คำแนะนำในการดำเนินชีวิตจากหลวงปู่ดู่

http://ainews1.com/article504.html

Bookmark and Share

บทความของคุณ สิทธิ์.....คุณสิทธิ์ เป็นคนรุ่นใหม่ ที่เคารพศรัทธาในหลวงปู่ และออกจะช่างซักช่างถาม ดังตัวอย่าง ได้สรุปคำแนะนำจากหลวงปู่ดู่เอาไว้ดังนี้:

  1. หลวงปู่กล่าวรับรองว่าบทสวดมนต์แต่ละบท ๆ ในเจ็ดตำนานก็ดี ๑๒ ตำนานก็ดี ท่านว่าท่านเคยได้พิจารณาโดยตลอดแล้ว พบว่าดีทั้งนั้น ใช้ได้ทั้งนั้น ดีทุก ๆบทเลยทีเดียว
  2. บทไตรสรณาคมณ์นั้น (พุทธังสรณังคัจฉามิ ธัมมังสรณังคัจฉามิ สังฆังสรณัง คัจฉามิ) ท่านว่า “สวดครั้งหนึ่ง (ด้วยจิตที่เลื่อมใสศรัทธาและเป็นสมาธิ) มีอานิสงส์ไปถึง ๕ กัลป์เชียว”
  3. สำหรับผู้ที่รู้สึกว่าตนประสบเคราะห์นั้นท่านแนะให้สวดอิติปิโสฯ (บทสรรเสริญพระพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ) เท่าอายุบวกหนึ่ง
  4. บางครั้ง ผู้ที่เขามาคอยรับส่วนบุญ เขามีเวลาน้อย (อาจขออนุญาตผู้คุมมาได้เดี๋ยวเดียว) หรืออยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน มีเวลาน้อย หรือจะด้วยเหตุใด ๆ ก็ดี หลวงปู่จึงได้มีบทแผ่เมตตาชนิดสั้นแต่มีประสิทธิผลมากคือ “พุทธัง อนันตังฯ”) แทนบทกรวดน้ำ ซึ่งค่อนข้างยาวและกินเวลามากและเหมาะกับการแผ่เมตตาประจำวันหลังสวดมนต์ทำวัตรมากกว่า
  5. บทบูชาพระ (นะโมพุทธายะฯ) หลวงปู่บอกว่า “สวดแล้วรับรองว่าไม่มีจน” ท่านเอามาจากวัดประดู่ทรงธรรม สมัยที่ศึกษาเล่าเรียนอยู่ที่นั่น และเพื่อให้ลูกศิษย์ไม่มองข้ามความสำคัญ เพราะเหตุที่ได้มาจากหลวงปู่ง่าย ๆ ท่านจึงพุดแบบอมยิ้มไปด้วยว่า “คาถาดี ๆ นี่ อาจารย์สมัยก่อนเขาหวงกันนะ เขาไม่เอามาบอกง่าย ๆ หรอกแก”
  6. จุดสำคัญในเวลาสวดมนต์หรืออธิษฐานคาถาใด ๆ ต้องทำจิตให้เป็นสมาธิ ให้จิตสว่าง ให้จิตมีภาวะตื่น จึงจะมีผลมาก และถือเป็นสร้างความชำนาญในการทำกรรมฐานไปด้วยทุกครั้ง (สำหรับบทสวดมนต์ (ไม่ใช่คาถา) นั้น ถ้ามีโอกาสก็ควรศึกษาคำแปลเพื่อให้เกิดความเข้าใจข้อธรรมและซาบซึ้งในคุณพระ รัตนตรัยยิ่ง ๆ ขึ้นไป)
  7. สุดท้าย หลวงปู่บอกว่า “สวดมนต์เป็นยาทา ภาวนาเป็นยากิน” สวดมนตร์นานเท่าไรไม่ว่า แต่ภาวนาให้มากกว่าจึงจะถือว่าได้จัดสรรเวลาให้เกิดประโยชน์สูงสุด
เมื่อท่านได้อ่านบทความ ที่คุณสิทธิ์ ได้เขียนถึงหลวงปู่เอาไว้  ตามลิงค์ข้างต้นแล้ว ท่านจะได้รับประโยชน์ต่างๆอีกมากทีเดียว ต่อการซักถามและได้รับการชี้แนะจากหลวงปู่อย่างใกล้ชิด

สำหรับบทไตรสรณาคมณ์ ในข้อที่ 2 นั้นมีอานิสงส์เป็นอย่างไรบ้างลองมาฟังประสพการณ์ของท่านผู้นี้ ที่เป็นลูกศิษย์คนหนึ่งของหลวงปู่ ท่านลองแวะที่ลิงค์นี้ http://ainews1.com/article405.html  ซึ่งมีเนื้อหาเข้มข้น แลกด้วยชีวิตทีเดียว ซึ่งเหตุที่จะเกิดขึ้นในอนาคตของคนผู้นี้ ไม่ได้รอดสายตาอันยาวไกลของหลวงปู่ดู่ไปได้ และได้สั่งกำชับเอาไว้สั้นๆอีกด้วย แต่ผู้รับฟังยังไม่ทราบหรอกว่า เหตุรุนแรงอะไรจะเกิดขึ้นแก่ตัวเขา

ส่วน นะโมพุทธายะ  ในข้อ 5 นั้น ในลิงค์ข้างต้นคุณสิทธิ์ ได้รวบรวมชี้แนะเอาไว้แล้ว ว่าหลวงปู่ได้แจกแจงรายละเอียดสำคัญๆอย่างไรบ้าง

บทสรรเสริญพระรัตนตรัย เต็มๆก็คือ

ตั้งนะโม 3 จบ

อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ

สวาขาโต ภะคะวะตา ธัมโม สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ 

สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา เอสะ ภะคะวะโตสาวะกะสังโฆ อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเนยโย อัญชะสีกะระณีโย อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ

ส่วนบทแผ่เมตตาในข้อ 4 นั้นมีดังนี้ :

พุทธัง อนันตัง ธัมมัง จักรวาลัง สังฆัง นิพพานะ ปัจจะโย โหตุ  นึกถึงคุณของพระรัตนตรัย ให้แก่สรรพวิญญาณ ที่หลวงปู่กล่าวถึง ให้เขาได้รับไปอย่างรวดเร็ว

ส่วนคำแนะนำในข้อสุดท้าย ทุกๆท่านคงเข้าใจดีอยู่แล้ว มีสิ่งที่จะพูดถึงอีกเล็กน้อย สำหรับผู้ที่ได้บำเพ็ญภาวนาโดยเฉพาะ ในมหาสติปัฏฐานสูตร เพื่อนำจิตให้หลุดพ้นออกมาจากกาย พลิกกลับไปสู่สภาวะจิตเดิม ได้แล้วนั้น ก็จะรักษาสภาพอารมณ์ของจิต เช่นเดียวกับที่ปรากฏ ในครั้งแรก ที่จิตมาถึง 'มรรค' หรือ 'ทาง' เดินของจิตของทุกๆคนที่มีอยู่แล้ว การดำรงค์สถานะของจิต ให้เป็นกลาง ไม่กระเดียดไปทางบวกหรือทางลบ เช่นเดียวกับผู้ที่รักษาจิต ระหว่างการภาวนาในหมวดนี้ สะสมพลังงานมากพอจนจิตได้มาถึง 'ทาง' หรือ 'มรรค' นั้น จะทราบอารมณ์ของจิตของตน ว่าอยู่ในสถานะเป็นกลางนั้นเป็นอย่างไร

การดำรงค์สถานะของจิตเอาไว้เช่นนั้นตลอดเวลา อย่างต่อเนื่องติดต่อกันนานๆ ไม่มีคำภาวนาใดๆอีก มีเพียงการเฝ้าระวังรักษาจิต ให้อยู่บน 'ทาง' จะเป็นการสะสมพลังงานคลื่นความถี่สูง ที่พร้อมจะใช้ประหารกิเลสต่างๆ ที่นอนเนื่องอยู่ เมื่อมันโผล่หน้าขึ้นมาเมื่อไร จะถูกพลังงานคลื่นความถี่สูง ที่จิตสะสมไว้ทำลายไปทีละอย่างจนหมดสต๊อคของอนุศัยกิเลส ที่นอนเนื่องอยู่ในกมลสันดานของสัตว์ และจะได้รับประสบการณ์ต่างๆเป็นอันมาก ตามที่พระอาจารย์รัตน์ ท่านเล่าเอาไว้ที่ลิงค์นี้ ที่ถอดออกมาเป็นตัวหนังสือ ควบคู่ไปกับเสียงของพระอาจารย์ด้วย

ที่กล่าวมานี้ คือการภาวนา เพื่อให้จิตบรรลุถึงสภาวะจิตเดิม และมุ่งกระทำมรรค ให้สมบูรณ์ ไม่ได้มุ่งภาวนาเพื่อทำฌาณ หรือฝึกกสิณชนิดต่างๆ เป็นช่องทางลัดตัดตรงของผู้ที่เกิดมาแล้ว ต้องการนำจิตของตนกลับไปสู่สภาวะจิตเดิม

ส่วนผู้ที่มีโรคภัยต่างๆเบียดเบียน เป็นอุปสรรคต่อการภาวนาอย่างหนึ่ง ที่ก่อความทุกข์ให้กับกายสังขาร หากยังไม่เป็นผู้แก่กล้าในการภาวนา ก็จะถูกอุปสรรคทางกายรบกวนการปฏิบัติได้ ก็ยังมีช่องทางจัดการสิ่งเหล่านี้ให้เข้าที่เข้าทางเสียก่อนด้วยตนเอง ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอันใดเมื่อได้ทราบวิธีการแล้ว

นอกจากนี้เจ้าของทฤษฎี ยังได้เน้นย้ำเอาไว้ว่าสามารถนำจิต ให้หลุดพ้นไปจากอวิชชาต่างๆได้เช่นเดียวกัน ซึ่งทฤษฎีนี้ ช่วยทั้งแก้ทุกข์ทางกาย และจิตใจ ไปพร้อมๆกัน ผู้หมั่นปฏิบัติอย่างเคร่งครัดแลกกับสิ่งที่ได้มาทั้งกายและจิตได้พร้อมๆกันโดยอัตโนมัติ ท่านที่สนใจลองแวะศึกษาได้ที่ /article497.html

เชิญทุกท่าน ร่วมสร้างบุญกุศลด้วยกัน ....ส่งต่อข่าวสารแก่เพื่อนๆ มีโอกาสชมจิ๊กซอร์ต่างๆ สำหรับนักค้นหาสาระชีวิตต่อภาพส่วนตัว ทั้ง ด้านโลกียะและโลกุตระ ที่ ainews1.com จัดไว้บริการให้แก่เพื่อนทุกเพศวัยทุกคน ฟรี  ที่ลิงค์ /article385.html   Bookmark and Share

 

 >