หลวงปู่ดู่ กล่าวถึง แดนพระนิพพาน

http://ainews1.com/article509.html

สำหรับผู้สนใจการ คืนกลับสู่พระนิพพาน หรือสภาวะจิตเดิม ของทุกคนหรือทุกๆสรรพสัตว์ เมื่อเข้ามาหาความรู้และช่องทางการปฏิบัติจิต  ในวงการสอนในพระพุทธศาสนา ยังมีครูบาอาจารย์ท่านกล่าวถึงสภาวะพระนิพพาน แตกต่างกัน ใน 2 มิติหลักๆ ฝ่ายหนึ่งพูดถึงสภาวะด้านรูปนิมิต อีกฝ่ายหนึ่งพูดถึงความว่างในสภาวะจิตเดิม (พลังงานคลื่นความถี่สูง) และผู้ที่ฝึกก็สามารถเลือกปฏิบัติได้ทั้ง 2 แนวทาง แล้วแต่ชอบได้อีกด้วย และก็จะบรรลุผลสำเร็จตามต้องการได้เช่นเดียวกัน เช่นเน้นการฝึกในหมวดมหาสติปัฏฐานในส่วนจิตตานุปัสสนา ให้จิตบรรลุถึง ทาง หรือ มรรค จิตพลิกขึ้นสู่สภาวะจิตเดิม แยกออกจากกาย แล้วหมั่นดำรงค์อยู่ใน มรรค จนมีมรรคสมบูรณ์ จิตสะสมพลังงานคลื่นความถี่สูง เป็นพลังงานที่ไปลบล้างหรือทำลายอนุศัยกิเลส (มรรคประหารกิเลส) ที่นอนเนื่องอยู่ในจิตของผู้ปฏิบัติจนหมดสิ้น จิตก็จะอยู่ในสภาวะจิตเดิม ในสภาพสุญญตา หรือจิตสูญจากกิเลส เช่นหลวงปู่สิวลี ใช้เวลาตั้งแต่เริ่มการปลงผม พอบวชเป็นพระภิกษุเสร็จสิ้น หลวงปู่ก็บรรลุอรหัตผลแล้ว เป็นต้น

ส่วนผู้ที่ฝึกสายทำฌาณทำสมาธิ ให้มีฤทธิ์ทางใจ สามารถนำจิตไปสัมผัส แดนต่างๆในมิติต่างๆรวมทั้งแดนพระนิพพาน ได้เช่นเดียวกัน เช่น มจ.วิภาวดีรังสิต ที่ฝึกจิตในสายฌาณกับหลวงพ่อฤาษีลิงดำ หรือพระราชพรหมญาณเถระ ก็ประสบผลสำเร็จถึงแดนนิพพานก่อนสิ้นชีพตักษัย...หากเลือกทางแนวนี้ ควรมีไกด์นำทางหรือพึ่งบารมีครูอาจารย์ จะได้สะดวกในการเดินทางและเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ตน ในการได้พบปะบุคคลต่างๆ (รูป เสียง แสงพลังงานนิมิต) หรืออดีตพ่อแม่ที่เป็นพระอรหันต์

การปฏิบัติทั้ง 2 รูปแบบ เป็นเหตุให้ผู้ที่ปฏิบัติ ยังไม่ถึงจุดหมายทั้ง 2 แนวทาง เกิดความสับสนพอสมควร อย่างใดที่สมควรจะยึดถือนำมาปฏิบัติ หากท่านเป็นผู้หนึ่งอยู่ในกลุ่มที่กล่าวถึง ลองมาฟังเหตุผลของท่านผู้ที่มีความแจ่มแจ้ง ในทั้งสองวิธีการได้จากบทความต่อไปนี้:

หลวง ปู่ดูลย์ อตุโล ท่านเป็นพระเถระ ลูกศิษย์พระอาจารย์มั่น ภูริทัตตะเถระ พระปรมาจารย์สายกรรมฐานของภาคอีสาน ผู้เขียนได้รับฟังข่าวคราวจากทางหนังสือพระเครื่อง เกี่ยวกับรูปถ่ายที่ช่างภาพถ่ายรูปท่านในท่านั่งห้อยขา แต่พอล้างฟิลม์ออกมา กลับมีรูปซ้อนเป็นภาพนั่งสมาธิ โดยที่ท่านไม่ได้เปลี่ยนอริยาบท ซึ่งเขาเรียกว่าเป็นกายทิพย์ที่ท่านแสดง ขณะนั้นผู้เขียนทำงานเป็นพนักงานสินเชื่อ หัวหน้าแม่สอด-แม่ระมาด จังหวัดตากอยากไปนมัสการท่าน

ความตั้งใจตอนนั้นเพียงเพื่อไปขอวัตถุมงคลและมีความเชื่อลึกๆ ในใจว่าท่านเป็นพระอรหันต์

เมื่อหยุดพักร้อนจึงเดินทางไปหาเพื่อนซึ่งจบมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รุ่นเดียวกัน ซึ่งรับราชการเป็นอาจารย์ที่วิทยาเขตเกษตรสุรินทร์ พอถึงสุรินทร์เรียบร้อยเพื่อนก็ถามว่าทำไมอยากมากราบหลวงปู่ ได้ตอบเพื่อนว่า”เขาว่าท่านเป็นพระอรหันต์เลยอยากมาขอเหรียญทีท่านปลุกเสก” โดยใจตอนนั้นไม่ปรารถนาธรรมอะไรจากท่าน เพราะอยู่ในช่วง เป็นนักล่าวัตถุมงคล

พอผู้เขียนไปถึงวัด หลวงปู่กำลังตื่นจากจำวัตรพอดี เพราะขณะนั้นท่านอายุมากแล้วจำเป็นต้องพักผ่อน เมื่อทางพระอุปัฎฐาก อนุญาตให้เข้าพบ ผู้เขียนได้เข้าไปกราบท่าน และได้ถวายปัจจัยแล้วนั่งเงียบอยู่ ไม่ทราบจะเริ่มต้นอย่างไร เสียงหลวงปู่พูดขึ้นว่า “เณรไปหยิบเหรียญมาให้ข้าที เขาอยากได้” ผู้เขียนดีใจมากรับเหรียญมาเก็บไว้แล้วกราบลาท่านกลับ (มิได้เฉลัยวใจสักนิด ว่าเหตุไร หลวงปู่จึงทราบความในใจของเรา)

ภายหลัง ได้อ่านหนังสือหลวงปู่ฝากไว้ ทำให้นึกเสียใจว่า ทำไมเราไม่ไปขอฟังธรรมจากท่านในตอนนั้นเพราะเนื้อธรรมที่แสดงนั้นเป็นธรรมล้วนๆ ไม่ว่าทั้งทางคดีโลกและคดีธรรม โดยเฉพาะเรื่องจิตคือพุทธะ และประโยคที่กินใจมากคือ
“คนเราเป็นทุกข์เพราะความคิด”

มีคำพูด ของหลวงปู่ที่กล่าวถึงความว่าง หรือสูญญตาว่า เป็นสมบัติของจิตเรา หรือที่เรียกว่าจิตเดิมแท้ มีสภาพบริสุทธิ์อย่างยิ่ง ถ้าเราทำให้ปราศจากความปรุงแต่ง จึงจะถึงสภาวะนี้ได้ แต่หลวงปู่ไม่ได้พูดถึงแดนนิพพานเหมือนกับสาย มโนมยิทธิของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ และหลวงพ่อดู่ พรหมปัญโญ สิ่งเหล่านี้อยู่ในความกังขาข้องใจของผู้เขียนมาก หลวงพ่อดู่ท่านคงรู้ความคิด ท่านจึงพูดว่า “นิพพานจริงๆ แล้วเป็นความว่าง ไม่มีอะไรเลย”

ผู้เขียนจึงเรียนถามว่าแล้ววิมานแก้วพระพุทธเจ้าที่เราขึ้นไปกราบกัน “ไม่ใช่หรือ” ท่านตอบว่า”ใช่” เป็นพุทธนิมิตเป็นเครื่องรองรับผู้ปฏิบัติ ทำให้นึกถึงในประวัติของพระอาจารย์มั่น ตอนที่สำเร็จเป็นพระอรหันต์ มีพระพุทธเจ้าเสด็จมาแสดงนิมิตให้เห็น พระอาจารย์มั่นเกิดความสงสัย จนกระทั่งพระพุทธเจ้าท่านตรัสขึ้น “จนถึงบัดนี้เธอยังสงสัยอะไรอีกหรือ ตถาคตมาในรูปธรรม ไม่ได้มาในนามธรรม”

นอกจากนี้พระพุทธเจ้ายังได้แสดงนิมิต ให้พระอาจารย์มั่นดู คือในสมาคม เณรน้อยอรหันต์มาถึงก่อนก็นั่งหัวแถว พระผู้ใหญ่,พระพุทธเจ้าเสด็จมาทีหลังก็นั่งตามลำดับมา ซึ่งพระอาจารย์มั่นก็เข้าใจว่า “ความบริสุทธิ์ของพระองค์เสมือน ไม่มีใครมากน้อยไปกว่ากัน “แสดงถึงว่า เมื่อถึงความเป็นพระอรหันต์แล้ว ถึงวิมุติธรรม คือความเสมอภาคของธรรม แต่ถ้าเป็นพุทธประเพณี นิมิตนั้นก็แสดงอีกโดยพระพุทธเจ้านั่งเป็นประธานตามด้วยพระอัครสาวก และพระ ผู้ใหญ่ตามลำดับอาวุโส

วันหนึ่งหลวงพ่อ(ดู่)ได้เล่าถึงการ ปฏิบัติ โดยท่านเป็นผู้บอกว่า “เมื่อไปถึงวิมานแก้วได้แล้ว เป็นวิมานแก้วของพระพุทธเจ้าก็เหมือนกุฏิของพระพุทธเจ้า นอกจากนี้ก็มีวิมานพระธรรม อยู่ไปทางขวามือของพระพุทธเจ้ามีตู้พระไตรปิฎกอยู่หลายตู้ เขียนเป็นภาษาบาลีอักษรขอม ถ้าอยากรู้แปลว่าอะไรให้ถามหลวงปู่ทวด ซ้ายมือเป็นวิมานของพระสงฆ์ มีพระสงฆ์อยู่พระพุทธเจ้าเป็นประธาน แกเดินจิตให้ดีจากวิมานแก้วจะไปถึงพระพุทธรูป 4 องค์ของกัปป์นี้ มีลักษณะหน้าตักกว้างไม่เท่ากันตามบารมี องค์แรกเป็นของพระกกุสันโธมีหน้าตักกว้าง 20 วา องค์ที่สองพระโกนาคม หน้าตัก 15 วา องค์ที่สาม ของพระกัสสปหน้าตัก 10 วา องค์ที่สี่ หน้าตัก 5 วา ถ้าเป็นพระศรีอริย์องค์ที่ห้า ยังไม่ปรากฎถ้าอธิษฐาน ขอดูจะพบว่ามีหน้าตักเท่ากับองค์แรก เพราะท่านสร้างบารมีมาถึง 16 อสงไขยกับแสนมหากัปป์ ทำจิตให้ดี เดินจิตให้ถึงที่หลังพระทั้ง สี่องค์ มีที่เวิ้งว้างไม่มีประมาณนั้นแหละคือ แดนพระนิพพานจริงๆ ไม่มีอะไรเลยเป็นสภาพของความว่าง แต่ไม่ใช่สูญนะแก”

ผู้เขียนถึง บางอ้อในคำสอนของท่าน ซึ่งสุดท้ายก็มาอยู่ในแบบเดียวกัน ตรงกับที่หลวงปู่ดูลย์ พูดไว้ไม่มีผิดเพี้ยน แต่หลวงพ่อท่านสอนแบบพระโพธิสัตว์ที่บุญญาธิการเต็มเปี่ยมแล้ว สาธุ สาธุ สาธุ

ที่มา : หนังสือร่มเงาพุทธฉัตร พระอาจารย์ศุภรัตน์เป็นผู้เขียน

(จิตเดิมแท้ ที่หลวงปู่ดูลย์ และหลวงปุ่ดู่พูดถึงความว่างของพระนิพพานนั้น  ผู้ที่ปฏิบัติในมหาสติปัฏฐาน จนเข้าถึงทาง หรือ มรรค แล้วปรากฏการณ์ที่จิตได้เห็น จะเข้าใจสิ่งที่หลวงปู่ดูลย์ พูดไว้ หรือสภาวะนิพพาน ที่หลวงปู่ดู่กล่าวถึง ชัดเจนด้วยจิตตนเอง

ส่วนผู้ที่ฝึกมโนมยิทธิ ในขั้นที่จิตมีกิเลสเหลือน้อยแล้ว จิตได้ไปสัมผัสรูปนิมิตต่างๆในสภาวะนิพพานได้ เหมือนกับผู้ฝึกได้ทำจิตของตนให้ว่างๆไว้ ภาพต่างๆก็จะมาปรากฏให้เห็นตราบใดที่สักแต่เห็นเฉยๆไม่มีการปรุงแต่ง ก็จะได้เห็นภาพต่างๆทั้งในอดีต จนกระทั่งต่อไปในอนาคต ทำให้เห็นเหตุปัจจัยต่อไปถึงผลที่จะเกิดในอนาคต เป็นวงรอบ ทำให้เข้าใจสิ่งต่างๆมันเป็นเหตุเป็นผลกันและกัน ไม่มีอะไรเป็นเรื่องบังเอิญ เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ไม่มีอะไรเป็นของจริง นอกจากจิตที่เป็นหนึ่งเท่านั้น นั่นคือสภาวะจิตเดิมแท้นั่นเอง ท่านที่ศึกษาคำสอนของพระบรมธรรมบิดาที่ลิงค์นี้ ก็จะทราบที่ไปที่มาของแต่ละดวงจิต หรือผู้ที่พลิกจิตเข้าถึง มรรค แล้ว มาต่อยอดที่ลิงค์นี้ ท่านก็จะเข้าถึงความเป็นหนึ่งได้อย่างถาวรเช่นเดี่ยวกัน)

เชิญทุกท่าน ร่วมสร้างบุญกุศลด้วยกัน ....ส่งต่อข่าวสารแก่เพื่อนๆ มีโอกาสชมจิ๊กซอร์ต่างๆ สำหรับนักค้นหาสาระชีวิตต่อภาพของตนเอง ทั้ง ด้านโลกียะและโลกุตระ ที่ ainews1.com จัดไว้บริการให้แก่เพื่อนๆทุกเพศวัยทุกคน ฟรี  ที่ลิงค์ /article385.html     Bookmark and Share

  N>