปรกติได้เติมเต็มจำนวน แล้ว และอีกอย่างหนึ่ง ภายใต้ฐานเซลล์ปรกติดังกล่าวนั้น มีการวางระบบการเชื่อมต่อ คลื่นไฟฟ้าชนิดหนึ่ง เพื่อที่จะให้เซลล์ปรกติได้ทำงานอย่างสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น
 
โดยเซลล์ปรกตินี้ มักจะถูกสั่งการมาจากสมองไปสู่เซลล์ที่เป็นหน่วยเล็กจำนวน มากนี้ ถ้าจะมองให้ชัดเจนยิ่งขึ้นก็คือ การที่เชื้อโรคร้ายได้เข้าปล้นสะดมเสบียงอาหาร และยังได้ทำลายวงจรไฟฟ้าหรือเปรียบเสมือนการทำลายทั้งโครงสร้างหลัก และโครงสร้างย่อยของเซลล์ปรกติ ไปจนหมดเลย และนั่นคือสิ่งที่จะบ่งชี้ถึงโรคต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นภายในร่างกายของเรา ว่าเรากำลังจะเป็นโรคอะไร...

กฏข้อที่ 10  'การเสียสละอันสูงสุด ของผู้มีทฤษฎีโพเพทัส คือการเสียสละความดีของตนเองมอบให้เพื่อนมนุษย์ทุกคน'

        กฎข้อที่ 10 นี้ถือว่าเป็นกฏสำคัญกฎหนึ่ง เพราะการเสียสละใดๆทั้งปวง ก็จะไม่มีค่ามากพอเท่ากับการเสียสละความดีงามของการกระทำดีโดยเฉพาะ การสละเวลาที่จะเดินทางไปรักษาผู้ป่วยแม้อยู่ห่างไกล จงมอบความเสียสละความดีงามของเราในทุก ๆ ครั้ง แม้กระทั้งจุดเริ่มต้นของความนึกคิดที่รวมถึงแนวทางการรักษา จากวันแรกจนถึงวันสิ้นสุดท้ายของการรักษา และยิ่งไปกว่านั้น การเสียสละเงินทอง ก็จะเป็นการให้แบบไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าจะเปรียบเทียบกับการเสียสละดีงาม เพราะมันยังคงดำรงอยู่เป็นนามธรรมที่สามารถจับต้องได้จริงอยู่ เป็นนิรันดร

กฏข้อที่ 11  '2 นามธรรมที่ทิ้งยังคงเหลือไว้ให้อนุชนรุ่นหลัง'

        นามธรรม 2 สิ่งที่ยังคงเหลือไว้ให้อนุชนรุ่นหลังกล่าวสรรเสริญ หรือติฉินนินทาความดีและ ความเลวที่เรามีสิทธิเลือก และจะทำหรือปฏิบัติมัน 2 สิ่งนี้จับต้องได้จริง มันจะเกิดขึ้นในห้วงของเวลา อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ซึ่งที่แท้จริงมันคือตำแหน่งที่เวลาเดียวกัน แต่ถ้าความดีหรือความเลวที่เราเลือกจะปฏิบัติแล้วได้กระทำสำเร็จลุล่วงจน สมบูรณ์ มันจะไม่สามารถเรียกย้อนวันเวลาที่ผ่านไปให้กลับคืนมาได้อีก ความดีและความเลวเดินทางเป็นเส้นคู่ขนาน ฉะนั้นการเกิดมาเป็นมนุษย์บนโลกใบนี้ จึงเป็นบทพิสูจน์ของเราทุกคนว่า เราจะเลือกหมั่นสร้างความดีหรือความเลว ที่อยู่ในกรอบนอกเหนือจาก ลาภ ยศ สรรเสริญ ที่ต้องการแค่คำป้อยอ

กฎข้อที่ 12 'กลุ่มสังคมใดที่เหมาะสมกับผู้มีทฤษฎีโพเพทัสในเนื้อแท้'

       
สังคมของโลกจะแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มด้วยกันเราผู้เป็นมนุษย์บนโลกใบนี้คิดดีแล้วหรือยัง  ว่าเราจะเข้ามาอยู่ในสังคมกลุ่มใด
สังคมที่ 1 คือสังคมของตัวเรา อะไรอะไรก็ตัวเรา อยากได้หรือต้องการก็เพื่อตัวเอง สังคมนี้จะทำให้กลุ่มคนเกิดความขัดแย้งแบ่งชนชั้น แบ่งศาสนา แบ่งอาณาเขตของชาติ สนองตัณหาความต้องการด้วยอำนาจและภาลยศเพียงอย่างเดียว
สังคมที่ 2 คือสังคมครอบครัว บุคคลใดก็ตามที่จะคิดอยู่ในสังคมกลุ่มนี้ ถือได้ว่าเป็นผู้เสียสละแล้วระดับหนึ่งมีความกตัญญูกตเวทีต่อผู้ให้กำเนิด หรือมีความเมตตาต่อคนที่ตนเองดูแลอยู่
สังคมที่ 3 คือสังคมพวกพ้อง สังคมกลุ่มนี้ยังติดกระจุกอยู่ แต่กลุ่มสังคมของพวกตนการถ่ายเทอำนาจต่างๆ หรือความเมตตายังมีการแบ่งกลุ่มเฉพาะพวกพ้อง ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ไม่ได้ถูกมองในมุมกว้าง
สังคมสุดท้ายสังคมที่ 4 คือสังคมของมนุษย์ตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่พร้อมจะขับเคลื่อนให้โลกใบนี้มุ่งตรงไปในทิศทางเดียวกัน หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งคือ สังคมโลก ความต้องการ ความเมตตา ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ จะต้องคิดอย่างเดียวว่าจะทำเพื่อคนส่วนรวมทั้งโลกใบนี้ เพื่อที่จะได้รับความเมตตาและความรักเหมือนกันหมด ผมผู้มีพลังจิตจะมีสำนึกและการกระทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อประโยชน์แก่คนทั้ง โลกใบนี้ตลอดไปจนหมดอายุขัย

กฎข้อที่ 13 'การหาจุด เปลี่ยนของ โรค'

        การหาตำแหน่งของเวลาของโรคมีส่วนสำคัญ ในการถอดรหัสตัวไมโครชิพที่ฝังอยู่ ในสมองที่ตั้งอยู่หลังท้ายทอย เราควรเรียนรู้เรื่องของเวลากันสักนิดหนึ่ง เพื่อทำความเข้าใจถึงที่มาของโรค (เวลาในอดีต) จะเป็นตัวบ่งชี้ในรูปแบบของปฏิกิริยาหรือชนวนของโรค มันจะเป็นแค่ตัวกระตุ้น ไม่ใช่สาเหตุที่แท้จริง (เวลาในอนาคต) จะเป็นแค่ตัวบ่งชี้โรคว่าผู้ป่วยป่วยเป็นโรคอะไรมันเป็นแค่ตัวชี้วัดค่าความ รุนแรงของโรค และจะบอกต่อไปถึงอนาคตของความรุนแรง แต่แท้ที่จริง (เวลาในปัจจุบัน) นั้นสำคัญที่สุด ในการแก้ไขปัญหาโรค เพราะเวลาปัจจุบันจะเป็นจุดเปลี่ยนของโรคในอนาคต หมอพลังจิตควร เกาะยึดติดอยู่กับปัจจุบันให้มากที่สุด เพื่อถอดรหัสไมโครชิพที่แท้จริงของโรคนั้นๆ พร้อมทั้งสร้างกำลังใจ ให้ผู้ป่วยให้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีเกิดขึ้นโดยเปรียบได้ แค่อาการของโรคในเวลาอดีต จงสร้างจุดยืนที่ไม่ไขว้เขว

กฎข้อที่ 14  'จงมองการรักษาว่าเราทำเพื่อใครหรือเราทำเพื่ออะไร'

        มุมมองของการเป็นหมอรักษาโรคอย่างที่ผมได้พูดออกมาบ่อยครั้งว่า การเสียสละเวลาแรงกายและทุนทรัพย์ล้วนแล้วแต่คิดทำเพื่อคนอื่นทั้งนั้นตลอด เวลา  แต่ถ้าเมื่อไหร่วันหนึ่งเราได้เปลี่ยนจุดยืนหรืออุดมการณ์ วันนั้นคำว่าเราทำเพื่ออะไรก็จะเกิดขึ้น การทำเพื่ออะไรนั้นหมายถึงการแลกเปลี่ยนในสิ่งที่ตนคิดจะกระทำเพื่อหวังที่ จะรับผลตอบแทน คุณค่านั้นไม่ยั้งยืน เดี๋ยวใช้ก็หมดไป  แต่ถ้าได้ทำเพื่อใคร สิ่งที่ได้คือความสุขและรอยยิ้มของผู้ป่วยเอง และคนรอบข้างผู้ป่วยต่างก็มีความปลื้มปิติ ที่ได้เห็นคนที่เขารักดีขึ้น จนกระทั้งหาย
 
ดังนั้นการรักษาเราจะยึดถือแต่ความสำเร็จของการรักษาเท่านั้น เพื่อที่จะไม่ให้เกิดคำว่า 'เราทำเพื่ออะไร' เพราะการทำเพื่อใครจึงไม่ได้หมายความถึงการทำดีหนึ่งครั้งเพื่อหวังผลตอบแทนหนึ่งครั้ง หรือหวังผลตอบแทนเป็นทวีคูณ
 
กฏข้อที่ 15  'เกียรติยศที่น่าสรรเสริญ'

        เกียรติยศไม่ได้หมายความถึงอำนาจที่คุณมีความร่ำรวยที่คุณหาได้ บ้านช่องที่ใหญ่โตหรือมีรถคันหรู เกียรติยศเหล่านี้มีแต่คำป้อยอ แต่ลับหลังเราอาจไม่รู้ความจริงแท้ของคำพูดเหล่านั้น  เกียรติยศของผมคือ รู้จักให้เกียรติกับคนรอบข้าง คือการให้คำหรือคุณค่ากับผู้ที่สนทนาด้วย  หรือให้ค่าของความเป็นมนุษย์เฉกเช่นเรา ถ้าทุกคนในสังคมรู้จักเกียรติยศนี้ ทุกคนก็จะรู้จักกล่าวคำสรรเสริญที่ผู้นั้นได้ทำให้ตนเองมีคุณค่าขึ้นมา

กฎข้อที่ 16  'ความสุขที่ไม่ได้อยู่ไกลเลย'

        การเกิดมาเป็นมนุษย์มี 2 สิ่งที่ชอบมากระทบการเปลี่ยนแปลงด้านอารมณ์ และจิตใจของเรา นั่นคือความรู้สึกที่เกิดจากประสาทสัมผัสทั้ง 5 ของเรา ได้ถูกปรุงแต่งควบคู่ไปกับสภาวะแวดล้อม เวลา และสิ่งที่ถูกกระทบร่วมวันเวลาผ่านไปมันอาจคลี่คลายไปในทางที่ดี หรือบางเวลามันอาจจะรอการจุดประทุ เพื่อมากระทบความคิดเราอีกครั้งหนึ่ง ทั้งหลายทั้งมวลเหล่านี้มันคือทุกข์  ทุกข์ที่เราไปแบกรับมัน ทุกข์แม้กระทั่งการใช้ชีวิตประจำวัน ทุกข์แม้กระทั่งความเสื่อมหรือความบกพร่องของร่างกายจนป่วยเป็นโรคต่างๆ
 
ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมี 2 ด้าน แต่ในทางพลังจิตทุกสิ่งทุกอย่างมี 3 ด้าน เหตุก็เพราะว่าอีกด้านที่เหลือ คือ หนทางแห่งการเข้าใจภาพแห่งความเป็นจริง ส่วนอีก 2 ด้าน คือ สุขกับทุกข์  ไม่สุขก็ทุกข์ที่เราเลือกมัน บางคนคิดว่าต้องเดินทางไปอยู่ที่ที่สบายใจ แล้วเราน่าจะมีความสุขหรือ บางคนคิดว่าต้องเดินทางไปหาความสงบในสถานที่ต่างๆ แล้วมันจึงจะสร้างความสุขให้เรากลับมาอีกครั้ง  แต่คุณผู้อ่านเชื่อมั๊ยครับว่าความคิดเหล่านั้นเป็นการเดินทางหนีปัญหา เพราะปัญหาไม่ได้รับการแก้ไขไปอย่างถูกวิธี มันยังคงอยู่ที่สมองเราตราบใด ที่เรายังไม่สร้างความเข้าใจ ภาพแห่งความเป็นจริงของปัญหาที่เกิดขึ้น
 
ถ้าคุณผู้อ่านคิดว่าจะเป็นหมอพลังจิตที่ดี คุณก็ควรจะเริ่มที่จะสร้างความสุขและรอยยิ้มให้กับตัวเองเสียก่อนครับ วิธีก็ง่ายมากครับ เพียงแต่คุณผู้อ่านจะต้องเปลี่ยนแปลงการดำเนินชีวิตให้ได้เสียก่อน นั่นคือ เลิกซะกับชีวิตเดิมๆ โดยปล่อยหรือแปรเปลี่ยนตัวเองไปกับสิ่งรอบข้าง แล้วบอกกับตนเองว่านั่นคือของเราหรือนั่นคือสิ่งที่เราต้องทำ แต่กลับเป็นว่าคุณผู้อ่านพยายามมองหาความสุขให้กับตัวเองทุกครั้งตลอดเวลา

        โดยทำทุกสิ่งทุกอย่างที่มาจากความสุขก่อน ที่จะสร้างความคิดที่เรากำลังจะปรุงแต่งมัน โดยทำทุกอย่างจากความสุขที่ใจจริงๆ อย่าดำเนินชีวิตแบบหุ่นยนต์หรือสัตว์ป่า แต่ดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขโดยจุดเริ่มต้นมาจากคำถามที่ว่าเรามีความสุข หรือเปล่าที่ทำ ก่อนที่จะเริ่มความคิด และต่อไปด้วยการกระทำ แต่มนุษย์ส่วนใหญ่จะเริ่มจากความคิดแล้วต่อไปด้วย การกระทำหลังจากนั้นก็จะรอผลลัพธ์ว่าจะได้รับความสุขหรือทุกข์

กฏข้อที่ 17  'เข้าสู่ความจริงจากแก่นแท้ของชีวิต'

        มนุษย์ทุกคนชอบเดินหนีปัญหา อุปสรรค มีความกลัวที่จะเผชิญหรือต่อสู้บางครั้งหมดแรงฝ่าฟัน หรือมีกำลังต่อสู้เมื่อมีความหวัง แต่บังเอิญความหวังนั้นเป็นเพียงแค่ภาพลวงตาที่ปรุงแต่งขึ้น มนุษย์ทุกคนไม่ยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นหรือเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต มัวแต่คิดที่จะเอาชนะความจริงที่เกิดขึ้นหรือกำลังดำเนินอยู่  แต่เราทุกคนควรจะเรียนรู้และทำความเข้าใจกับสิ่งที่กำลังดำเนินอยู่เพราะนั่นคือทุกข์ที่ทรมานในห้วงเวลา ปัจจุบัน จงอย่าเพิกเฉยหรือรอเวลาให้มันแก้ไข แต่ขอเป็นว่าให้มนุษย์ผู้นั้นรู้แล้วถึงความเจ็บปวด และหาหนทางแก้ไขสำหรับตน ที่ดีที่สุด และนั่นมันจึงจะเป็นแก่นแท้ของอุปสรรคและปัญหาของบุคคลนั้นๆ จริง

กฏข้อที่ 18  'โปรดอย่ามองผมว่าเป็นอะไร แต่จงโปรดมองผมว่าเป็นใครมันถึงจะเกิดคุณค่า'

        เพราะการเป็นอะไรคือ ผมเป็นได้ทุกอย่างใน 1 วัน 1 เดือน 1 ปี วันนี้ผมอาจเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ ตกเย็นผมอาจเป็นคนขับรถแท็กซี่ พรุ่งนี้เช้าผมอาจหมดตัวเป็นขอทานก็ได้ ผมเป็นได้ทุกอย่างครับ แต่ผมว่าคุณควรมองผมว่าเป็นใคร สำหรับคุณจะดีกว่า เพราะสิ่งที่คุณมองผมคือผมได้ทำอะไรเพื่อคุณและประโยชน์สำหรับคุณ และนั่นคือ การเป็นตัวตนของผมสำหรับคุณ เพราะการเป็นอะไรมันจะถูกเปลี่ยนแปลงเสมอทุกวัน ทุกวินาที
 
เหตุเพราะมนุษย์ชอบสวมบทบาทชีวิต หรือละครชีวิต จนขาดความเป็นตัวตนของคนๆ นั้นว่าคุณคือใคร ถ้าคุณคิดว่าคนๆ หนึ่งกำลังรักษาโรคคุณอยู่แล้วคุณคิดว่าคุณควรจะเรียกเขาว่าใคร ช่างตัดผมใช่ไหม จงพินิจพิจารณาให้ดีว่า สิ่งที่คนๆ นั้นได้กระทำอยู่
เขาเป็นใครกันแน่ นอกจากแค่คุณคิดว่าเขาต้องสวมบทบาทอย่างเดียวเท่านั้นหรือ แต่ขอได้โปรดจงคิดอย่างเดียวว่าเขาเป็นใครที่ได้ทำดีและเป็นประโยชน์ต่อคุณ มันถึงจะดีที่สุด มากกว่าคุณคิดว่าเขาได้เรียนแค่ความรู้อะไรมา

กฎข้อที่ 19  'ปัญญามี 3 ระดับ'

      คุณผู้อ่านเชื่อไหมครับว่า ปัญญาของมนุษย์มีด้วยกัน 3 ระดับ

ระดับแรก คือ 'ระดับของความรู้' มนุษย์ชอบใฝ่หาหรือมัวแต่ค้นหาความรู้อยู่ร่ำไป อยากรู้เพียงรายละเอียดของข้อมูลที่ไปไม่ถึงแก่น แล้วชอบยกยอตนเองว่าเราคือผู้คงแก่เรียน หรือผู้เชี่ยวชาญความรู้ ถ้าอยากจะรู้มันจะไม่มีวันสิ้นสุด เพราะความรู้เป็นได้แค่เพียงข้อมูล มันไม่สามารถที่จะนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง เพราะข้อมูลนั้นมีไว้ใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตน รู้อย่างไรก็ไม่มีวันหมด มนุษย์ไม่ได้ถูกตัดสินชนชั้นจากความรู้ เพราะบางบุคคลทำงานมีความรู้ เชี่ยวชาญในสิ่งที่ตนทำมานาน จนเกิดความรู้ ซึ่งอาจมีมากกว่าผู้ศึกษาเพียงตัวอักษรในหนังสือเล่มเดียว

ระดับที่สอง คือ 'ระดับของความเข้าใจ' ความเข้าใจจะยิ่งละเอียดลึกซึ้ง เข้าไปลึกถึงเนื้อหาของข้อมูลได้มากยิ่งขึ้น ความเข้าใจจะเป็นเพียงแค่ความเข้าใจถึงสิ่งของสิ่งนั้น หรือบุคคลบุคคลนั้น เพื่อทำความเข้าใจให้ได้มากยิ่งขึ้น สรุปความเข้าใจคือ การประยุกต์เนื้อหาข้อมูลให้เป็นหมวดหมู่หรือการกรองข้อมูลออกมาอีกที

ระดับที่สาม เป็นระดับที่สำคัญ สำหรับบุคคลที่ได้ผ่านการฝึกฝนทฤษฎีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าแกน ไปได้แล้วระยะหนึ่ง นั่นคือ 'ระดับของการบรรลุแห่งปัญญา' เหมือนอย่างที่ผมได้กล่าวไปแล้วว่า ความรู้เป็นข้อมูลระดับล่าง มันยังไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง เมื่อมนุษย์ได้ศึกษาหาความรู้ได้ระยะหนึ่งแล้ว และได้นำมันมาคัดกรอง หรือจัดหมวดหมู่ของข้อมูลความรู้ มันก็ยังพุ่งเป้าไปได้แค่เพียง สิ่งที่อยากรู้เพียงอย่างเดียว แต่การบรรลุแห่งปัญญา คือการพุ่งเป้าจากสิ่งของสิ่งนั้น หรือจากบุคคล บุคคลนั้นออกไปสู่เครือข่าย หรือกลุ่มคนที่อยู่โดยรอบ ไว้ใช้เพื่อแบ่งปันหรือไว้ใช้เพื่อถ่ายทอด และสิ่งสำคัญไว้ใช้เพื่อเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมจริงๆ การกระจายแบบหลายทิศทางของความรู้ คือการบรรลุแห่งปัญญาที่เพิ่มเป็นทวีคูณ

กฎข้อที่  20  'ใช้ชีวิตอย่างเป็นหนึ่ง เมื่อเป็นหมอในทฤษฎีโพเพทัส'

        การเข้าถึงแก่นแท้ของชีวิต ไม่ได้บอกถึงการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีของการดำรงชีวิตเสียเพียงอย่างเดียว หรือการเปลี่ยนแปลงของการดำรงชีวิตที่แย่มากๆ  จนทำให้บุคคลนั้นรู้สึกชีวิตหมดสิ้นแห่งความหวัง  การใช้ชีวิตอย่างเป็นหนึ่ง  จึงเป็นทางเลือกที่ถูกต้องสำหรับสังคมมนุษย์บนโลกใบนี้  การใช้ชีวิตอย่างเป็นหนึ่งมีความหมายที่สามารถเข้าใจได้ง่ายคือ  การใช้ชีวิตแบบ 2 แนวทาง
 แนวทางที่ 1  คือการดำเนินชีวิตแบบธรรมดาสามัญชนที่เท่าเทียมกันทั้งความคิดและการกระทำต่อผู้อื่น
 แนวทางที่ 2  คือการเป็นคนธรรมดาไม่มีพิธีรีตองไม่สร้างเงื่อนไขต่อบุคคลอื่น  ยอมรับฟังโดยยินดียินร้ายกับผู้อื่นทุกเมื่อเสมอ พึ่งบอกกับตนเองเสมอว่าเราคือคนที่มี 2 แขน 2 ขา มีตา มีจมูก  เหมือนกันทุกคน กิน ถ่าย หลับนอนเหมือนกันทุกคืนวัน

กฎข้อที่   21 'อย่าเป็นคนโง่ที่ชอบเถียง หรือเป็นคนฉลาดที่ชอบคิดไปก่อน'

        คนโง่มักจะคิดว่าตนรู้อะไร และจะคอยอวดรู้เพื่อกลบเกลื่อนความจริงแท้ในความรู้จริง  คนโง่มักไม่ขยันเพิ่มพูนการเรียนรู้จะจมปรักอยู่กับสิ่งเดิมๆ   ทุกเรื่องที่ตนคิดว่ารู้มากที่สุด  คนโง่มักคิดแต่เฉพาะผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอยู่ตรงหน้าเพื่อให้ได้  ผลสำเร็จในระยะเวลาอันสั้นเท่านั้น จนขาดการไตร่ตรองอย่างรอบคอบ  ส่วนคนฉลาดมักจะคิดเพ้อฝันและติดอยู่กับขบวนการทางความคิด พูดเปรียบเสมือนว่ามันมีความซับซ้อนเพียงไร เชื่อและยอมรับอย่างมีเหตุและผลจนลืมมองข้ามมันไปกับความเป็นจริงที่เกิด ขึ้นในปัจจุบัน 
 
ชอบค้นหาทางออกให้กับทุกสิ่งโดยไม่คำนึงถึงความเป็นจริงที่ควรเกิดขึ้นกับ คนๆ  นั้นหรือสถานการณ์นั้นๆ  ความฉลาดจะคอยทำตัวเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่งจนขาดการเชื่อมต่อของข้อมูล ต่างๆ  จากบุคคลอื่น ฉะนั้นการจะเป็นผู้อยู่เหนือ ความคิดนี้ ขอให้ผู้มีพลังจิตจงกำหนดการรู้แบบปัญญาญาณมากกว่าการรู้อะไรมากเพียงอย่าง เดียว  เพราะนั้นจะเป็นตัวแสดงความโง่ออกมา

กฎข้อที่ 22  'จงหาคำตอบที่มาจากคำถามของผู้ถามโดยปราศจากการใช้อารมณ์และความคิดเห็นส่วนตัว'

        เพราะคำถามที่ผู้ถามถามได้มีคำตอบเฉพาะตัวของมันเองอยู่แล้วในคลื่นสมองของผู้ถาม ที่ถูกจัดเก็บเป็นระบบคลื่น data เพราะโดยความเป็นจริงแล้วผู้ถามมีความต้องการที่อยากจะได้คำตอบจากตัวผู้ถาม เอง เพียงแต่เกิดความลังเลในขบวนการทางความคิดและความเข้าใจ แต่แท้จริงแล้วผู้ถามเองได้สร้างกรอบความคิดและความรู้สึกออกมาเป็นคำตอบใน คลื่นสมองเรียบร้อยแล้ว
 
เพียงแต่เราผู้มีพลังจิตควรไขปริศนาขบวนทางความคิดนี้ที่อยู่ในสมองของผู้ ถามให้มีความเข้าใจมากขึ้น โดยเราจะไม่ไปเบี่ยงเบนเส้นทางทางความคิดของผู้ถามนั้น และในทางเดียวกันเราจะไม่ไปเพิ่มข้อมูลที่มาจากข้อมูลของอารมณ์ ความคิดเห็นส่วนตัว และความรู้สึกของเราด้วย และนั่นคือการกลั่นกรองคำตอบแท้ๆจากคลื่นสมองของผู้ถามเองครับ

กฎข้อที่ 23   'พันธนาการที่มนุษย์ชอบติดกับ'

        พันธนาการฟังดูแล้วมันเหมือนอะไรที่มันวนเวียนกันไปมาไร้ทิศทาง  พันธนาการฟังดูแล้วรู้สึกอึดอัด  ร่างกายและความคิดหยุดการเคลื่อนไหวไปไหนไม่ได้เลย  พันธนาการฟังดูแล้วขาดความคิดอ่านใหม่ๆ  พันธนาการฟังดูแล้วขาดการเคลื่อนไหวที่จะนำตนเองไปสู่การบรรลุแห่งปัญญา  เพื่อให้เกิดการรักษาที่ถูกต้องและทันต่อโรค และพันธนาการนี้เองจะเป็นตัวบ่งชี้ ความเป็นตัวตนของเรามากเกินไป  ในที่สุดจนเราลืมความเป็นจริงที่อยู่เป็นนิรันดร์

กฎข้อที่ 24 'จงอย่าฟังเสียงใดๆ ว่ามันคืออะไรและมีความหมายอย่างไร'

        สิ่งที่ผมเขียนออกมานี้ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ให้คุณผู้อ่านทุกท่านจะไม่ฟัง เสียงใดๆ เลย ไม่ว่าคำนั้นจะเป็นคำสรรเสริญ หรือ คำติฉินนินทา หรือคำพูดที่ฟังดูแล้วไพเราะ หรือไม่ไพเราะ แต่จงโปรดฟังเสียงนั้นๆ โดยความไม่มีอคติใดๆ ทั้งสิ้น พร้อมทั้งฟังเสียงดังกล่าวด้วยความเมตตาและความรักต่อผู้พูด เพราะเสียงใดๆ ก็แล้วแต่คือเสียงที่มันแฝงเล้นไปด้วยมายา อารมณ์ และความรู้สึก ขออย่าได้หลงไปกับมันโดยเด็ดขาด จงทำตัวเป็นปรกติและธรรมชาติที่สุดให้แกร่งอย่างหินภูผา

กฏข้อที่ 25   'ผู้ที่ปรารถนาจะมีทฤษฎีโพเพทัสอันสูงส่งควรรับประทานอาหารวันละมื้อ'

        แค่ฟังก็คงแปลกใจแล้วใช่ไหมครับจะอยู่ได้หรือ อาหารเพียงมื้อเดียว โดยปกติกลไกภายในร่างกายเพียงต้องการพลังงานเพื่อใช้ในการขับเคลื่อนในหน้าที่ของมัน ทั้งต่อมและอวัยวะต่างๆ แต่เผอิญว่าพลังงานที่ได้รับมีอยู่ด้วยกัน 2  ทาง

ทางที่ 1   คืออาหารตามปกติที่เรารับประทานกันทุกวัน แต่ถ้าจะเป็นหมอพลังจิตอย่างผม คุณผู้อ่านก็ควรท่องประโยคนี้ให้ขึ้นใจ นั่นคือเราควรเลือกอาหารที่มีกากใยสูง พลังงานสูง โปรตีนต่ำ ไขมันต่ำ แป้งต่ำ คุณผู้อ่านควรเลือกคัดสรรสารอาหารแต่จำพวกนี้ให้ได้นะครับ เพราะอาหารจำพวกนี้จะช่วยเสริมการทำงานในระบบการย่อยแล้ว มันยังช่วยระบบการดูดซับสารอาหารแถมซ้ำมันยังช่วยทำความสะอาดอวัยวะต่างๆ ที่พวกมันผ่านไป
 
และที่สำคัญด้วยตัวมันเองที่มีพลังงานสูงอยู่แล้ว มันจึงช่วยลดการสูญเสียเซลล์ที่เป็นพลังงานเพื่อให้อัตราการเสื่อมของเซลล์หรือ อัตราการตายของเซลล์มีจำนวนที่ลดลงอย่างมากอีกด้วย อาหารที่ผมกล่าวมานั้น จะเป็นอาหารจำพวกพืช โดยเฉพาะพืชตระกูลถั่ว เช่น  Walnut Hazelnut  Brazilnut  และ  Almond  เมื่อเรารับประทานอาหารจำพวกนี้เข้าไปแล้ว ร่างกายเราจะเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังงานที่สูงมากแถมซ้ำยังเป็นพลังงานที่ไม่ตก ค้างอีกต่างหาก มันจึงเป็นผลที่ดีต่อระดับเซลล์ทั่วร่างกายในการทำงานที่ผ่อนคลายมากยิ่ง ขึ้น และยังช่วยให้เรากระปรี้กระเปร่าตลอดเวลาด้วยครับ

ทางที่ 2   คืออากาศครับ เราควรเลือกแต่อากาศที่ปลอดโปร่งไร้มลพิษทุกประเภท คืออากาศที่ผมเคยได้กล่าวไปแล้วในบทความที่ผ่านมา เพราะอย่างที่รู้กันว่าอากาศมีพลังงานแฝงอยู่ครับ และพลังงานพวกนี้มันคอยหล่อเลี้ยงชีวิตเซลล์ทั่วร่างกายเรา มาตั้งแต่เกิด  ดังนั้นเราควรจะรู้วิธีการรับพลังงานจากอากาศโดยการฝึกทฤษฏีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าแกน ทำให้ได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมงยิ่งดี รับรองว่าไม่มีอาการหิวอีกต่อไปแถมซ้ำสารพิษก็จะเข้ามาในร่าง กายคุณได้น้อยที่สุดครับ

กฏของที่ 26   'จงมุ่งมั่นกับสิ่งที่ตนเสียสละ'

        ฟังดูง่ายครับ คำๆ นี้ แต่มันมีความหมายที่น่าสรรเสริญและควรยกย่องจริงๆ การ มุ่งมั่นกับการเสียสละคือ การที่เราเลิกคิดถึงสิ่งที่ต้องแลกเปลี่ยน เพราะการกระทำใดก็แล้วแต่ ที่คนทั่วไปคิดที่จะทำเพื่อคนอื่น ก็มักจะคิดว่าตน จะได้รับสิ่งตอบแทนอะไรกลับมา ไม่ว่าจะเป็นผลตอบแทนของการกระทำหรือค่าตอบแทนใดๆ หรือแม้กระทั่งคำชมเชย แต่นัยสำคัญของการมุ่งมั่นกับการเสียสละ จริงๆแล้ว คือ 'การให้ที่ผู้รับได้ความสุขทุกครั้งเมื่อเราเป็นเพียงแต่ผู้ให้' แต่ในความเป็นจริงแล้วผลตอบแทนที่เราได้รับมันอยู่ที่ตรงหน้าเราเรียบร้อย แล้ว ไม่มีวันจางหาย เพราะตัวมันเองกลับเพิ่มค่าทวีคูณไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
        เพราะการที่มนุษย์ทั่วไปเริ่มทำหรือช่วยเหลือผู้อื่น ก็มักจะหวังผลตอบแทนไม่ทางใด ก็ทางหนึ่ง เพราะการกระทำดังกล่าวถ้ากระทำไปโดยไม่ได้เกิดจากความเสียสละอย่างแท้จริง การกระทำดังกล่าวก็จะเป็นแค่การแลกเปลี่ยน ที่พร้อมกับการสูญเสียสิ่งหนึ่งมาเสมอ ดังนั้นมันจึงไม่ใช่การเสียสละอย่างแท้จริงครับ แต่กลับเป็นการเสียสละเพื่อ หวังผลสิ่งหนึ่งเท่านั้น

กฎข้อที่ 27  'ความสำคัญที่เหมาะกับเวลาของสถานการณ์นั้น'

        ผมหมายถึง ความสำคัญที่เราควรมองต่อผู้ป่วยหรือบุคคลที่กำลังรอความช่วยเหลืออยู่ ว่าเวลาที่เราจะหยิบยื่นหรือปฏิบัติต่อบุคคลที่กำลังรอความช่วยเหลืออยู่ นั้นควรอยู่ในสถานการณ์ใดถึงจะเหมาะสมที่สุด
        เพราะความสำคัญนั้นคือ ประโยชน์อันสูงสุดที่บุคคลนั้นจะได้รับเสมอ ที่เกิดจากความนอกเหนือจากกรอบ ของคำว่า 'สงสาร' แต่มันควรมาจากคำว่า 'เห็นอกเห็นใจ' จะดีกว่าครับ เพราะคำว่า 'สงสาร' มักจะถูกให้เลือกปฏิบัติกับบุคคลใดบุคคลหนึ่งเท่านั้น แต่ถ้าเป็นคำว่า 'เห็นอกเห็นใจ' บุคคลนั้นจะเป็นใครก็ได้ที่มีความจำเป็นและสำคัญเสมอครับ
 
กฎข้อที่ 28 : 'จงเชื่อภาพแห่งความเป็นจริง'

        ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเรา ไม่ใช่เหตุบังเอิญ หรือทุกสิ่งที่เราประสบพบมันก็ไม่ใช่เรื่องของความบังเอิญด้วยเช่นกัน ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแล้วแต่ถูกกำหนดมาแล้วทั้งนั้น ที่ผมให้คุณผู้อ่านเชื่อภาพแห่งความเป็นจริงนั้น คือ ภาพที่เกิดขึ้นที่เป็นคำตอบ ซึ่งต้องมาจากวิธีการฝึกทฤษฎี 'โพเพทัส' และขอให้คุณผู้อ่านจงมุ่งมั่นที่จะก้าวไปสู่เป้าหมายของภาพแห่งความเป็นจริง นั้น
        เพราะว่าในสถานที่ต่างๆ มนุษย์ หรือแม้แต่สิ่งมีชีวิตต่างๆ บนโลกใบนี้ ล้วนแล้วแต่มีคลื่นพลัง และคลื่นความถี่ที่เป็นสัญลักษณ์ของภาพและเสียง จงอย่าลืมว่า โลกใบนี้อยู่ได้ด้วยพลังงานสนามแม่เหล็กไฟฟ้าที่แผ่ปกคลุมไปทั่วทุกตาราง นิ้วของพื้นที่บนโลกใบนี้ ตัวเราก็มีคลื่นความถี่ และคลื่นพลังงานด้วยเช่นกัน ทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องอาศัยกันและกัน เพื่อให้เกิดความสมดุลยภาพในเรื่องของคลื่นความถี่ และคลื่นพลังงาน และที่สำคัญเพื่อที่จะให้เซลล์ชีวิตอย่างเราเกิดการเรียนรู้ และใช้มันเพื่อ การดำเนินชีวิตต่อไป ตราบใดที่เรายังหายใจเอาคลื่นพลังงานเข้ามาหล่อเลี้ยงชีวิตเรา
 
กฎข้อที่ 29 : 'เราคือผู้กุมชะตาชีวิตของเรา'

         มนุษย์ไม่สามารถเอาชนะธรรมชาติที่เกิดขึ้นบนโลกนี้ ไม่ว่าภัยธรรมชาติหรือการรอฤดูกาลต่างๆ ส่วนใหญ่มนุษย์ชอบที่จะคิดเพื่อนำมาเพื่อสะดวกสบาย และทำลายเมื่อต้องการอะไรบางอย่างจากธรรมชาติ แต่ถ้าเป็นการดำเนินชีวิตของเรา เราสามารถทำได้ ถ้าเรารู้กฎเกณฑ์การดำเนินชีวิต ซึ่งคำตอบมันมีไม่มากและไม่ยากอย่างที่คิดเพียงแค่เราจะต้องอยู่เหนือมัน สามารถควบคุมทิศทางของมันให้ได้ สิ่งเหล่านี้ที่ผมจะกล่าวคือ 'อารมณ์' 'ความคิด' 'นิสัย' ของเราเอง
        ตราบใดเราไม่สามารถอยู่เหนือ อารมณ์ ความคิด นิสัยของเราได้ ตราบนั้นเราก็จะเริงร่า หรือทนทุกข์ไปกับมันตลอดไป และถ้าเรายิ่งไม่สามารถควบคุมทิศทางของมันได้อีก เราก็จะเป็นผู้ที่ตกอยู่ในโลกแห่งเพ้อฝัน เพ้อเจ้อ หรืออยู่ในโลกของจินตนาการ ไม่มีความเป็นจริงเลยแม้สักนิดเดียว แต่ถ้าเราควบคุมทิศทางของอารมณ์ ความคิด นิสัย เราได้แล้ว ชะตาชีวิต เราก็เริ่มมีเส้นทางที่จะดำเนินชีวิตต่อไป และถ้าเรายังสามารถทำตัวเองอยู่เหนือ อารมณ์ ความคิด นิสัย ได้อีก เราก็จะยิ่งเข้าใจถึงปัญหาทั้งหมดของความสุขและความทุกข์ที่กำลังเผชิญอยู่ ได้เป็นอย่างดี

กฎข้อที่ 30 'ความดีที่ต้องเร่งทำ'

   ความดีที่ต้องเร่งทำ คือ การทำความดี ลงมือทำไปเลยเดี๋ยวนี้ โดยไม่ต้องหวังผลที่เป็นรูปธรรม มนุษย์เราเกิดมาไม่สามารถเลือกเกิด เลือกเป็น หรือเลือกอยู่ได้  คุณคิดว่าคุณจะทำอาชีพอะไรก็ได้อย่างนั้นหรือ เพื่อให้เหมือนคนอื่น แล้วนั่นทำให้คุณคิดว่าคุณมีความสุข คุณคิดอยากเป็นคนกวาดถนนงั้นหรือ หรือคุณอยากเป็นนายกรัฐมนตรี คุณคิดว่าคุณเลือกได้หรือ? จะเกิดท้องพ่อท้องแม่คนไหน คุณยังเลือกไม่ได้เลย

แต่มีเพียงสิ่งเดียวจริงๆ ที่มนุษย์เราทุกคนเริ่มต้นจากศูนย์ ที่เดียวกัน นั่นก็คือ การสร้างความดี ความดีถ้าเราคิดจะเริ่มทำตั้งแต่วันนี้ คุณก็จะมีความดีที่ได้ทำเป็นระยะเวลานาน เพราะคุณมีข้อจำกัดสิ่งหนึ่ง ที่ทำให้ความดีของคุณมีข้อจำกัดตามไปด้วย นั่นคือ อายุขัยของคุณ เหตุเพราะคนเรามีอายุขัย ถ้าคุณเริ่มทำความดีตอนช่วงปลายของชีวิต คุณก็จะมีเวลาทำความดีเพียงไม่กี่ปี แต่หากคุณเริ่มทำมันตั้งแต่วันนี้ หรือตั้งแต่เยาว์วัย คุณก็จะมีระยะเวลาในการทำความดีได้มากกว่าใครบนโลกนี้ เพราะคุณเลือกที่จะทำ

คน เราเลือกทุกสิ่งไม่ได้ก็จริง ชีวิตถูกลิขิตมาแล้ว แต่มีสิ่งหนึ่งที่สามารถเปรียบคุณค่าชีวิตของคนได้ ไม่ได้ดูจากความรวย หรือความจน ไม่ได้ดูจากสุข หรือทุกข์ แต่วัดกันตรงที่ว่า
'คุณมีความดีที่ทำ มากพอแล้วหรือยัง ?'

เริ่มทำความดีตั้งแต่วันนี้ เดี๋ยวนี้เลยครับ เพราะพรุ่งนี้อาจจะไม่มีเวลาให้คุณ!

บุคคลทั้ง 2 ท่าน มีเป้าหมายชีวิต ที่คล้ายกันอย่างมาก โดยกลุ่มประสานงานเขากะลา จะเน้นเฉพาะด้านนามธรรม ลดละการมีตัวตนให้หมดสิ้นไป  ก่อนและระหว่างเข้าสังกัดในระบบของชาวต่างดาว ที่มาให้การช่วยเหลือมนุษย์ที่มีบารมี เพื่ออยู่สืบทอดเผ่าพันธุ์มนุษย์บนโลกนี้ต่อไป และสนับสนุนเกี่ยวข้องกับจิตวิญญาณในมิติอื่นๆ ที่จำเป็นต้องลงมาบำเพ็ญตนบนโลกนี้ ร่วมกับมนุษย์

ส่วนคุณหมอแกน นั้นให้การสงเคราะห์แก่มนุษย์ไม่เลือกชนชั้น และฐานะ ทั้งในด้านร่างกาย และจิตใจ ไปพร้อมๆกัน ฟรี และให้การช่วยเหลือผู้ป่วยไข้บางกรณี ผู้ที่เดินตามกฎเกณฑ์ และทฤษฎีโพเพทัส ยังได้การพัฒนาจิตใจ ให้มีความสมดุล เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมาติมากขึ้นด้วย และผู้ปฏิบัติอย่างมีเป้าหมาย จิตจะแยกออกจากกายเนื้อ หรือจิต ดีดออกไปสู่สภาวะจิตเดิม นั่นเอง หากผู้นั้นสามารถดำรงค์สภาวะที่ตนเองเข้าถึงได้แล้ว โดยใช้เครื่องมือ มรรค 8 ให้จิตของตนดำรงความเป็นกลาง ไม่สุดโต่งไปข้างใดข้างหนึ่ง ที่เป็นบวกหรือลบก็ตาม ในที่สุด จิตนั้นก็จะหมดพลังงานลบ อีกต่อไป หรือหมดสิ้นอนุสัยกิเลส พ้นไปจากจิตของตน หมดเหตุปัจจัยแห่งการเกิด...สำหรับผู้สนใจแวะไปต่อยอด ศึกษาหนทางเดินของจิต ที่ได้พบสภาวะจิตเดิมแล้วที่ /article403.html

เชิญทุกท่าน ร่วมสร้างบุญกุศลด้วยกัน ....ส่งต่อข่าวสารแก่เพื่อนๆ มีโอกาสชมจิ๊กซอร์ต่างๆ สำหรับนักค้นหาสาระชีวิตต่อภาพส่วนตัว ทั้ง ด้านโลกียะและโลกุตระ ที่ ainews1.com จัดไว้บริการให้แก่เพื่อนๆต่างวัยทุกคน ฟรี  ที่ลิงค์ /article385.html     Bookmark and Share