มารู้จักอดีตปัจจุบันอนาคต

กับคุณสุดใจเขากะลา

http://ainews1.com/article460.html

คุณอภิชานหารือเข้ามว่า

'ไม่รู้ว่าผมเข้าใจถูกหรือเปล่าว่าการจะแยกทุกข์หรือสุขออกได้ต้องอาศัย สติ กำกับตลอดเวลา'

คุณสุดใจเขากะลา มีคำชี้แจงดังนี้ :

ขออนุโมทนากับคุณ apichan ด้วยค่ะ สำหรับคำถามที่สำคัญยิ่ง คำถามนี้

ต้องอาศัยสติ และปัญญาอย่างยิ่ง ในการที่จะเห็นขันธ์ห้าตามความเป็นจริง

การวิปัสสนา คือการพิจารณาเพื่อให้เห็นจริงในความเป็นเช่นนั้นเองของทุกสรรพสิ่ง ว่ามันไม่ได้เป็นสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา แม้แต่น้อย

ภาพถ่ายของฉัน

และ ต้องคอยมีสติกำกับอยู่เนือง ๆ ระลึกถึงอยู่เนือง ๆ พิจารณาอยู่เนือง ๆ ว่านี่ไม่ใช่เรา นี่ไม่ใช่ตัวตนของเรา เป็นเหตุปัจจัยตามธรรมชาติ ที่ปรุงแต่งรวมกันแล้วเกิดอุปปาทานหลงยึดว่าเป็นตัวเรา ของเรา เท่านั้น

ซึ่ง โดยแท้จริงแล้ว มันไม่ใช่ตัวใครของใคร มันเป็นเพียงการรวมตัวกันของธาตุตามธรรมชาติ แล้วมีกระบวนการปรุงแต่งจนเกิดมีการรับรู้ได้ ซึ่งการรับรู้ก็ไม่ได้เป็นตัวใครเป็นผู้รับรู้ มีเพียงธาตุทางธรรมชาติที่เป็นตัวรับรู้ขันธ์ห้า แล้วมีอุปปาทานล่อหลอกว่า ที่รู้ได้ คิดได้ ทำได้ นี่น่ะ มันเป็นตัวแก ของแก

ด้วยความไม่รู้ จึงหลงยึด หลงคล้อยตามไปกับสิ่งล่อลวงเหล่านั้น จึงยังต้องเวียนเกิดเวียนตายกันอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

ก็ เพราะ อวิชชา คือความไม่รู้จริง ไม่รู้ตามความเป็นจริงของธรรมชาตินั่นเอง จึงเกิดปัญหา เกิดตัวตน เกิดเรา เกิดเขา เกิดโลก เกิดภพ เกิดชาติ เกิดวัฏฏะสงสารขึ้นมา

แค่เห็นผิดนิดเดียว เรื่องมันเลยยาว ภพชาติมันเลยเยอะ ความทุกข์มันเลยแยะตามไปด้วย

ดังนั้น มรรคมีองค์ 8 หนทางแห่งการพ้นทุกข์
ข้อแรกที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ก็คือ

สัมมาทิฏฐิ (เห็นชอบ) คือมีความเห็นให้ถูกตรงกับกฎของธรรมชาติ


เป็นข้อแรก และสำคัญที่สุด คือต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโลกและชีวิตตามความเป็นจริง เข้าใจตามสภาวะของธรรมชาติ ไม่ไปหลงผิดจากกฎของธรรมชาติ ไม่ไปหลงยึดธรรมชาติ ว่าเป็นตัวตน เป็นของตน

ถ้ามีความเห็นตรงตามที่พระพุทธองค์ท่านตรัสแล้ว โอกาสที่จะออกจากวัฏฏสงสาร หลุดพ้นจากอุปปาทานทั้งหลาย ย่อมเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน

ไม่ใช่เรื่องเหลือเชื่อ ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้จริง ๆ

เพราะมีผู้หลุดพ้นจากอุปปาทานขันธ์ห้ามากมาย ที่มีให้เห็นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่สมัยพุทธกาลจวบจนปัจจุบันนี้

แม้จะลดน้อยลงเรื่อย ๆ ก็ตาม แต่ก็ยังพอมีให้เห็นหากปฏิบัติอย่างถูกตรงจริง ๆ

ทุกอย่าง จึงต้องอยู่ในการพิจารณา ไตร่ตรอง และเทียบเคียงกับสิ่งที่ท่านได้รับรู้มา ศึกษามา แล้วใช้ปัญญาพิจารณาด้วยปัญญาของท่านเอง อยู่ที่ว่า ท่านจะมีความเข้าใจในแก่นแท้ของธรรมชาติได้มากน้อยแค่ไหนเท่านั้น

วันนี้ พี่สุดใจ ขอนำข้อมูลจากระบบ ที่ชี้ให้เห็นอีกมุมมองหนึ่ง ของคำว่า


อดีต
ปัจจุบัน
อนาคต

มาให้เพื่อน ๆ สมาชิกได้ลองพิจารณา ซึ่งเป็นอีกมุมมองหนึ่งที่เราบางคนอาจไม่เคยนึกถึง ไม่เคยมองเห็นเลยก็เป็นได้

ใครอยากอยู่กับปัจจุบันขณะ อย่างง่าย ๆ ควรอ่านข้อความนี้ให้เข้าใจแล้วคุณจะอยู่กับปัจจุบันได้ ในวันนี้ และเดี๋ยวนี้ นี่เอง

(ตอนที่ 1)

มารู้จัก

อดีต
ปัจจุบัน
อนาคต

ในอีกมุมมองหนึ่ง..... กันเถอะ
 
อดีต

ถ้ากล่าวถึงคำว่า"อดีต" คนมักจะคิดไปถึงสิ่งที่ผ่านมาแล้วตั้งแต่ วินาทีที่ผ่านมา นาทีที่ผ่านมา จนถึงเมื่อวาน เมื่อเดือนที่แล้ว เมื่อปีที่แล้วหรือเมื่อชาติที่แล้ว หรือหลายชาติที่ผ่าน ๆ มา มีจำนวนมากมายที่ย้อนรำลึกไปค้นหาอดีตเหล่านั้น

นั่นก็เป็นเรื่องธรรมดา เพราะคำว่าอดีตมันเป็นคำสมมุติ .... ซึ่งเป็นที่รู้กันเป็นที่เข้าใจกันภายในกลุ่มภายในประเทศที่แปลความหมายได้ว่า ...... สิ่งนั้นได้ผ่านมาแล้ว

ประเทศอื่น ๆ เขาก็จะใช้ภาษาอื่น ๆ ที่แปลความหมายได้ว่า สิ่งที่ผ่านมาแล้ว อดีตที่ผ่านมาแล้ว แต่
เรียกในภาษาต่างกัน แต่มีความหมายเดียวกัน

ถ้าจะทุกข์ ก็ทุกข์เพราะหวนหาอาลัยในอดีต เจ็บปวดแค้นเคืองในสิ่งที่ผ่านมาแล้ว น้อยใจในสิ่งที่ผิดพลาดคาดหวัง หวนหาอาลัยในสิ่งที่เคยประทับใจ คิดแล้วคิดอีก ทุกข์แล้วทุกข์อีก สุขแล้วสุขอีก สลับกันไป

อนาคต

อนาคตคือเป็นคำที่สมมุติขึ้น ใช้แทนสิ่งที่ยังมาไม่ถึง โดยมีความเข้าใจหมายรวมว่าสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น สิ่งที่ยังมาไม่ถึง สิ่งที่ไม่อาจรู้ได้ในอีก 1 วินาทีข้างหน้า 1 นาทีข้างหน้า 1 ชั่วโมงข้างหน้า เดือนหน้า ปีหน้าหรือ 10 ปีข้างหน้า แม้แต่ชาติหน้าก็ยังไม่ทราบ มีเพียงแต่การคาดคะเน หรือการคาดหวังตามจินตนาการเท่านั้น

ถ้าจะทุกข์ก็ทุกข์เพราะคาดคะเนล่วงหน้า ทุกข์เพราะกลัวล่วงหน้า ทุกข์เพราะวิตกกังวลล่วงหน้า เรียกว่าวางแผนคาดคะเนเตรียมการในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง สิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น แล้วทุกข์ไปก่อนทั้ง ๆที่ยังไม่เกิดเรื่องเหล่านั้น บางคนทุกข์ล่วงหน้าไปข้ามปีด้วยซ้ำ

ปัจจุบัน

คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ดำเนินอยู่ ปัจจุบันขณะ ในอิริยาบถ 4 นี้ เดินอยู่ นั่งอยู่ ยืนอยู่ นอนอยู่

ไม่ว่าจะคุยโทรศัพท์อยู่ กินข้าวอยู่ ดูทีวีอยู่ นอนเล่นอยู่ อ่านหนังสืออยู่ หรืออิริยาบถใด ๆ ที่กำลังเกิดขึ้น ณ ขณะนั้น

หากมีสติเห็นปัจจุบันขณะรู้ว่า กำลังทำอะไรในปัจจุบันนี้ กำลังเดินอยู่ นอนอยู่ ยืนอยู่ นั่งอยู่คิดอยู่ รู้สึกนั้น ๆ อยู่ หากมีสติเห็นทุก ๆอิริยาบถที่เกิดขึ้น

แล้วก็จะเห็นว่า

ถ้าอยู่กับปัจจุบันจริงความทุกข์ปัจจุบันก็คือ สิ่งที่กำลังกระทบต่อเนื่องกับปัจจุบันที่กำลังดำเนินอยู่ เมื่อยหลังเพราะนั่งนาน ปวดคอเพราะก้มอ่านหนังสือ ร้อนเพราะพัดลมเสีย หนาวเพราะแอร์เย็น หิวน้ำเพราะเหนื่อยเดินมาไกล

มันทุกข์แค่นั้นในปัจจุบัน


มันทุกข์กับสิ่้งที่มากระทบในขณะนั้น มีเท่านั้น ถ้ารู้ ถ้าเห็น ถ้าเข้าใจ ก็จะจัดการกับมันได้ในปัจจุบันขณะ

นี่คือทุกข์ในปัจจุบัน คือทุกข์ในขณะที่ขันธ์ห้ากำลังกระทบสิ่งนั้นๆ อยู่ แล้วเกิดภาวะนั้น ๆ ในขันธ์ห้า


แต่ คนส่วนใหญ่ ไม่เคยมองเห็นปัจจุบัน ทุกข์ปัจจุบันที่กำลังกระทบมีแค่นั้น แต่กลับไปทุกข์กังวลเรื่องเมื่อวาน ห่วงใยคนที่ยังไม่กลับมา ทุกข์ไปข้างหน้า ทุกข์ไปข้างหลัง ในขณะที่ยังนั่งอยู่ในปัจจุบัน

มันจึงดูเหมือนว่า นั่งเฉย ๆ ก็ทุกข์ได้ เพราะความคิดมันฟุ้งไปทั้งเรื่องที่ผ่านมา และข้างหน้าที่ยังมองไม่เห็น

และที่สำคัญ มันหยุดคิดไม่ได้ และมันหยุดทุกข์ไม่ได้นี่สิ เป็นเรื่องสำคัญ

เพราะพัลวันอยู่กับคำว่า อดีต อนาคต นั่นเอง

แต่สิ่งหนึ่ง ที่มนุษย์ต่างดาวกล่าวไว้คือ

อดีต อนาคต ปัจจุบัน

มันมีหนึ่งเดียวเท่านั้น

มันแยกกันไม่ได้

ไม่มีอดีต

ไม่มีอนาคต
จริง ๆแล้วแม้ปัจจุบันก็ยังไม่มีเลย

(แต่ขั้นตอนนี้คงต้องให้มีปัจจุบันไว้ก่อน เพื่อจับหลักให้อยู่กับปัจจุบันให้ได้ก่อน แล้วค่อยไปทำความเข้าใจ เพื่อออกจากปัจจุบันในขันธ์ห้าทีหลังก็แล้วกัน)

คงต้องอธิบายเป็นข้อๆเดี๋ยวจะงงกันไปใหญ่
เพราะเป็นมุมมองใหม่ที่อาจจะแปลกไปจากที่เคยได้ยิน



(2)

หากสามารถเข้าใจกลไกของขันธ์ห้าได้ในระดับหนึ่งแล้วก็จะเข้าใจได้ว่า

ทุกอย่าง มันขึ้นอยู่กับขันธ์ห้า มันอยู่ในขันธ์ห้า มันปรุงแต่งสุข ทุกข์ อารมณ์หลากหลาย ในขันธ์ห้าของแต่ละคน แล้วไปหลงยึดว่าสิ่งที่ปรุงแต่งในขันธ์ห้านั้นมันเป็นเรา เราเป็นอย่างนั้น เราเป็นอย่างนี้


เราจึงสุขจึงทุกข์อยู่ไม่วางวาย

ดังนั้นที่กล่าวว่า

อดีตที่มันไม่มีจริงก็เพราะว่า

ขณะ ที่นั่งคิดถึงเรื่องเมื่อวาน แต่การปรุงแต่งความคิดมันอยู่ในปัจจุบันนี้ ขณะนี้ ขณะที่คิดตอนนี้ เช่นน้อยใจ เสียใจในเรื่องที่ผ่านมา ครุ่นคิดว่าทำไมหัวหน้าต้องว่าเราด้วย เราไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย ทำไมเพื่อนไม่ช่วยเรา

แล้วก็มีความทุกข์ความเสียอกเสียใจความ น้อยอกน้อยใจ หดหู่เศร้าหมองนอนไม่หลับคิดแต่เรื่องเมื่อวานนี้

หารู้ไม่ว่า อดีตมันไม่มีหรอก มันผ่านไปแล้ว หายไปแล้ว ดับไปแล้ว

ขณะที่คิดเรื่องเมื่อวานนั่นน่ะ มันคิดเดี๋ยวนี้ คิดตอนนี้ คิดในปัจจุบันนี้ ในวินาทีนี้

แม้ว่าข้อความที่คิดมันจะเป็นข้อความที่เหมือนเมื่อวาน ความน้อยอกน้อยใจ ความรู้สึกเหมือนเมื่อวานก็ตาม

แต่ว่ามันปรุงใหม่วันนี้ เดี๋ยวนี้ ไม่ได้เอาของเก่าเมื่อวานนี้เอากลับมาปรุงใหม่ เอากลับมาย้อนใหม่เลย

มัน ย้อนไม่ได้มันคิดแล้ว มันรู้สึกแล้ว มันผ่านเลยไป มันดับไป หลังคิดเสร็จมันดับไปแล้ว มันไหลผ่านไปแล้ว จะจับเอากลับมาย้อนคิดทบทวนใหม่ไม่ได้ มีแต่คิดใหม่ในขณะนี้ ในปัจจุบันนี้ แต่เป็นประโยคเดิมเรื่องเดิมเท่านั้น

เหมือนเรียกชื่อสุดใจพอสิ้นคำ..... มันก็ไปแล้วผ่านไปแล้ว

เรียกใหม่สุดใจอีกมันก็ต้องปรุงสุดใจใหม่อีก....... แล้วเปล่งเสียงออกมาใหม่

ไม่ได้เอาเสียงที่เรียกไปแล้ว ใส่กลับคืนเข้าไปใหม่ แล้วจึงเรียกออกมาอีกครั้ง

มันไม่ได้เป็นอย่างนั้น

เรียกสุดใจอีกครั้งมันก็ต้องปรุงใหม่อีก แล้วดันออกมาใหม่อีก ไม่ได้เอาคำว่าสุดใจคำแรกย้อนกลับมาเรียกอีกครั้งเลย

เรียกแล้วออกจากปากไปแล้ว มันไปเลย มันหายไปเลย ไม่มีย้อนกลับมาเวียนใหม่

(3)

เหมือนเราจุดไฟ พอจุดแล้ว ลมพัดไฟดับไปแล้ว มันหายไปแล้ว ก็ต้องจุดใหม่ ลมพัดดับอีก ก็ต้องจุดใหม่อีก

จุดสัก 10 ครั้ง ก็คือ จุดไฟ 10 ครั้ง ไม่สามารถเอาไฟเก่าที่ดับไปแล้วมาจุดใหม่ได้ ต้องทำการกระทบกันใหม่


และไฟที่ดับไปแล้ว มันก็ไม่ได้หายไปไหน แต่มันกลับไปอยู่ในธรรมชาติ รอเหตุปัจจัยมากระทบใหม่อีกครั้ง จึงเกิดขึ้นมาใหม่ คือจุดใหม่จึงเกิดไฟครั้งใหม่นั่นเอง

คนที่เดินมาเห็นไฟทีหลัง ก็เห็นไฟติดอยู่แล้ว โดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่า มีการจุดไฟกี่ครั้ง

ดัง นั้น ไม่ว่าจะคิด จะพูด จะทำอะไร ทุกครั้งมันเป็นการปรุงใหม่ทั้งสิ้น มันไม่มีของเก่าเลย เพราะทุกขณะ มันเป็นปัจจุบัน ในทุกขณะนั่นเอง

ก้าว เท้าไปข้างหน้า 1 ก้าว ชักเท้ากลับไปที่เดิมแล้วก้าวมาอีก 1 ก้าว ทับที่เดิมชักเท้ากลับ แล้วก้าวออกมา 1 ก้าว ที่เดิมทำสักสิบครั้ง ร้อยครั้ง ทุกครั้งที่ก้าว ก็คือยื่นเท้าออกไปใหม่ในทุกครั้ง แม้จะมองเหมือนว่ามันเป็นรอยเท้าเดียวเท่านั้น มันเหมือนไม่ได้ไปไหน มันย่ำอยู่ที่เดิม

แต่ เปล่าทุกครั้งที่เหยียบไป มันผ่านไปแล้ว เหยียบครั้งใหม่ก็คือ ต้องก้าวใหม่ แต่ซ้ำที่เดิม เมื่อก้าวใหม่ก็ซ้ำที่เดิม จึงดูไม่ออกว่าเป็นการก้าวถึงร้อยครั้งเชียวหรือ ก็เห็นมีแค่รอยเท้าอันเดียว

ถ้าเป็นรูปขันธ์ จะพอมองเห็นได้ชัดเจน ว่าก้าวใหม่ทุกครั้งแต่เหยียบที่เดิม แต่เป็นการก้าวออกไปแต่ละครั้ง

แต่ ถ้าเป็นความคิด ความรู้สึก จะมองเห็นยาก จะคิดกังวล ทุกข์ใจนับร้อย นับพันครั้ง อารมณ์หดหู่ เศร้าหมองนับร้อย นับพันครั้ง ก็มองไม่เห็น มีแต่ทุรนทุรายในทุก ๆ ขณะที่มันผ่านมา ผ่านไป

เมื่อ ไม่มีสติเห็นความคิด ไม่เห็นอารมณ์ความรู้สึก ไม่เห็นกลไกการปรุงแต่งของขันธ์ห้า ที่มันไหลไปตลอดเวลา ไม่เคยหยุดนิ่ง แล้วเราก็จะหลงว่า ทำไมเรากังวลเรื่องนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า คิดแล้วคิดเล่า ทุกข์แล้วทุกข์เล่า อยู่ตลอดเวลา
หารู้ไม่ว่านั่นแหละคุณปรุงแต่งเอง ปรุงใหม่ในทุก ๆ ครั้ง ทุกวินาที ทุกขณะจิต แต่อาจจะปรุงใหม่ในเนื้อหาข้อความเดิม ๆ

เหมือน เรียกชื่อพี่สุดใจ ปรุงใหม่ทุกครั้ง เพราะครั้งแรกเรียกแล้วจะผ่านไป หายไป กระจายไปในอากาศ จะเรียกครั้งใหม่ก็ต้องปรุงใหม่ จะเรียกใหม่ก็ต้องปรุงใหม่อีก จะไปเอาคำว่าสุดใจที่เปล่งเสียงไปแล้วรวบรวมกลับเข้ามาเพื่อเรียกออกไปใหม่ อีกครั้งนั้น ไม่ได้ ต้องเป็นการปรุงคำเรียกสุดใจใหม่ในทุกครั้ง

นี่ คือเรื่องที่เรามองไม่เห็น คิดไม่ถึง ว่าสาเหตุที่เราทุกข์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในเรื่องเก่า ๆเรื่องเดิม ๆ แล้วไปโทษว่าทำไมเราไม่ลืมมันเสียที คิดทีไรทุกข์ทุกที ทำไมเราจะลืมมันได้ไปโทษว่า ยึดติดในอดีต มันหลอกหลอน มันคอยทิ่มแทงให้เราทุกข์ ให้เราโศกเศร้าเสียใจตลอดมา

หารู้ไม่ว่า ทุกข์นั่นน่ะ ไม่ใช่อดีต มันทุกข์ในปัจจุบัน ทุกข์ตอนนี้ และเดี๋ยวนี้

แม้ ข้อความที่นำมาทุกข์ จะถูกส่งมาจากสัญญาที่เคยจำไว้นานมาแล้ว แต่การส่งขึ้นมา ก็ส่งขึ้นมาเดี๋ยวนี้ จำได้เดี๋ยวนี้ ปรุงแต่งเดี๋ยวนี้ แล้วทุกข์เดี๋ยวนี้

นั่งสบาย ๆ อยู่ดี ๆ หันไปเห็นรถเก๋งสีแดงผ่านหน้าบ้าน

ตา รับภาพ(ปัจจุบัน) สัญญาจำได้ส่งมา(ปัจจุบัน) เราเคยมีรถสีนี้ยี่ห้อนี้ ปรุงแต่ง(ปัจจุบัน)โดนขโมยไปเมื่อเดือนที่แล้ว อารมณ์(ปัจจุบัน) หดหู่ ซึมเซา เศร้าหมอง ไปทันทีด้วยความเสียดาย แล้วเริ่มคร่ำครวญ รำพึงรำพัน เสียอกเสียใจใหม่อีกครั้งในปัจจุบัน

แฟนทิ้งไปหลายปีแล้ว คิดทีไร ทุกข์ทุกที
นั่นคือ ปรุงใหม่ทุกข์วัน ทุกข์ทุกวัน แล้วไปโทษว่ามันลืมอดีตไม่ได้ ลบอดีตไม่ได้

หา รู้ไม่ว่า ท่านทำปัจจุบันให้มันเป็นทุกข์เอง ด้วยความไม่รู้ ไม่เห็นความสำคัญของปัจจุบันขณะ ที่ควรแต่จะอยู่กับสิ่งที่กระทบ ณ เดี๋ยวนี้ ณ ขณะนี้เท่านั้น


แค่ปัจจุบัน ก็มากมายเกินพอแล้ว เพราะจะมีสิ่งมากระทบ มาให้เรียน มาให้วางอย่างมากมายแล้ว

อย่า ไปเยื่อใย อย่าไปรื้อฟื้น อย่าไปเอื้ออาทรข้อความเดิม ๆ ความรู้สึกเดิม ๆ ความจำเดิม ๆ มาเป็นเชื้อ เพื่อให้มันปรุงวันนี้ในข้อความเดิม ๆ ที่เคยผ่านมาใหม่เมื่อหลายปี หลายเดือน หลายวัน หลายชั่วโมงเหล่านั้นเลย

เพราะมันปรุงเดี๋ยวนี้ จึงทุกข์เดี๋ยวนี้ ทุกข์ขณะนี้ ทุกข์วันนี้

นี่ คือทุกข์ปัจจุบัน ที่หลายท่านไม่รู้ ยังไม่เข้าใจ ยังยึดเกาะอยู่ ยังห่วงหาอาทรกันอยู่ โดยแทบไม่รู้ว่ากำลังทิ่มแทงตัวเองในทุกเวลา ทุกนาที ทุกขณะจิตนั่นเอง

และ เป็นทุกข์ฟรีเสียด้วยสิ....

(4)

ความจริงสิ่ง ทั้งหลายที่มันปรุงแต่งขณะใด มันจบไปในขณะนั้น จบไปตั้งนานแล้วมันผ่านไปตั้งนานแล้ว มันดับไปตั้งนานแล้ว แต่เพราะกลไกของขันธ์ห้ามันนำมาปรุงแต่งใหม่เอง เมื่อกระทบสิ่งนั้นสัญญามันก็ปรุงใหม่ โดยใช้รากเดิม สังขารความคิดก็ปรุงใหม่ แต่ในข้อความเดิม อารมณ์มันก็ต้องปรุงใหม่ แต่ให้อารมณ์แบบเดิม แล้วเราก็ไปอุปปาทานว่ามันเป็นของเดิม

เป็นของที่เคยเกิดขึ้นแล้วมีผลกับเราเหมือนเดิม ถ้าทุกข์ก็เหมือนทุกข์เช่นเดิม ถ้าสุขก็เหมือนสุขอย่างเดิมนั่นเอง


แต่ ความเป็นจริงมันปรุงใหม่ทั้งหมด ในวินาทีนี้ในปัจจุบันนี้ ในปัจจุบันขณะนี้ ทั้งในความคิดความรู้สึก ความจำ (ที่มันส่งขึ้นมาความจำมันก็ส่งขึ้นมาในปัจจุบันไม่ใช่ส่งมาตั้งนานแล้ว เพิ่งนึกได้ทุกอย่างทำพร้อมกันในปัจจุบันขณะ)

มัน คือปัจจุบันทั้งหมดไม่ว่าจะคิดเรื่องในอดีต เนื้อเรื่อง ข้อความเป็นข้อความที่เคยเจอมาแล้ว แต่ตอนปรุงแต่ง ตอนคิด กลับคิดในปัจจุบันนี้ ในตอนนี้ ในเดี๋ยวนี้ แล้วพอผ่านไปมันก็หายไป ปรุงใหม่อีกต่อเนื่องกันไปอย่างนี้
แต่ เพราะมันต่อเนื่องกันเป็นสายยาว เป็นกระแสที่ไหลไปอย่างต่อเนื่อง มันจึงดูเหมือนเป็นเรื่องเดียวกัน มันเหมือนทุกข์ต่อเนื่องมันเหมือนสุขต่อเนื่อง

แต่ ไม่ใช่เลย วินาทีนี้ สุขอีกวินาทีก็สุข อีกวินาทีก็สุข อีกวินาทีสุขน้อยลง อีกวินาทีสุขน้อยลง อีกวินาทีสุขน้อยลงอีก มันลดลงเรื่อย ๆ จนสุดท้ายมันจะสุขเหมือนครั้งแรกไม่ได้แล้ว มันไม่สุขเท่าเดิมแล้ว เพราะการปรุงใหม่มันปรุงสุขน้อยลงนั่น

ดัง นั้นที่กล่าวว่าอนิจจัง คือความไม่เที่ยง มันเกิดขึ้น มันตั้งอยู่ แล้วมันก็ดับไป หมุนเวียนไปตลอดเวลา มันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา มันเกิดดับตลอดเวลา ทุกขณะจิต กระแสมันจะไหลไปตลอดเวลา ไม่เคยย้อนเอาของเก่ามาใช้ใหม่ได้เลย ไม่เคยเอาของเก่ามาคิดใหม่ได้เลย ยกเว้นปรุงใหม่ในปัจจุบันแต่ข้อความเหมือนกันประโยคเดียวกันกับเมื่อวานนั่น เอง

ดังนั้นคิดถึงอดีต ก็คิดอยู่ในหัวของเราในปัจจุบันนี้ แต่เป็นข้อความหรือประโยคที่เคยผ่านมาแล้วตามสัญญาที่บันทึกไว้

คิด ถึงอนาคตก็คิดอยู่ในปัจจุบันนี้เช่นกัน แต่ข้อความหรือสิ่งที่ปรุงแต่งนั้น อาจเป็นประโยคที่มาจากจินตนาการ การคาดคะเนเป็นส่วนใหญ่ เพราะยังไม่มีการบันทึกไว้ของสัญญานั่นเอง

(5)

ทีนี้เราเลยมาดักรอตรงปัจจุบันนั่นแหละดีสุดถูกสุดและตรงสุดแล้ว

อ๋อ...... ตอนนี้ ปัจจุบันนี้ มันกำลังคิดถึงข้อความของอดีต

อ๋อ… ตอนนี้ปัจจุบัน มันคาดคะเนในอนาคตมันปรุงแต่งกันใหญ่ในสไตล์จินตนาการแล้วมันก็สุขในปัจจุบันตามจินตนาการนั้น

ถ้า มีสติรู้เท่าทันขันธ์ห้า ก็จะเห็นว่าแต่ละวันมันคิดไปข้างหน้า ย้อนมาข้างหลัง คิดเรื่องเมื่อวาน คิดถึงวันพรุ่งนี้ คิดไปต่าง ๆนานาดูเหมือนว่าไม่ได้อยู่กับปัจจุบันเลย

แต่ นั่นแหละ คุณกำลังอยู่กับปัจจุบัน ที่มันกำลังฟุ้งซ่านไปในเรื่องที่ผ่านมา ในเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้น ในเรื่องหลากหลายที่ประดังเข้ามาในความคิดความรู้สึกที่กำลังปรุง ณ ปัจจุบันนี้

ดังนั้น การวิปัสสนา จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องปฏิบัติให้รู้แจ้ง ให้เห็นจริง ในปัจจุบัน

ประกอบกับต้องมีสติอย่างยิ่ง มีสติรู้เท่าทันการปรุงแต่งของขันธ์ห้าตลอดเวลา เพื่อที่จะรู้เท่าทันว่า มันกำลังทำอะไรในปัจจุบันขณะ

หาก มีสติรู้เท่าทันขันธ์ห้าว่ากำลังทำอะไร กำลังคิดอะไร กำลังมีอารมณ์อย่างไรในปัจจุบันขณะ จะได้ตัดตอนการปรุงแต่ง ที่จะนำพาไปหาข้อความอดีต จินตนาการอนาคต แล้วหลอกให้เรามาทุกข์ในปัจจุบัน

หาก คิดถึงอดีต เรื่องอนาคต ในปัจจุบันแล้วมีสติรู้เท่าทัน ก็จะไม่มีการปรุงแต่งให้เกิดทุกข์ ก็สามารถทำได้แต่ให้รู้เท่าทันว่า ขันธ์ห้ามันกำลังคิดเรื่องเตรียมงานของพรุ่งนี้ คิดถึงการนัดหมายในวันพรุ่งนี้ คิดถึงเพื่อนเก่าที่มาหาเมื่อวาน แต่มันคิดในปัจจุบันนี้

มันก็จะไม่ไปยึด ไปคาดหวัง ไปเสียดาย ในเรื่องทั้งหลายที่ผ่านมา หรือยังไม่มาถึง

มันจะคิดในปัจจุบัน แล้ววางในปัจจุบัน รอเมื่อถึงปัจจุบันที่จะมาถึงตอนไหน ก็ค่อยจัดการตามความเหมาะสมในปัจจุบันขณะในตอนนั้น

มันจึงไม่มี อดีต ปัจจุบัน อนาคต
มีแต่ ปัจจุบัน ปัจจุบัน ปัจจุบัน

ถ้าอยู่กับปัจจุบัน รู้เท่าทันขันธ์ห้าในปัจจุบัน ก็จะเห็นอดีต เห็นอนาคต ในปัจจุบันนี้แน่นอน

ก็คงพอจะเปิดมุมมอง ให้เห็นความเป็นปัจจุบันกันได้มากขึ้น

เพราะปัจจุบันสำคัญที่สุด

อดีต อนาคต ไม่มีสำคัญ เพราะมันไม่ได้มีจริง

ถ้าเห็นได้ ปล่อยวางได้ ก็ดับทุกข์ได้ในปัจจุบัน

ขอให้ทุกท่าน มีสติ รู้เท่าทันปัจจุบันขณะ ของขันธ์ห้าของท่าน ในทุก ๆ ขันธ์ ด้วยเทอญ

อนุโมทนา


ความลับของตัวตน


เมื่อคิดไปในอดีต และอนาคต

จะไม่มีวันรู้สึกต่อปัจจุบัน

เมื่อรู้สึกต่อปัจจุบัน

จะไม่มีความรู้สึกที่เป็น

" ตัวตน "


จากหนังสือธรรมะ
ฝนประปราย

ท่านใด ที่ได้มีโอกาสมาศึกษา ความเป็นจริงของธรรมชาติ กับบุคคลร่วมสมัย อาจเข้าใจดีขึ้น แล้วลองนำไปสังเกตตนเอง เริ่มทำไปเรื่อยๆ ลืมบ้างก็ไม่เป็นไร เริ่มใหม่อีก จนมีความชำนาญเกิดแก่ตน

พูดถึงธรรมะร่วมสมัย จากผู้ชำนาญการ ที่ได้ผ่านเรื่องเหล่านี้มาแล้ว ลองแวะที่ /article403.html


เชิญทุกท่าน ร่วมสร้างบุญกุศลด้วยกัน ....ส่งต่อข่าวสารแก่เพื่อนๆ มีโอกาสชมจิ๊กซอร์ต่างๆ สำหรับนักค้นหาสาระชีวิตต่อภาพส่วนตัว ทั้ง ด้านโลกียะและโลกุตระ ที่ ainews1.com จัดไว้บริการให้แก่เพื่อนๆต่างวัยทุกคน ฟรี ที่ลิงค์ /article385.html     Bookmark and Share