เตรียมตัวก้าวไปสู่การเป็นสมาชิกของสมาพันธ์จักรวาล

http://ainews1.com/article497.html

ผู้ที่เคยติดตามรายงานของชมรมเขากะลา และผู้ที่เกี่ยวข้องในหลายๆส่วนในการเตรียมเตือนภัยพิบัติ จะทราบความหมายของผู้ที่จะมีคุณสมบัติ จะได้เข้าเป็นสมาชิกของสมาพันธ์จักรวาล จะอย่างไรก็แล้วแต่หากยังไม่เข้าใจในขณะนี้ ก็วางไว้ก่อนก็ได้ มาศึกษาลู่ทางในการพัฒนากายและจิต และการโปรแกรมไมโครชิพของทุกๆคน จากหมอแกน ที่มีรายละเอียดมาเล่าให้ฟังอย่างน่าสนใจยิ่ง

ทฤษฎีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าแกน ของหมอแกนนั้น ยังสามารถใช้เป็นเครื่องมือพัฒนาจิต ให้แยกออกจากกายเนื้อได้อีกทางหนึ่งด้วย ซึ่งอาการที่ปรากฏกับจิต จะค่อยๆเป็นค่อยๆไปไม่เกิดขึ้นรุนแรง แบบสะสมพลังงานคลื่นความถี่สูง ในหมวดจิตตานุปัสสนาในมหาสติปัฏฐานสูตร เมื่อผู้ปฏิบัติได้สะสมพลังงาน โดยจูนจิตให้อยู่ระหว่างกลางความสุดโต่งทั้งสองขั้ว หรือด้านบวกกับด้านลบ โดยไม่มีเจตนาได้ถึงจุดหนึ่งจะพบการระเบิดอย่างรุนแรง ไม่มีกายเนื้อเหลืออยู่...จิตออกมาถึงสภาวะจิตเดิม ของทุกๆคนและสรรพสัตว์นั่นเอง

ที่สมเด็จพ่อหลวงของปวงชนชาวไทยและชาวโลก ทรงเรียกว่าการระเบิดจากภายใน ในเรื่องที่จะเริ่มพัฒนาคนในชุมชนเศรษฐกิจพอเพียงได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น ต้องเริ่มที่การระเบิดจากภายในจิต ซึ่งผู้ที่ยังไม่บรรลุถึงอาการดังกล่าวจะไม่รู้จักทุกข์ ยังอยู่ท่ามกลางความสงสัยอยู่มาก ชีวิตจึงวนเวียนล่องลอยอยู่ท่ามกลางความประมาท จึงไม่สามารถเข้าถึงความพอเพียงที่พระองค์ส่งเสริม ให้แก่พสกนิกรของพระองค์ท่านมานานแล้ว

และได้ทรงเน้นการนำพาประเทศของเรา ให้อยู่อย่างพอเพียง มาตั้งแต่คราวที่ตรัสในงานเฉลิมพระชมพรรษา ปี 2535 โน่น ทรงตรัสเอาไว้ชัดเจนว่าประเทศไทยจะอยู่รอดแบบใด ท่ามกลางเศรษฐกิจทุนนิยม ที่ระบาดออกไปทั่วโลก และได้ทรงเตรียมการแก้ไขภาวะการณ์ต่างๆของชาติตลอดมาอย่างต่อเนื่อง ที่ปรากฏชัดเจน ในปริศนาธรรมต่างๆ ในหนังสือพระมหาชนก ทรงทราบปัญหาล่วงหน้านานหลายปีทีเดียว และทรงวิเคราะห์ปัญหา พร้อมทั้งเสนอวิธีแก้ปัญหาเสนอทางออกต่างๆเอาไว้อย่างชัดเจน ท่านที่สนใจต้องลองค่อยๆหยิบมาอ่านใหม่หลายๆรอบ และไขปริศนาต่างๆที่ทรงให้ไว้ให้กระจ่าง ว่าทำไมต้องดำเนินการใช้กุศโลบาย เอาประเทศให้รอดอย่างนั้น

ทีนี้ขอทุกท่านมาพบบทความอนาคตของหมอแกน ที่รอคอยผู้สนใจนำมาปฏิบัติแล้ว จึงจะเข้าใจทุกๆเรื่องราวต่างๆที่หมอแกนพูดถึงในบทความ วิธีศึกษา ถ้าหากตอนไหนอ่านแล้วสุดที่จะเข้าใจ ก็อ่านผ่านไปก่อน แล้วที่จับใจความชัดเจนได้แล้วก็ลองลงมือปฏิบัติได้เลย ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน เท่านั้น หมอแกนเพียงเสนอแนะแนวทาง ที่หมอแกนเองได้ผ่านมาแล้ว ให้ผู้ที่สนใจได้ทราบลู่ทาง และให้เร่งลงมือปฏิบัติ เนื่องจากเวลาการปรับสมดุลของโลกและสุริยจักรวาลเหลือไม่มากแล้ว

ความหมายของทฤษฎีโพเพทัส

ทฤษฎีโพเพทัส หรือ ทฤษฎีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าแกน เป็นศาสตร์แห่งการรักษาโรคแนวใหม่ ที่ไม่ใช่การรักษาในแนวทางของแพทย์ทางเลือก หรือ แพทย์แผนปัจจุบัน ซึ่งทฤษฎีนี้จะมุ่งเน้นให้ผู้ป่วยได้เป็นหมอรักษาตนเองอย่างแท้จริง  ทฤษฎีนี้เราจะไม่พึ่งยาอีกต่อไป และเราจะทำการรักษาโรคในระดับเซลล์ลงไปเท่านั้น จะไม่มีกรอบของการรักษาแบบเดิม ๆ ที่เน้นแต่การใช้สารเคมี สารอาหาร

เพื่อใช้ในการรักษาเหมือนที่เคยผ่านมาในอดีต 

หมอแกน

ฉะนั้นทฤษฎีนี้จะทำการรักษาลงไปในระดับเซลล์ ที่เล็กที่สุด เช่น เซลล์เม็ดเลือด หรือ เซลล์เนื้อเยื่อ ซึ่งเซลล์ต่าง ๆเหล่านี้  ต้องการเพียงพลังงานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า คลื่นความถี่แม่เหล็กไฟฟ้า และโหมดความจำที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่  ที่เป็นโปรแกรมเฉพาะ ตามที่ใจเราต้องการ  จะให้เป็นทั้งการสร้างเพื่อการเปลี่ยนแปลงด้านสรีระร่างกาย สุขภาพร่างกาย พร้อมทั้งสภาวะจิตใจ 

ฉะนั้นการรักษาในแนวทางนี้ ก็จะสามารถเปลี่ยนแปลงทั้งระบบอวัยวะต่างๆ พร้อมทั้งสภาวะจิตใจไปพร้อมๆกันด้วย และมันยังทำให้ส่วนต่างๆของร่างกาย ให้ได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และเป็นปรกติขึ้น  อีกทั้งทฤษฎีนี้ยังสามารถช่วยยืดอายุเซลล์ ให้ได้มีอายุที่ยาวนานยิ่งขึ้นกว่าปรกติจากแบบเดิมที่เป็นอยู่อีกเป็นหลายเท่าตัว    (เช่นเซลล์เม็ดเลือดแดงในคนมีอายุ 100-120 วัน หากสามารถทวีอายุได้เซลล์ก็ไม่จำเป็นต้องแบ่งตัวบ่อย  ความเสื่อมประสิทธิภาพของเซลล์ก็จะถูกยืดออกไป)

 
นั่นคือการที่เราสามารถเพิ่มอายุของเซลล์ต่างๆ ทั่วร่างกายให้เซลล์มีอายุเพิ่มมากขึ้น ตามโปรแกรมคำสั่งที่เราระบุได้เองอีกต่างหาก จนในที่สุดกลไกต่าง ๆ ภายในร่างกาย เกิดการสร้างเซลล์ต้นกำเนิดใหม่ขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง และรวดเร็วมากกว่าเดิม จนดูเหมือนว่า เราสามารถกลับมาเป็นคนที่ดูอ่อนกว่าวัยมาก ถ้าเทียบตามอายุจริง ราวกับเราเป็นหนุ่มเป็นสาวขึ้นอีกครั้ง (ซึ่งใครๆก็ชอบ เมื่อเรามีชีวิตร่างกายที่แข็งแรง ไม่เจ็บป่วย ช่วยเหลือตนเองได้จนวันตายเมื่อสิ้นอายุขัย) 

ฉะนั้นเมื่อเราทราบแล้วว่า เซลล์ต่างๆทั่วร่างกายของเรา ต้องการเพียงแค่พลังงานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และประจุไฟฟ้าลบและบวกอย่างสมดุลเพียงพอ เพื่อที่จะใช้ในการขับเคลื่อนและป้องกัน ซ่อมแซมตัวมัน ส่วนคลื่นความถี่แม่เหล็กไฟฟ้า ก็เพื่อที่จะใช้ในการส่งสัญญาณคลื่นระหว่าง เซลล์สู่เซลล์ หรือจากเซลล์สู่ไมโครชิพที่สมองส่วนท้ายทอย และส่วนสุดท้ายคือ โหมดความจำ  ที่เป็นโปรแกรมที่ได้ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ เพื่อที่จะทำให้เซลล์ทุกเซลล์รู้หน้าที่ของมันได้ดีขึ้น หรือแม้แต่การสร้างโปรแกรมเฉพาะไว้ เพื่อการทำงานบางอย่างที่เราอยากจะให้เป็นในตอนนั้น หรือเวลานั้น  ซึ่งเราสามารถบรรจุโปรแกรมหรือพลังงานต่างๆจำพวกนี้จาก 2 วิธีการเท่านั้น  นั่นคือ :

  • การดื่มน้ำผักผลไม้ ที่ปั่นรวมกันทั้งหมด 24 ชนิดเท่านั้น ส่วนวิธีการปั่นนี้เราจะได้พลังงานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และคลื่นความถี่แม่เหล็กไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังขาดโหมดความจำที่เป็นโปรแกรมใหม่  อย่างไรก็ตามเราก็จะได้อัตราเร่ง ในการสร้างเซลล์ใหม่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เราปั่นน้ำผักผลไม้โพเพทัส (Popatas Juice)
  • ส่วนวิธีการที่ 2 คือการหายใจที่มีรูปแบบเฉพาะ ที่เราเรียกมันว่า “การนั่งกระตุ้นคลื่นเซลล์” หรือ AEMCE ออกเสียงว่า เอมส ที่ย่อมาจากคำว่า   Activating Electro-Magnetic Cellular Energy วิธีการนี้เอง เราจะได้ทั้งพลังงานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า คลื่นความถี่แม่เหล็กไฟฟ้า และโหมดความจำ  ที่เป็นโปรแกรมเฉพาะ ที่เราสามารถสร้างมันขึ้นมาเอง ตามที่ใจเราต้องการทุกเมื่อ โดยอาศัยการหายใจอย่างถูกต้อง และมีรูปแบบเฉพาะเท่านั้น (เคยไปนั่งหารือกับคุณหมอแกน ..ท่านบอกให้ทราบว่าการใส่โปรแกรมให้ ไมโครชิพ ทำได้หลากหลายเรื่องทีเดียว เนื่องจากเป็นคลื่นพลังงาน เรียกว่าใช้ได้ทั้งโลกและธรรม..ท่านที่สนใจจะลองดูซักเรื่องก็ได้ที่กำลังต้องการอยู่พอดี...อย่าลืมวันละ 5 รอบ ด้วยระยะเวลาเหลื่อมกันทุกครั้ง ด้วยโปรแกรมคำสั่งเหมือนกันทั้ง 5 ครั้ง)

นี่เป็นเพียงแค่รูปแบบของการหายใจ ที่ได้แต่พลังงานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากับคลื่นความถี่แม่เหล็กไฟฟ้าเท่านั้น แต่ในทุกๆ หน่วยเซลล์มันต้องการโหมดความจำที่เป็นโปรแกรม ซึ่งเราสามารถสร้างมันขึ้นมาใหม่ได้นั้น ก็ต้องเกิดจากความสัมพันธ์ระหว่าง การหายใจเข้า เพื่อกำหนดภาพของเวลาในการนั่งกระตุ้นคลื่นเซลล์ ไปพร้อมๆกับการหายใจออก พร้อมกับพูดออกเสียงออกมาให้หูของเราได้ยิน เป็นการกำหนดคำสั่งด้วยคลื่นเสียง สำหรับใช้สร้างโปรแกรมแบบต่างๆ ที่เราต้องการจะให้เป็น แต่ก่อนที่จะเริ่มตั้งคำสั่งที่เป็นเวลาและคำสั่งที่เป็นเสียง เราจะต้องกำหนดเห็นตัว ไมโครชิพ ที่ด้านหลังท้ายทอยก่อน (เป็นการปลุกให้ ไมโครชิพ พร้อมรับคลื่นคำสั่งทั้งภาพและเสียง)

โดยเริ่มต้นจากการนั่งหลับตา  แล้วทำการหายใจเข้าไปพร้อมกับรู้สึกได้ว่ามี ไมโครชิพ ที่เล็กเท่าหัวเข็มหมุด ตั้งอยู่ ณ บริเวณนั้น โดยแค่รู้สึกอย่างเดียวก็พอ ไมโครชิพ นี้ เป็นหัวใจหลัก และเป็นกลไกหลักของระบบทั้งหมด ของร่างกายและจิตใจ เราด้วย แม้แต่ความรู้สึกนึกคิดของเราก็ด้วยเช่นกัน อย่าลืมว่า ไมโครชิพ นี้สามารถเปลี่ยน หรือถูกสร้างขึ้นมาใหม่ได้เสมอ (นับว่าไมโครชิพ เป็นเครื่องมือของธรรมชาติในจักรวาล ที่มีอยู่กับตัวเราโดยไม่ต้องซื้อหา เพียงแต่ใช้วิชาความรู้ของหมอแกน นำออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด กับตัวเราให้สมกับที่หมอแกนเสียสละเวลามาจากดาวโพเพทัส เพื่อมาช่วยเพื่อนมนุษย์ทั่วโลก ตามที่หลวงปู่เทพโลกอุดรได้กล่าวถึง ในยามคับขัน โลกกำลังเผชิญภัยพิบัติที่นับวันจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ก้าวไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในรอบที่ 5 ของจักรวาล)

 การทำงานของไมโครชิพ 
ไมโครชิพ จะทำงานโดยมีคุณสมบัติเฉพาะตัว นั่นคือ มันมีหน้าที่ในการถ่ายเทพลังงานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และคลื่นความถี่แม่เหล็กไฟฟ้า  อีกทั้งภายในไมโครชิพ มันจะจัดเก็บบันทึกเป็นรูปแบบโปรแกรม  ที่ถูกสร้างไว้เฉพาะเจาะจงเท่านั้น เพื่อที่จะกำหนดในการทำงานของมันอย่างถูกต้อง ตามรูปแบบที่ได้กำหนดไว้ก่อนหน้านี้  โดยตัวเราจะเป็นผู้กำหนดโปรแกรมนี้เอง ที่จะใส่ลงไปในตัว ไมโครชิพ แต่ต้องมีรูปแบบที่สอดคล้องกับการหายใจเสมอ ที่มีจำนวนวินาทีของการหายใจเข้าหรือออกในแต่ละครั้งซึ่งทุกครั้งที่ทำการหายใจ เข้าหรือหายใจออก ภายในอากาศที่เราหายใจอยู่ มันจะมีพลังงานที่แฝงอยู่ควบคู่มากับตัวประจุคลื่นความถี่แม่เหล็กไฟฟ้า ที่มีจำนวนจำกัด โดยมันจะต้องสอดคล้องกับลมหายใจเข้าและออกไปพร้อมๆ กับการกำหนดคลื่นภาพของเวลาที่เราจะทำการนั่งกระตุ้นคลื่นเซลล์

เมื่อเราเริ่มหายใจเข้า เราก็จะเห็นภาพของเวลา ที่จะกำหนดในการนั่งกระตุ้นคลื่นเซลล์ ตรงบริเวณหน้าผากทุกครั้งที่เราหายใจเข้าจนสุด และต้องให้นานที่สุดด้วย หลังจากนั้นเราก็กลั้นลมหายใจเล็กน้อย ประมาณ 3-5 วินาทีเท่านั้น (ห้ามนับเวลาในใจเด็ดขาด) ต่อจากนั้นเราก็จะทำการหายใจออก พร้อมกับมองให้เห็นภาพตัวเลขที่ได้กำหนดไว้ก่อนหน้านี้แล้ว และเมื่อเห็นแล้ว ก็พูดออกเสียงมาให้หูของเราได้ยินคำสั่ง ที่เราต้องการจะ สั่ง ซึ่งมันเป็นคำสั่งเสียงที่พูดออกมากระทบโสตประสาทการได้ยิน  ณ เวลานั้น

ไมโครชิพ ที่หลังท้ายทอย  ก็จะเก็บรหัสที่เป็นประจุไฟฟ้า เข้ามายังตัว ไมโครชิพ โดยแปลงคำสั่งที่เป็นเสียงให้เป็น คลื่นความถี่แม่เหล็กไฟฟ้า ขณะที่เรากำลังออกคำสั่งด้วยเสียงอยู่นั้น  เราก็ทำการหายใจออกอย่างต่อเนื่อง เพื่อออกคำสั่งที่เราต้องการจะพูดออกมา ให้ได้มากที่สุด แต่ถ้าคำสั่งเหล่านั้นยังพูดออกมาไม่หมดตามต้องการ เราก็จะทำการหายใจเข้าอีกครั้งหนึ่ง  พร้อมๆกับการเห็นภาพตัวเลขเดิมที่กลางหน้าผาก  หลังจากนั้นก็จะกลั้นลมหายใจอีก 3-5 วินาที ต่อจากนั้นก็จะทำการหายใจออกเหมือนเดิม 

แต่ครั้งนี้จะพูดเฉพาะคำสั่งที่เหลืออีกครั้งให้ได้มากที่สุด จนครบทุกคำสั่ง ที่เราต้องการจะใส่ลงไปยัง ไมโครชิพ  เพื่อที่จะสร้างเป็นโปรแกรมเฉพาะ ณ เวลานั้น หลังจากที่พูดจนครบสมบูรณ์แบบหมดแล้ว  เราก็จะมาควบคุมลมหายใจ 4 อย่างที่ได้กล่าวมาแล้วจากข้างต้น  ปฏิบัติอย่างนี้ไปเรื่อยๆจนครบกำหนดเวลาที่ตั้งไว้  โดยห้ามจับเวลาหรือตั้งนาฬิกาปลุกเด็ดขาด  เราจะฝึกปฏิบัติอย่างนี้ไปจนครบ 5 รอบต่อวัน  โดยแต่ละรอบจะต้องมีเวลาห่างกันทุกๆ 3 ชั่วโมง 

หรือถ้าบางครั้งผู้ปฏิบัติไม่สามารถจัดเวลาได้ ตามกำหนดเวลาที่จัดไว้ได้  ก็ให้ผู้ปฏิบัติเปลี่ยนมานั่งกระตุ้นคลื่นเซลล์เวลาใดก็ได้ที่ตัวเองสะดวก แต่จำเป็นต้องครบ 5 รอบต่อวัน  โดยทั้ง 5 รอบนี้เราจะใช้เวลาในการนั่งกระตุ้นคลื่นเซลล์ ของแต่ละรอบ มันจะต้องไม่ซ้ำกันเลย ในการกระตุ้นคลื่นเซลล์อย่างเด็ดขาด โดยทุกรอบของวันนั้นเราจะใช้โปรแกรมคำสั่งเหมือนกันทั้งวัน

แต่จะมีใครรู้บ้างมั๊ยว่า แล้วตัว ไมโครชิพ เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่?  แล้วคนเรามีตัวไมโครชิพ จริงหรือ?  ในความเป็นจริงแล้ว ตัวไมโครชิพเกิดขึ้นจริง  และมีมานานมากแล้ว  และมันก็เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อเริ่มอุบัติการณ์การเกิดมนุษยชาติบนโลกใบนี้  เพราะโลกใบนี้ถูกสร้างขึ้นมาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ น้ำ  ลำธาร  ทะเล  อากาศและสนามแม่เหล็กไฟฟ้าโลก  ทุกสิ่งทุกอย่างถูกสร้างขึ้นมาพร้อมสรรพมาก่อนที่มนุษย์หรือสัตว์โลกจะ อุบัติขึ้นก่อนทั้งสิ้น

มันไม่ใช่เรื่องของความบังเอิญครับ  ในการถือกำเนิดของเซลล์สิ่งมีชีวิต  มันจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนถ่ายโปรแกรมสมองของสิ่งมีชีวิตทั้งมวล  โดยส่งผลมาจากครั้งแรกสุดที่มีการยิงคลื่นพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าจักรวาล จากนอกโลกส่งมายังโลกใบนี้ในครั้งแรกเมื่อนานมาแล้วหลายล้านล้านปี  สิ่งมีชีวิตชุดแรกก็จะส่งผ่านพันธุกรรมต่างๆให้กันและกัน  โดยใช้วิธีการสืบสายพันธุ์  โดยส่งผ่านจากเซลล์ยีนส์  แต่ขณะที่ก่อนจะมีการส่งผ่านเซลล์ยีนส์ให้กันและกันนั้น  ตัวเซลล์เพศชายทั้งหมดก็จะส่งผ่านทางอสุจิ  ที่มีโปรแกรมสมองของชาติพันธุ์ชุดแรกๆ

โดยส่งผ่านในรูปแบบของคลื่นความถี่แม่เหล็กไฟฟ้า ไปยังไข่ของเพศเมียที่มีประจุไฟฟ้าในตัวเอง  ซึ่งมีค่าเป็นประจุไอออนบวก เพียงแต่กำลังรอการแมทช์ของประจุไอออนลบภายในตัว อสุจิของเพศชาย ว่าใช่โปรแกรมในสายพันธุ์เดียวกันหรือไม่  โดยโปรแกรมต่างๆก็จะถูกสร้างขึ้นมาใหม่ให้สอดรับกับโมเดลของตัวอ่อนนั้นๆ  โดยที่ตัวโปรแกรมนี้จะถูกลงบันทึกเป็นครั้งแรกภายในไมโครชิพ   ซึ่งได้ฝังตัวอยู่ก่อนตั้งแต่ครั้งแรกที่มีไข่ของเพศเมีย  ฉะนั้นตัว ไมโครชิพ สามารถที่จะเปลี่ยนโปรแกรมบันทึกข้อมูลใหม่ได้เสมอ 

หลังจากที่เรารู้แล้วว่ามันมีอยู่จริง และมันสามารถเปลี่ยนโปรแกรมได้ตลอดเวลา  โดยเราสามารถที่จะเปลี่ยนมันก่อนช่วงการผสมพันธุ์เสียด้วยซ้ำ (ตรงนี้ต้องอาศัย พ่อหรือแม่ เป็นผู้ดำเนินการที่ไมโครชิพ ของตนเอง ส่งพลังงานโปรแกรมที่ต้องการเปลี่ยนไปยังไมโครชิพของลูกในมดลูก เช่นให้สมองของลูกในท้องมีไอคิว 140 เป็นต้น)

โดยความเป็นจริงแล้วอายุขัยของตัว ไมโครชิพ จะอยู่ที่ 2300 กว่าปีจนถึง 2700 กว่าปี  ถ้าอายุขัยของตัว ไมโครชิพ ที่ดำรงชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ก็จะมีอายุขัยได้มากสุด เพียงแค่  2700 กว่าปีเท่านั้น  แต่ถ้าใครก็ตามที่มีทฤษฎีโพเพทัส ก็จะสามารถเปลี่ยนแปลงให้ ไมโครชิพ นั้นเกิดความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ทั้งทางด้านพลังงานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า  คลื่นความถี่แม่เหล็กไฟฟ้า  และสุดท้ายคือโปรแกรมที่ถูกบันทึกให้ใหม่ ที่มีความเสถียรมากกว่าเดิม   และในช่วงเวลานั้นเอง ตัวไมโครชิพ ก็จะเกิดความสมบูรณ์แบบทันที 

(อาการของผู้ปฏิบัตินั่งคลื่นพลังโพเพทัสจะหายใจเบามาก รอบหนึ่งเกิน 1 นาที ในการหายใจเข้าและออก และจิตไม่ยึดถือสิ่งใด) และ ไมโครชิพ พร้อมที่จะ ยิงคลื่นสัญญาณส่งกลับไปยังดาวต่างๆ ที่ตัว ไมโครชิพ นั้นได้ถูกยิงคลื่นสัญญาณมาก่อนหน้านี้ เมื่อหลายล้านล้านปีที่แล้ว  ซึ่งเป็นการที่จะทำให้คลื่นสัญญาณ ไมโครชิพ เกิดการแมทช์กับคลื่นท่อส่งสัญญาณเดิม ให้ได้ตรงเป็นสัญญาณเดียวกัน ตั้งแต่ครั้งแรกที่มีการยิงคลื่นสัญญาณ เฉพาะกับสิ่งมีชีวิตชุดแรกเมื่อนานมาแล้ว

ดาวโพเพทัสที่หมอแกนจากมา ห่างจากโลกไปอีก 3 จักรวาล  ชาวดาวโลกยินดีต้อนรับหมอ! ผู้เสียสละชีวิตส่วนตัวมาชั่วคราว

ถ้าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นอีกครั้งสิ่งมีชีวิตผู้นั้น  โดยเฉพาะผมพูดถึง ตัวไมโครชิพ นะครับ  ก็จะสามารถกลับไปดำรงชีวิตยังนอกโลกในจักรวาลที่ใดก็ได้  ที่ที่สิ่งมีชีวิตชุดแรกของตัวไมโครชิพ นั้นได้ถูกส่งมาก่อนหน้านี้  การกลับไปครั้งนี้ จะเป็นการเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ของอายุขัยของสิ่งมีชีวิตนั้น   ผมหมายถึงการเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ของ ตัวไมโครชิพ นะครับ 

โดยปรกติแล้วตัวไมโครชิพที่มาจากดาวอื่นๆที่มายังโลก  โดยที่ไม่ได้มาจากดาวโพเพทัส  โดยตัวไมโครชิพ นี้ก็ยังจะมีอายุขัย หรือมีระยะเวลาของการดำรงชีวิตที่มีจำกัด อยู่ดี  แต่ถ้าบุคคลใดก็ตาม ที่สามารถเรียนรู้วิชาทฤษฎีโพเพทัสนี้ได้  บุคคลนั้นก็สามารถที่จะกลับไปยังดาวโพเพทัส และใช้ชีวิตอย่างเป็นอมตะนิรันดร์ตลอดไป ...(หรือใครจะเลือกกลับคืนไปสู่ต้นกำเนิดของตน) 

(ใครที่รู้ตัวว่ามีกรรมในอดีตเกี่ยวเนื่องกับหมอแกน ที่มาจากดาวโพเพทัส  ขอให้ทราบว่าหมอแกนมาชี้ช่องทางกลับไปโลกเดิม ในสภาพการมีชีวิตที่หมอแกนำมาพูดถึง หรือสำหรับผู้ที่ใช้ทฤษฎีโพเพทัส แล้วจิตไม่ยึดติดสิ่งใดแล้ว แม้แต่กายของตนเอง หรืออีกนัยหนึ่ง ได้มาอยู่บนทางมรรค แล้ว เหลือแต่ดำเนินมรรคให้สมบูรณ์ ในปัจจุบัน สามาราถเข้าไปต่อยอด สะสมคลื่นความถี่สูง ทำลายอนุศัยกิเลส ให้สิ้นไป ให้จิตดำรงค์อยู่อย่างเป็นหนึ่ง ในภาวะจิตเดิม ได้ที่ ลิงค์นี้ 

หรือเลือกนั่งรับคลื่นพลังโพเพทัส ให้สม่ำเสมอ เป็นประจำ ให้ไมโครชิพสเถียร ได้กลับถึงจุดกำเนิด ก็มีทางเลือก 2 ทาง ประการแรกอยู่ไปจนไมโครชิพ หมดอายุขัยบนโลกนี้ หรือ ใส่โปรแกรมให้ไมโครชิพ ให้หัวใจดับพลังงานให้สูญ ไป  ส่วนผู้ที่รู้จัก พระบรมธรรมบิดา นำจิตของตนไปนั่งอยู่บนดอกบัว หรือไมโคร ชิพ นั่นเอง หมุนอยู่ในพระอุทรของพระบรมธรรมบิดาตลอดไป สิ้นสุดการท่องโลกและจักรวาลหาประสพการณ์อีกต่อไป....ส่วนดีเลิศของทฤษฎีโพเพทัส แหกกฏธรรมชาติ ช่วยให้มนุษย์ไม่ต้อง ป่วย เจ็บ แก่ และตาย ช่วยให้ผู้ปฏิบัติเป็นกิจวัตรทุกคน มีกำลังวังชา ช่วยเหลือตนเองได้ตลอดไป จนสิ้นอายุขัย และคืนกลับไปใช้ชีวิตนิรันดร์ หรือคืนกลับสูจุดกำเนิด ของทุกๆชีวิต)

เพราะการรักษาโรคส่วนใหญ่ในปัจจุบันและอดีตที่ผ่านมา  มักเน้นแต่การรักษาในรูปแบบของ Body (ร่างกาย )และ Soul (จิตวิญญาณในรูปแบบของอารมณ์  นิสัย  และความนึกคิด)  เพราะมนุษย์ทั่วไปมองว่าการรักษาสุขภาพที่ดี  คือ การดูแลสุขภาพร่างกายและจิตใจนั้นสำคัญที่สุด  จนได้แต่มองไปว่าการรักษาโรคที่มองเห็นด้วยตาเปล่าคือความจริงที่เป็นอยู่  ฉะนั้นการรักษาโรคในวิธีนี้ก็จะเดินตามไล่หลังโรคไปเรื่อยๆ  เพื่อที่จะทำการรักษาหรือเพื่อที่จะเอาชนะโรคนั้นๆให้ได้  จะพูดง่ายๆก็คือรักษาตามอาการไงครับ  ส่วนเรื่องของการดูแลสุขภาพด้านจิตใจ เช่น อารมณ์  นิสัย  หรือแม้แต่ความนึกคิด 

ถ้าพูดเรื่องนี้แบบนักจิตวิญญาณแล้วละก้อ  พวกเค้าเหล่านั้นก็จะพยายามฝึกฝนในเรื่องของสติเพื่อให้ตัวเราอยู่เหนือความ เจ็บปวด  ความทรมานทั้งมวล  หรือสติในด้านรู้การเคลื่อนไหวหรือการกระทำทุกๆขณะ  บางคนที่ไม่ใช่นักจิตวิญญาณก็จะเน้นความรื่นเริง  ความบันเทิง  หรืออาจจะหาศิลปะบางแขนงมาเสพความสุขให้กับจิตใจ  หรือใช้วิธีขัดเกลาจิตใจโดยการใช้ศิลปะในการบำบัดโรค  เช่น  ดนตรีบำบัด  ศิลปะภาพวาดบำบัด  หรือศิลปะด้านการปั้นดินเหนียวบำบัด

แต่คุณผู้อ่านต้องเข้าใจก่อนว่า Body และ Soul เมื่อมันมาอยู่ด้วยกันเราจะเรียกมันว่า “สิ่งมีชีวิตหรือมนุษย์อย่างเราๆ” ครับ  สมมุติถ้าวันหนึ่ง Body (ร่างกาย) ไม่มี Soul (จิตวิญญาณ)  เราก็คงเรียกสิ่งนั้นว่า “ศพ” แต่ถ้า Soul (จิตวิญญาณ) ไม่มี Body (ร่างกาย) ไว้สิงสู่มันก็คงเรียกได้ว่า “ วิญญาณที่ล่องลอยหรือผี “ ไงครับ   มันคงดีแน่นอนครับถ้าเราอยากจะยกระดับจิตใจหรือจิตวิญญาณของเราให้ได้ดีกว่านี้  และมันก็คงแน่นอนอีกเช่นกันครับ ถ้าเราอยากยกระดับสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง และสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น 

ในธรรมชาติของมนุษย์ประกอบไปด้วย 3 มิติชีวิต  แหม่ ! ฟังดูดีนะครับ  แต่คุณผู้อ่านเชื่อมั๊ยครับว่าคนเราทั่วไปเชื่อ และจมปรักอยู่กับความเชื่อที่ว่า มนุษย์จะต้องประกอบไปด้วยร่างกายและจิตวิญญาณเท่านั้น  แล้วเราถึงจะเรียกมันว่ามนุษย์จริงๆ  โดยความคิดนี้ผมเรียกมันว่า ”ความรู้แบบมิติที่ 1” คือ เรามองเห็นอะไรด้วยตาเปล่า  ได้ยินอะไรด้วยหู  หรือแม้แต่ได้สัมผัสอะไรด้วยประสาทสัมผัส แล้วเราก็จะเชื่อมันทันทีว่ามันมีอยู่จริงทุกเรื่องจากการได้เห็น  ได้ฟัง  ได้สัมผัสเท่านั้น  แต่แท้ที่จริงแล้วในชีวิตทุกชีวิตบนโลกใบนี้ ภายในร่างกายของเราหรือภายในสิ่งมีชีวิตใดชีวิตหนึ่ง มันจะประกอบไปด้วย 3 มิติควบคู่ไปพร้อมๆกันเสมอ  เพื่อให้การดำเนินชีวิตที่เป็นแบบ 3 มิติตลอดเวลา  แต่มนุษย์ทั่วไปยังไม่รู้ว่ามันมีอยู่แล้วจริงๆเพราะตัวเรายังไม่เข้าใจมันว่านี่หรือ “มิติของชีวิต” 

การที่มนุษย์ได้เห็นอะไรด้วยตา  ได้ยินอะไรด้วยหู  หรือได้สัมผัสอะไรด้วยประสาทสัมผัส  ผมบอกได้เลยครับว่า  มันคือมิติที่ 1 ที่มีความหยาบที่สุดแล้วครับ  ประสาทสัมผัสทั้งหลายเหล่านั้นมันเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยไม่จบสิ้น  มนุษย์ทั่วไปหลงไปกับมิติที่ 1 นี้เป็นจำนวนมาก  การเห็นอะไรด้วยตาแล้วบอกว่าชอบ  ไม่ชอบ  สวย  ไม่สวย  นี่แหละครับ “กิเลสมายา” ที่มีความหยาบที่สุดแล้วจริงๆครับ 

(ถูกต้องทีเดียว พระบรมธรรมบิดา ทรงบอกให้มนุษยย์ทราบว่า สิ่งต่างๆที่เห็นบนโลกหรือตัวเราก็ตามมีสภาพ เป็นสูญไม่มีอะไรเที่ยงแท้ต้องแปรเปลี่ยนไปอยู่ตลอดเวลา หากใครหลงยึดก็จะเป็นทุกข์ จิตเท่านั้นที่เป็นหนึ่ง เราถูกโลกและจักรวาลครอบเอาไว้ มีแรงดูดจากศูนย์กลาง-ปล่อยทุกๆ 1 วินาทีใน  ความเป็นหนึ่งกับสุญญตา นั่นเอง)  

คนทั่วไปหลงไปกับกิเลสมายาเหล่านี้มาก จนลืมให้ความสำคัญ ของมิติที่ 2 และมิติที่ 3  อีกตัวอย่างหนึ่ง  การได้ยินอะไรด้วยหู  เช่น  ฟังเสียงคำชมเชย  ด่าทอ  หรือคำสรรเสริญ  ….

เมื่อมันมากระทบในมิติที่ 1 อีกครั้งกับโสตสมองของคนเรา  ณ เวลานั้นมิติที่ 2 ก็จะเปิดสวิตซ์ของมันออกมาทันที   โดยเรารู้สึกได้ว่า “โกรธแล้วนะ” หรือ “อยากจะกอดคนคนนั้นเพื่อจะขอบคุณกับคำชมเชยนั้นๆ”  ความรู้สึกเหล่านี้ เป็นแค่ส่วนหนึ่งของอารมณ์อีกมากมาย  ความนึกคิด  การจินตนาการ  หรือแม้แต่ภาพลวงตาก็ด้วยเช่นกัน  มันเป็นมิติที่ 2 ทั้งสิ้น เมื่อไหร่ที่เราได้ใช้ความรู้สึก  ความนึกคิด  อารมณ์  นิสัย  ที่เป็นรูปแบบของนามธรรม เช่น คำว่า “โกรธ”  มันก็คงเป็นรูปแบบนามธรรมทันที  ตราบใดที่เรายังไม่เริ่มลงมือกระทำความหมายของคำว่า โกรธมันก็คงเป็นไปได้แค่ความหมายของนามธรรมเพียงเท่านั้น 

แต่ถ้าบุคคลใดก็ตาม ลงมือแสดงออกถึงความโกรธนั้นๆออกมา ในรูปแบบต่างๆ  มันก็คงหมายความว่า  ความหมายของความโกรธนั้นได้เปลี่ยนไปอย่างไม่มีรูปแบบอีกต่อไป หรือแม้แต่ ความเข้มข้นของความโกรธ  ก็จะมีความเข้มข้นที่แตกต่างกันออกไป  ขึ้นอยู่กับว่าในมิติที่ 1 ของเราคือ  ตา  หู  สัมผัส  ได้เห็นความหยาบของมันแค่ไหน หรือมันได้ผนวกไปกับมิติที่ 2  คือความรู้สึก  อารมณ์   ความนึกคิด  นิสัย  ว่ามันมีความซับซ้อนเพียงไร 

ผมต้องบอกก่อนเลยว่า ในมิติที่ 2  ความรู้สึก  ความนึกคิด  อารมณ์  นิสัย  ว่ามันมีความซับซ้อนในตัวมันเองมากเหลือเกินอยู่แล้ว  ตัวอย่างเช่น  ความโกรธมันเป็นรูปแบบของนามธรรม  แต่ถ้าเราแสดงความโกรธนั้นออกมา มันก็จะเริ่มมีความซับซ้อนขึ้นมาทันทีว่า โกรธแบบไหนล่ะ  ความรู้สึก  ความนึกคิด  อารมณ์  นิสัยของมิติที่ 2  ก็จะเริ่มทำการประมวลและเริ่มทำงานไปกับกายหยาบหรือความหยาบของมิติที่ 1  ว่าความโกรธที่เกิดขึ้นนั้น ซึ่งเกิดจากสาเหตุที่เริ่มต้นมาจากมิติที่ 1 ใช่มั้ย  ถ้าตาเราเห็นสิ่งหนึ่งแล้วโกรธ  การแสดงออกของความโกรธก็จะมีดีกรีของความเข้มข้นที่ไม่มากเท่าไหร่นัก  เพราะว่าความโกรธนั้นเกิดมาจากสาเหตุของมิติที่ 1  ที่ที่มีความซับซ้อนน้อยที่สุด  แต่ถ้าเราหยุดการมองสิ่งนั้นได้ลงทันทีในมิติที่ 1 ทุกอย่างก็จะจบไวที่สุดเพราะว่าอารมณ์  ความนึกคิด  ความรู้สึก  นิสัย  มันยังไม่สามารถเชื่อมต่อกับมิติที่ 1 ได้ทันเวลา (ความรู้เท่าทันอารมณ์จะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ สำหรับผู้ที่นั่งรับคลื่นพลังอยู่เป็นประจำ) 

เพราะโดยพื้นฐานแล้วมิติที่ 1 ลอยอยู่ด้านบนสุดเสมอ (ผมแค่เปรียบเทียบภาพให้เห็นเท่านั้นนะครับ)  ซึ่งอยู่ในรูปแบบของแนวดิ่ง  ส่วนที่อยู่ถัดลงมาในแนวดิ่งคือมิติที่ 2 ซึ่งโดยปกติแล้วพื้นที่ในมิติที่ 2 ที่อยู่ถัดลงมาจากมิติที่ 1  มันมีความโป่งพองตัวมากกว่าปกติอยู่แล้ว  เพราะสิ่งที่โป่งพองตัวออกมานั้นในพื้นที่ของมิติที่ 2  มันหมายถึงความซับซ้อนของกระบวนการความนึกคิด  กระบวนการของอารมณ์   กระบวนการของนิสัย  และกระบวนการของความรู้สึก  ซึ่งในตัวมันเองมีความหลากหลายมากอยู่ในตัวมันอยู่แล้ว 

ยิ่งมันโป่งพองตัวมากเท่าไหร่ในพื้นที่ของมิติที่ 2  ที่อยู่ด้านล่างนี้  ตัวมันเองก็จะมีหน้าที่ที่จะคอยประมวลการแสดงออก ของการกระทำที่มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้นด้วยเช่นกัน  ดังนั้นการแสดงออกมาของมิติที่ 1 ก็จะแสดงออกมาในรูปของการกระทำ  ส่งผลในรูปแบบของร่างกายที่เป็นประสาทสัมผัส  การเห็น  การได้ยิน  ก็จะเพิ่มทวีคูณความรุนแรงขึ้น  แต่ถ้าเผอิญว่าอย่างที่ผมบอกไปก่อนหน้านี้แล้วว่า  ถ้าตัวเราไม่สามารถหยุดมิติที่ 1 ได้ตั้งแต่แรก  เมื่อไหร่ที่มันก้าวข้ามผ่านมายังมิติที่ 2  มันก็จะเป็นเรื่องที่ยุ่งยากซับซ้อนมากขึ้น จนเราจะหยุดการกระทำของความโกรธ ที่เป็นนามธรรมที่อยู่ภายใต้มิติที่ 2 นี้ลงได้ยาก 

โดยส่วนใหญ่มิติที่ 1 (สัมผัสด้วยหู  สัมผัสด้วยตา  สัมผัสด้วยร่างกาย) และมิติที่ 2 (ความรู้สึก  นึกคิด  อารมณ์  นิสัย )  ในความเป็นจริงแล้ว ในช่องทางที่เป็นรูปแบบของแนวดิ่งนี้  ซึ่งผมได้บอกไปก่อนหน้านี้แล้วว่า  ส่วนที่อยู่ข้างล่างคือมิติที่ 2  มันจะต้องโป่งพองออกมามากกว่าปกติอยู่แล้ว  และมากกว่าในพื้นที่ของมิติที่ 1 ด้วยซ้ำ  แต่ในหน้าที่ของมิติที่ 1  มันมีหน้าที่เพียงแค่ช่องทางของมิติที่ 2  ที่จะให้มิติที่ 2  ทำการเคลื่อนตัวผ่านขึ้นไปด้านบนไปยังมิติที่ 1 เพื่อที่จะหาความสมดุล หรือทางออกของช่องทางคลื่นความถี่ให้ได้ตรงกันทุกๆ ส่วน  จนทำให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่ของมิติที่ 1  และพื้นที่ของมิติที่ 2  ดังเช่นตัวอย่างที่กล่าวไปก่อนหน้านี้แล้ว 

ตัวอย่างของความโกรธ  เราลองมาทำการจินตนาการไปกับเรื่องราวตัวอย่างนี้ดูนะครับ

ถ้าคนเราในมิติที่ 1  การเห็น  คือ  ได้เห็นผู้ชายคนหนึ่งที่เราเกลียด  นี่คือช่องทางที่เป็นรูปแบบของคลื่น  คือ การเห็น  เพื่อให้คลื่นของมิติที่ 2  คือ นามธรรม คำว่า  “ความโกรธ”  เพื่อให้ได้ส่งคลื่นเคลื่อนตัวมันเองขึ้นมายังพื้นที่ของมิติที่ 1  แต่อย่างที่ผมบอกไปแล้วว่า  เผอิญความโกรธมันมีความเข้มข้นจากหลายสาเหตุมากมาย  ความโกรธในมิติที่ 2  คลื่นความถี่ของมันก็จะเกิดความซับซ้อนขึ้นมาทันที  จนคนคนนั้นแสดงความโกรธออกมาเป็นรูปแบบของการกระทำด้วยการเดินเข้าไปต่อว่า  หรือด่าทอคนนั้น  แสดงว่ามิติที่ 1 ได้แสดงผลลัพธ์กับออกมาจากคลื่นความถี่ของมิติที่ 2  คือ ความซับซ้อนของสาเหตุและเหตุผลต่างๆที่จะลงมือส่งผลให้มิติที่ 1 กระฉอกออกมาเป็นรูปแบบของกายหยาบ

โดยการแสดงออกทางคำพูดในการต่อว่าหรือด่าทอ ซึ่งเดิมทีมันคือช่องทางแรกที่จะทำให้เกิดผลลัพธ์ในการมองเห็นผู้ชายคนนั้น  ซึ่งเป็นช่องทางเดียวกันในการส่งผ่านข้อมูลไปยังส่วนด้านล่างของมิติที่ 2 เพื่อให้สอดรับกับมิติที่ 1  แต่ในขบวนการของมิติที่ 2 มันมีความเกี่ยวข้องกับกระบวนการของอารมณ์  กระบวนการของความนึกคิด  กระบวนการของนิสัย  และกระบวนการของความรู้สึก  อย่างที่ผมบอกไปแล้วว่ามิติที่ 2  มันมีความซับซ้อนภายในตัวของมันเองอยู่แล้ว  และมันก็ไม่มีหน้าที่ที่จะไปประมวลข้อมูลต่างๆในสิ่งที่ตาของเขามองเห็น ผู้ชายคนนั้นว่าเป็นอย่างไร 

แต่มันกลับไปมีหน้าที่เพิ่มดีกรีความเข้มข้นของความซับซ้อนในด้านของอารมณ์  ความนึกคิด  นิสัย  ความรู้สึก  ว่า ณ ห้วงเวลานั้นคนๆนั้นรู้สึกนึกคิด  นิสัย  อารมณ์  เป็นเช่นไร  ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว  ความซับซ้อนของมิติที่ 2 มันควรจะมีการโป่งพองให้ได้น้อยที่สุด  และจะต้องมีพื้นที่ที่มีความกว้างใหญ่ให้ได้เท่ากับพื้นที่ของมิติที่ 1 ด้วยซ้ำ  ถ้าเราสามารถทำมันให้มีขนาดความกว้างของพื้นที่มิติที่ 1  และพื้นที่ของมิติที่ 2  ได้เท่ากัน  ฉะนั้นผลลัพธ์ในตัวอย่างเดียวกันนี้  ถ้าตาเรามองเห็นผู้ชายคนนั้นมันก็คือตาที่เป็นเพียงแค่ช่องทางของคลื่นที่มี หน้าที่ได้แค่มอง (สักแต่มองเห็น) และมิติที่ 2 ที่เป็นมิติของอารมณ์  ความนึกคิด  นิสัย  ความรู้สึก  ก็จะไม่มีผลกระทบอะไรขึ้นมาทันที 

เพราะว่าอย่างที่ผมได้บอกไปก่อนหน้านี้แล้วว่า  หน้าที่ของมิติที่ 2 มันไม่มีหน้าที่ประมวลอะไรทั้งสิ้น แต่มันมีหน้าที่เพียงอย่างเดียวคือ การส่งผ่านคลื่นความถี่ของความรู้สึก  ความนึกคิด  อารมณ์  นิสัย  กลับออกมาทางเส้นทางเดิมในพื้นที่ของมิติที่ 1  คือตา  ฉะนั้นในเมื่อพื้นที่ความโป่งของมิติที่ 1 และมิติที่ 2 เท่ากันได้ มันก็จะหยุดผ่านการส่งข้อมูลเพื่อไม่ให้เกิดการกระทำอะไรนั้นๆออกมาอีกต่อไป เพราะตา (มิติที่ 1) เห็นแล้วจบ  มิติที่ 2 (อารมณ์  ความนึกคิด  นิสัย  ความรู้สึก)  มันไม่มีการส่งผ่านข้อมูลกันอีกต่อไป  เพราะมันไม่มีการเชื่อมต่อกันอีกแล้ว  จนทำให้ตาที่มองเห็น  มันไม่มีความรู้สึกอีกต่อไป  ไม่มีอารมณ์อีกต่อไป

หลายคนชอบที่จะอยู่ใน “วัฏจักรโลก”  ที่ที่มนุษย์กำเนิดก่อตัวขึ้นมาจาก Body กับ Soul  หรือ  ร่างกายกับจิตวิญญาณ  เมื่อมันมาประกอบอยู่ด้วยกัน  เราคือสิ่งมีชีวิตหรือมนุษย์  อย่างที่ผมได้กล่าวไปก่อนหน้านี้แล้วว่า ร่างกายของเรามันเป็นสิ่งที่หยาบที่สุด  มันประกอบไปด้วยตา  หู  ประสาทสัมผัสทางร่างกาย  หรือจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่ามิติที่ 1 แสดงว่าเรารู้แล้วว่าร่างกายคนเราคือมิติที่ 1 ส่วนจิตวิญญาณที่ประกอบไปด้วยอารมณ์  ความนึกคิด  นิสัย  ความรู้สึก  ซึ่งแท้จริงแล้วมันคือมิติที่ 2 นั่นเอง  คุณเชื่อมั้ยครับ ? 

พวกเราทุกคนไม่อยากที่จะเกิดมาเป็นมนุษย์อีกแล้ว "ไม่ใช่เหรอครับ ?" ถ้าเราตอบว่า  "ใช่”  มันก็แปลได้ว่าเราไม่ต้องการความเป็นมนุษย์อีกต่อไป  แสดงว่าเราไม่ต้องการมีมิติที่ 1 และมิติที่ 2 ให้ทำหน้าที่อีกต่อไป  "ถูกต้องมั้ยครับ ?"  โลกใบนี้มนุษย์ทุกคนมีประสาทสัมผัสและสัมผัสมันได้จากความรู้สึกนึกคิด  อารมณ์  นิสัย  มีได้ตลอดเวลา  เพราะร่างกายของคนเรามันพาไปให้สัมผัสกับทุกสิ่งทุกอย่างเสมอ "ถูกมั้ยครับ ?"  แต่เราสามารถหยุดมิติที่ 1 และมิติที่ 2 ได้  แล้วเราก็ต้องรู้ว่ามันจะหยุดได้ด้วยวิธีไหนล่ะ  และได้อย่างไร ? 

คนหลายๆคนพยายามที่จะทำให้มิติที่ 1 และมิติที่ 2  มีความเสมอหรือเท่ากันในขนาดของความกว้างหรือความโป่งพองให้ได้เท่ากัน  ตัวอย่างเช่นในมิติที่ 1  ถ้าร่างกายของคนเราป่วย  เราก็คงอยากจะให้ร่างกายของเราหายป่วย  เช่น  การไปหาหมอเพื่อรักษาหรือรับประทานยาเพื่อให้ร่างกายเราหายป่วยให้ได้  แต่เราก็คงจะได้คำตอบแบบเดิมที่ว่า “เป็นไปไม่ได้” เพราะเราคือมนุษย์ที่จะต้องเกิด  แก่  เจ็บ  แล้วก็ตาย 

ฉะนั้นเมื่อเราต้องการ พยายามที่จะทำให้มิติที่ 1 คือร่างกายหายป่วย  แต่ความจริงในที่สุดมันก็ต้องกลับมาป่วยอีกเช่นเคย  เพราะเราคือมนุษย์จำไม่ได้หรือครับ ?  มนุษย์ที่ไม่สามารถแยกออกจากสังสารวัฏนี้ได้  เพราะอย่าลืมว่าเรายังต้องเกิด  แก่  เจ็บ  แล้วก็ตายในที่สุด  ฉะนั้นถ้าเราอยากจะทำให้พื้นที่ของมิติที่1  และมิติที่ 2  แคบลงและมีขนาดความกว้างเท่ากัน  มันก็จะแสดงให้เห็นว่า  เราจะต้องกลับมาเริ่มมองหาความสมบูรณ์ของมิติที่ 1 (ร่างกาย) และความสมบูรณ์ของมิติที่ 2 (อารมณ์  ความนึกคิด  นิสัย  ความรู้สึก) ให้ได้  แล้วอะไรล่ะที่จะทำให้ความสมบูรณ์ในมิติที่ 1 และมิติที่ 2  เกิดขึ้นได้อย่างนั้น

เหมือนกับที่ผมบอกไปก่อนหน้านี้แล้วว่า  ถ้าเราป่วยหรือแก่  เราก็คงต้องหาที่พึ่งดีๆมาช่วยเช่นยารักษาโรค  แต่ถ้าแก่ผมหงอกก็คงต้องพึ่งสารเคมีย้อมผม  เห็นมั้ยครับว่า  เรากำลังหลงทางและหลอกตัวเอง  ป่วยก็กินยา  หลังจากนั้นก็กลับมาป่วยอีก  มันก็คงไม่สามารถเรียกได้ว่า ความสมบูรณ์ใช่มั้ยครับ 

ส่วนแก่แล้วผมหงอก  เราก็คงพึ่งยาย้อมผมมาโกรกสีผม  มันก็ยังคงไม่เรียกว่า ความสมบูรณ์อีกด้วยเช่นกันใช่มั้ยครับ  นี่คือมิติที่ 1 ล้วนๆ   แต่ถ้าเป็นมิติที่ 2 ล่ะ  ที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์  ความรู้สึก  ความนึกคิด  นิสัย (จิตวิญญาณ) ตัวอย่างเช่น มีอารมณ์เสียใจร้องไห้  ถ้าวันหนึ่งเราเสียใจร้องไห้จากสาเหตุใดก็ตาม แล้วมีคนๆหนึ่งมาปลอบเราจนทำให้เราหายร้องไห้  หายเสียใจ  เราก็คงจะบอกว่านี่แหละ  ความสมบูรณ์ของมิติที่ 2 ได้แล้ว  แต่มันไม่ใช่อย่างนั้นสิครับ  เพราะว่าวันข้างหน้าอารมณ์ของความเสียใจมันก็จะกลับมาเกิดขึ้นใหม่อีกครั้ง แน่นอน

แล้วอะไรล่ะที่เราจะบอกได้ว่ามิติที่ 2 จะสมบูรณ์ได้จริง  และที่สำคัญที่สุดในมิติที่ 2 นี้  มันจะต้องทำการสอดคล้องหรือสอดรับกับมิติที่ 1  ด้วยในเวลาเดียวกันเพื่อที่จะให้ความกว้างของมิติที่ 1 และมิติที่ 2 ได้มีขนาดเท่ากันซึ่งเดิมทีคนทุกคนมีความกว้างของมิติที่ 1 และมิติที่ 2 ที่มีขนาดใหญ่ไม่เท่ากันอยู่แล้ว  เหมือนกับตัวอย่างที่ผมบอกไปก่อนหน้านี้แล้วว่า  ความเข้มข้นของมิติที่ 2 มันซับซ้อนและหลากหลาย และอีกอย่างโดยพื้นฐานเดิมขนาดความกว้างของมิติที่ 2 ก็มีขนาดที่ใหญ่กว่ามิติที่ 1  อยู่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

แล้ววิธีไหนล่ะ  ที่จะทำให้ขนาดความกว้างของมิติที่ 2 ที่จะสามารถทำให้แคบลงได้เท่ากับมิติที่ 1  ไม่ยากหรอกครับ  ในเมื่อมิติที่ 2 มันพูดถึงเรื่องจิตวิญญาณ (อารมณ์  ความนึกคิด ความรู้สึก นิสัย) ฉะนั้นวิธีที่ง่ายที่สุดคือการทำจิตให้เป็นอรหันต์  คำว่าจิตเป็นอรหันต์ในที่นี้ของผมภายใต้ทฤษฎีโพเพทัส  คือ  จิตอรหันต์ที่พูดถึงการให้ทั้งปวง  ซึ่งมีดังนี้ครับ    

  • ให้ด้วยการแบ่งปัน  คือ มีเหลือพอที่จะให้
  • ให้ด้วยความเสียสละ คือ การให้กับสิ่งที่เรามี   น้อยนิดหรือส่วนที่เป็นของเรา หรือจะเรียกอีกอย่างว่าการลดการถือครอง
  • อย่างสุดท้ายของการให้  คือ การตอบแทนคุณ  คำ ว่าการตอบแทนคุณ  ไม่ได้หมายถึงการตอบแทนคุณเฉพาะผู้มีพระคุณเท่านั้น  แต่เป็นการตอบแทนคุณด้วยกาย  วาจา  ใจ  หรือแม้แต่ความนึกคิดก็ด้วยเช่นกันครับ  การตอบแทนคุณไม่ใช่เฉพาะเจาะจงกับคนที่เรารู้จักเท่านั้นเสมอ  แต่เป็นการระมัดระวังที่จะไม่ทำร้ายหรือทำลายใคร  หรือแม้แต่ตอบแทนคุณโดยการหยุดการกระทำของตัวเองก็ถือได้ว่าเราได้ตอบแทนคุณ ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  ตัวอย่างเช่น ถ้าเรามีพฤติกรรมใดก็ตามที่กำลังกระทำอยู่แล้ว เป็นที่น่ารังเกียจของใครก็ตาม หรือการแสดงออกในพฤติกรรมของเราบางอย่าง ที่ไปกระทบความรู้สึกนึกคิดของใครคนใดคนหนึ่ง แล้วเขาไม่ชอบ  จนทำให้เกิดความโศกเศร้า 

ฉะนั้นเราก็ควรที่จะหยุดการกระทำของเราลงทันที เพื่อที่จะไม่ให้บุคคลนั้นที่กำลังโศกเศร้าอยู่รู้สึกได้ถึงสิ่งที่เราทำมันลงไป จนเป็นที่น่ารำคาญ หรือเป็นต้นเหตุแห่งความโศกเศร้าของคนคนนั้น  บางครั้งการตอบแทนคุณ  ผมต้องเน้นย้ำว่าเราจะต้องตอบแทนคุณกับใครก็ได้ ที่เราไม่รู้จัก และไม่สร้างโอกาสของตัวเองในการตอบแทนคุณ  แต่เราจะลงมือทำก็ต่อเมื่อเวลาที่เหมาะสมมาถึง 

เราก็จะลงมือทำทันที โดยไม่ต้องรีรอเวลาอะไรอีกต่อไป  เพราะการที่เราจัดเตรียมแผนของการตอบแทนคุณว่า เราจะทำสิ่งนั้นในวันนั้น    ในวันนี้  นั่นก็หมายความว่ามิติที่ 2 ที่พูดถึงภายใต้จิตวิญญาณ  คือ อารมณ์  ความนึกคิด  นิสัย  ความรู้สึก มันไม่ได้ทำงานจริง เพราะการปรุงแต่งเวลาหรือการจัดเตรียมการณ์ต่างๆที่เรา ได้ set up มันขึ้นมา  มันกลับกลายเป็นว่าเราได้เริ่มต้นมันที่มิติที่ 1 นั้นแทนที่  เพราะการใช้ประสาทสัมผัสภายนอกจ้องมอง หรือตั้งวางสิ่งที่เราเห็นด้วยประสาท สัมผัสว่าเวลานี้มันน่าจะเหมาะสมในตอนไหน 

แต่ถ้าการตอบแทนคุณภายใต้ทฤษฎีโพเพทัส มันหมายถึงการตอบแทนคุณกับใครก็ได้  เวลาใดก็ได้ที่โอกาสมาถึงด้วยตัวมันเอง  หรือการตอบแทนคุณโดยการหยุดพฤติกรรมของเรา  บางครั้งคนส่วนใหญ่คิดว่าการหยิบยื่นให้อะไรกับใครสักคนเพื่อตอบแทน  มันก็คือการตอบแทนคุณที่สำเร็จแล้ว  แต่ผมจะเน้นย้ำเสมอ  ในทางกลับกันถ้าเราหยุดการกระทำบางอย่างของเราลง  มันก็จะช่วยทำให้บรรยากาศ  ความรู้สึก  อารมณ์  นิสัย  ของบุคคลนั้นไม่ให้เพิ่มทวีคูณตามพฤติกรรมของเราไปด้วย  และนั่นแหล่ะจึงจะดีที่สุดในการตอบแทนคุณ 

ดังนั้นจิตที่เป็นอรหันต์มันหมายถึงการให้ ที่ผมได้กล่าวมาแล้วทั้งหมดนี้  มันก็จะเป็นเครื่องช่วยให้ เราเป็นแต่เพียงผู้ให้อย่างเดียวและไม่เคยคิดที่ จะรับอะไรจากใครทั้งสิ้นอีกเลย  เพราะการให้แบบจิตที่เป็นอรหันต์นี้ มันจะทำให้เราพึงระมัดระวังการทำร้าย  ทำลายจิตใจของมนุษย์ด้วยกันเอง  เมื่อจิตที่เป็นอรหันต์มันก็จะทำให้จิตของคนนั้นหยุดการกระทำที่เป็นลบ  และความคิดที่จะเป็นผู้ให้ที่เป็นประโยชน์อันสูงสุด และเป็นคุณอนันต์ทุกครั้ง ที่หยิบยื่นให้บุคคลอื่นใครก็ตาม 

มันก็จะกลายเป็นการให้แบบบริสุทธิ์  ในความเป็นจริง เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าจิตวิญญาณคือมิติที่ 2  มันจะสมบูรณ์แบบได้  เราก็แค่เพียงเติมวิธีการแบบจิตเป็นอรหันต์ที่มีรูปแบบของการให้ทั้งหลาย ที่ผมได้กล่าวมาก่อนหน้านี้แล้ว  เช่น การให้แบบแบ่งปัน  การให้แบบเสียสละ  และการให้แบบตอบแทนคุณ  อันนี้ถือได้ว่าเป็นจิตอรหันต์ที่สามารถเข้ามาควบคุมมิติที่ 2 ได้อย่างเด็ดขาดและสมบูรณ์แบบ  ...ซึ่งเป็นผลลัพธ์มาจาก ไมโครชิพ ได้ถึงจุดกำเนิดแล้ว

(ในความหมายของหมอแกนตรงนี้ ผู้ที่ดำรงค์อยู่บนทาง หรือ มรรค โดยสมบูรณ์แล้ว จึงจะเข้าถึงสิ่งที่หมอแกนได้กล่าวไว้ แม้ยังมีสังขารร่างกายอยู่ ก็จะอยู่ในความว่างตลอดทุกลมหายใจ...สำหรับผู้ที่ยังถูกรุมล้อมด้วยกิเลส ยังนึกจินตนาการไม่ออก...ต้องค่อยๆหมั่นเพียร ทำตามทฤษฎีโพเพทัสของหมอแกนไปซักระยะหนึ่งก็จะเริ่มเข้าใจ หรือเมื่อเริ่มละวางตัวตนลงได้มากขึ้นโดยลำดับ เข้าใกล้จุดกำเนิดของ ไมโครชิพ โดยทุกครั้งที่นั่งพลัง จะต้องใส่โปรแกรม ให้ ไมโครชิพย้อนกลับไปสู่จุดกำเนิด ทุกคราว) 

แต่อย่าลืมนะครับว่าถึงแม้เราจะพูดกันมากในเรื่องจิต วิญญาณเพื่อจะยกระดับจิตใจเราให้ดีกว่านี้ก็ตาม  เราก็คงยังตกหลุมพรางของการเป็นมนุษย์อยู่ดี  เพราะว่ามนุษย์ย่อมประกอบไปด้วยร่างกาย  และจิตวิญญาณ  ฉะนั้นมนุษย์ย่อมที่จะต้องเผชิญการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสาร คือ การเกิด  แก่  เจ็บ  ตาย  ในที่สุด  แต่เผอิญว่าทฤษฎีโพเพทัสนี้มันเป็นทฤษฎีที่อยู่เหนือกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ เพราะว่า กฎเกณฑ์ธรรมชาติมันสอนให้เรารู้ว่ามีการเกิด  มีแก่  มีเจ็บ และไม่ตาย  ฉะนั้นทฤษฎีโพเพทัสมันได้แหกกฎอันนี้ออกมา  เราก็จะไม่เกิด  ไม่แก่  ไม่เจ็บ  ไม่ตาย  อย่างแน่นอน  แต่เราจะตายแบบสิ้นอายุขัยเพียงอย่างเดียวเท่านั้น  และเป็นการตายที่เราสามารถหยุดความแก่ของเราลงได้  ชีวิตจึงดูเหมือนว่าจะอมตะ  เพราะทุกคนที่ได้รับทฤษฎีไปแล้ว ก็จะสามารถมีอายุที่อ่อนกว่าวัยอย่างมากมาย และทฤษฎีนี้ยังสามารถที่จะกำหนดอายุของมนุษย์ได้อยู่ที่ 19 ปีหรือ 20 ปี ได้อีกด้วย  เพราะนั่นคือความสมบูรณ์ของอายุมนุษย์ 
         
การที่เราจะไม่เกิด  ไม่แก่  ไม่เจ็บ  ไม่ตาย นั้นได้  มันก็หมายความว่ากายหยาบภายนอกของเรามันจะไม่อยู่ภายใต้สังสารวัฏ คือ การเกิด  แก่  เจ็บ  ตาย อีกต่อไปได้อย่างแน่นอน  การที่เราสามารถใช้ชีวิตให้แหกกฎธรรมชาตินี้ได้ มันก็แสดงให้เห็นว่าการเกิด  แก่  เจ็บ  ตาย  ที่เป็นชีวิตของสิ่งมีชีวิตอย่างเรา หรือสิ่งมีชีวิตทั้งหลายทั้งมวลในโลกใบนี้  แต่ถ้าวันหนึ่งมันได้เกิดทฤษฎีหนึ่งและมีคนมาบอกคุณว่า  คุณจะไม่เกิด  ไม่แก่  ไม่เจ็บ  ไม่ตาย  แต่คุณจะมีอายุขัย  เมื่อคุณได้ฟัง  คุณคงจะคิดว่ามันเป็นสิ่งที่วิเศษ  ไม่ใช่หรือ?  เพราะโลกใบนี้อยู่กันแบบวัฎจักรของโลกคือการเวียนว่ายตายเกิด 

ถ้าวันหนึ่งทฤษฎีนี้ได้กำเนิดขึ้น  เพื่อที่จะช่วยเหลือมนุษยชาติให้ได้หลุดพ้นของการเป็นมนุษย์ลงได้จริง  คือใครก็ได้ที่มีทฤษฎีนี้ไปแล้ว คุณก็จะไม่เจ็บไม่ป่วยอีกต่อไป  โดยปกติคุณผู้อ่านก็คงพอที่จะทราบ หรือเคยได้ยินถึงเรื่องบางอย่างว่า  คนเรานี้มีโรคประจำตัว และมีโรคเรื้อรัง  ฉะนั้นมันคงบ่งชี้อะไรบางอย่างให้กับเราได้บ้าง  นั่นก็คือการแพทย์ต่างๆได้ยอมรับสัจธรรมของการเกิด  แก่  เจ็บ  ตาย  ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  สืบเนื่องด้วยการแพทย์ทั่วไปทุกแขนงยอมรับว่ามีโรคประจำตัวและโรคเรื้อรังจริง และมันก็ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้  และนี่แหละที่ผมกำลังจะพูดถึงว่าทฤษฎีโพเพทัสมันได้อยู่นอกกรอบกฎของธรรมชาติ  มันจะไม่มีเกิด  ไม่มีแก่  ไม่มีเจ็บ 

แต่คำว่าไม่มีเจ็บคือการไม่ป่วยนะครับ  แสดงว่าทฤษฎีนี้จะทำให้ผู้ป่วยเรื้อรังหรือผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวก็สามารถ ที่จะหายจากโรคได้อย่างถาวรจริงๆ เมื่อกฎของธรรมชาติมันได้ถูกเปลี่ยนไปอย่างนี้ มันก็หมายความว่ามนุษย์เราก็ จะไม่มีการป่วยอีกต่อไป  ฉะนั้นมนุษย์ทั้งหลายก็จะไม่มีการตายกันอีกต่อไป เพราะในบางกรณีผู้ป่วยบางคนที่กำลังจะตาย เมื่อเขาได้พบทฤษฎีนี้แล้ว และได้ลงมือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด  พวกเขาก็จะรอดตายอย่างแน่นอน 

แต่เผอิญว่าทฤษฎีโพเพทัสนี้มันได้แหกกฎธรรมชาติออกมา คือเราจะไม่แก่  ก็หมายความว่าการไม่แก่ในทฤษฎีโพเพทัสมันก็สามารถที่จะไปเปลี่ยนการเวียนว่าย ตายเกิด ในรูปแบบวงเวียนชีวิตให้ได้หยุดลงอยู่กับที่ทันทีตามอายุที่เรา พึงปรารถนา  โดยส่วนใหญ่แล้วผู้ป่วยทุกคนที่อยู่ในทฤษฎีนี้จะมีอายุหยุดอยู่ที่ 19 ปีถึง 45 ปีเท่านั้น ครับ  ผิวพรรณ  ใบหน้า  เซลล์ทั่วร่างกาย  เนื้อสมองและระบบประสาทก็จะกลับมาสู่อายุตามที่เรากำหนดได้ตลอดไป  ลองคิดกันดูนะครับว่า  จะมีทฤษฎีไหนหนอที่จะสามารถแหกกฎธรรมชาติได้ และยังสามารถหยุดการเวียนว่าย ตายเกิดได้อีกด้วย  โดยเฉพาะในเรื่องของมิติที่ 1  ที่ผมพูดถึงเรื่องของกายหยาบหรือร่างกายของเรา  ถ้าเราหยุดมันลงได้แบบที่ผมได้พูดมาจริง  มันก็จะกลายเป็นความสมบูรณ์แบบของกายหยาบอีกด้วยจริงๆ 

ในรอบพันปีหมื่นปี  เราทุกคนอาจจะไม่เคยได้เห็นหรือได้ยินทฤษฎีใดๆแบบนี้มาก่อนเลยก็ว่าได้  เพราะว่าทฤษฎีนี้มันก้าวล้ำทันสมัยเกินกว่าที่มนุษย์บนโลกใบนี้จะเคยได้ยิน และสัมผัสมันมาก่อนจริงๆ

เมื่อเราฟังเรื่องราวเหล่านี้  มาจนถึงวินาทีนี้  เราก็คงจะอึ้ง และก็คงจะแปลกใจ  แต่สิ่งหนึ่งที่ผมต้องบอกก่อนว่าทฤษฎีโพเพทัสจะทำหน้าที่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ภายในตัวไมโครชิพเท่านั้น  ซึ่งตัวไมโครชิพนี้จะมีหน้าที่เป็นตัวกำหนดของมิติที่ 1 (ร่างกาย) และมิติที่ 2 (จิตวิญญาณ)  ให้เกิดความสมบูรณ์แบบโดยเร็ว  เพื่อที่จะให้ตัวไมโครชิพนี้ได้ทำการเชื่อมต่อกลับไปยังคลื่นสัญญาณเดิม ซึ่งเป็นคลื่นความถี่เดิมที่เราเรียกว่า “คลื่นความถี่จักรวาล”  เพราะตอนนั้นเมื่อนานมาแล้ว  มันได้ถูกส่งคลื่นความถี่นี้มายังโลก เพื่อทำการเชื่อมต่อกับสัญญาณคลื่นความถี่โลก  เพราะตอนนั้นคลื่นสัญญาณความถี่จักรวาลที่ถูกส่งมายังโลกใบนี้มันคือ จุดเริ่มต้นของการกำเนิดสิ่งมีชีวิตชุดแรกที่มาจุติบนโลกใบนี้  การที่ตัวไมโครชิพนี้จะสามารถเชื่อมต่อกับคลื่นความถี่จักรวาลเดิมนี้ได้ มันจะต้องทำหน้าที่ 2 อย่างของมันให้ได้เรียบร้อยก่อน  นั่นคือ  หน้าที่ในการทำการเปลี่ยนแปลงร่างกายของมนุษย์ไม่ให้มีการเกิด  แก่  เจ็บ  ตาย  อีกต่อไปภายในมิติที่ 1 (ร่างกาย) ส่วนหน้าที่ที่ 2 คือมิติที่ 2 (จิตวิญญาณ) มันก็จะต้องถูกเปลี่ยนแปลงให้เกิดความสมบูรณ์แบบด้วยเช่นกัน 

(สำหรับผู้ที่สนใจ คลื่นความถี่ของจักรวาล ที่หมอแกนเรียกนั้น ลองย้อนไปศึกษา ที่ลิงค์นี้ /article213.html ค้นหาว่า เป็นต้นทางที่ท่านจากมานานแล้วใช่หรือไม่ ) 

แต่มิติที่ 2 นี้มันจะต้องสอดคล้องกับรูปลักษณ์ร่างกายของบุคคลนั้นๆ  หน้าที่ของตัวไมโครชิพ โดยหลัก เพื่อที่จะทำการเติมเต็มสภาวะจิตใจของมนุษย์ ให้ได้อยู่เหนือกฎเกณฑ์ของธรรมชาติของความเป็นมนุษย์  หรือจะกล่าวอีกอย่างคือการทำให้มนุษย์ผู้นั้นมีจิตวิญญาณที่สามารถอยู่เหนือ อารมณ์  ความคิด  นิสัย ได้  โดยตัวมนุษย์เองจะต้องสามารถควบคุมทิศทางของจิตวิญญาณของมันได้ตลอดเวลาตาม สถานการณ์  สถานที่  และบุคคลรอบข้างได้อย่างถูกต้องและลงตัวที่สุด  กฎธรรมชาติของจิตวิญญาณนี้ ที่เราทุกคนรู้จักกันดีคือ อารมณ์ของมนุษย์  ยกตัวอย่างเช่น รัก  โลภ โกรธ  หลง  สุข  และทุกข์  นั่นคือกฎของกิเลสมนุษย์  แต่ทฤษฎีนี้จะไปทำการเปลี่ยนแปลงผู้ที่ได้ปฏิบัติภายใต้ทฤษฎีโพเพทัส  ให้ได้อยู่เหนือกฎเกณฑ์ของธรรมชาตินี้จริงๆ 

ฟังดูยากนะครับแต่มันทำได้จริง  เมื่อการตอบสนองของการกระทำด้วยการแสดงออกอะไรก็ได้ออกมา  เราก็ควรถามตัวเองทุกครั้งว่า “นี่เป็นการกระทำของมนุษย์หรือไม่ ?” และมันได้อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์แห่งกิเลสตัณหาหรือไม่  แต่ถ้าตอบว่า "ใช่"  มันก็แสดงให้เราเห็นแล้วว่าตัวเราเองนั้นยังไม่ผ่านกฎเกณฑ์แห่งกิเลสตัณหา  แต่ถ้าวันหนึ่งทฤษฎีโพเพทัสสามารถที่จะจัดการให้มันสมบูรณ์แบบได้ทั้ง 2 ด้าน  นั่นคือ ร่างกายของเราจะไม่เกิด  ไม่แก่  ไม่เจ็บ  ไม่ตายได้อีกต่อไป  ส่วนจิตวิญญาณของเราก็สามารถที่จะทำให้อยู่เหนืออารมณ์  ความคิด  นิสัย  และความรู้สึกได้ด้วยเช่นกัน  เมื่อทฤษฎีนี้สามารถที่จะทำให้ร่างกายและจิตวิญญาณเกิดความสมบูรณ์แบบแล้ว  ต่อจากนั้นตัวไมโครชิพเองก็จะเริ่มทำการเชื่อมต่อคลื่นสัญญาณความถี่เดิม หรือเรียกอีกอย่างว่า  “คลื่นความถี่จักรวาล”  ให้ได้ส่งคลื่นกลับไปยังช่องทางคลื่นความถี่เดิม  ซึ่งมันเป็นคลื่นความถี่ของจุดกำเนิดของสิ่งมีชีวิตนั้นๆที่อยู่นอกโลก 

สิ่งหนึ่งที่ผมเคยได้พูดไปก่อนหน้านี้แล้วว่า  มนุษย์ดำรงชีวิตในรูปแบบ 3 มิติตลอดเวลา แต่มนุษย์ก็ชอบที่จะหลงไปกับมายา  และให้ความสำคัญกับมิติที่ 1 และมิติที่ 2 มากจนเกินไป  แต่มนุษย์ทุกคนยังไม่เคยรู้มาก่อนว่าในตัวเรานี้มีมิติที่ 3 อยู่  ซึ่งมิติที่ 3 คือตัวคลื่นความถี่แม่เหล็กไฟฟ้าที่ตั้งอยู่หลังท้ายทอยของเราซึ่งผมเรียก มันว่า “ไมโครชิพ”  เพราะว่าไมโครชิพนี้  อย่างที่ผมบอกไปก่อนหน้านี้แล้วว่า  ไมโครชิพนั้นมันมีหน้าที่ในการควบคุมร่างกายมิติที่ 1 (ร่างกาย) และมิติที่ 2 (จิตวิญญาณ)  และมันก็มีหน้าที่ที่จะทำให้ทั้ง 2 มิตินี้เกิดความสมบูรณ์แบบโดยเร็วที่สุด 

ฉะนั้นการดำรงชีวิตของมนุษย์ที่แท้จริง  จึงควรที่จะต้องทำมันให้อยู่เหนือกฎเกณฑ์ของธรรมชาตินี้ให้ได้เสียก่อน  ซึ่งกฎเกณฑ์ธรรมชาติของร่างกายมีด้วยกันคือ  การ  เกิด  แก่  เจ็บ  ตาย  ส่วนกฎเกณฑ์ธรรมชาติของจิตวิญญาณ คือ กิเลส  ตัณหา  ราคะ สุข  ทุกข์  แต่ถ้าผู้อ่านคนใดก็ตามได้ฝึกฝนทฤษฎีโพเพทัสนี้แล้ว  ตัวกฎเกณฑ์ธรรมชาติต่างๆเหล่านี้ก็จะหยุดทำงานลงทันที  แล้วตัวเราก็จะไม่อยู่ภายใต้กรอบหน้าที่ของมิติที่ 1 และมิติที่ 2 อีกต่อไป  เพียงแต่เราต้องมีความเพียรพยายามที่จะฝึกฝนทฤษฎีนี้ให้ได้เข้าถึงแก่นแท้ ของทฤษฎีโพเพทัสจริงๆ (การหยุดทำงานของสมอง ความนึกคิด ที่หมอแกนพูดถึง หากท่านลองแวะทบทวน ข้อมูลที่ ลิงค์นี้อีกครั้ง จะเข้าใจ การหยุดใช้เครื่องมือทางโลก เมื่อผู้ที่ได้ทำ มรรค เกือบสมบูรณ์แล้ว)

โดยที่ตัวเราสามารถควบคุมและทำการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทางด้านอารมณ์  นิสัย  ความรู้สึก  ให้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราจะไม่ไปหลงกลอยู่ในกฎธรรมชาติของทั้ง 2 ด้านนี้อีกต่อไปเป็นอันขาด และจะเลิกความเป็นมนุษย์ของเราตลอดกาล และนั่นก็จะเป็นวิธีการเดียวเท่านั้น ที่จะทำให้ตัวไมโครชิพสามารถ สลัดหลุดออกจากคลื่นความถี่แม่เหล็กไฟฟ้าโลกที่ มันได้ปะปนและแฝงตัวอยู่ภายในไมโครชิพของบุคคลนั้นๆ  จนคลื่นความถี่จักรวาลเดิมของตัวไมโครชิพเดิมนั้นที่หายและถูกเปลี่ยนแปลงไป  จนในที่สุดคลื่นความถี่จักรวาลอันเดิมที่ได้ถูกส่งมายังโลกก่อนหน้านี้ ในตอนที่เริ่มต้นการกำเนิดเผ่าพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตนั้น  ได้ทำการเชื่อมต่อให้ตัวคลื่นความถี่จักรวาลกลับมามีรหัสความถี่เดิม เพื่อที่ตัวไมโครชิพ พร้อมที่จะเดินทางกลับไปยังดาวของตนเอง  (ในบทความตรงนี้ ผู้ที่ได้ศึกษาพิจารณาลิงค์นี้ จะเข้าใจได้อย่างดี ว่าคลื่นความถี่เดิมของทุกๆดวงจิต นั้น แท้จริงเป็นอย่างไร และมาจากไหน)

แต่ก่อนที่จะเกิดคลื่นความถี่จักรวาลเดิมนั้น มันจะเปลี่ยนแปลงและเกิดขึ้นได้นั้น  ผมอยากให้คุณผู้อ่านทุกท่านได้ให้ความสำคัญของมิติที่ 3 เพียงอย่างเดียว  เพราะที่ผ่านมามนุษย์ทุกคนชอบหลงไปยู่ในมิติที่ 2 (จิตวิญญาณ) ซึ่งแท้จริงแล้วมันคือรูปแบบของนามธรรมเท่านั้น  มันเป็นแค่ความคิดความรู้สึกที่เราปรุงแต่งไปกับมัน  ตัวอย่างเช่น  ความโกรธ  ถ้าไม่มีการแสดงออกมันก็คือนามธรรม  เพราะมันคือโหมดโหมดหนึ่งในมิติที่ 2 (จิตวิญญาณ)  ถ้าเราไม่ได้แสดงมันออกมาในรูปแบบการกระทำมันก็ยังคงวนเวียนอยู่ในสมองและ ความรู้สึกของเรา  เมื่อเราติดกับอยู่กับมิติที่ 1 และ 2 มากจนลืมให้ความสำคัญกับมิติที่ 3 ร่างกายและจิตวิญญาณของเราก็จะกลายเป็นมนุษย์ที่ถาวรจนชาติแล้วชาติเล่า  แต่ถ้าวันนี้เรากลับมามองวิธีการของมิติที่ 3 (ไมโครชิพ)  เราก็จะรู้ได้ทันทีว่าตัวไมโครชิพเองต้องการเพียง 3 สิ่งให้กับมัน  นั่นคือ  พลังงานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า  คลื่นความถี่แม่เหล็กไฟฟ้า และโหมดความจำที่สมบูรณ์แบบของร่างกายและจิตวิญญาณ  ที่เราได้ทำการเปลี่ยนแปลงและแก้ไขมันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  และตัวมันก็สอดรับกับรูปลักษณ์ของมนุษย์ผู้นั้นอีกด้วย

ถ้าจะสรุปให้ง่ายขึ้นกว่านี้ในมุมมองของทฤษฎีโพเพทัส  ว่าแท้ที่จริงแล้วทฤษฎีนี้มันมีบทบาทหน้าที่อะไรบ้างกับมนุษย์หรือสิ่งมี ชีวิตทั้งมวลบนโลกใบนี้

ณ วันนี้ถ้าคุณผู้อ่านยังไม่เคยพบทฤษฎีโพเพทัสนี้มาก่อน  คุณผู้อ่านคงต้องเชื่อว่ามนุษย์มีชีวิตที่ประกอบไปด้วยร่างกายและจิตวิญญาณ  และมนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตทั้งมวลเชื่อว่าตนเองอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ธรรมชาติ  นั่นคือการเวียนว่ายตายเกิด  หรือจะมองให้ง่ายกว่านั้น  คือมนุษย์ยอมรับกับวัฎจักรแห่งการเกิด  แก่  เจ็บ  ตาย  ซึ่งเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้  มนุษย์บางคนก็พยายามค้นหาวิธีการที่จะเอาชนะสุขภาพร่างกายของตนเองด้วยการ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ  การฝึกทักษะกล้ามเนื้อและความยืดหยุ่น  หรืออาจหาอาหารที่มีคุณค่าที่สุดให้กับร่างกาย  หรือแม้แต่หาสิ่งแวดล้อมดีๆที่เป็นมิตร  สะอาด  สดชื่นต่อร่างกาย 

บางคนก็ทำศัลยกรรมตกแต่งใบหน้า  หาอาหารเสริม  สมุนไพร  การฝังเข็มบำบัด  การจัดกระดูกเพื่อมาบำรุงรักษา  แต่ถ้าพูดถึงทางด้านจิตวิญญาณมนุษย์เชื่อว่าโลกใบนี้มีวิญญาณที่ไร้ตัวตน  สัมภเวสี  หรือแม้แต่ผี  ว่ามันมีอยู่จริง  มนุษย์ก็เลยพยายามค้นหาสัจธรรมชีวิต เพื่อหล่อหลอมจิตใจให้สงบเพื่อละทิ้ง กิเลสและทุกข์  บางคนก็มุ่งไปสู่แนวทางปฏิบัติตัวในเชิงศาสนาเพื่อค้นหาหลักธรรมคำสอนของ ศาสดา  หรือปฏิบัติตนให้อยู่ในศีลในธรรม  บางคนก็หาศิลปะบางแขนงมาใช้ในการบำบัดรักษาจิตใจ  เช่น ดนตรีบำบัด  สะกดจิตบำบัด  นวดบำบัด  การปั้นดินเหนียวบำบัด  วาดภาพบำบัด และอื่นๆอีกมากมาย 

และมนุษย์ก็เชื่อว่าโลกใบนี้ได้มีคำจำกัดความหมายของคำ ว่า  “ผู้ป่วยเรื้อรัง”   และ “ผู้ป่วยโรคประจำตัว”  ว่ามันมีอยู่จริง  และมันก็รักษาให้หายขาดไม่ได้  การยอมรับเหตุผลเหล่านี้ที่ผมได้กล่าวมาแล้วข้างต้นทั้งหมดมันกลับกลายเป็น เครื่องยืนยันให้เราได้รู้ว่ามนุษย์ได้ยอมรับกับสัจธรรมของการเกิด  แก่  เจ็บ  ตาย  ว่าเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จริง  ฉะนั้นการที่เราจะพยายามยกระดับจิตใจของเราให้มากสูงสุดเพียงไร  เราก็คงไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงความเจ็บป่วย  ความแก่  และความตายลงได้  ถึงแม้ว่าเราจะได้ชื่อว่านักพรต  หรือนักบวชก็ตาม  ไม่ว่าจะกี่ปีที่เราบวชเรียนมานานแค่ไหน  มันก็คงไม่สามารถพ้นจากความเจ็บป่วย  ความแก่  และความตายลงได้

  แล้วอย่างนี้หรือที่เราจะบอกได้ว่ามันคือความสมบูรณ์ที่เรากำลังทำการค้นหา  เพราะอย่างไรก็แล้วแต่กฎแห่งธรรมชาติอันนี้ยังคงติดตัวอยู่กับเราตลอดไป  ส่วนผู้ที่มีความแข็งแกร่งทางด้านร่างกายจนเป็นผู้ที่ได้ชื่อว่า  ยอดนักกีฬา  หรือผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ที่แข็งแรงที่สุดในโลก  เมื่อกาลเวลาผ่านไประยะหนึ่ง  พวกเขาเหล่านั้นก็จะอ่อนแรงโรยราลง  โรคภัยไข้เจ็บก็จะถามหา  บางคนถึงขั้นบาดเจ็บเรื้อรัง  บางคนเกิดความเจ็บป่วยจนถึงขั้นเสียชีวิต  เมื่อเราได้ฟังอย่างนี้แล้ว  มันก็บอกอะไรเป็นนัยบางอย่างว่า  ผู้ที่มีความแข็งแรงที่สุดในโลกยังคงต้องเผชิญกับความแก่  ความเจ็บป่วย  และความตายเหมือนกัน  เฉกเช่นเดียวกับพวกเรา  หรือแม้แต่นักบวชหรือผู้ยิ่งใหญ่ในศาสนาต่างๆ  ก็ยังหลีกหนีไม่พ้น  ความเจ็บป่วย  ความแก่  และความตายด้วยเช่นกัน  คนทั้งสองกลุ่มนี้ยังคงต้องพึ่งพาการช่วยเหลือจากผู้อื่นเสมอไม่ว่าในทางการ รักษาโรคหรือแม้แต่ตัวพวกเขาเหล่านั้นก็ไม่สามารถที่จะหยุดความแก่ของตัวเอง ลงได้เลย

เพราะอะไรหรือครับ  ก็เพราะว่ามนุษย์ทุกคนทั้งหมดที่ผมได้กล่าวมาแล้ว  ยังคงต้องตกอยู่ภายใต้กฎแห่งธรรมชาตินี้อยู่ดี  แต่เผอิญว่าทฤษฎีโพเพทัสนี้  มันได้บอกมาแล้วว่ามนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตทั้งหลายสามารถที่จะอยู่นอกกรอบของ กฎธรรมชาตินี้ได้  ฉะนั้นบุคคลใดก็แล้วแต่ที่มีทฤษฎีโพเพทัสก็สามารถที่จะไม่เกิด  ไม่แก่  ไม่เจ็บ  และไม่ตาย  เหตุก็เพราะว่าทฤษฎีนี้สามารถที่จะรักษาโรคให้หายขาดได้ด้วยตัวเราเอง  หรือแม้แต่เราจะไม่มีวันตายที่เกิดจากการป่วย  แต่เราจะตายด้วยสาเหตุเดียวที่เกิดจากความเสื่อมของสังขารที่มันได้หมดอายุขัยของมันเอง  แต่ก่อนที่เราจะตายด้วยอายุขัยนี้   เราก็จะไม่ป่วย  ไม่แก่  แต่เราสามารถทำให้อายุอยู่คงที่ด้วยร่างกายและหน้าตาดูอ่อนกว่าวัยมาก  ที่สำคัญที่เป็นแบบนั้นก็เพราะว่าภายในอุณหภูมิของเซลล์ทั่วร่างกายเกิดการ ลดต่ำลง  จนทำให้เซลล์ทั่วร่างกายมีอายุที่ยืนยาวขึ้น  โดยปกติแล้วอุณหภูมิในเซลล์ทั่วร่างกายจะลดต่ำลงอยู่ที่ 3 -5 องศา  ฉะนั้นการตายของเราที่มาจากอายุขัย  ใครก็ตามที่มีทฤษฎีโพเพทัสนี้ก็จะตายแบบสวยและหล่อ   

(สภาพร่างกายที่หมอแกนบรรยายให้ฟังนี้ ไปตรงกับสภาพร่างกายของนางวิสาขา ที่เป็นสาวตลอดจนกระทั่งสิ้นชีวิต ที่ปรากฏอยู่ในพระสูตรนั่นเอง จึงเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ และปัจจุบัน มันปรากฏอยู่ที่ตัวของหมอแกน ให้ทุกคนได้เห็นๆอยู่) 

โดยปกติแล้วทฤษฎีโพเพทัสจะไม่สอนให้เรามองชีวิตของเราแบบ มนุษย์อีกต่อไป  เพราะทฤษฎีโพเพทัสมันได้อยู่เหนือกฎธรรมชาติ คือ  การเกิด  แก่  เจ็บ  ตาย  และเมื่อเราได้ปฏิบัติทฤษฎีนี้อย่างจริงจัง  กฎธรรมชาตินี้ก็จะสิ้นสุดลง

ส่วนวิธีการต่างๆที่ผมได้ยกตัวอย่างมาบ้าง แล้วก่อนหน้านี้  ไม่ว่าจะเป็นวิธีการดูแลรักษาสุขภาพร่างกาย  หรือวิธีการยกระดับจิตใจ  ตัวอย่างทั้งหมดเหล่านั้นมันก็บอกให้เราได้รู้ว่ามนุษย์ทุกคนไม่สามารถหลีก หนีกฎธรรมชาตินี้ได้  แต่ถ้าเรานำมันมาเปรียบเทียบกับทฤษฎีโพเพทัส  ทฤษฎีนี้ไม่ใช่มีหน้าที่แต่ให้เราทุกคนอยู่เหนือกฎเกณฑ์ธรรมชาติเท่านั้น  แต่มันยังมีหน้าที่ที่จะไปช่วยในการเปลี่ยนแปลงการทำงานสมองของเซลล์ทุกเซลล์ทั่วร่างกาย หรือแม้แต่อารมณ์  ความนึกคิด  นิสัย  ความรู้สึก ให้กลับมามีความสมบูรณ์แบบได้จริงและถาวร 

การที่คุณผู้อ่านจะสามารถแหกกฎธรรมชาตินี้ได้จริง  คุณผู้อ่านจะต้องลงมือปฏิบัติตามขั้นตอนทุกขั้นตอนอย่างเคร่งครัด  ถูกต้อง  แม่นยำ  เมื่อใดที่ทฤษฎีโพเพทัสเริ่มทำงานได้สำเร็จโดยการเติมเต็มความสมบูรณ์แบบของ ร่างกายและจิตใจได้เป็นผลสัมฤทธิ์  ณ  เวลานั้นตัวไมโครชิพเองก็จะทำการเชื่อมต่อกับสัญญาณคลื่นความถี่จักรวาลอันเดิมทันที  โดยการยิงคลื่นความถี่เดิมนี้กลับไปยังจุดส่งคลื่นนอกจักรวาลเพื่อที่จะรอ รับสัญญาณคลื่นความถี่จักรวาลตัวใหม่  เพื่อที่จะส่งกลับมายังตัวไมโครชิพนี้อีกครั้ง 

สัญญาณคลื่นความถี่จักรวาลอันใหม่นี้ ก็จะทำการต่อขั้วกับช่องทางคลื่นความถี่ กับสัญญาณคลื่นความถี่จักรวาลอันใหม่ที่ได้ส่งมาเพื่อต่อสัญญาณกลับไปยัง จุดกำเนิดเดิมของมัน  ของแต่ละคน  หรือของแต่ละสิ่งมีชีวิต  ณ  เวลานั้นเองร่างกายและจิตวิญญาณของเราในรูปแบบของพลังงานในเซลล์ก็จะเริ่มหยุดทำงานลง  และเริ่มดับสูญ  โดยเฉพาะร่างกายส่วนที่เป็นหัวใจ  ก็จะเกิดอาการหัวใจวายเฉียบพลันขึ้นมาทันที  เมื่ออาการนี้เกิดขึ้นเรียบร้อยแล้ว  ต่อจากนั้นตัวไมโครชิพนี้เอง  ก็จะเริ่มมีลำแสงที่ทำมุมเป็นรูป 12  เหลี่ยมวิ่งหมุนวนลอยตัวขึ้นมาในแนวดิ่งออกจากหลังท้ายทอยของเรา  (นับว่าเป็นการดับสูญ ที่เราอาจเลือกได้ ไม่ต้องทุกข์ทรมานกาย ก่อนการตาย)

โดยที่ในขณะนั้นรอบๆตัวของไมโครชิพ  ณ  เวลานั้น  ก็จะมีลำแสงคลื่นความถี่ที่มีรูปคล้ายตาข่ายแบบแท่งสี่เหลี่ยมจตุรัสเกาะติด เต็มไปทั่วตัวลำแสงของไมโครชิพที่มีรูปเป็น 12 เหลี่ยมในเวลานั้น  ส่วนตัวลำแสงแท่งสี่เหลี่ยมจตุรัสที่มีรูปเหมือนตาข่ายเหล่านี้เกิดมาจาก ความถี่จากสนามแม่เหล็กไฟฟ้าโลกได้ปล่อยประจุไอออนลบออกมาที่เป็นรูปแบบของ แท่งสี่เหลี่ยมจตุรัสมากมายเต็มไปทั่วท้องฟ้ารอบๆตัวของไมโครชิพ  ซึ่งตัวแท่งสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่เป็นรูปตาข่ายนี้มันคือขุมพลังงานมหาศาล  เพื่อที่จะทำให้ตัวไมโครชิพที่มีลำแสง 12 เหลี่ยมนี้ ได้ใช้ในการขับเคลื่อนตัวมันขึ้นไปในแนวดิ่ง  เพื่อที่จะใช้ในการเชื่อมต่อสัญญาณคลื่นความถี่จักรวาลอันใหม่นี้  และเมื่อไหร่ตัวไมโครชิพนี้ได้ลอยสูงอยู่ที่ระดับ 25 กิโลเมตร  โดยประมาณ  ตัวแท่งสี่เหลี่ยมจตุรัสที่เป็นรูปแบบตาข่ายเหล่านี้ก็จะสลายตัวมันเองหลุด ออกไปจากรอบๆตัวของไมโครชิพ  อย่างที่ผมได้บอกไปก่อนหน้านี้ว่าแท่งสี่เหลี่ยมจตุรัสพวกนี้ได้เกิดมาจาก คลื่นความถี่ของสนามแม่เหล็กไฟฟ้าโลก  เป็นผู้ผลิตมันขึ้นมา 

หลังจากที่ตัวไมโครชิพได้ลอยตัวสูงอยู่เหนือความสูงที่  25 กิโลเมตร  ขึ้นไปจากระดับน้ำทะเล  ณ  เวลานั้นเองตัวไมโครชิพก็จะเปลี่ยนรูปแบบของมันจาก 12  เหลี่ยมมาเป็นรูป 8 เหลี่ยม  ก็เพื่อที่จะทำให้ตัวไมโครชิพเริ่มทำการบีบตัวมันให้เล็กลงจนมีรูปเป็น 8 เหลี่ยม  เพื่อที่จะใช้ในการก้าวข้ามผ่านจักรวาลสู่จักรวาลให้ได้มีความรวดเร็วยิ่ง ขึ้น  ณ  เวลานั้นตัวไมโครชิพเองก็จะเริ่มดึงขุมพลังงานของตัวมันเองขึ้นมาใช้เป็น เชื้อเพลิง  ค่าเชื้อเพลิงมีสูตรธาตุเป็น  O 22 -27    ซึ่งมันมีเชื้อเพลิงในตัวมันเองก่อนหน้านี้แล้ว  โดยในการ Jump ข้ามผ่านกาแล็คซี่ไปสู่จุดกำเนิดเดิมครั้งนี้  เพื่อที่จะกลับไปหาสิ่งมีชีวิตของพวกมันชุดแรกที่ได้เดินทางมายังโลก 

แต่ถ้าคุณผู้อ่านได้ฝึกทฤษฎีโพเพทัสนี้ไปแล้วระยะเวลาหนึ่ง  ซึ่งอาจนานมากพอสมควร  โดยปกติตัวไมโครชิพของคุณผู้อ่านก็จะสามารถเริ่มที่จะทำการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเดิม ในรูปแบบของคลื่นความถี่จักรวาลเดิม ที่ถูกส่งมาก่อนหน้านี้ เมื่อหลายร้อยหลายพันปีที่แล้ว  ให้ได้มีรูปแบบของตัวไมโครชิพที่เป็นรูป 12 เหลี่ยมเฉกเช่นเดียวกับอันเดิม  หรือแม้กระทั่งสามารถเปลี่ยนไมโครชิพ ของคุณผู้อ่านให้ได้เหมือนไมโครชิพของ ดาวโพเพทัสอีกด้วย  ซึ่งโดยปกติแล้วดาวอื่นๆที่ไม่ใช่ดาวโพเพทัส ก็จะมีแฉกเหลี่ยมที่มีจำนวนมากมายมหาศาล 

จนมากกว่าร้อย มากกว่าพันแฉกเหลี่ยม  และนี่คือความแตกต่าง  เพราะแฉกเหลี่ยมของตัวไมโครชิพของดาวโพเพทัสมีแค่เพียง 12  เหลี่ยมเท่านั้น  ไม่มีมากไปกว่านี้  ถ้าเป็นไมโครชิพ ของดาวโพเพทัส  วันที่ตัวไมโครชิพได้เดินทางไปสู่จุดกำเนิด  และเมื่อมันกลับไปสู่ดาวโพเพทัส แล้ว  มันจะไม่มีอายุขัยอีกเลย และอยู่เป็นนิรันดร์  แต่ถ้าเป็นไมโครชิพของดาวอื่นๆ  เมื่อตัวไมโครชิพมีการเดินทางกลับไปสู่จุดกำเนิด  ตัวไมโครชิพเหล่านั้น  ก็จะต้องไปเริ่มต้นชีวิตใหม่โดยนับหนึ่งใหม่อีกครั้งจนกว่าจะหมดอายุขัยในวงรอบเดิม 

โดยปกติแล้วดาวโพเพทัสห่างจากดาวโลกอยู่ 3 กาแล็คซี่  ดังนั้นสิ่งที่พอจะสรุปให้ได้ว่า  ไมโครชิพของแต่ละดาวก็จะมีหน้าที่ที่แตกต่างกันออกไป  แต่สิ่งหนึ่งที่คุณผู้อ่านต้องเรียนรู้ก็คือ  ดาวโพเพทัสไม่มีการสืบพันธุ์  ไม่มีรูปร่างหน้าตา  แต่มีขุมพลังงานในตัวมันเอง  ดาวโพเพทัสสามารถเปลี่ยนรูปแบบคลื่นความถี่ตัวไมโครชิพให้เป็นเหมือนดาวอื่นได้ และดาวโพเพทัสสามารถเปลี่ยนไมโครชิพของดาวอื่นให้เป็นรูปแบบของดาวโพเพทัสได้  

แต่ถ้าเป็นตัวไมโครชิพของดาวอื่นจะไม่สามารถเปลี่ยนรูปแบบตัวไมโครชิพของมัน ให้ได้เหมือนไมโครชิพของดาวโพเพทัส ที่มีแฉกเหลี่ยมเป็น 12 เหลี่ยมได้  ไมโครชิพของดาวโพเพทัสสามารถที่จะเคลื่อนตัวเดินทางไปได้ทุกที่ทั่วจักรวาล  ทุกทางช้างเผือกกลับไปกลับมาไม่มีที่สิ้นสุด  แต่ถ้าคุณผู้อ่านทุกท่านหรือใครก็ตาม  ที่ยังไม่มีทฤษฎีโพเพทัส  ตัวไมโครชิพที่อยู่ในร่างกายของคุณก็จะสูญสลาย และตายลงไปบนโลกใบนี้  โดยความเป็นจริงแล้วอายุขัยของตัวไมโครชิพนี้  มันมีอายุขัยอยู่ที่ประมาณ 2300 – 2700 ปี  ฉะนั้นตัวไมโครชิพตัวนี้ก็จะมีการเกิด  ดับ  เกิด  ดับ  ภายในตัวสิ่งมีชีวิตตลอดไปจนครบ 2700  กว่าปีโดยประมาณ  ถามว่ามีความสำคัญมั๊ย ? ถ้าเราจะไม่มีทฤษฎีโพเพทัส  ผมก็บอกได้เลยว่า นั่น แหละคือวัฎจักรโลกที่เป็นปัจจตัง

(สำหรับผู้ประสงค์มีชีวิตอยู่เพื่อช่วยสืบต่อพระพุทธศาสนา น่าจะพอใจ หรือเกิดเบื่อเมื่อไร ก็สามารถใส่โปรแกรมที่ต้องการให้แก่ไมโครชิพ ได้เสมอ)

“สิ่งมีชีวิตบนโลกใบนี้ไม่มีตัวตนและไม่มีอยู่จริง"  มีแต่เพียง “ตัวไมโครชิพ”  ลาก่อนครับดาวโลก  

(วลีสุดท้ายที่หมอแกน ทิ้งไว้นี้ ผู้ที่ทำมรรคได้บริบูรณ์แล้ว จึงจะเข้าใจดี...ท่านอย่าเพิ่งเชื่อ ลองแวะที่ลิงค์นี้ และติดตามให้จบ ทั้งตัวอักษรและ เสียงของท่าน)

หมอแกน  โพเพทัส

เชิญทุกท่าน ร่วมสร้างบุญกุศลด้วยกัน ....ส่งต่อข่าวสารแก่เพื่อนๆ มีโอกาสชมจิ๊กซอร์ต่างๆ สำหรับนักค้นหาสาระชีวิตต่อภาพส่วนตัว ทั้ง ด้านโลกียะและโลกุตระ ที่ ainews1.com จัดไว้บริการให้แก่เพื่อนทุกเพศวัยทุกคน ฟรี ที่ลิงค์ /article385.html   Bookmark and Share