ภูเขา 'บุญ' ของหลวงปู่ดู่ ที่วัดสะแก

http://ainews1.com/article512.html

Bookmark and Share


 

 
ในภาพหลวงปู่ดู่กำลังสนทนากับหลวงปู่บุดดา
 
เนื่องมาจากภาพที่น่ารักนั้น  ครั้งหนึ่งเมื่อหลวงปู่บุดดาท่านไปเยี่ยมอาการอาพาธของหลวงปู่ดู่
หลวงปู่บุดดา ถาวโร วัดกลางชูศรีเจริญสุข จ.สิงห์บุรีได้กล่าวกับท่านไว้ว่า

“วันนี้ ผมนำมงกุฎพระพุทธเจ้ามามอบให้คุณ นิมนต์อยู่ต่อเถิด ถ้าไม่อยู่ก็ไม่เป็นไร ที่คุณปรารถนานั้นน่ะ สำเร็จแน่ ต่อไปคุณจะได้เป็นพระพุทธเจ้า”

ปกติ หลวงปู่บุดดาท่านมักจะพกกระป๋องแป้ง ติดตัวอยู่เสมอเพื่อประทานให้แก่ ญาติโยมที่ไปกราบนมัสการ เมื่อหลวงปู่บุดดาและหลวงพ่อต่างกราบกันและกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว หลวงปู่บุดดาท่านได้ประทานแป้งใส่มือหลวงปู่ดู่ หลวงปู่ดู่ท่านรับมาแล้วนำมาทาบนศรีษะ

มีญาติโยมที่นั่งอยู่ด้วยเรียนถามหลวงปู่ดู่ว่า ทำไมจึงนำแป้งไปทาบนศรีษะ

หลวงปู่ดู่ตอบว่า

"ของพระอรหันต์ให้ แกจะให้เอาไปทาที่ไหนล่ะจึงจะสมควร เดี๋ยวจะกลายเป็นความไม่เคารพ นอกจากบนหัวของเรา"

สังฆัง สรณัง คัจฉามิ พระอริยะสงฆ์เป็นสรณะที่พึ่ง คนโบราณจึงถือว่าพระรัตนตรัยอยู่เหนือเศียรเหนือเกล้า ด้วยเหตุผลฉะนี้
 
ต่อไปเชิญทุกท่านมาพบกับบทความสำคัญอีกตอนหนึ่ง ที่เกี่ยวกับภารกิจสำคัญที่หลวงปู่ดู่ได้ สร้างไว้แก่สรรพสัตว์ และผดุง พระพุทธศาสนาให้อยู่ จนครบ พุทธันดรอีกด้วย

ด้วยความกรุณาของคุณอุ่น นนทบุรี ได้เรียบเรียง นำเรื่อง ภูเขาบุญ ที่มีผู้ประสบพบเห็น เมื่อมา กราบหลวงปู่ดู่ (ซึ่งหลวงปู่ได้ละสังขารไปแล้วเมื่อ พ.ศ. 2533) ได้พบเห็นสิ่งมหัศจรรย์เหนือท้องฟ้าวัดสะแก ด้วยตาตนเองแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้แพร่งพรายเรื่องนี้กับผู้ใด จนต่อมาได้สอบถามเรื่องราวที่ได้พบเห็น กับท่านอาจารย์ศุภรัตน์  รายละเอียดโดยย่อมีดังนี้ :

วันหนึ่งท่าน พ.ธรรมรังษี ครั้งไปนมัสการหลวงปู่ดู่ วัดสะแก จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นครั้งแรกในชีวิต ราวปี พ.ศ. 2538 ได้ไปประสบพบเห็นในสิ่งที่เหลือเชื่อ เหนือคำบรรยายสุดที่จะเอ่ยอ้างได้หมดจะขอเล่าสั้น ๆ ไว้ดังนี้ ก่อนที่ข้าพเจ้าจะได้เข้าไปในเขตของวัด สายตาของข้าพเจ้าก็ได้เหลือบไปเห็น สิ่ง ๆ หนึ่งซึ่งกำลังลอยอยู่บนท้องฟ้าเหนือวัดสะแก มีลักษณะเป็นพระเจดีย์สีทองสว่างไสว ลอยเด่นเป็นสง่าอยู่อย่างใหญ่โตมโหฬาร คล้ายกับพระธาตุดอยสุเทพอย่างไรอย่างนั้น

(ใครที่เคยไปเห็นพระธาตุดอยสุเทพ คงจะพอนึกออก) แต่ข้าพเจ้าก็เงียบไว้ไม่ได้บอกใครที่ไปด้วยกันในวันนั้น กลัวเขาจะหาว่า บ้า! นั่นเอง ภายหลังได้เจอกับอาจารย์ศุภรัตน์ แสงจันทร์ ศิษย์ก้นกุฏิของหลวงปู่ดู่ จึงได้ถามท่าน ท่านก็เฉลยให้ฟังว่า สิ่งที่ข้าพเจ้าได้เห็นนั้นมีอยู่จริง เรียกว่า “ภูเขาบุญ” หลวงปู่ท่านทำเอาไว้ เพื่อให้เทวดา มาร พรหม และสัมภเวสีทั้งหลาย รวมทั้งวิญญาณต่าง ๆ จะได้มานมัสการกราบไหว้ เพื่อบังเกิดบุญกุศลโดยทั่วกัน ทั้งยังอธิษฐานให้อยู่ค้ำจุนพระพุทธศาสนาสืบต่อไปตราบสิ้นพุทธันดรอีกด้วย 

นับเป็นความมหัศจรรย์ล้ำลึกที่มีอยู่ในพระพุทธศาสนาโดยแท้ ในเรื่องของ “พลังจิต” และที่สำคัญ ตาของข้าพเจ้าไม่ได้ฝาดไป หมายถึง ข้าพเจ้าเห็นด้วยตาเนื้อจริง ๆ ไม่ได้หลับตาเห็นแต่ประการใด
บันทึกของท่าน พ.ธรรมรังษี

ความจริงเรื่องความลึกลับซ่อนเร้น ในพระพุทธศาสนานั้น มิใช่ว่าเพิ่งจะเกิดมีขึ้นมาก็หาไม่ แต่มีมานานแล้วนานนับเป็นกัปเป็นกัลป์เป็นแสนโกฏิอสงไขยเลยทีเดียว นับแต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ จำนวนมากมายหลายแสนล้านพระองค์ที่จะนับจะประมาณมิได้ “อจินไตย 4” ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ ได้แก่

  1. พุทธวิสัย เรื่องราวแห่งผู้ปรารถนาพุทธภูมิ ภาวะแห่งพระโพธิสัตว์ และรวมไปถึงอำนาจแห่งพระสัพพัญญุตญาณอันยิ่งใหญ่ไพศาล และพระมหาบารมีแห่งองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรง พระคุณอันประเสริฐเลิศล้ำทั่วแดนไตรโลกธาตุอันมนุษยโลก เทวโลก มารโลก ตลอดถึง พรหมโลก ต่างก็กราบไหว้บูชาสักการะซึ่งพระพุทธคุณอันหาประมาณมิได้ เป็น “อัปมาโณ” ถือเป็นสรณะที่พึ่งอันประเสริฐสูงสุดของมงคลจักรวาลนี้เลยทีเดียว
  2. ฌานวิสัย ความลึกลับซ่อนเร้นในเรื่องของ “ฌานสมาบัติ” และ “ญาณสมาธิ” รวมทั้งท่านผู้ที่ได้อภิญญาทั้ง โลกียะและโลกุตระ หรือ วิชชา 8 ประการ ที่ทรงไว้ซึ่งความสุขุมลุ่มลึกคัมภีรภาพละเอียดอ่อน และมีความวิจิตรพิสดารมาก ตามลำดับขั้นของจิตที่ทรงฌานและเต็มไปด้วยอภินิหาร คือ อำนาจของจิต (Mind’s Potential or Will power)
  3. กรรมวิสัย ความละเอียดลึกล้ำ ในเรื่องของ “กรรมวิบาก” ที่มีผลจำแนกแตกต่างให้สัตว์ทั้งหลายเป็นไปตามกรรม
  4. โลกวิสัย ความพิสดารในเรื่องราวของ “โลก” ทั้งของมนุษย์ เทวดา มาร พรหม และ สรรพสัตว์ ล้วนมีความแตกต่างกันออกไปทั่วแสนโกฏิจักรวาลทั้ง 4 เรื่อง 4 รสนี้ ต่างก็มีความวิจิตรพิสดารมาก ยากที่บุคคลธรรมดาจะทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ เพราะเป็นเรื่องที่พระพุทธศาสนาจัดว่า เป็นสิ่งที่ไม่ควรนำมาคิด จึงเรียกว่า “อจินไตย” แปลว่า ไม่ จินไตย คือ จินตนา แปลว่า ความคิด คือ ไม่ให้นำมาคิด นั่นเอง ผู้ใดนำมาคิด พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า จะเป็นผู้มีส่วนแห่งความบ้าเป็นแน่แท้

(อันที่จริงพลังงานบุญกุศล มากมายมหาศาล ที่หลวงปู่ดู่ได้บำเพ็ญต่อเนื่องมา นับตั้งแต่ได้รับพุทธทำนายการตั้งความปรารถนาเป็นพระโพธิสัตว์นั้น มากกว่า 80 อสงไขย  แนวทางหรือความปรารถนาของพระโพธิสัตว์ ก็คือช่วยเหลือสรรพสัตว์ต่างๆ ให้สุขสบายหรือพ้นไปจากวัฏฏะไม่ต้องมาเวียนเกิดเวียนตายอีกต่อไป และพระโพธิสัตว์ยังใช้รูปแบบ ในการสร้างบุญบารมี เพื่อตนเอง และในขณะเดียวกันก็ยังเผื่อแผ่บุญกุศลไปให้แก่สรรพสัตว์ทั้ง 3 โลก ได้อนุโมทนาร่วมไปด้วยตลอดเวลา

ซึ่งจะแตกต่างกับผู้เลือกใช้แนวทางมหาสติปัฏฐานสูตร เพื่อช่วยให้จิตของตน ถึง ทาง หรือ มรรค โดยตรง แล้วดำรงค์อยู่ใน มรรค นั้น ให้สมบูรณ์ สะสมพลังงานคลื่นความถี่สูง ทำลายอนุศัยกิเลสต่างๆ ที่นอนเนื่องอยู่ในสันดานให้หมดสิ้นไป ปลดปล่อยจิตของตน ให้เป็นอิสระ กลับสู่สภาวะจิตเดิม เป็นนิจนิรันดร์ หรือกลับไปยังต้นทาง ที่ พระบรมธรรมบิดา ทรงมอบหมายภารกิจ ให้มาท่องโลกและจักรวาลเพื่อหาประสพการณ์ แต่อย่าไปประมาทกับสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่ปรากฏขึ้น ทุกอย่างไม่มีอะไรเที่ยงแท้ เป็นของสูญทั้งสิ้น นอกจากจิต หนึ่งเท่านั้น

ดังนั้นผู้ปฏิบัติ ก็จะพึงรู้ด้วยตนเองว่า ในอดีตตนเคยตั้งความปรารถนาเป็นพระโพธิสัตว์มาบ้างหรือไม่ หรือมุ่งไปทางสาวกภูมิแต่เพียงอย่างเดียว หากท่านรู้สึกว่าชอบรูปแบบการปฏิบัติภาวนา ของหลวงปู่ดู่ ซึ่งมีรสชาติและสีสันระหว่างการปฏิบัติบำเพ็ญเพียร เพื่อช่วยตนเอง ก็เอื้อเฟื้อช่วยสงเคราะห์ผู้อื่น ที่เห็นว่าน่าจะได้รับอานิสงส์ของบุญกุศลที่ตนเองทำ และโมทนาบุญกุศลของหลวงปู่ พระมหาจักรพรรดิ ครูบาอาจารย์ต่างๆได้ด้วย ก็จะมีผลพลอยได้รับประโยชน์ ร่วมไปด้วย หรือช่วยให้เขาไม่ตกนรก ด้วยได้เปิดให้พลังงานบุญทะยอยเข้ามาหนุนเนื่องในจิตของเขา ทำให้เปลี่ยนจิต และนิสัย ให้เป็นสัมมาทิฐิ เป็นต้น

หรือเราสามารถอธิษฐานบุญบารมี ของหลวงปู่ดู่ ของพระมหาจักรพรรดิทุกๆพระองค์ ไปช่วยเสริมบารมี และช่วยให้คล่องตัว พ้นจากอุปสรรคต่างๆในชีวิต เพื่อให้เขาสบายใจขึ้น พร้อมๆกับเทวดาประจำตัวของคนๆนั้น เมื่อเทวดาประจำตัว มีกำลังบุญ และเป็นสัมมาทิฐิ ก็จะช่วยดลจิตดลใจ หรือมีบุญฤทธิ์พอเพียงที่จะช่วยสงเคราะห์ มนุษย์ที่เทวดาอยู่ด้วย ให้มีความคล่องตัว หรือตั้งใจปฏิบัติธรรม เพิ่มขึ้น วิธีการเช่นนี้จะมีความปลอดภัยแก่ผู้ที่ไปให้ความช่วยเหลือ แม้ว่าจะเป็นการปิดทองหลังพระก็ตาม เราช่วยโดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ และไม่เสี่ยงให้เกิดโทษทุกข์แก่ตัวเราเอง ดังที่หลวงปู่ดู่เคยสั่งสอน ให้การพิจารณาใช้พรหมวิหาร 4 นั่นเอง

จากรายละเอียดเรื่อง ภูเขาบุญ มหาจักรพรรดิของหลวงปู่ดู่ ที่คุณสิทธิ์ ได้ขยายความให้ฟังแล้วนั้น  เป็นที่น่าพิจารณาว่า เมื่อเราได้สวดภาวนา คาถามหาจักรพรรดิ เสร็จแล้ว อธิษฐานบุญกุศล ไปเพิ่มกับภูเขาบุญของหลวงปู่ดู่ ที่วัดสะแก แล้วขอบารมีของหลวงปู่ จำลองสร้างเครือข่ายภูเขาบุญ ไปสถาปันนา เอาไว้ในสถานที่ต่างๆ เพื่อช่วยสงเคราะห์ให้แก่สรรพวิญญาณ ในบริเวณนั้น ให้ทุกๆจิตวิญญาณ ได้มีความสุข ตามปรารถนา....

และบรรดาท่านที่รักแผ่นดินสุวรรณภูมิอันกว้างใหญ่ ที่สมเด็จพระเจ้าตากสิน มหาราช ได้ทรงกอบกู้รวบรวมเอาไว้ ข้าพเจ้าขออาราธนาบารมีรวมของหลวงปู่ดู่ ขอให้ภูเขาบุญของหลวงปู่ขยายออกให้ครอบคลุมทั่วพระราชอาณาจักรไทยในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชนั้นเถิด ขอให้บูรพระมหากษัตริย์ไทยทุกๆพระองค์ และพี่น้องทหารที่เสียสละเลือดเนื้อและชีวิต  ได้โมทนาบุญ และให้แผ่นดินไทยทุกตารางนิ้วจงกลับมารวมตัวกัน เป็นพระราชอาณาจักรไทยหนึ่งเดียวกันอีกวาระหนึ่ง)

เชิญทุกท่าน ร่วมสร้างบุญกุศลด้วยกัน ....ส่งต่อข่าวสารแก่เพื่อนๆ มีโอกาสชมจิ๊กซอร์ต่างๆ สำหรับนักค้นหาสาระชีวิตต่อภาพส่วนตัว ทั้ง ด้านโลกียะและโลกุตระ ที่ ainews1.com จัดไว้บริการให้แก่เพื่อนทุกเพศวัยทุกคน ฟรี  ที่ลิงค์ /article385.html   Bookmark and Share

 

  ;