เกษตรอินทรีย์ปนปุ๋ยเคมีของเกษตรกรส่วนใหญ่

http://ainews1.com/article496.html

Bookmark and Share

ถึงแม้ว่าเกษตรกรส่วนใหญ่ ของประเทศไทย เริ่มตระหนักถึงพิษภัยของปุ๋ยเคมี ที่ใช้กันมา 40 กว่าปี ทำให้ดิน น้ำ อากาศ และสิ่งแวดล้อมเสียหายในวงกว้างก็ตาม เกษตรกรส่วนใหญ่ยังฝังใจและเชื่อมั่นว่า การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ น้ำหมักชีวะภาพ ไม่สามารถให้สารอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง ที่เพียงพอแก่พืชของตนเอง ผลที่ได้รับก็คือผลผลิตลดลงไปกว่าครึ่ง เมื่อเกษตรกรเริ่มหันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในรอบแรกๆ โดยเฉพาะปุ๋ยอินทรีย์มีอยู่เป็นพันยี่ห้อ

แต่ปุ๋ยอินทรีย์ที่ผลิตได้ตามมาตรฐานปุ๋ยอินทรีย์ ของกระทรวงเกษตร มีเพียง 2-3 ยี่ห้อเท่านั้น ในท้องตลาด และบางยี่ห้อยังได้รับมาตรฐานปุ๋ยอินทรีย์จากค่ายยุโรปอีกด้วย

เป็นสัจจธรรมที่ต้องยอมรับว่า  ปุ๋ยอินทรีย์ ที่ได้จากวัตถุดิบธรรมชาติในปัจจุบัน ได้มาจากดิน น้ำ อากาศ สิ่งแวดล้อมที่เสื่อมโทรมกว่าแต่ก่อนมาก ปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้จึงมีแร่ธาตุ และสารอาหารที่พืชต้องการอยู่ไม่มากนัก เทียบกับปุ๋ยเคมีไม่ได้ ประเทศเวียตนาม สั่งป๋ยอินทรีย์ไปจากประเทศไทยไม่น้อย แต่เงื่อนไขการหมักต้องใช้เวลาผลิต 1 ปีขึ้นไป จึงจะยอมรับซื้อ โดยทางสถานทูตของเขามาดูแลเงื่อนไขการผลิตอย่างเข้มงวด กว่าจะเป็นที่ยอมรับให้ส่งออกไปประเทศของเขา ให้ชาวนาได้ใช้ปรับปรุงดิน และนาชลประทานของเขา ยังมีพื้นที่มากกว่าของประเทศไทยอีกด้วย...หากชาวนาไทยยังย่ำอยู่กับที่ น่าจะรู้อนาคตดีว่าการผลิตข้าวของเราจะนำหน้าหรืออยู่ตามหลังเวียตนาม 

แต่ส่วนที่เกษตรกรได้รับจากปุ๋ยอินทรีย์เต็มๆ คือการช่วยปรับปรุงดินให้มีชีวิตดีขึ้นกว่าเก่า และส่งเสริมให้เกิดจุลินทรีย์ในดินเพิ่มขึ้น จนมีไส้เดือนดินเกิดขึ้นช่วยพรวนดิน และช่วยผลิตปุ๋ยธรรมชาติให้แก่รากพืช เพิ่มโพรงอากาศให้แก่ดินมากยิ่งขึ้น เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่เข้าใจวงจรของสัตว์เล็กๆเช่นจุลินทรีย์ ช่วยผลิตสารอาหารให้แก่รากพืช และยังช่วยดึงธาตุไนโตรเจนจากอากาศให้แก่รากพืชอีกด้วย

การใช้ปุ๋ยเคมีสะสมความเป็นกรดในดินมากขึ้นเกินสมดุล จนจุลินทรีย์อยู่ไม่ได้พากันล้มตายไปหมด โรงครัวใหญ่ใต้ดินของรากพืช จึงขาดตัวช่วยจากธรรมชาติที่ชาวนาไม่ต้องลงทุนไปอย่างน่าเสียดาย...ลืมคิดไปว่าทำไมป่าไม้จึงงอกงามเจริญดีมาเป็นร้อยๆปี ธรรมชาติเอื้อเฟื้อต่อกันเป็นวงจรอย่างไร ชาวนาและเกษตรกร  ไม่ได้รับความรู้ตรงนี้ของธรรมชาติที่สอนโดยไม่ต้องสอนแต่เป็นให้ดู

เมื่อเกษตรกรที่อดทนไม่พอ ในการปรับตัวและฟื้นชีวิตให้ดินโดยหันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ พากันล่าถอยเลิกใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เนื่องจากมีรายได้จากผลผลิตน้อยเป็นประการแรก และไม่สะดวกในการใส่ปุ๋ยอินทรีย์ ซึ่งมีน้ำหนักมาก และรากพืชได้รับสารอาหารช้ากว่าการใช้ปุ๋ยเคมี จึงพากันหันกลับไปใช้ปุ๋ยเคมีอีกเช่นเดิม เป็นที่น่าเวทนาที่เขาคิดว่าไม่มีที่พึ่งอื่นใดดีกว่านั่นเอง ใจก็ยังคิดจะให้ได้รับผลผลิตมากๆเข้าไว้นั่นเอง ไม่รู้จักเศรษฐกิจพอเพียงในอาชีพเกษตรกรรมของตนเอง และยังได้รับเครดิตจากร้านค้าปุ๋ย ให้นำปุ๋ยมาใช้ได้ก่อนยังไม่ต้องชำระเงิน ใช้เงินอนาคตไปก่อน แต่ต้องชำระคืนหลังเก็บเกี่ยว พร้อมดอกเบี้ยราคาแพงอีกด้วย

ท่ามกลางความสับสนว่า จะหันกลับมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ดีหรือไม่ ยังมีเกษตรกรอีกกลุ่มหนึ่งได้ทราบข่าว การทำอาชีพเกษตรอินทรีย์ ที่ใช้ตัวช่วยจากระบบ เอ็นฟังก์ชั่น ผลิตอาหารอินทรีย์ โดยไม่ต้องพึ่งพาปุ๋ยเคมีแต่อย่างใด หลังจากที่ได้ทำความรู้จักคุณภาพและบทบาทของปุ๋ยเอ็นฟังก์ชั่น ดีแล้ว ตัดสินใจ เลิกใช้ปุ๋ยเคมี เช่นเดียวกับผู้ใหญ่แสวง ที่สุพรรณบุรี ทำนา อินทรีย์ 8 ไร่ ท่ามกลางวงล้อมนาเคมีของเพื่อนบ้าน

นาเอ็นฟังก์ชั่น ลำต้นตั้งตรง ใบชี้ขึ้นฟ้า

ปรากฏว่าต้นข้าวในนาของท่านผู้ใหญ่ ใบไม่งามจนห้อยย้อย กลับตั้งตรงชี้ฟ้า และไม่เขียวจนออกดำ เป็นสีเขียวตองอ่อน ใบสั้นกว่าส่วนสูงของลำต้น ผู้ใหญ่ก็ได้รับคำปรามาสจากเพื่อนชาวนาที่อยู่โดยรอบ ว่านาของผู้ใหญ่จะได้ผลหรือ  ต้นเล็กออกอย่างนี้สู้นาของพวกเขาไม่ได้เลย งามดีมาก ใบเขียวปิ๊ดปี๋ทีเดียว ฤดูนี้ผู้ใหญ่อดได้ข้าวแน่ ไม่ได้ข้าวกินเป็นแน่ ดูซิต้นก็เตี้ยกว่าข้าวนาเคมีของเราเป็นไหนๆ

พวกเราใช้ปุ๋ยยูเรียนำหน้าเร่งการเจริญเติบโต ข้าวดูว่างามดีมาก ใบยาวโค้งลงคลุมดิน น่าปลื้มใจ แต่ใบข้าวของเราทั้งอวบน้ำและอ่อนเป็นที่อยู่อาศัยของแมลงและลูกอ่อน และเป็นอาหารอย่างดีให้แก่แมลงมาวางไข่ แพร่พันธุ์ทำให้พวกเราต้องควักกระเป๋าหาซื้อเคมีภัณฑ์ราคาแพงลิบลิ่ว นำมาใช้กำจัดแมลงด้วยราคาแพงแบบจำต้องยอม ก็มันเกิดเรื่องขึ้นแล้ว ในนาของเรา อย่างไรเสียดีกว่าไม่ได้กินเสียเลย ต้องเท่าไรเท่ากัน ถึงแม้ว่ามันจะแพงแสนแพง แต่เอาน่าเราเชื่อเถ้าแก่เขาเอาไว้ก่อน  และยังเสียสุขภาพ โดยคนฉีดพ่นก็จะตายด้วย แต่ตายผ่อนส่งไปด้วยกับแมลง ส่วนสัตว์ต่างๆในนาก็หายนะไปด้วย น้ำเสียอีกต่างหาก

แต่แปลกนาผู้ใหญ่แสวง ไม่เห็นแกพ่นยากำจัดแมลงแต่อย่างใด ทั้งๆที่นาของพวกเราโอบล้อมอยู่โดยรอบ ไหนลองแอบย่องไปดูนาของแกเสียหน่อย เป็นอย่างไรบ้าง ถึงแมลงไม่ชอบกินข้าวของแก และไม่มาวางไข่อีกด้วย เมื่อมาดูใกล้ๆต้นข้าวในนาของผู้ใหญ่นอกจากกอใหญ่กว่าของพวกเราแล้ว ยังมีใบตั้งตรงชี้ฟ้าใบสั้นกว่าลำต้นนิดหน่อย และมีคายขนที่แข็งแรงเป็นพิเศษทั้งที่ต้นและใบ อ้อเป็นอย่างนี้นี่เล่า เมื่อแมลงบินผ่านมา จึงไม่ยอมวางไข่ กลับบินเลยไปวางไข่ในนาของพวกเราเสียนี่ มันคงประเมินแล้วว่าขืนวางไข่ในนาข้าวของผู้ใหญ่แสวง ลูกของมันฟักไข่ออกมาแล้วไม่รอดชีวิตแน่ ไม่มีอาหารจะกินนั่นเอง หนามจากคายใบข้าวมันทิ่มตำเอากินไม่ได้

พอถึงเวลาเก็บเกี่ยว อ้าวของผู้ใหญ่ข้าวสุกพร้อมเกี่ยวได้ก่อนพวกเราอีก และผลผลิตรอบแรกทีเปลี่ยนมาเป็นนาอินทรีย์ของแกก็ไม่เลวนัก ได้ถึง 850 กก./ไร่ทีเดียว  และนาของผู้ใหญ่ก่อนเกี่ยวก็ไม่ล้ม ยังเป็นทุ่งรวงทองเหมือนสมัยเมื่อเราเด็กๆเลย เป็นสีทองสม่ำเสมออีกด้วยไม่มีแหว่งๆเว้าๆต้นข้าวเจริญสม่ำเสมอกันดีอีกด้วย  เออผู้ใหญ่แกทำได้อย่างไร

ทุ่งรวงทองแห่งสยามประเทศ

แต่ถึงอย่างไรน่าจะขายให้แก่โรงสีข้าว คงจะสู้ข้าวในนาพวกเราไม่ได้ ของเราต้นใหญ่แต่เสียตรงที่ล้มเป็นแถบๆ ต้านแรงลมไม่ไหว และเวลาเกี่ยวมันยังหลุดล่วงเสียหายไม่น้อย เป็นอาหารเป็ดไล่ทุ่งสบายไป ถึงแม้ว่าดูว่าเมล็ดจะใหญ่อวบดี แต่พวกเราผิดคาด เมื่อเกี่ยวเสร็จบรรทุกไปถึงโรงสี ก่อนเทกอง เจ้าหน้าที่โรงสีมาตรวจความชื้นในข้าวเปลือกของเรา ปรากฏว่ามีความชื้น 29 % สอบถามดูของผู้ใหญ่แสวงได้ความชื้นเท่าไร เจ้าหน้าที่โรงสีบอกว่า 17-18 % เท่านั้น และเนื้อในเมล็ดข้าวยังแข็งมากต้องใช้ฟันขบจึงจะหัก เมื่อสีแล้วเมล็ดข้าวแบบนี้ยังจะได้ข้าวสาร 100 % จำนวนมากกว่า หรือมีหักน้อยนั่นเอง และแปลกอีกอย่างเมล็ดเต็มแน่นและเนื้อใส น่าหุงรับประทานอีกด้วย

ถึงแม้นาเคมีของพวกเราจะได้ข้าวมากกว่าของผู้ใหญ่นิดหน่อยแต่ขายได้เงินน้อยกว่าของผู้ใหญ่ และยังเกี่ยวได้ช้ากว่าอีก 10 วันอีกด้วย

ไอ้ที่พวกเราเคยปรามาสผู้ใหญ่แสวงเอาไว้ มาตายตอนจบนี่เองพวกเรา และต้นทุนของพวกเราเทียบกันไม่ได้กับของผู้ใหญ่แสวง และดูผู้ใหญ่ทำนาแบบง่ายๆสบายๆ ไม่เหนื่อยเหมือนพวกเรา

ในฤดูถัดๆมา นาเคมีรอบๆนาของผู้ใหญ่แสวงก็ยังคอยจับตาการทำนา ของผู้ใหญ่อยู่เช่นเดิม ปรากฏว่ายิ่งผ่านไปหลายคราว ผลผลิตในนาของผู้ใหญ่เท่ากับนาของพวกเขา และนำหน้าในที่สุดเมื่อเปลี่ยนมาใช้ระบบ เอ็นฟังก์ชั่น ได้ 3 รอบ ส่วนเรื่องต้นทุนไม่ต้องพูดถึง ผู้ใหญ่จดบันทึกค่าใช้จ่ายอย่างละเอียด ยิ่งทำหลายคราวนาอินทรีย์ของผู้ใหญ่กลับมีต้นทุนลดลงโดยลำดับอีกด้วย นี่เป็นไปได้อย่างไรกัน เราน่าจะลองไปเรียบๆเคียงๆถามเอาความจริงจากผู้ใหญ่ เผื่อว่าถ้ามันดีจริงอย่างที่ผู้ใหญ่มีรายการรับจ่าย ได้กำไรจากการทำนาอินทรีย์อย่างพอเพียง พวกเราน่าจะลองนำมาใช้ดูบ้าง ว่าการทำนาระบบ เอ็นฟังก์ชั่น จะดีอย่างผู้ใหญ่ทำหรือไม่ ผู้ใหญ่แสวงนี่ แกไม่กลัวถูกหลอก เมื่อมีความรู้หรือรู้จักที่มาที่ไป และการทำงานของ เอ็นฟังก์ชั่น แล้ว แกตัดสินใจ ใช้อย่างเดียวไม่แตะปุ๋ยเคมีใดๆอีกเลย

ตรงกันข้ามกับชาวนาอีกจำนวนมากกลัวๆกล้าๆ ยังใช้ปุ๋ยอินทรีย์ผสมกับเคมีอยู่ เนื่องจากยอมรับผลผลิตตกต่ำไม่ได้นั่นเอง เอามากเข้าไว้ก่อนถึงแม้ว่าหักกลบต้นทุนแล้วถึงได้รู้ว่าทำนาขาดทุน เป็นหนี้ค้างจ่ายสะสมไปอีกปี...ถึงเวลาคิดใหม่ ลองทดลองใช้ เอ็นฟังก์ชั่น กันหรือยัง ดีจริงไม๊ ต้องทดลองใช้เอง และจดรายการจับผิดเอาไว้ให้ถี่ยิบเลย..เอากันให้รู้ดำรู้แดงไปเลย ลองซักครึ่งหนึ่งก่อน จะได้เอาไว้เปรียบเทียบกันจะจะ

แต่เท่าที่ได้ติดตามการเปลี่ยนเป็นนาอินทรีย์ ด้วย เอ็นฟังก์ชั่น ของผู้ใหญ่แสวง

 สรุปว่าพอรับได้ ในรอบแรก และยิ่งได้ผลผลิตมากขึ้นในรอบทำนาต่อๆมา และต้นทุนต่ำมากด้วย สุขภาพผู้ทำนาก็แข็งแรงกว่าเก่า ดินก็ดี น้ำก็ดี ในนามีข้าว ในน้ำมีปลาคืนกลับมาอีกครั้งหนึ่ง และพวกเรายังได้ทุ่งรวงทองคืนกลับมา รวงข้าวสีทองล้อลมไหวเอนไปมา และเกิดคุณประโยชน์ต่อดิน น้ำ อากาศ และสิ่งแวดล้อม สุขภาพที่ดีของชาวนาและผู้บริโภค และไม่เสียเงินซื้อเคมีภัณฑ์ราคาแพงจากต่างประเทศ

และยังไม่ต้องเสียรู้ประเทศผู้ผลิตเคมีภัณฑ์ ส่งออกมาขายให้เราในประเทศด้อยพัฒนา ผลิตอาหารได้แล้ว ประเทศส่งออกปู๋ยและผลิตภัณฑ์เคมีพวกนี้ไม่ยอมรับซื้อผลิตผลของพวกเรากลับไปอ้างว่ามีสารพิษตกค้าง นี่ก็ต้องมาคิดกันแล้วว่า พวกนี้ยัดเยียดความตายผ่อนส่ง และลดทอนอายุขัยให้แก่ชาวไทยชัดๆนั่นเอง พวกเราไม่เคยรู้สึกกับสิ่งเหล่านี้ มันเป็นภัยมืดมาช้าๆแต่สร้างความหายนะรอบด้านให้แก้ผู้คนและประเทศของเรา

ไม่ต่างกับอุตสาหกรรมผลิตผงชูรสในบ้านเรา ที่ผลิตได้ในประเทศของเรา ขายอย่างเสรี แต่ประเทศนายทุนเจ้าของโรงงานมีกฏหมายห้ามรับประทานผงชูรส และไม่ให้ตั้งโรงงานในประเทศอีกด้วย รัฐบาลไทยเคยบอกเรื่องเหล่านี้แก่คนของตนหรือไม่ แล้วการรับประทานผงชูรส มันเกิดผลเสียแก่สุขภาพอย่างไรบ้าง ทำไมประเทศนายทุนเจ้าของโรงงานห้ามไม่ให้นำเข้า ห้ามประชาชนของตนรับประทานผงชูรส

มันต้องเป็นเรื่องไม่ดีแน่ๆ ลึกๆแล้วมันเกิดอันตรายต่อสุขภาพผู้รับประทานแน่นอน หรือนี่เป็นการทำลายล้างผลาญชีวิต คนในประเทศคู่ค้าอย่างเลือดเย็นมากๆหรือเปล่า จะได้กลืนประเทศนี้โดยใช้ผงชูรส ปุ๋ยเคมี เคมีภัณฑ์อันตรายต่างๆ มามอมเมา และลดทอนอายุขัยลงทีละน้อยๆจนสูญพันธุ์นั่นเอง ใครมีความคิดถึงข้อกล่าวหาดั้งกล่าวกันอย่างไรบ้าง หรือว่ารสชาติมันดี ก็จงกินกันต่อไป

การตัดสินใจเปลี่ยนมาเป็นนาอินทรีย์ ของผู้ใหญ่แสวง ด้วยระบบ เอ็นฟังก์ชั่น และอีกหลายๆกลุ่ม ที่เลิกใช้ปุ๋ยเคมี หันมาใช้แต่ เอ็นฟังก์ชั่น เช่นในกรณีของผู้ใหญ่แสวง กันแพร่หลาย ในหลายๆท้องที่ทั่วประเทศ ทั้งนาหว่าน นาดำ ข้าวไร่ คงจะทำให้เพื่อนๆชาวนาได้ฉุกคิดว่ามันดีอย่างไรกันแน่

ปัญหาโลกแตกของพี่น้องเกษตรกร บนพื้นที่การเกษตรมากกว่า 75 % ทั่วประเทศ คือขาดน้ำทำเกษตรกรรม ได้ตลอดปี การแก้ปัญหาโลกแตกกันมาตอดชีวิต น่าจะจบสิ้นเสียที ก่อนที่เราจะพากันจากโลกนี้ไป โดยใช้อุปกรณ์พิเศษหนึ่งเดียวของโลก ใช้รวมเมฆเรียกฝน ใช้น้ำจากฟ้าราคาถูก ให้ผืนดินของเรามีความชุ่มชื้นตลอดเวลาที่เราต้องการ ในยามที่มีฝนทิ้งช่วง หรือในฤดูหนาว เอื้ออำนวยให้เกษตรกรทั่วประเทศทำการผลิตพืชผลที่ตลาดต้องการได้ตลอดเวลาทั้งปี และตัวเกษตรกรเป็นผู้กำหนดราคาขายได้ด้วยตนเอง ในแบรนด์เอ็นฟังก์ชั่น ที่ผู้บริโภคทั่วโลกต่างรอคอย โดยเฉพาะ เอ็นฟังก์ชั่น ได้เป็นที่ยอมรับ ขององค์การอาหารโลก ใช้ผลิตอาหารอินทรีย์ให้แก่ประเทศสมาชิกทั่วโลกอีกด้วย แวะศึกษาพิจารณา เครื่องเรียกฝน ได้ที่ /article337.html 

เชิญทุกท่าน ร่วมสร้างบุญกุศลด้วยกัน ....ส่งต่อข่าวสารแก่เพื่อนๆ มีโอกาสชมจิ๊กซอร์ต่างๆ สำหรับนักค้นหาสาระชีวิตต่อภาพส่วนตัว ทั้ง ด้านโลกียะและโลกุตระ ที่ ainews1.com จัดไว้บริการให้แก่เพื่อนทุกเพศวัยทุกคน ฟรี ที่ลิงค์ /article385.html   Bookmark and Share

 

 >