เดินมรรคในพระอุทรพระบรมธรรมบิดา

http://ainews1.com/article516.html

ชาวแสงทิพย์ที่เคารพรักพระวิสุทธิพุทธรังษีบรมธรรมบิดา และได้ฝากดวงจิตหรือกายใน หรือกายทิพย์เอาไว้ในพระอุทรของพระบรมธรรมบิดา นั่งอยู่บนดอกบัวแก้วบานสดใสอยู่ในพระอุทรของพระบรมธรรมบิดาตลอดเวลานั้น ปล่อยให้ใจและกายเนื้อที่ยังไม่หมดอายุขัย ยังทำงานของกายใจต่อไปตามวิสัยของโลก ส่วนจิตที่นั่งอยู่บนดอกบัวแก้วบานสดใส หมุนตามเข็มนาฬิกาอยู่ตลอดเวลา ในพระอุทรของ สมเด็จพระบรมธรรมบิดา นั้น

วัตถุประสงค์การหมุนของดอกบัวแก้ว ด้วยความเร็วสูงตลอดเวลา หรือไร้ซึ่งมิติของเวลา อยู่ในพระอุทรของพระบรมธรรมบิดานั้น เพื่อคุณประโยชน์ต่างๆดังนี้ :

  1. หมุนทำประทักษิณแสดงความเคารพรักต่อพระบรมธรรมบิดา ด้วยความกตัญญูรู้คุณในพระมหาเมตตาที่ได้ทรงประทานแสงทิพย์อภิญญาใหญ่มารับลูกๆ ให้ได้มาถึงหัวหาดของแดนพระนิพพาน
  2. หมุนเพื่อทำลายกิเลสต่างๆของตนเอง ที่ยังหลงเหลืออยู่ในกมลสันดานเดิม สะสมพลังงานคลื่นความถี่สูง ในขั้นต้น ที่ได้ยกจิตมาฝากไว้ ในพระอุทรของพระบรมธรรมบิดา ที่ทรงมีพระมหาเมตตาปิดอบายภูมิ 4 ให้แก่ลูกๆ ในชาตินี้แก่ทุกดวงจิต ที่ได้มีโอกาสมานั่งปฏิบิติธรรมรับอภิญญาใหญ่ หรือแสงทิพย์ของพระบรมธรรมบิดา                                                                 ไม่ต่างจากคนที่กำลังว่ายน้ำอยู่ในท้องทะเลที่กว้างใหญ่ มองไม่เห็นฝั่ง ได้ขึ้นมาอยู่บนเรือลำใหญ่โต มีความปลอดภัยจากสัตว์ร้ายต่างๆ และไม่ต้องจมน้ำตายแล้วก็ตาม จิตนั้นยังมีภารกิจของแต่ละคน ที่ได้มีโอกาสได้รับการช่วยเหลือ จาก พระบรมธรรมบิดา ที่ได้ทรงมีพระมหาเมตตา ทรงประทานแสงทิพย์มาช่วยร่นระยะทาง                        ในการคืนกลับบ้านเดิมแล้วก็ตาม พร้อมทั้งได้ทรงปิดอบายยภูมิให้ด้วย  ทุกๆดวงจิดยังมีภารกิจในการช่วยพัฒนาตนเองต่อไป สะสมพลังงานคลื่นความถี่สูงอยู่ในพระอุทรของพระบรมธรรมบิดา เพื่อเตรียมพร้อมเสมอให้มีพลังงานสำรองเพียงพอในจิตของตนอย่างต่อเนื่อง  (การยืนเดิน นั่ง นอน ก็กำหนด ให้เห็นแสงทิพย์ หรือรูปนิมิตของพระบรมธรรมบิดา หรือพระศาสดาของแต่ละศาสนาอยู่ตลอดเวลา การรักษาสภาวะอารมณ์ดังกล่าวด้วยความเคารพศรัทธา เพื่อใช้พลังงานบวกดังกล่าวประหารกิเลสหรือทำลายอนุสัยกิเลสที่ยังตกค้างอยู่ในจิตใจ เมื่อกิเลสต่างๆเหล่านี้โผล่หน้าออกมาให้เห็นคราวใด)                                                                 ถึงแม้ว่ากิเลสเหล่านั้นจะมีคลื่นความถี่สูงก็ตาม ก็ยังน้อยกว่าพลังงานคลื่นความถี่สูงของจิตในพระอุทรของพระบรมธรรมบิดาที่เรานั่งกำหนดอยู่ต่อเนื่องได้ คำว่ามรรคประหารกิเลส ในพระไตรปิฎกนั้น หมายถึงพลังงานของจิต ของผู้ที่ได้มาถึง 'มรรค' แล้ว ได้สะสมพลังงานคลื่นความถี่สูงอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา สำหรับผู้ที่อยู่บน 'ทาง' หรือ มรรค ได้แล้ว หลังจากได้ใช้มหาสติปัฏฐานวิธี นำจิตมาพบ 'ทาง' หรือ มรรค ที่ทุกๆคนต่างก็มีอยู่แล้วเพียงแต่ ถูกอวิชชาห่อหุ้มเสียมิดชิดไม่ต่างกับพระอาทิตย์ที่ถูกหมู่เมฆหนาทึบปิดบังเอาไว้                                                       เมื่อได้แยกดวงจิตออกมาจากร่างกายได้แล้ว ก็จะมาถึง'ทาง' ของตน หรือมาถึง มรรค นอกจากการแยกจิตออกจากกายเนื้อด้วย มหาสติปัฏฐานสูตรแล้ว ซึ่งวิธีนี้อาจจะใช้เวลานาน สำหรับผู้ปฏิบัติหลายๆท่าน ยกเว้นผู้ที่มีทุนเดิมอยู่ก่อน อาจจะบอกว่าไม่ยาก และใช้เวลาไม่นานนัก หลังจากค้นพบวิธีการแบบใดแบบหนึ่งที่ตนเองเคยมีความถนัดมาก่อน ทั้ง กาย เวทนา จิต ธรรม                                           (ขอแชร์ประสบการณ์ในเรื่องแยกจิตออกจากกายในวิธีอื่นๆ นำมาเล่าสู่กันฟังสักเล็กน้อย  ในสภาวะปัจจุบัน นอกเหนือจากการใช้หลักมหาสติแล้ว  พระพระบรมธรรมบิดา ได้ส่งวิชาอภิญญาใหญ่ คือแสงทิพย์นิพพาน มารับบรรดาลูกๆของพระองค์ท่าน คืนกลับบ้านเดิมที่พระนิพพาน ซึ่งเป็นทางลัดสุดยอด ช่วยลูกๆทุกคนที่ไม่ประมาทต่อภัยอันตรายของสิ่งแวดล้อมของโลก และจักรวาลที่กำลังดำเนินไปสู่ความวิกฤตในยุคที่ 5 ของการเปลี่ยนแปลงของโลกและจักรวาล ซึ่งเป็นธรรมดาของธรรมชาติ ที่จะมีผลกระทบที่ใหญ่หลวงต่อสรรพสัตว์ ที่อาศัยอยู่บนโลก และดวงดาวอื่นๆในสุริยะจักรวาล                                                             ทุกคนและทุกสรรพสัตว์ทั่วทั้งอนันต์จักรวาล เคยเป็นลูกของพระองค์ท่านมาทั้งนั้น สามารถหาความรู้ในประเด็นนี้ ถึงพ่อเกิดแม่เกิดของทุกๆคนได้ที่ /article213.html ซึ่งสามารถเรียนรู้และน้อมมาปฏิบัติได้ในระยะเวลาสั้นๆ และปัจจุบันผู้ที่เรียนรู้วิธีการนั่งกระตุ้นคลื่นเซลล์ตามทฤษฎีโพเพทัสของหมอแกน ก็สามารถแยกจิตออกจากกายได้เช่นเดียวกัน ด้วยพลังสมาธิขั้นต้น อาจจะเรียกว่าว่าขั้นปฐมญาณก็อาจจะได้ โดยกายส่วนต่างๆจะค่อยๆหายไป เช่นเริ่มต้นจากศรีษะ เรื่อยลงมาถึงเท้าโดยอัตโนมัติระหว่างทำการควบคุมลมหายใจ 4 จังหวะ ค่อยเป็นค่อยไป ไม่รุนแรงเหมือนกับการกำหนดจิตตานุปัสสนา ระหว่างนั่งกำหนดในสภาวะอารมณ์ที่เป็นกลางอยู่ระหว่างความสุดโต่งทั้งสองด้าน หรือจูนจิตให้อยู่ตรงกลางระหว่างสภาพบวกกับลบ                                                                                                         จิตจะสะสมพลังงานคลื่นความถี่สูง จนในที่สุด จะเกิดปรากฏการณ์ที่น่าตื่นเต้นรุนแรง หรือได้ยินเสียงระเบิดเกิดขึ้นอย่างรุนแรง และกายเนื้อปราศนาการไปสิ้น จิต ก็จะมาถึงสภาวะจิตเดิม หรือมาถึงหัวหาดแดนนิพพาน หรือถึง 'ทาง' ของตน เช่นเดียวกับผู้ที่ได้รับแสงทิพย์นิพพาน นำจิตมาฝากเอาไว้ในพระอุทรของพระบรมธรรมบิดาตลอดไป การได้อาศัยอุปกรณ์แสงทิพย์ของพระองค์ท่านมาช่วยนำจิต จึงรวดเร็วมากใช้เวลา 10-20 นาที และมีพลานุภาพมาก สามารถขอบารมีพระบรมธรรมบิดาทำการโคลนนิ่ง ดวงจิตออกไปเป็นล้านๆดวง ไปหมุนแผ่เมตตาอยู่เหนือบริเวณที่เกิดภัยพิบัติ เช่น ที่ทางตอนใต้ของพม่า ที่ถูกพายุนากีสพัดถล่ม ทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 แสนกว่าคน ที่ตายกลายเป็นสัมภเวสีมีจิตที่มืดมน เมื่อได้เห็นแสงสว่างแห่งบุญกุศล ที่เราได้นำไปสงเคราะห์ให้แก่พวกเขาได้โมทนาบุญของแสงทิพย์ เติมพลังงานบุญกุศลช่วยให้เขาได้มีโอกาสเปลี่ยนมิติให้มีความสุขขึ้น จนเข้าไปอยู่ในมิติของเทพเทวาได้                                         มนุษย์ผู้มีปัญญา และไม่ประมาทต่อภัยอันตรายที่พระบรมธรรมบิดาได้กล่าวเอาไว้  ส่วนผู้ได้มีโอกาสมาศึกษาเว็บเพจนี้เป็นครั้งแรก อาจจะมีคำถามเกิดขึ้นว่า แล้วจะศึกษาวิธีการรับแสงทิพย์ด้วยตนเองได้จากที่ไหน นอกจากในลิงค์ข้างต้น ที่ article 213 แล้ว ท่านสามารถ ขอรับการฝึกรับแสงทิพย์ได้ที่ อาจารย์ชัยแสงทิพย์ ทางโทรศัพท์ หรือผ่านอินเทอร์เน็ทได้ทั่วโลกได้ฟรี หรือแวะไปเยี่ยมชม ไซท์ของแสงทิพย์นิพพาน
  3. หมุนเพื่อแผ่เมตตาไปกับแสงทิพย์นิพพานของพระบรมธรรมบิดา แสงทิพย์ของพระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ รังสีของพระปัจเจกพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ แสงทิพย์ของพระอริยสงฆ์ทั้งมวล รังสีของพระบรมโพธิสัตว์ พระมหาโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์ทุกๆพระองค์ เทพ พรหมเทวดา ทุกท่าน ตลอดเวลาไปทั่วทั้ง 3 โลก

คุณประโยชน์โดยย่อ ของการฝากจิต ของเราเอาไว้ในพระอุทรของพระบรมธรรมบิดา ดังกล่าวข้างต้น มีประโยชน์ทั้งแก่ตนเองต่อการพัฒนาจิตต่อเนื่องบนทาง มรรค ให้สมบูรณ์ต่อไป ส่วนระหว่างการรักษาจิต อยู่บน 'ทาง' สะสมพลังงานคลื่นความถี่สูงเอาไว้ประหารกิเลส ที่ยังมีตกค้างนอนเนื่องอยู่ในใจนั้น จิตก็จะมีความว่องไวมากขึ้น สว่างไสวเพิ่มรัศมีมากยิ่งขึ้นด้วยพลังคลื่นความถี่สูงของแสงทิพย์ เมื่ออวิชชา จะมาห่อหุ้มจิตเข้ามาเพิ่มเติมอีกไม่ได้ และที่มีสะสมอยู่มาเนิ่นนานนั้น ก็จะถูกกำจัดออกไปเป็นระยะๆโดยลำดับ

เมื่อเราหมั่นเดินอยู่บน มรรค อย่างต่อเนื่องไม่ลดละนั่งกำหนดจิตอยู่ในพระอุทรครั้งละนานๆครั้งละหลายๆวัน แม้กายเนื้อจะ ยืน เดิน นั่ง นอน หรือทำงานทางโลกอันใดอยู่ก็ตาม แต่จิตก็กำหนดเห็นอยู่ในพระอุทรของพ่ออยู่ฉันนั้น ทั้งเวลาหลับและตื่นของกายเนื้อ กายเนื้อก็นอนของมันตามปรกติ แต่จิตไม่เคยนอนพัก  

โดยเราสามารถใส่โปรแกรมให้แก่จิตของเรา  ขอรับพลังงานทั้งหมดคือแสงทิพย์จากพ่อของเรา สมเด็จพระบรมธรรมบิดา ได้ตลอดเวลา ซึ่งธรรมชาติของจิตมีความพร้อมตลอดเวลาไม่เคยมีการหยุดพักใดๆ ไม่มีมิติของเวลาเข้ามาเกี่ยวข้องแต่อย่างใด พลังแสงทิพย์ของพ่อของทุกๆคน จะเพิ่มพลังงานความถี่สูง ให้ความสว่างไสวแก่จิตของเราอยู่ตลอดเวลา ความมืดหรือกิเลสต่างๆที่เคยมีคั่งค้างอยู่ก็จะสูญพันธุ์ไปอย่างรวดเร็ว ด้วยความเพียรอย่างไม่หยุดยั้งของเราทั้งหลับและตื่นของกายสังขาร และใจที่อยู่ในภาคโลกียะ ในเมื่อจิตของเราอยู่ในมิติของโลกุตระ อยู่ในท้องของ พระบรมธรรมบิดา ส่วนใจและกายอยู่บนโลกหรือโลกียะ ยังต้องกินนอนไปตามปรกติ ภายใต้การควบคุมดูแล จากใจ และจิตในแดนนิพพานสอดส่องลงมาอีกต่อหนึ่ง

เมื่อได้ฝากจิตของเราอยู่อีกมิติหนึ่งที่พ้นโลกหรือในวิถีวิมุติจิต ในแดนโลกุตระ ท่านผู้ปฏิบัติ จะรู้ว่าในขณะนั้นๆตนเองได้พัฒนาจิต ครบวงรอบในปฏิจจสมุปบาทแล้วหรือยัง ภาพอดีตและภาพอนาคตต่างๆจะต่อกันไปนวงรอบ เมื่อกามราคาะ และปฏิฆะห่างหายจากจิตของไป โดยท่านสามารถศึกษาประสพการณ์ ของท่านที่ได้เดินผ่านเส้นทางนี้ จนสุดทาง จบกิจที่จะต้องทำอีกต่อไปในทางพระพุทธศาสนา และยังจะเป็นโยชน์ยิ่งต่อผู้อื่น ในความมีเมตตาของเรา ที่ช่วยงานของ พระบรมธรรมบิดา  เผยแผ่พลังของแสงทิพย์ออกไปยังสถานีลูกข่าย ในทุกๆสรรพสิ่งทั่วอนันต์จักรวาล ในทุกๆมิติไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ สิ่งของ วัตถุต่างๆ ทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็น เช่นมวลอากาศเป็นต้น

ซึ่งในเรื่องเหล่านี้ พระบรมธรรมบิดา ได้ทรงมาให้ความรู้อย่างละเอียด แก่ลูกๆบางคน จำนวนไม่มากนัก ที่ได้อยู่ต่อจากงานไหว้ครู ที่บ้านผู้กำกับที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เช่น รศ.ศุภางค์ เทียนนิมิต บินจากเชียงใหม่ไปร่วมงาน และยังอยู่ติวเข้มหลังงานไหว้ครูอีก 3 สัปดาห์ ในปี 2552 เป็นต้น 

นับตั้งแต่ในอบายภูมิ นรกขึ้นมาถึงชั้นพรหมโลก โดยเฉพาะท่านที่ได้นำบารมีแสงทิพย์ของสมเด็จพระบรมธรรมบิดา นำไปติดตั้งเอาไว้ยังสถานีลูกข่ายต่างๆเหล่านั้น ซึ่งจะมีอายุการรับส่งพลังงานแสงทิพย์แตกต่างกันออกไป ตามอายุขัยของสิ่งนั้นๆ ซึ่งจะให้ผลที่แตกต่างกับน้อมนำดวงจิต แผ่เมตตาแบ่งบุญกุศลไปกับแสงทิพย์เป็นคราวๆวันละ 2-3 ครั้ง

การติดตั้งสถานีลูกข่ายแสงทิพย์ ด้วยจิตเมตตาและภูมิปัญญาของเรา จะช่วยเหลืองานกุศลที่ยิ่งใหญ่ของพ่อเกิดแม่เกิด หรือ สมเด็จพระบรมธรรมบิดา  ได้อย่างดีมีคุณประโยชน์มหาศาล ทำการถ่ายทอดแสงทิพย์อริยธรรม ให้ไปถึงแก่บรรดาลูกๆของพระองค์ท่านได้อย่างไม่มีประมาณ ให้มีโอกาสได้เห็นหนทางคืนกลับบ้านสู่อ้อมกอด อันอบอุ่นของพ่อของเราอีกวาระหนึ่ง หลังจากได้ไปหาประสพการณ์ชีวิตบนโลกต่างๆ สร้างพระนิพพานบนดิน และเกิดหลงทางมาอย่างยาวนาน ให้ยุติลงเสียที มีความสมดุลแห่งจิต กลับสู่สภาวะจิตเดิม อยู่ร่วมกันกับพ่อของเรา และบรรดาลูกๆของของพระองค์ท่านทุกๆคน 

การให้การช่วยเหลือผู้อื่นใน 3 โลกทั่วอนันต์จักรวาล  ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นลูกๆของพระบรมธรรมบิดาทั้งนั้น ที่พ่อได้ส่งลูกๆออกไปหาประสพการณ์ชีวิต แล้วให้กลับคืนมาสู่บ้านนิพพานเช่นเดิม เมื่อหมดสิ้นความหลงไม่ไปยึดติดกับทุกๆสิ่ง ที่ล้วนแล้วแต่เป็นภาพมายา นำไปสู่ความสูญ (0)ทั้งสิ้น มีเพียงจิตวิญญาณเท่านั้นที่เป็นหนึ่ง (1) 

ซึ่งทุกๆท่านต่างก็เป็นลูกพ่อแม่เดียวกัน ซึ่ง สมเด็จพระบรมธรรมบิดาได้ฝากข้อมูลมากับคุณแม่เกษร ใน ลิงค์นี้ นั่นเอง หากเราได้แสงทิพย์และรู้วิธีการช่วยพัฒนาจิตตนเอง ให้มี มรรค ที่บริบูรณ์แล้ว ยังได้แผ่เมตตา ให้การช่วยเหลือผู้อื่นอีกทั่วทั้ง 3 โลกอีกด้วย เป็นการทดแทนพระคุณอันยิ่งใหญ่ของ พระบรมธรรมบิดา หรือใช้หนี้บุญคุณของพระองค์ท่านที่ได้ทรงส่งวิชชาอภิญญาใหญ่ หรือแสงทิพย์นิพพานมาให้แก่ลูกทุกๆคน ซึ่ง พระบรมธรรมบิดา ทรงเรียกว่า ช่วยกันปฏิบัติหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด เมื่อยังมีกายสังขารอยู่ ช่วยพ่อเผยแพร่แสงทิพย์ เป็นการฝากกระแส ไปในตัว ที่พระองค์ทรงเปล่งแสงทิพย์ออกไปทั่วอนันต์จักรวาล อยู่ตลอดเวลา ....แต่จะมีใครเคยทราบไหมว่า แล้วอย่างนั้น ทำไมสรรพวิญญาณ จึงไม่เห็นแสงทิพย์ 

ทำไมสรรพสัตว์ต่างๆต้องมาพึงพากายเนื้อของคน เป็นสถานีลูกข่าย หรือเป็นสถานีรีเลย์สัญญาณด้วย อาจพอเปรียบเทียบได้ว่า ประชาชน ของประเทศไทยที่อยู่ห่างไกล ในหลวง จึงยากที่จะเข้าถึงพระองค์ท่าน ในหลวงก็ทรงมอบหมายให้องค์มนตรี หรือตัวแทนพระองค์ท่านนำสิ่งของต่างๆในการยังชีพออกไปสงเคราะห์ประชาชนผู้ด้อยโอกาสเหล่านั้น ให้ได้คลายลงจากความทุกข์นั่นเอง 

ดังนั้น จึงมีความจำเป็น ต้องมีสถานีถ่ายทอดแสงทิพย์ ที่เกิดขึ้นจากลูกๆมนุษย์ของ พระบรมธรรมบิดา สร้างขึ้นให้มากๆทั่วทั้งอนันต์จักรวาล ที่มีลูกๆของ สมเด็จพระบรมธรรมบิดา ไปอยู่ทั้งนั้น ไม่ว่าจะมีกายเนื้อ หรือมีขันธ์ 4 เป็นกายพลังงานก็ตาม

แต่ก่อนที่จะเกิดความเข้าใจต่อการติดตั้ง สถานีลูกข่าย หรือ cellular stations นั้น ลองแวะมาฟัง ปริศนาธรรม ของพระพุทธเจ้า และ สมเด็จพระบรมธรรมบิดา ที่ส่งญาณมาผ่านปากน้องสา ลูกสาวท่านผู้กำกับ ที่นครศรีธรรมราช หลังจากได้มีพิธีบวงสรวงเสร็จไปแล้ว เมื่อปี พ.ศ. 2552 ที่มีบางคนได้อยู่ต่อเพื่อรับการติวเข้มอีก 3 สัปดาห์ คนหนึ่งในจำนวนนั้นคือ รศ.ศุภางค์ เทียนนิมิตร  ซึ่งได้มีโอกาสพบ และสนทนาธรรมกันที่ลานธรรม บ้านคุณแม่เกษร ก่อนวันไหว้ครู เมื่อ 6 ม.ค. 2554 นี้เอง

ท่านอาจารย์เล่าให้ฟังว่า  พระพุทธองค์ลงมา แนะนำลูกๆว่าให้หมั่นโมทนาบุญของพระพุทธเจ้า ให้โมทนาบ่อยๆ และอีกปริศนาธรรม จาก สมเด็จพระบรมธรรมบิดา โดยตรง พระองค์ทรงมาย้ำลูกๆประมาณ 5 คนที่ได้นัดหมายเอาไว้ล่วงหน้า ทราบว่า  พ่อเป็นได้ทุกสิ่งที่ลูกๆนึกให้พ่อเป็น พ่อเป็นให้ลูกๆได้ทั้งนั้น อาจารย์ศุภางค์ นำปริศนาธรรม มาเล่าทิ้งเอาไว้ ผู้ฟังที่ได้ฟังกัน 2 คนคือข้าพเจ้าและอาจารย์ประณีต ก็ยังไม่เข้าใจดีนัก ถึงสิ่งที่สมเด็จพ่อทรงพูดถึง เนื่องจากยังติดอยู่ในระบบขนบประเพณีเก่าๆเกรงอกเกรงใจผู้ใหญ่ เราจะไปนึกอย่างนั้นได้อย่างไร ก็ติดอยู่ในใจแต่ก็ไม่โต้แย้ง นอนหลับไป 1 คืน

รุ่งขึ้นไปรับประทานอาหารเช้า ที่สวนข้างบ้านคุณแม่เกษร ก็ได้พูดเรื่องปริศนาธรรม ของสมเด็จพระบรมธรรมบิดา  ถ้าลูกๆเข้าใจสิ่งที่พระองค์ได้ทรงตรัสเอาไว้ด้วยพระมหาเมตตา ลูกๆที่ฝากจิตไว้กับพระองค์ท่านก็สามารถขอบารมีพระองค์ท่านนำแสงทิพย์ไปติดตั้งยังสถานที่สัตว์ต่างๆได้ทั่วอนันต์จักรวาล  อันจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อบรรดาลูกๆของพระองค์ท่าน ได้โมทนาแสงทิพย์บ่อยๆ เกิดสติปัญญา และมองเห็นทางคืนกลับบ้านนิพพาน นั่นเอง

ส่วนการโมทนาบุญพระพุทธเจ้าบ่อยๆ  ก็ต้องมาพิจารณาว่า ทำอย่างไรจึงจะมีประสิทธิภาพสูงสุด กายใจของเราที่นึกน้อมโมทนาบุญพระพุทธเจ้า ก็ทำไม่กี่ครั้งคราว ในแต่ละวัน หากเราตระหนักว่าจิตของทุกคนไม่มีมิติเวลา เป็นคลื่นพลังงานที่ปฏิบัติการต่างๆได้ตลอดเวลา เราก็ใส่โปรแกรมต่างๆที่ต้องการ เช่นสั่งให้จิตหรือกายทิพย์ของเราโมทนาบุญได้ตลอดเวลา พร้อมทั้งแผ่เมตตาผ่าน cellular stations ด้วยระบบแสงทิพย์ออกไปได้ตลอดเวลา

และนึกขอบารมีของสมเด็จพ่อพระบรมธรรมบิดา ติดตั้ง cellular stations มากๆให้ทั่วถึงทั่วอนันต์จักรวาล เพื่อช่วยงานของพ่อช่วยสงเคราะห์บรรดาลูกๆของพระองค์ท่าน ได้เห็นแสงทิพย์ และใช้แสงทิพย์นำทางกลับบ้านนิพพานนั่นเอง ดังนั้นปริศนาธรรมของพระองค์ท่านเมื่อเราเข้าใจถ่องแท้ ตามที่พระองค์ทรงมาตรัสให้ฟัง ก็จะเกิดประโยชน์ต่อการขยายเครือข่ายแสงทิพย์ออกไปแม้แต่ในไฟนรก ไล่ขึ้นมาถึงชั้นพรหมโลกทั่วอนันต์จักรวาลทีเดียว

สิ่งที่พระองค์ทรงมาติวเข้มให้ลูกๆ 4-5 คนในคราวนั้นจึงเป็นประโยชน์ยิ่ง ที่อาจารย์ศุภางค์พูดทิ้งไว้ให้ผู้ฟังนำไปไขปริศนากันเอาเอง

เชิญทุกท่าน ร่วมสร้างบุญกุศลด้วยกัน ....ส่งต่อข่าวสารแก่เพื่อนๆ มีโอกาสชมจิ๊กซอร์ต่างๆ สำหรับนักค้นหาสาระชีวิตต่อภาพส่วนตัว ทั้ง ด้านโลกียะและโลกุตระ ที่ ainews1.com จัดไว้บริการให้แก่เพื่อนๆทุกเพศวัยทุกคน ฟรี  ที่ลิงค์ /article385.html     Bookmark and Share