รายงานฟื้นจากโรค  ITP ของครูพิมพ์วรา

http://ainews1.com/article498.html

Bookmark and Share

รายงานการรักษาโดยครูพิมพ์วรา ธนาพรทวีพงษ์ (อ้อ)

นครสวรรค์  08-6444-1206    26 พฤศจิกายน 2553

ปาฏิหาริย์โพเพทัส : ตอน..หายแล้วค่ะโรคที่ว่ารักษายาก หาสาเหตุไม่ได้..แต่โพเพทัสช่วยได้  (โรคไขกระดูกไม่ผลิตเกร็ดเลือด ITP)

ดิฉันชื่อ พิมพ์วรา ธนาพรทวีพงษ์  อายุ 41 ปี  ก่อนหน้านี้ดิฉันเป็นคุณครูอยู่ที่  จ. นครสวรรค์    ดิฉันมีครอบครัวที่อบอุ่น  มีสามีและลูก 2 คน ทั้งคู่เป็นคนดีมากๆค่ะ ชีวิตทีผ่านมาของดิฉันมีความสุขมาโดตลอด       

จนกระทั่งเดือนมิถุนายน 2552 ก็ไปสอนนักเรียนตามปกติ ตอนนั้นเวลาประมาณ บ่ายสอง ดิฉันเริ่มมีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง และยังมีเลือดออกตามผิวหนัง มีเหลือดออกตามฟัน และก็เลือดออกที่ช่องคลอดเป็นจำนวนมาก จนทำให้ตัวเองหมดแรงและสลบไป ทางโรงเรียนจึงตัวดิฉันส่งโรงพยาบาลทันที

แพทย์ได้สรุปและวินิจฉัยว่าดิฉันเป็นโรค SLE คือตัวดิฉันแพ้ภูมิตัวเอง เป็นเกี่ยวกับโรคเลือด มีเกร็ดเลือดต่ำมาก ผลวินิจฉัยนี้ได้มาจากโรงพยาบาลนครสวรรค์  แต่พอมาตรวจที่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ประมาณเดือน มีนาคม 2553 แพทย์ที่นี่ได้บอกกับดิฉันว่า "คุณไม่ได้เป็นโรค SLE แต่เป็นโรคเกร็ดเลือดต่ำที่ไม่ทราบสาเหตุ [ITP- Idiopathic thrombocytopenic purpura]"   แต่การรักษาที่โรงพยาบาลนครสวรรค์เป็นการรักษาแบบ SLE มาโดยตลอด ดิฉันแทบจะต้องนอนโรงพยาบาลทุกๆเดือน ประมาณเดือนละ 2-3 ครั้ง ครั้งละ 7-9 วัน เริ่มเข้ารักษาครั้งแรกในเดือนมิถุนายน 2552 จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2553 ระยะเวลาในการรักษาร่วม 9 เดือน ไม่มีอะไรดีขึ้นเลย อาการก็กลับแย่ลงมาก

อาการของโรคที่เป็นช่วงเวลานั้นคือ

1   มีเลือดออกตามผิวหนัง

2   มีเลือดออกตามไรฟัน

3   มีเลือดออกในช่องคลอด

วิธีการรักษาของหมอในโรงพยาบาล

1   ให้ยาสเตอรอยด์ มื้อละ9-12 เม็ด วันละ 3 มื้อ

2    ให้เคมี ทุกวัน วันละ 2 เม็ด

3   ให้เลือดทุกเดือน 3-4 ถุง

4   ให้เกร็ดเลือด

5   ให้ยาฆ่าเชิ้อ

ผลของการรักษา

1   เป็นโรคอ้วน บวม ผมร่วง

2   ปวดตามตัว ตามข้อ กระดูกมีอาการเกร็ง

3   นอนไม่หลับ มีความดันโลหิตสูง

4   มีน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น

5   มีแต่ความทุกข์ เจ็บปวดทั้งร่างกายและจิตใจ คิดว่าเราคงมีชีวิตอยู่ได้ไม่นานแน่นอน

หลังจากที่ทำการรักษาแบบนี้ไปได้ 9 เดือน ผลปรากฎว่า ดิฉันเองก็ยังมีเลือดไหลออกมาจากช่องคลอดไม่หยุด เกร็ดเลือดลดลงต่ำสุดถึง 5,000 ตัวต่อลบ.มม. ถึงแม้ว่าดิฉันจะได้รับเกร็ดเลือดเพิ่มทางเส้นเลือดดำแล้วก็ตาม ค่าเกร็ดเลือดก็ยังคงต่ำอยู่ดี ซึ่งวัดค่าได้ไม่เกิน 15,000 ถึง18,000 ตัว ต่อลบ.มม.

หมอที่โรงพยาบาลได้แต่รักษาดิฉันตามอาการของโรคเท่านั้น และก็ไม่สามารถตอบดิฉันได้เลยว่า จะหายจากโรคหรือไม่ หรือว่าดิฉันจะต้องตายเพราะยา ไม่เคยให้ความหวังอะไรเลยกับดิฉันตลอดการรักษา ตัวเราเองพูดมากก็ไม่ได้ รู้มากก็ไม่ได้ ต้องทำตามหมอสั่งเท่านั้น สิ่งที่ได้รับกลับมาคือ เจ็บทั้งตัว เสียทั้งเงิน แถมซ้ำเสียเวลาด้วย หมอพูดกับเราไม่ถึง 10 คำ แต่ต้องเสียเวลาไปทั้งวันเพื่อการรักษา นี่หรือชีวิต ที่บอกว่าดีที่สุดของสังคมไทย

ตอนนั้นตอบตัวเองได้เลยว่า ต้องตายแน่นอน รู้ตัวแล้วว่าต้องตาย ร่างกายไม่รับยาแล้ว หมอที่โรงพยาบาลนครสวรรค์และที่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่บอกกับดิฉันว่า "คุณไม่รอดแน่" ถ้าคุณไม่รับยาอีกแบบหนึ่ง ซึ่งมันมีราคาแพงมาก หมอบอกว่ายาตัวนี้ราคาเข็มละ 130000บาท ซึ่งจะต้องให้หลายเข็มด้วย ตอนนั้นดิฉันไม่มีเงินแล้วค่ะ เพราะการเป็นครูโรงเรียนเอกชน เบิกค่ารักษาได้แค่ปีละ 1 แสนบาท ที่เหลือต้องจ่ายเองหมด ดิฉันจ่ายเกินไปแล้วกว่า 700,000 บาท แล้วยังมีเงินที่ดิฉันได้กู้ยืมมาอีกโดยใช้สิทธิ์ครูเป็นเงินจำนวนอีก 400000 บาท  ซึ่งดิฉันได้ถามหมอว่า ดิฉันจะหายไหม? หมอก็ตอบไม่ได้ว่าจะหายหรือไม่ ดิฉันเลยได้ตัดสินใจว่าจะเลิกรักษา เพราะทีแรกคิดว่าถ้าหายได้จริงก็จะขายบ้านทิ้งเพื่อจะมาใช้ในการรักษาตัวเอง แต่พอหมอไม่รับปากว่าหาย ก็เลยคิดว่า เก็บเงินไว้ให้เป็นการศึกษาของลูกดีจะกว่า

ดิฉันจึงสรุปได้ด้วยตนเองว่า หมอคงรักษาดิฉันไม่หายแน่ แถมซ้ำยังมีแต่โรคเพิ่มขึ้นมากมาย ซึ่งสาเหตุก็คงต้องมาจากการให้ยามากเกินไป

ตอนนั้นยอมรับตัวเองเลยว่าคิดมากสุดๆ ไม่รู้จะไปทางไหนดี พอดีดิฉันมีพระพี่ชายบวชอยู่ที่ จังหวัดลำพูน ท่านได้โทรศัพท์มาหา บอกว่า "น้องอยู่ที่นครสวรรค์ไม่ได้แล้วนะ ถ้าไม่มาบวชก็คงไม่รอดแน่" หลังจากนั้นดิฉันก็ได้ตัดสินใจเดินทางไปลำพูน เพื่อที่จะไปบวชอยู่กับพระพี่ชายในช่วงเดือนมีนาคม 2553 และได้ใช้ชีวิตที่นั่นไม่ถึงเดือน ประมาณเดือนเมษายน 2553 ดิฉันได้รับข่าวดีจากพ่อสามีว่า มีคุณหมอแกน ท่านรักษาโรคแบบแนวธรรมชาติ ซึ่งพ่อสามีได้บอกว่าเพื่อนที่ชื่อ คุณลุงเล็กได้มารักษากับคุณหมอแกน ซึ่งท่านป่วยเป็นโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่บริเวณลำคอ ได้มารักษาและหายเป็นปกติแล้ว เมื่อดิฉันได้ทราบข่าวนี้แล้ว มันทำให้ดิฉันเริ่มมีความหวังอีกครั้งค่ะ

โชคดีของดิฉันเหมือนกัน ณ เวลานั้นคุณหมอแกนท่านได้เดินทางกลับมาเชียงใหม่พอดี เมื่อทราบเช่นนั้น ดิฉันรีบเดินทางไปพบคุณหมอแกนทันทีด้วยตัวเอง ที่ศูนย์โพเพทัส เชียงใหม่ สถานที่นั่นเป็นบ้านของเฮียนวย ซึ่งท่านเป็นผู้สร้างศูนย์ให้คุณหมอแกนไว้พบปะ รักษา บรรยาย สอบถามเกี่ยวกับการรักษาภายใต้ทฤษฎีโพเพทัส

คุณหมอแกนได้อธิบายว่าการรักษามี 2 วิธีคือ :

1   การนั่งกระตุ้นคลื่นเซลล์

2   การดื่มน้ำผักผลไม้ปั่น 24 ชนิดรวมกันที่เรียกว่า Popatas Juice

ดิฉันได้ไปรับฟังคุณหมอถึง 2 ครั้ง แต่ก็ยังคงตัดสินใจไม่ได้ เพราะคิดไปว่าเราจะเลิกยาได้อย่างไร เพียงแค่เคยหยุดยาไป 1 วัน ก็มีอาการอ่อนเพลีย ขาสั่น ไม่มีแรงแล้ว และตอนนั้นดิฉันก็ไม่มีเงินจะทำน้ำ Popatas Juice ดื่มด้วย เพราะเงินหมดจากการรักษาที่ผ่านมา มิหนำซ้ำยังติดหนี้ในการกู้ยืมเงินมารักษาอีก

พอได้ไปฟังคุณหมอครั้งที่ 3 แต่ครั้งนี้เหมือนกับคุณหมอแกน ท่านจะรู้ความคิดของดิฉัน ท่านพูดออกมาว่า มีบางคนในนี้ ยังคงกังวลและไม่กล้าที่จะเลิกยา  ด้วยคำพูดเช่นนั้น ประกอบกับการรับฟังการบรรยายคุณหมอมาถึง 3 ครั้ง มันจึงทำให้ดิฉันเริ่มตัดสินใจที่จะเข้าสู่การรักษาภายใต้ทฤษฎีของคุณหมอแกน ทันที และอีกเหตุผลหนึ่งที่เป็นแรงผลักดันให้ดิฉันเข้าสู่ทฤษฎีโพเพทัสก็คือ

คุณหมอแกน ท่านเป็นผู้ให้ที่ไม่หวังผลตอบแทนอะไรเลย ไม่มีค่ารักษา ไม่มีค่ายา ดูท่านแล้วมีความรักและความจริงใจดี (เหมือนพระเยซูเจ้า)

วันที่ 6 เมษายน 2553 ตัดสินใจบอกคุณหมอแกนว่า จะเลิกยา และจะเริ่มหัดนั่งกระตุ้นคลื่นเซลล์ทันที และคุณหมอแกนก็ได้กรุณากระตุ้นคลื่นเซลล์ให้กับดิฉันอีกแรงด้วยที่ศูนย์โพเพทัสในครั้งแรก

คุณหมอแนะนำดิฉันให้ออกคำสั่งในการรักษาโรคดังนี้  .....นาที รักษาสุขภาพให้แข็งแรงหายเป็นปกติ สาว สวย ใส หุ่นดี ผิวขาว  ให้ความดันโลหิตกลับมาทำงานเป็นปกติ ให้ค่าเม็ดเลือด เกร็ดเลือด น้ำเลือด กลับมาทำงานเป็นปกติ และมีปริมาณเป็นปกติด้วย ให้ระบบเซลล์ทั่วร่างกาย ระบบประสาท ระบบภูมิคุ้มกัน กลับมาทำงานเป็นปกติเดี๋ยวนี้  ให้ระบบฮอร์โมนกลับมาทำงานเป็นปกติเดี๋ยวนี้  ให้เลือดจากช่องคลอดหยุดไหลเดี๋ยวนี้

ช่วงนั้นดิฉันลืมบอกคุณหมอแกนไปว่า ดิฉันไม่มีโอกาสที่จะดื่มน้ำ Popatas Juice เนื่องจากไม่มีเงินแล้ว แต่ตั้งใจว่าจะนั่งกระตุ้นคลื่นเซลล์เพียงอย่างเดียวให้ได้ครบ 5 รอบต่อวัน โดยใช้เวลาในการนั่งรอบละ 15-30 นาที และที่สำคัญคุณหมอบอกว่า ใครที่จะนั่งกระตุ้นคลื่นเซลล์ก็ควรที่จะนั่งในแต่ละรอบจะต้องใช้เวลาในการ นั่งที่ไม่ซ้ำกัน โดยทุกรอบจะต้องห่างกันทุกๆ 3 ชั่วโมง แต่ถ้าเราไม่ว่าง

จริงๆ คุณหมอแกนบอกว่าว่างเมื่อไหร่ก็ให้ทำทันที และควรที่จะรับประทานอาหารตามทฤษฎีโพเพทัสอย่างเคร่งครัด คือนำผักผลไม้ ใน 24 อย่างนี้มาปรุงเป็นอาหาร และจะต้องงดแป้งเชิงเดี่ยวเด็ดขาด เช่น ข้าวเจ้า ข้าวเหนียว ข้าวกล้อง ก๋วยเตี๋ยว เส้นหมี่ บะหมี่ วุ้นเส้น พาสต้า ขนมหวาน เค้ก ขนมปัง ไอศครีม และผลไม้ไทยก็ด้วยเหมือนกัน

วันที่ 7 เมษายน 2553 นั่งกระตุ้นคลื่นเซลล์ 5 รอบ ไม่มีอาการเกิดขึ้น ทุกอย่างปกติค่ะ วันนี้ได้เดินทางไปพบคุณหมอแกน และรับการกระตุ้นจากคุณหมอด้วยค่ะ

วันที่ 8 เมษายน 2553 นั่งกระตุ้นคลื่นเซลล์ได้ครบ 5 รอบ มีอาการปวดท้องด้านขวามากขึ้น ก็เลยตัดสินโทรศัพท์หาคุณหมอแกนเพื่อขอคำแนะนำ และคุณหมอก็แนะนำว่าให้นั่งกระตุ้นคลื่นเซลล์เดี๋ยวนี้เลย โดยให้ออกคำสั่งว่า ...นาทีให้หายปวดท้องเดี๋ยวนี้

วันที่ 9-10 เมษายน 2553 นั่ง 5 รอบ อาการก็ปกติทุกอย่าง ได้พบคุณหมอพร้อมรับการกระตุ้นคลื่นเซลล์ด้วย

วันที่ 11-12 เมษายน 2553 นั่งครบ 5 รอบ แต่มีเลือดออกตามไรฟัน เดินทางไปพบคุณหมอและรับการกระตุ้นคลื่นเซลล์

วันที่ 13 เมษายน 2553 นั่งไม่ครบ 5 รอบ เพราะเลือดออกตามไรฟันมากขึ้น พบคุณหมอแกนและรับการกระตุ้นคลื่นเซลล์

วันที่ 14 เมษายน 2553 นั่งครบ 5 รอบ อาการปกติ เลือดหยุดไหล ไปพบคุณหมอแกนและรับการกระตุ้นคลื่นเซลล์

วันที่ 15-18 เมษายน 2553 นั่งครบ 5 รอบ อาการปกติ

วันที่ 19 เมษายน 2553 นั่งครบ 5 รอบ มีเลือดออกตามไรฟันบ้างเล็กน้อย

หลังปฏิบัติตามทฤษฎีโพเพทัสอย่างเคร่งครัด ลองเช็คด้วยตัวเองพบว่า ราว 1-2 สัปดาห์แรก อาการบวมที่หลังเป็นหนอก จากยาสเตอรอยด์ ยุบลงเป็นปกติอย่างชัดเจน ซึ่งดีใจมาก ดิฉันและเพื่อนสนิทได้พูดคุยกันว่า เรารักษากันมาถูกทางแน่แล้ว

วันที่ 20  เมษายน-18 พฤษภาคม 2553 ทำครบ 5 รอบทุกวัน อาการทุกอย่างก็เป็นปกติดี

น้ำหนักตัวปรับลดลง เมื่อก่อนที่จะเข้ารักษากับคุณหมอแกน ดิฉันมีน้ำหนักอยู่ที่ 66 กิโลกรัม แต่ดิฉันแค่ปฏิบัติได้ เดือนครึ่ง น้ำหนักดิฉันเหลืออยู่ที่57.7 กิโลกรัม ลดลงไปได้ 9 กิโลกรัม ต่อจากนั้นอีก 6 วันน้ำหนักก็ลดลงไปอีก 1 กิโลกรัม จนมาปัจจุบันนี้ น้ำหนักดิฉันเหลืออยู่ที่ 49 กิโลกรัม รวมทั้งหมดลดไปได้ 17 กิโลกรัม

ตั้งแต่เริ่มต้นนั่งกระตุ้นคลื่นเซลล์ครบ วันละ 5 รอบ ก็จะมีบางครั้งที่มีรอบเดือนออกมากกว่าปกตินิดหน่อย ได้แก่ วันที่ 19 พฤษภาคม วันที่ 11-13 กรกฎาคม  แต่พอเข้าเดือนสิงหาคมก็จะมีประจำเดือนลดลงมาก

ดิฉันเคยแหกกฎคุณหมอมาครั้งหนึ่ง นั่นคือความผิดพลาดจากที่เพื่อนของดิฉันมีความหวังดี ได้ซื้อเห็ดหลินจือมาให้ทานเป็นอาหารเสริมโดยแนะนำว่ามีคนกินแล้วดีขึ้น ด้วยความเกรงใจ เลยกินไป 2 วัน เกิดอาการเลือดออกจากช่องคลอดมาก จนช็อค ทางบ้านเลยต้องพาส่งโรงพยาบาล นอนอยู่ที่นั่นได้ 5 วัน คือ 8-12 สิงหาคม 2553  ให้น้ำเกลือ เลือด 4 ถุง และเกร็ดเลือดด้วย เพราะเกร็ดเลือดลดเหลืออยู่ 5,000 ตัวต่อลบ.มม.

ซึ่งดิฉันมาทราบทีหลังจากคุณหมอแกนว่า เห็ดหลินจือจะทำให้เม็ดเลือดแตกและ เกร็ดเลือดต่ำลงได้ด้วย  มันจึงเป็นบทเรียนอันยิ่งใหญ่ของดิฉันมาก และยังต้องทำให้ดิฉันต้องมาเริ่มนั่งนับหนึ่งใหม่ เพื่อที่จะเข้าสู่ทฤษฎีโพเพทัสอีกครั้ง ซึ่งในความเป็นจริงแล้วคุณหมอเคยบอกว่าผู้ป่วย ต้องห้ามรับประทานอาหารเสริม ยาและสมุนไพรอยู่แล้ว

ตั้งแต่วันที่ 13 สิงหาคม 2553 ดิฉันได้เริ่มนั่งกระตุ้นคลื่นเซลล์ให้ได้อย่างเคร่งครัดอีกครั้ง โดยนั่งครบ 5 รอบต่อวันเหมือนเช่นเคย จนทำให้ประจำเดือนออกมาน้อยลง แต่ถ้ามีประจำเดือนมามาก ดิฉันก็จะใช้คำสั่งออกมาให้เลือดประจำเดือนหยุดไหลเดี๋ยวนี้ แล้วมันก็หยุดไหลจริงๆ ดิฉันไม่เคยกังวลอีกเลย

การเปลี่ยนแปลงที่เห็นชัดเจน สำหรับประจำเดือนที่ออกมากผิดปกติ เนื่องจากเกร็ดเลือดต่ำมากนั้น ช่วงที่ก่อนเข้าการรักษากับคุณหมอแกน ประจำเดือนจะมาครั้งหนึ่งประมาณ 15 วัน ซึ่งต้องใช้ผ้าอนามัยวันละ 20 แผ่น แต่หลังจากรู้วิธีการนั่งกระตุ้นคลื่นเซลล์แล้ว ในช่วง 3 เดือนแรกประจำเดือนก็มาลดลงเหลือ 10 วัน แต่ไม่ทำให้รู้สึกอ่อนเพลียเหมือนแต่ก่อน และไม่ต้องให้เลือดอีกเลย  หลังจาก 3 เดือนไปแล้วประจำเดือนของดิฉันก็ลดลงเหลือ 3 วันเท่านั้น ซึ่งมาเป็นปกติเหมือนสมัยสาวๆเลยค่ะ โดยวันหนึ่งใช้ผ้าอนามัยไม่เกิน 6 แผ่น ซึ่งมันทำให้ดิฉันดีใจมาก

และยังมีเหตุการณ์หนึ่ง จะเรียกว่าฉุกเฉินก็ได้ นั่นคือดิฉันเจ็บปวดทรมานมาก ในคืนวันที่ 1 พฤศจิกายน 2553 ดิฉันปวดฟันมากจากการที่มีฟันผุมาก่อน และช่วงก่อนหน้าที่ป่วยที่ผ่านมา วัสดุที่อุดฟันได้หลุดออก จนทำให้เป็นรูโบ๋ แต่ก็ไม่มีอาการปวดใดๆ จนวันนั้นดิฉันเรื่มปวดฟันมาก มากจนน้ำตาไหล ไม่อยากจะพูดจากับใครเลย นอนไม่ได้เลย เป็นเวลา 2 วัน จึงตัดสินใจไปพบหมอฟันเพื่อที่จะถอนฟัน พอหมอตรวจเกร็ดเลือด พบว่า เกร็ดเลือดมีอยู่ 28,000 ตัว ต่อ ลบ.มม. ซึ่งยังต่ำอยู่ แต่ก็ยังดีใจที่ว่า

เมื่อก่อนหน้าที่จะเข้ารักษาในทฤษฎีของคุณหมอแกนคือตอน  9 เดือนที่แล้ว ยังพบว่าค่าเกร็ดเลือดอยู่ที่ 15,000-18,000 ตัว ต่อ ลบ.มม อย่างไรก็ดี หมอฟันก็ไม่กล้าที่จะถอนฟันให้ เพราะกลัวว่าเลือดจะไหลออกไม่หยุด ทั้งๆที่อาการเลือดออกตามไรฟันของดิฉันก็หายแล้ว และประจำเดือนก็มาปกติด้วย  ดิฉันจึงนึกขึ้นมาได้ว่า คุณหมอแกนเคยบอกว่าถ้าตัวเราป่วยเป็นอะไรก็ตามก็ให้นั่งกระตุ้นคลื่นเซลล์ เดี๋ยวนั้นทันที ดิฉันจึงลองนั่งกระตุ้นคลื่นเซลล์ ทันที โดยใช้เวลาที่ 15 นาทีและ 16 นาที โดยจะต้องไม่ให้เวลาซ้ำกันจน ครบ 5 รอบ

โดยออกคำสั่งว่า  ....นาที ให้ฟันกรามล่างซ้ายหายปวดเดี๋ยวนี้ ไม่มีการติดเชื้อ ไม่มีการอักเสบอีกต่อไป   ตอนนั่งรอบที่ 2 รอบ 3 ยังปวดมากอยู่ แต่พอครบ 5 รอบ อาการปวดฟันหายเป็นปลิดทิ้ง ยังตบแก้มตัวเองที่โย้ให้เพื่อนดู ตอนนั้นตัวเองก็แปลกใจมากว่า ทำไมเราไม่ปวดแล้ว หายได้จริงๆหรือนี่  จนบัดนี้ดิฉันก็ไม่ได้ไปหาหมอฟันอีกเลย แต่ความจริงถ้าป่วยหรือเกิดโรคฉุกเฉิน คุณหมอแกนจะแนะนำทุกคนให้นั่งกระตุ้นคลื่นเซลล์ ได้ตั้งแต่ 5 นาทีขึ้นไป และนั่งจนกว่าจะหายขาด

ถึงแม้เกร็ดเลือดของดิฉันจะยังไม่กลับมาเป็นปกติ แต่อาการเลือดออกง่าย ก็หายไปหมดแล้ว ซึ่งดิฉันมีความสุขมาก แต่อย่างไรก็ตามดิฉันก็จะต้องนั่งกระตุ้นคลื่นเซลล์ต่อไป เพื่อให้เกร็ดเลือดของดิฉันกลับมามีค่าปกติให้ได้

ตอนหลังคุณหมอแกนสอนให้เพิ่ม 2 ประโยค ซึ่งทุกคนจะต้องพูดออกคำสั่งเสมอในการนั่งกระตุ้นคลื่นเซลล์ทุกครั้ง

  1. ให้เซลล์ทั่วร่างกาย อวัยวะทุกส่วน เนื้อสมอง ระบบประสาท กลับมาสู่อายุ 19 ปี (ในผู้หญิง) 20 ปี (ในผู้ชาย)
  2. ให้ไมโครชิพกลับสู่จุดกำเนิด

ล่าสุดดิฉันได้กลับไปศูนย์โพเพทัสอีกครั้ง เพื่อพบคุณหมอแกนเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2553ที่ผ่านมา ดิฉันได้ไปขอบพระคุณคุณหมอแกน และได้เล่าเรื่องราวของการรักษาด้วยทฤษฎีโพเพทัสให้คุณหมอและเพื่อนสมาชิก ฟังที่ คุณหมอแกนก็เพิ่งทราบในวันนั้นว่า ดิฉันได้ทำสำเร็จด้วยการนั่งกระตุ้นคลื่นเซลล์อย่างเดียว โดยไม่ได้ดื่มน้ำ Popatas Juiceเลย  ซึ่งด้วยเหตุผลต่างๆที่จำกัด เช่นในเรื่องค่าใช้จ่าย ซึ่งคุณหมอแกนอยากให้ดิฉันเขียนประสบการณ์นี้ให้เพื่อนสมาชิกได้อ่านก่อน เพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้ป่วยรายอื่นๆ ที่บางรายอาจจะเป็นเหมือนดิฉัน แต่บางรายอาจจะเป็นโรคอื่นก็ให้เกิดกำลังใจกับคนอื่นๆด้วยเช่นกัน ว่าการนั่งกระตุ้นคลื่นเซลล์เพียงอย่างเดียวก็สามารถรักษาโรคให้หายขาดได้ แต่จะต้องนั่งทำให้ครบ 5 รอบต่อวัน และการนั่งก็ยังสามารถช่วยรักษาโรคเฉพาะหน้าได้เหมือนกัน  ดิฉันยินดีและเต็มใจอย่างยิ่งที่จะเผยแพร่เรื่องราวของดิฉันให้ทุกคนได้รับทราบ  เพราะดิฉันตั้งใจแล้วว่า เมื่อไหร่ที่ดิฉันรอดตายมาได้ ดิฉันจะทำความดีไม่มีที่สิ้นสุด และทำเพื่อตอบแทนคุณ คุณหมอแกน และคุณแผ่นดินต่อไป

หลังจากได้รับการรักษากับคุณหมอแกนแล้ว ผลที่ได้คือ ดิฉันกลับมาเป็นปกติ แข็งแรง ไม่ต้องกินยาเคมี ยาสเตอรอยด์ ไม่ต้องเสียเงินมาก ไม่ต้องเสียเวลาเข้ารักษาในโรงพยาบาล มีเวลาอยู่กับครอบครัว และกลับมาใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวได้อย่างปรกติอีกครั้ง

ขอขอบพระคุณ คุณหมอแกนที่มีเมตตาต่อดิฉันและครอบครัวของดิฉัน ซึ่งคุณหมอแกนเป็นผู้ให้ชีวิตใหม่แก่ดิฉันจากที่มองเห็นความตายอยู่ข้างหน้า แล้ว และขอบพระคุณอีกครั้ง ที่ดิฉันได้ของแถมและมีความสุขคือ ผิวขาวใส ผิวสวย ดูดีขึ้นมากๆ มีน้ำหนักตัวลดลง 17 กิโลกรัม ดูดีมากๆ เพราะจากที่ดูตัวเองก็รู้แล้วว่า ดีขึ้นมากขนาดไหน   การเปลี่ยนแปลงจากการป่วยที่เห็นผล 100% เป็นผลจากการที่ดิฉันปฏิบัติอย่างเคร่งครัด 100% หายจากโรคที่เป็น โดยไม่ต้องกินยา ไม่ต้องเข้าไปใช้บริการที่โรงพยาบาล เป็นหมอรักษาตัวเองได้ ตามที่คุณหมอแกนได้สอนไว้เสมอมา

ด้วยจิตศรัทธาและด้วยความคารวะด้วยใจจริง

พิมพ์วรา ธนาพรทวีพงษ์ (อ้อ)

(รายงานนี้เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่ง ของผู้ป่วย ที่สิ้นหวังในชีวิต แล้ว ยังมีคนไข้หนัก ที่เป็นโรคต่างๆ ขั้นรุนแรง และหมดหวังในการรักษา ชนิกดใดๆ ได้มีโอกาสมารับทราบวิธีการรักษาตนเอง จากหมอแกน และได้นำไปปฏิบัติ ส่วนคนไข้หนักที่ช่วยตนเองไม่ได้ ก็อาศัยคนข้างเคียงหรือลูกๆช่วยนั่งกระตุ้นคลื่นเซลล์ให้ และรับประทาน น้ำ PJ )

ท่านที่ประสบปัญหาเจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆ ไม่ต้องสิ้นหวัง ลองให้ญาติเข้ามาศึกษากรณีคนไข้ต่างๆ ที่ได้รับการรักษา ด้วยทฤษฎีโพเพทัส ของหมอแกน ที่ ลิงค์นี้

เชิญทุกท่าน ร่วมสร้างบุญกุศลด้วยกัน ....ส่งต่อข่าวสารแก่เพื่อนๆ มีโอกาสชมจิ๊กซอร์ต่างๆ สำหรับนักค้นหาสาระชีวิตต่อภาพส่วนตัว ทั้ง ด้านโลกียะและโลกุตระ ที่ ainews1.com จัดไว้บริการให้แก่เพื่อนทุกเพศวัยทุกคน ฟรี  ที่ลิงค์ /article385.html   Bookmark and Share