เกษรบัวสร้างรายได้เป็นพันล้าน

http://ainews1.com/article481.html

เสก’บัว’เป็นทอง ส่งออก1,000ล้าน รอวันโต!

กับสิ่งที่หลายคนนึกไม่ถึง เกี่ยวกับผลิตผลทางการเกษตรที่กำลังเป็นที่ต้องการของตลาด ด้วยพืชพื้นเมืองที่ปลูกง่าย และกำลังเป็นกระแสที่ได้รับความสนใจจากทั่วโลก ซึ่งกำลังจะกลายมาเป็นพืชเศรษฐกิจที่น่าจับตาเป็นอย่างยิ่ง เพราะหอมหวนไปด้วยรายได้มหาศาล จากการส่งออกในตลาดต่างประเทศ ที่มีผลิตผลไม่เพียงกับความต้องการ
       
       “บัว” พืช เศรษฐกิจ ที่กำลังมาแรงในตลาดต่างประเทศ ทั้งผลิตภัณฑ์แปรรูปจากบัว และตลาด นักเล่นบัวในต่างประเทศที่กำลังแพร่หลายไม่แพ้พืชสวยงามชื่อดัง อย่าง กุหลาบ หรือแม้แต่กล้วยไม้ ขณะที่ผลิตภัณฑ์ แปรรูปนั้นก็เป็นที่สนใจของหลายประเทศในยุโรปและเอเชีย ในนามของผลิตภัณฑ์เสริม สุขภาพ และเสริมความงามชนิดต่างๆ ซึ่งกำลังอยู่ในเทรนด์ของสมุนไพร เช่นเดียวกัน กับความสวยงามของดอกบัว

บัวหลากหลายสายพันธุ์

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี ผศ.ภูรินทร์ อัครกุลธร นัก วิชาการด้านบัวจาก มทร. เปิดเผยกับ “สยามธุรกิจ” ว่า “ปัจจุบันความนิยมในเรื่องของบัวกำลังกลายเป็นกระแสที่มาแรง และเป็นโอกาสทองของเกษตรกรไทย ที่เพิ่งผ่านพ้นจากปัญหาภัยแล้ง และกำลังเข้าสู่ฤดูฝน ที่เหมาะสำหรับการเริ่มต้นทำนาบัว ซึ่งจะเป็นอีกรายได้สำคัญของเกษตรกร
       
       สำหรับบัวแบ่งส่วนที่จะส่งขายจะแบ่งออกเป็นสองส่วน คือบัวนี้ ขายได้แทบทุกส่วน เริ่มต้นจากดอก ที่ตลาดในต่างประเทศนิยมที่จะเลี้ยงบัวไว้เป็นไม้สวยงาม มีพันธุ์ต่างๆ อาทิ บัวราชินีพันธุ์ปทุม, บัวสีขาว พันธุ์บุญทริก บัวสัตตบุษต์และบัวสัตบงกช ฯลฯ ขณะที่ส่วนอื่นๆ ก็จะนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น สบู่ แชมพู โลชั่น หรือแม้แต่เป็นส่วนประกอบของอาหาร ขนม และยาสมุนไพร
       
       ในการปลูกบัวให้เป็นธุรกิจขณะนี้ได้รับความนิยมมากในต่างประเทศ โดยเฉพาะในส่วนของผลิตภัณฑ์แปรรูปจากบัว ที่จนถึงวันนี้ผลผลิตยังไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด ยกตัวอย่างในประเทศจีน เขาเอา มาทำเป็นยาสมุนไพร และยังมีความต้องการ บัวอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งประเทศไทยเราในแถบที่ราบลุ่มภาคกลางก็เป็นพื้นที่ซึ่งเหมาะสมกับการปลูก บัว


"จริงๆ แล้ว บัวเป็นพืชที่ปลูกและดูแลง่าย อีกทั้งในปัจจุบัน ตลาดบัวสวยงามในต่างประเทศเกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย ทั้งในยุโรป อเมริกา บัวบางสายพันธุ์ถูกนำไปตกแต่งในสถานที่สำคัญ เช่น โรงแรมหรือตามภัตตาคาร บางพันธุ์ มีราคาสูงถึงระดับหมื่น-หลักแสนเลยก็มีเช่น บัวยักษ์ออสเตรเลีย เอทราน (Nymphaea gigantean atrams) ดอกเมื่อบานอยู่ได้ 7 วัน และเปลี่ยนสีในแต่ละวัน ราคากว่า 10,000 บาท รวมถึงบัวหายากและเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศอย่างประเภทสายพันธุ์บัว จงกลนี ซึ่งพบได้ที่ เดียวในประเทศไทย ดอกบานแล้วไม่หุบ ขณะที่ตลาดเอเชีย เช่น เกาหลี จีน ไต้หวัน และญี่ปุ่น สนใจในด้านผลิตภัณฑ์แปรรูปของบัวที่ก็มีมูลค่าทางการตลาดสูงเช่นเดียวกัน” ผศ.ภูรินทร์ กล่าว
       
       ขณะที่รายได้ของเกษตรกร “ผศ. ภูรินทร์” กล่าวว่า ถ้ามองเรื่องรายได้ แน่นอน เมื่อความต้องการของตลาดมีมากกว่าผลผลิต รายได้ของบัวนั้นเป็นสิ่งที่หลายคนนึกไม่ถึง และเกษตรกรที่มีพื้นที่ทางการเกษตรไม่มากก็สามารถลงทุนทำได้เช่นเดียวกัน โดยทาง มทร.มีข้อมูลรวมถึงผลการวิจัยในด้านต่างๆ ที่พร้อมให้การสนับสนุน


"รายได้ของเกษตรกรผู้ทำบัว ต่อ 1 ไร่ เฉลี่ยแล้วอยู่ที่ประมาณ 50,000-60,000 ต่อปีหากหักต้นทุนแล้วก็จะเฉลี่ยเดือนละประมาณ 25,000 บาทต่อไร่ บัวเก็บได้ปีละหลายครั้ง ถ้ามองจากรายได้ในส่วนนี้สูงกว่าการทำนาอีก ฉะนั้นการทำนาบัวจึงกำลังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย และเป็นอีกรายได้เสริมสำคัญนอกเหนือจากการปลูกพืชหลักหรือทำนาของชาวนาชาว สวนบ้านเรา แต่ก็ต้องศึกษาข้อมูลให้ดี และทางมทร.ที่ได้รณรงค์เรื่องการอนุรักษ์บัว มาอย่างต่อเนื่อง โดยมีพิพิธภัณฑ์ “บัว” ที่มีการบูรณาการมาใช้กับการเรียน การสอน ในหลายคณะวิชาของมหาวิทยาลัย อันเป็นโครงการตามแนวพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และเป็นหนึ่งในแนวคิดทื่จะส่งเสริมให้เกษตรกรไทยดีรายได้ที่ยั่งยืนตามแนว ทางเศรษฐกิจพอเพียงอีกด้วย” ผศ.ภูรินทร์ กล่าว


"เมี่ยงบัวหลวง" เมนูอาหารรสเลิศ

นี่เป็นเพียง ส่วนหนึ่งของ “บัว” ที่กำลังจะกลายมาเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญในอนาคต และเป็นขุมทองแห่งใหม่ของเกษตรกรแห่งอนาคต ที่กำลังมองหา “สิ่งที่จะมาเสริมรายได้หลัก”
       

       “บัว” ที่เป็นเหมือนเส้นผมบังภูเขา หรือขุมทองก้อนใหญ่ภายในบ้าน ที่วันนี้หลายคนยังไม่เชื่อว่า วงจรธุรกิจบัวส่งออก และธุรกิจบัวในประเทศหากรวมเม็ดเงินเข้าด้วยกันแล้ว ผศ.ภูรินทร์ กระซิบสิ่งที่น่าสนใจปิดท้ายเอาไว้ว่า วงจรธุรกิจของบัวทั้งหมดในวันนี้ รวมถึงผลิตภัณฑ์แปรรูปและส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งหมด มีมูลค่าหลานพันล้านบาทเลยทีเดียว แต่หากภาครัฐเล็งเห็นและลงมาส่งเสริมสนับสนุนในด้านต่างๆ บางทีนอกจากดอกบัวที่ถวายพระ ผลบุญนั้น อาจสะท้อนกลับมาเป็นเม็ดเงินมหาศาลจากการส่งออก “บัว” นับหมื่นล้านเลยก็เป็นได้ และประเทศไทยนี่เอง ที่เหมาะสมสำหรับการปลูกบัวเพราะเป็นพืชพื้นเมืองที่คนไทยรู้จักกันมาช้านาน
       
       นี่เองคือ “เรือที่ล่มอยู่ในหนองที่บัวไทยคือทองที่จะไม่ลอยไปไหนจริงๆ”

สำหรับพี่น้องเกษตรกรที่มีแหล่งน้ำอยู่ แล้ว โอกาสในการปลูกบัว ทำรายได้ ก็ไม่ไกลเกินเอื้อม และเร่งผลผลิต เป็นบัวอินทรีย์ ที่ดอกใหญ่เต็มประสิทธิภาพ ของบัวแต่ละพันธุ์ ด้วย ระบบ เอ็นฟังก์ชั่น ให้ได้ดอกใหญ่กว่าเดิมอีก 2-3 เท่าตัว....ไม่ต่างกับมีพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้นอีก 2-3 เท่าตัว ในการสร้างรายได้เพิ่มที่ประหยัดต้นทุน

ส่วนเกษตรกรที่มีปัญหาน้ำแห้งในหน้าแล้ง น้ำในสระอาจแห้งขอดลง สำหรับในเรื่องนี้เกษตรกรในรัศมี 19 กม. รวมตัวกันจัดหาเครื่องเรียกฝน จากฟ้า มาติดตั้ง ใช้น้ำจากฟ้าราคาถูก ได้ตลอดหน้าแล้งในราคาแสนประหยัด ที่ ลิงค์นี้ /article337.html

back up data:lotus

เชิญทุกท่าน ร่วมสร้างบุญกุศลด้วยกัน ....ส่งต่อข่าวสารแก่เพื่อนๆ มีโอกาสชมจิ๊กซอร์ต่างๆ สำหรับนักค้นหาสาระชีวิตต่อภาพส่วนตัว ทั้ง ด้านโลกียะและโลกุตระ ที่ ainews1.com จัดไว้บริการให้แก่เพื่อนๆทุกเพศวัยทุกคน ฟรี  ที่ลิงค์ /article385.html     Bookmark and Share