เตรียมตัวเผชิญสิ่งแวดล้อมเข้าสู่วิกฤต

Crop circle ที่เพิ่งปรากฏที่อินโดนีเซีย เมื่อ 11 ม.ค. 2554

http://ainews1.com/article522.html

Bookmark and Share

เสาอากาศถ่ายทอดแสงทิพย์เสาที่ 46 นำหัวข้อข่าวสิ่งแวดล้อม ในเว็บเพจ 521.html และ /article527.html มาหารือกับท่านผู้ไม่ประมาท กันต่อในเว็บเพจนี้ ว่าเราจะมีแบบอย่างในการประพฤติปฏิบัติ ในชีวิตประจำวัน เรียงตามลำดับความเร่งด่วน ของการเปลี่ยนแปลงของโลก และสุริยะจักรวาลกันอย่างไรบ้าง

สิบปีที่ผ่านมาทุกคนจะรู้สึกว่าแดดร้อนผิดปรกติ แต่ผู้คนส่วนใหญ่เกือบไม่ทราบว่า มันเกิดขึ้นจากต้นเหตุใด ส่วนท่านที่ได้ทราบสาเหตุ และยังทราบอีกว่าในอนาคต ที่โลกจะร้อนเพิ่มขึ้นอีกต่อเนื่อง ทั้งมีเส้นแรงแม่เหล็กที่หนักและร้อนคลุมเปลือกโลกมา 10 กว่าปี จะหนามากยิ่งขึ้น ผู้คนจะเป็นภูมิแพ้ และมีความขัดข้องในระบบหายใจมากยิ่งขึ้น และเลือดจะข้นขึ้น

ความวัวยังไม่ทันหาย ก็มีกาซมีเทนผุดขึ้นมามากมายจากใต้ผืนโลก ช่วยเพิ่มโลกร้อนมากและเร็วยิ่งขึ้น พร้อมทั้งทำลายสิ่งแวดล้อมในทะเล สัตว์เล็กๆตายก่อนเป็นลำดับแรก ที่เราจะเห็นๆกันเพิ่มมากขึ้นทุกที สัตว์ประการังตายเกือบหมดทั้งโลกแล้ว ปลาชนิดต่างๆที่พึ่งพาอาศัยป่าประการัง ก็หมดแหล่งที่อยู่และอาหารการกินไปด้วย เครือข่ายสายใยวิตของสัตว์ต่างๆที่ข้องเกี่ยวกับประการังย่อมได้รับผลกระทบที่รุนแรง ต่อไปยังสัตว์ใหญ่ที่กินปลาเล็กเป็นอาหาร ในห่วงโซ่การดำเนินชีวิตของสัตว์ทะเล

ความควายก็เริ่มส่งคลื่นประจุลบลงมายังโลก จากกาแลกซี่อันโดรเมดา ซึ่งเป็นกาแลกซี่ใหญ่มาก ครอบกาแลกซี่ทางช้างเผือก กาแลกซี่ไตรแองกุลัม และสุริยจักรวาล ส่งพลังงานประจุลบจำนวนมากมหาศาลลงมาทั่วโลก ลงไปน้ำทะเล เข้าตัวคน สัตว์ พืช ที่ทุกๆชีวิตต่างต้องการใช้น้ำทั้งสิ้น...ในภาคเคมีมันหมายถึงประจุลบเข้าไปแยกไฮโดรเจนออกจากน้ำนั่นเอง ทำให้ร่างกายมนุษย์ขาดน้ำมากขึ้น ซึ่งเป็นผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตทั่วไป

กลุ่มเมฆอนุภาคขนาดใหญ่

นี่เป็นปัจจัยโลกร้อนจากภายนอกเข้ามาเสริมกับมลภาวะอุตสาหกรรมของชาวโลก และการใช้ระบบดิจิตอลเป็นตัวเร่งวิบัติกาลโลก

จากภาพถ่ายดาวเทียมปรากฏว่า สุริยจักรวาลและโลกกำลังโคจรรอบดาวหลุมดำของกาแลกซี่ทางช้างเผือก ได้เดินทางเข้าไปในกลุ่มเมฆอนุภาคในอวกาศ ที่จะมีผลต่อสิ่งแวดล้อมของโลกต่อไปอีกหลายปี ดังในภาพ เนื่องจากในกลุ่มเมฆอนุภาคมีเศษวัตถุขนาดเล็กอยู่มาก และจะเกิดการเผาไหม้ในชั้นบรรยากาศของโลก ที่ศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัยลอสแอง เจลิส พบว่าในเวลากลางคืน บรรยากาศของโลกควรจะเย็นลง แต่ปัจจุบันกลับร้อนกว่าตอน กลางวัน

อันเนื่องมาจากสิ่งแวดล้อมนอกโลก ที่สุริยจักรวาลและดาวเคราะห์ทุกดวง กำลังโคจรบุกเข้าไปในกลุ่มเมฆอนุภาคนั่นเอง และเกราะสนามแม่เหล็กของโลกก็อ่อนกำลัง ช่วยดึงดูดสิ่งแปลกปลอมเข้ามาอีกทางหนึ่ง

 ภัยร้ายแรงที่เพิ่งปรากฏขึ้นใหม่นี้  ยังไม่มีรายละเอียดจากนักวิทยาศาสตร์ แต่นักวิทยาศาสตร์ทางจิต ทราบสาเหตุนี้แล้ว และจะนำไปสู่ผลที่ร้ายแรงต่อโลก และจักรวาล รวมทั้งทุกๆชีวิตบนโลกนี้ด้วย ถึงแม้ว่าพระอาจารย์รัตน์ ท่านทราบเรื่องนี้ดีแล้ว และได้เปิดมิติ ที่เท้าข้างขวาของสฟิงซ์ที่ประเทศอียิปต์ไปเมื่อ 1 มกราคม 2554  เพื่อช่วยดูดประจุลบดังกล่าวลงดิน ช่วยบรรเทาความเสียหายให้แก่โลกลง ก็ยังไม่ทราบว่าจะช่วยลดภัยพิบัติลงได้มากน้อยเพียงใด....

เมื่อปลายเดือน ม.ค. 54 ได้พบพระอาจารย์รัตน์ ท่านบอกว่า ภารกิจของสฟิงซ์สิ้นสุดลงแล้ว เมื่อ 8 ม.ค.54  ผู้ที่ไม่ได้ลองสัมผัสการทำงานของสฟิงซ์ ในช่วงนั้นก็จะไม่ทราบภาพที่เห็นว่า ทอร์นาโดประจุลบอันยิ่งใหญ่มืดดำน่ากลัวมาก ที่หมุนลงสู่ผืนดินใต้เท้าของสฟิงซ์....เมื่อเราอาศํยสฟิงซ์ช่วยถ่ายเทของเสียในร่างกายออกไปไม่ได้ ก็ต้องหันไปพึ่งพาเหรียญธรรมจักรสุขภาพของวัดดอยเกิ้งมีไว้ติดตัวแนบเนื้อ หันด้านธรรมจักรออกนอกต้ว พลังเหรียญธรรมจักรจะหมุนตามเข็มนาฬิกาส่งพลังงานลบออกจากร่างกาย ซึ่งข้าพเจ้าสัมผัสพลังเย็นที่เกิดขึ้นในบริเวณเหรียญได้ต่อเนื่อง เป็นผลพลอยได้ช่วยกระตุ้นเตือนให้จิตเราตั้งอยู่กับพระรัตนตรัยตลอดเวลา

เรื่องประจุลบที่อันโดรเมดาส่งมานี้    คนจะหายใจขัดข้อง และเบื่ออาหาร น้ำบางส่วนในร่างกายจะถูกประจุลบมาแย่งกาซไฮโดร เจนออกไป ทำให้ร่างกายขาดน้ำ และเลือดกลายเป็นกรด เมื่อเกิดขึ้นหนักเข้าค่า pH ในร่างกายจะลดต่ำลงมาถึง 6.6 คนก็จะเกิดอาการโคม่าทันที...หากสภาพการณ์ยังเป็นเช่นนี้อยู่ต่อเนื่อง ต่อไปเหตุการณ์ในหมู่มนุษย์ก็อาจจะประสบชะตากรรม

เช่นเดียวกับปลาแอนโชวี่จำนวนหลายล้านตัว ส่งสัญญาณให้คนตระหนักที่ท่าเรือลอสแองเจลิส เมื่อเร็วๆนี้ ที่ เอเอฟพี เพิ่งเสนอข่าว

การแพร่ระบาดของวัณโรครอบใหม่  นอกจากสิ่งเหล่านี้ที่กล่าวมาแล้ว การที่โลกร้อนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หมอแกนได้กล่าวเตือนล่วงหน้าเอาไว้ว่า โรคระบาดวัณโรค ที่กลับมาใหม่ จะทำลายคน 7 ใน 10 คนทีเดียว ที่เห็นๆธรรมชาติจะคัดคนเบื้องแรก ให้เหลือประมาณ 30 %

ที่มา: IPCC Third Assessment Report 2001

ความชันของเส้นกราฟทางด้านขวามือ กำลังบ่งบอกว่า ความร้อนของโลกกำลังจะทะยานขึ้นไปถึงจุดวิกฤตอย่างรวดเร็ว เช่น CO2 จุดวิกฤตอยู่ที่ 450 พีพีเอ็ม ที่ตรงนี้อุณหภูมิบนโลกอาจไต่ไปถึง 50 องศาเซ็นเซียสทีเดียว ปัจจุบัน CO2 บนโลกมาถึง 400 พีพีเอ็มแล้ว จะเพิ่มขึ้นต่อไปอย่างรวดเร็ว ที่มีผู้คาดการณ์โลกร้อน 6 องศา ปรากฏการณ์นี้จะไปจบสิ้นหลังจากโลกและจักรวาล ได้ปรับสมดุลตัวเองเสร็จสิ้นแล้ว พ.ศ. 2562 โน่นที่อุณหภูมิ 45 องศา พืชพันธุ์ทุกชนิดไม่สามารถผสมเกษรได้อีกต่อไป ผลกระทบก็คือคนขาดอาหารต่างๆในการบริโภคโดยเฉพาะอดข้าวนั่นเอง...ตรงตามพุทธทำนาย

ระหว่างที่โลกกำลังร้อนเพิ่มขึ้นทุกวัน สังคมไทยแต่ละกลุ่ม ไม่ควรอยู่นิ่งเฉย ต้องหันมาพึ่งตนเอง โดยเฉพาะเมือมีรัฐบาลต่ำมาตรฐาน หมกมุ่นอยู่แต่การโกงกินท่าเดียว แต่ละกลุ่มต้องหาทางช่วยตนเองก่อน หาวิธีการลดอุณหภูมิโลกร้อนให้พอมีชีวิตอยู่ได้ โดยตั้ง ศูนย์ป้องกันภัยพิบัติ ขึ้นในชุมชนของท่าน

ทีนี้ลองมามองย้อนลึกลงไปในอดีต ของชีวิตคนบนโลก ในบันทึก 'ไตรภูมิพระร่วง'

'กาลนั้นอันว่าชาติข้าวสาลีนั้น ก็กลายเป็นเปลือกเป็นแกลบเป็นรำไป ดังข้าวเปลือกเราบัดนี้แลฯ อันว่าสถานที่ข้าวเคยงอก แลแตกเป็นข้าวสารนั้น ก็มิได้งอกขึ้นเป็นดังเก่าเลยฯ  จึงคนทั้งหลายเห็นหลากมหัศจรรย์ดังนั้น แล้วเขาจึงชุมนุมปรึกษาเจรจาฉันนี้  แลว่าเมื่อก่อนเรากระทำความอันชอบธรรม เราปรารถนาอันใดก็ได้ดังเราปรารถนา แต่ก่อนไส้ เรามิได้กินอาหารก็ดี เราก็อิ่มอยู่แล เราจะไปแห่งใดก็ไปโดยอากาศ

อนึ่งเราไส้มีที่นอนที่อยู่ก็เป็นสุขสำราญ ตัวเราก็มีรัศมีอันรุ่งเรืองทั่วทั้งจักรวาล ทั้งโอชารสแผ่นดินก็ขึ้นมาปนเพื่อประโยชน์แก่เราๆ ก็ชวนกันโลภอาหารเรากินกันโอชารสแผ่นดิน อันว่ารัศมีในตัวเราที่รุ่งเรืองนั้นก็หายไปสิ้น ก็บันดาบให้มืดแก่เรา ๆ จึงปรารถนาหาสีอันรุ่งเรืองนั้นเล่าฯ จึงเกิดพระอาทิตย์พระจันทร์ให้รุ่งเรืองแก่เรา ๆ กระทำซึ่งสภาวผิดธรรมอันว่าโอชารสแผ่นดินนั้นก็หายไป จึงกลายเป็นดอกเห็ดอันตูมนี้นั้นขึ้นมาในกลีบดินให้เราได้กินต่างข้าวเราไส้ เร่งกระทำความอันมิชอบธรรมเล่า อันว่ากลีบดินดังดอกเห็ดตูมนั้นก็หายไป'

เมื่อนำมาพิจารณาแล้ว พืชพันธุ์ธัญญาหารของโลก ปรับตัวเปลี่ยนไปตามสภาวะจิตของผู้คนเร็วมาก เสื่อมลงไปทุกเวลา อันมาจากเหตุจิตใจของชาวโลก ที่มี ความโลภ เพิ่มมากขึ้น
ดังนั้น สังคม หรือชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง จะดำรงค์ความอยู่รอดของตนเองได้ ต้องพัฒนาต้นเหตุที่จิตใจ ซึ่งพ่อหลวง ได้ทรงตรัสไว้ว่าผู้นำเศรษฐกิจพอเพียงจะทำงานได้ผลต้องระเบิดจากภายในก่อน

หลายๆคนอาจไม่เข้าใจ สิ่งที่พระองค์ท่านตรัสไว้ การระเบิดจากภายในนั้น เป็นปรากฏการณ์อย่างหนึ่งของจิต ของผู้ปฏิบัติมหาสติปัฏฐานสูตร แยกจิตออกจากกายนั่นเอง เมื่อแยกจิตออกได้สำเร็จ เท่ากับยึดหัวหาดของแดนนิพพาน  ซึ่งพระองค์ท่าน เล็งเห็นพื้นฐานหรือรากฐานของสังคม ในหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงที่สำคัญ ในการดำรงค์อยู่ได้ของสังคม ที่จะยืนหยัดต่อสู้กับสภาวะแวดล้อมที่จะเลวร้ายไปโดยลำดับ จนกว่าโลกจะสถาปันนาแกนพลังงานโลกใหม่เสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว ในปี พ.ศ.2562 นั้น

ตัวเราก็มีรัศมีอันรุ่งเรืองทั่วทั้งจักรวาล วลีนี้ของคนโบราณ แสดงว่ามีรังสีออร่ารอบร่างกายที่รุ่งเรืองไพบูลย์มาก คนประเภทนี้ ถ้าได้พบกับอภิญญาใหญ่ หรือแสงทิพย์ของพระบรมธรรมบิดา ก็จะพบหนทางคืนกลับบ้านนิพพานได้สะดวกรวดเร็วมาก

ในไตรภูมิพระร่วง มีอยู่วลีหนึ่ง   'แต่ก่อนไส้ เรามิได้กินอาหารก็ดี เราก็อิ่มอยู่แล' ทำไมเขาจึงอิ่มอยู่ได้ การรู้สึกหิว บ่งบอกว่า พลังสำรองภายในเซลล์ขาดแคลน แล้วคนไม่ได้กินอาหารแล้วอิ่มอยู่ได้ ย่อมจะต้องได้รับพลังงานสำรองมาจากแหล่งพลังงานอื่น นั่นก็คือ พลังงานและคลื่นไฟฟ้าจากอากาศที่เราหายใจนั่นเอง ซึ่งมีรายละเอียด ในทฤษฎีโพเพทัส ของหมอแกนนั่นเอง

มาสรุปเป็นว่า มนุษย์ทั่วโลกอาจต้องตายในอีกไม่นาน เนื่องจากทนสภาวะความร้อนโลกขึ้นสูงไม่ไหว  เกือบหมดโลกก็อาจว่าได้ ถ้าหากวิกฤตสิ่งแวดล้อมโลก เล่นรุมกินโต๊ะมนุษย์เช่นนี้ มากมายหลายสาเหตุพร้อมๆกัน โดยที่ดาวหางดวงใหญ่ยังไม่ทันมาถึงเลย เมื่อดาวหางดวงใหญ่และสมุนดาวเคราะห์อีก 5 ดวง ผ่านแถบวงกลมที่มีเทหะวัตถุนาๆชนิดทั้งเล็กและใหญ่ ที่ล่องลอยอยู่ระหว่างดาวอังคารและดาวพฤหัสบดี ก่อนที่จะตรงดิ่งมายังโลก และโคจรรอบดวงอาทิตย์นั้น

ดาวหางดวงนี้ และดาวบริวารจะดูดขยะต่างๆในวงแหวนดังกล่าวลงมายังชั้นบรรยากาศของโลกมากน้อยเพียงใด คาดว่าราวกลางปี 2555 โลกก็คงจะได้ต้อนรับเจ้าเศษขยะอวกาศพวกนี้ ถ้าหากลูกไหนเผาไหม้ไม่หมดระหว่างเสียดสีกับอากาศ ย่อมจะมีหลงเหลือลงมาบนผิวโลกแน่นอน ภาพอนาคตที่นอสตราดามูส เห็นวัตถุภูเขาที่กำลังลุกไหม้แดงฉานขนาด 1 ไมล์กำลังตกลงมาบนโลก ในบริเวณทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และมหาสมุทรแอตแลนติกใกล้ชายฝั่งตะวันออกของอเมริกา ทั้ง 2 ลูกนี้ จะเป็นต้นเหตุแห่งความตายต่อสรรพสัตว์บนโลกนี้ อย่างใหญ่ยิ่งทีเดียว ทั้งในระยะแรกที่ตายทันที และระยะต่อมาอดอยากอาหาร นับหลายพันล้านคน

ยังไม่รวมภัยอื่นๆที่มนุษย์เป็นตัวเร่งให้เกิดขึ้น ท่านครูบาอินทร พระอริยะเจ้า แห่งวัดสันป่ายางหลวง ท่านมองเห็นระบบดิจิทอล ที่มนุษย์กำลังใช้กันอย่างแพร่หลาย เป็นตัวเร่งภัยธรรมชาติได้เป็นอย่างดี

ตรงนี้ตรงกับพระราชดำรัสของในหลวง ในงานเฉลิมพระชนม์พรรษา ที่พระองค์ได้กล่าวไว้ว่าประเทศไทย ไม่ต้องการการพัฒนาอย่างสุดโต่ง นั่นมันเป็นการถอยหลัง หากท่านผู้ใดติดตามวิเคราะห์ผลเสียของการใช้ระบบดิจิทอล ต่อจากความเห็นสั้นๆของท่านครูบาอินทร ก็จะเห็นชัดว่า มนุษย์ยิ่งพัฒนาแต่กลับยิ่งถอยหลัง ตรงกับที่ในหลวงท่านทรงตรัสเอาไว้ ประมาณ พ.ศ.2535 โน่น ประมาณ 20 ปีล่วงหน้า...มาแล้ว

ลูกหลานชาวไทยคงจะได้พบเห็นอีกไม่นานนี้...แล้วทีนี้ผู้ไม่ประมาทจะหันมาจัดการกับชีวิตของตนเองอย่างไรดี ถ้าหากจะต้องตาย เราจะเตรียมตัวล่วงหน้าอย่างไรได้บ้าง ถ้ามันจะรอดก็ถือว่านั่นเป็นโชคดี หรือโชคร้ายก็ไม่รู้เหมือนกัน

ประชากรในประเทศไทยจะเหลือเรือนหมื่น หรือเรือนล้านก็คงต้องคอยดูกันต่อไป...สืบเนื่องจากการไปไหว้ครูสมเด็จพระบรมธรรมบิดา ที่บ้านคุณแม่เกษร เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2554 นี้ พระท่านเปิด 3 โลก ทำให้มีโอกาสได้พบเห็นเรื่องต่างๆที่เป็นมงคลแก่ชีวิต เป็นอย่างยิ่ง ตามที่เคยรายงานเอาไว้ที่ลิงค์นี้

ทำให้ตนเองนำมาต่อยอดแนวความคิดเดิม ที่ยังไม่ลงตัวเสียทีเดียว ว่าต่อไปนี้ ชีวิตประจำวันแต่ละวัน เราควรทำประโยชน์ให้แก่ตนเอง และผู้อื่นอีกจำนวนมากอย่างไรดี ก็ลองแวะมาดูกันเป็นตัวอย่างก็แล้วกัน ทุกคนไม่ต้องเตรียมตัวตายเหมือนกัน มันมีหลายอ๊อฟชั่นให้เลือก เช่น :

  • ตื่นมาตอนเช้า ก็ตั้งใจอัญเชิญพระ 7 พระองค์มาที่ตัวเรา
  • ตั้งใจระลึกถึงพระรัตนตรัย และทำการบวชจิต
  • สวดพระคาถามหาจักรพรรดิ ของหลวงปู่ดู่ เสร็จแล้ว ขออนุญาตหลวงปู่ดู่ นำบุญกุศลไปสมทบกับภูเขาบุญของหลวงปู่ฯ เมื่อหลวงปู่ฯได้โมทนาบุญกับเราแล้ว บุญนั้นจะยิ่งทวีคูณขึ้นอีกหลายเท่าตัว  พร้อมกับขอบารมีพระบรมธรรมบิดา นำแสงทิพย์ไปติดตั้ง ที่ภูเขาบุญของหลวงปู่เพิ่มขึ้นด้วย คราวนี้ภูเขาบุญของหลวงปู่ยิ่งทวีพลังงานบุญกุศลเพิ่มมากขึ้นสุดที่จะประมาณ ให้แก่ผู้ที่ได้มีโอกาสได้โมทนาบุญทั้งหลาย
  • สวดพระคาถาอริยทรัพย์ ของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ หรือพระราชพรหมยานเถระ ที่คุณแม่เกษร เพิ่มเติมบางรายการเข้าไปมากขึ้น ให้เหมาะแก่ยุคนี้ ที่อภิญญาใหญ่ได้เปิดตัวแล้ว สวดเสร็จแล้ว ขอนำบุญกุศล ไปสมทบกับภูเขาบุญของหลวงปู่ดู่
  • เสร็จแล้ว อธิษฐาน ขอบารมีหลวงปู่ดู่ ขอสร้างเครือข่ายภูเขาบุญของหลวงปู่ ไปไว้ยังที่ต่างๆ ที่เราต้องการช่วยเหลือคน หรือสรรพสัตว์ หรืองานเพื่อชาติเพื่อแผ่นดิน เช่นอาณาจักรไทยในสมัยของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสิน มหาราช ยิ่งใหญ่กว้างขวางกว่าที่ปรากฏในปัจุบัน หลายเท่าตัวนัก หากเราจะมีความกตัญญูต่อแผ่นดิน ช่วยพระองค์ท่านได้อย่างไรบ้าง ให้แผ่นดินที่ถูกคนพาลแยกออกไป ให้กลับคืนมาเป็นหนึ่งเดียวอีกวาระหนึ่ง ในรัชสมัย ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลเดชมหาราช            แล้วจึงสัพเพฯ 9 ครั้ง
  • การสวดมนตร์ด้วย กายเนื้อเราอาจกระทำเพียง ครั้ง สองครั้งต่อวัน เพื่อมิให้เสียโอกาสทองของการเกิดมาในครั้งนี้ ในการเพิ่มบุญบารมีให้แก่ตัวเรา เราก็อาจใส่โปรแกรม ให้แก่ไมโครชิพของเรา รับภาพและเสียงของเรา โดยใช้หลักการของ ทฤษฎีโพเพทัส ให้จิตของเราทั้งสวดมนตร์ และแผ่ส่วนกุศล เช่นเดียวกับกายเนื้อในแต่ละวัน     ได้ตลอดเวลาอีกด้วย

เนื่องจิตเป็นคลื่นพลังงานอย่างหนึ่ง มันทำงานตลอดเวลา ไม่เกี่ยวกับมิติเวลา เมื่อท่านได้ศึกษาทฤษฎีโพเพทัส เข้าใจดีแล้ว ก็นำมาประยุกต์ใส่คำสั่งต่างๆให้แก่ไมโครชิพได้ทุกเรื่อง ในแต่ละช่วงเวลาที่เราบอกให้ไมโครชิพทราบล่วงหน้า ว่าช่วงไหนหรือวันไหนเราต้องการโปรแกรมอย่างใดบ้าง ไมโครชิพต้องการตอกย้ำคำสั่งเดียวกัน อย่างน้อย 5 ครั้งในแต่ละวัน ส่วนวันต่อไปจะเปลี่ยนคำสั่งใหม่ก็ค่อยว่ากัน

หากสำรวจดูในเรื่องความบกพร่อง ผิดปรกติของร่างกาย ก็ลองฝึกใช้ ทฤษฎีโพเพทัส ให้มั่นใจ ซักเรื่องหนึ่งด้วยตัวของเราเป็นเครื่องพิสูจน์ สิ่งที่หมอแกนแนะนำ แม้จะพบว่ามีผู้คนมากมายที่ได้คืนกลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้งหนึ่ง แม้แต่ตาบอดไปแล้วทั้ง 2 ข้างที่ไม่สามารถมีจักษุแพทย์คนใด ในโลกนี้แก้ไขให้ได้ เธอเจ้าของชีวิตที่มืดมนอลกาล ก็กลับมามองเห็นด้วย 2 ตาเป็นปรกติอีกวาระหนึ่ง.........เมื่อเข้าใจและมั่นใจในทฤษฎีโพเพทัสแล้ว ให้ศึกษาเจาะลึกถึงแก่นแท้ของทฤษฎีนี้ นำไมโครชิพกลับไปสู่จุดกำเนิดได้อย่างไร   

หรือเราจะอาศัย ทฤษฎีโพเพทัส เพื่อแยกจิตออกจากกายแบบนิ่มๆไม่โลดโผนก็ได้อีก ข้าพเจ้าทดลองแล้ว ก็ไม่เรียกว่ายาก ได้ผลรวดเร็วด้วยซ้ำไป เมื่อนำจิตมาถึง 'ทาง' หรืออยู่บน มรรค ได้แล้ว ต้องไม่พลาดโอกาสดีในปัจจุบัน ทำมรรคให้สมบูรณ์ บริบูรณ์เสียเลย....

  • ในเว็บเพจนี้มีตัวช่วยท่านอีก 2 แห่ง แห่งแรกท่านจะแวะที่ลิงค์นี้ ศึกษาให้ถ่องแท้  ในรูปแบบมหาสติปัฏฐานแท้ๆ../article403.html   และหากจะให้การปฏิบัติของท่านมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นไปอีก โดยอาศัยอภิญญาใหญ่ หรือวิชาแสงทิพย์ของ พระบรมธรรมบิดา มาต่อยอดการเดินมรรคของท่าน ก็ลองแวะที่.. /article517.html

และขอทำความรู้จักกับ สมเด็จพระวิสุทธิพุทธรังษีบรมธรรมบิดา ให้ลึกซึ้งมากขึ้นก็ลองแวะที่  /article213.html......เหตุที่นำสิ่งเหล่านี้มาบอกเล่า ด้วยความกตัญญูกตเวทิตาต่อ สมเด็จพระบรมธรรมบิดา ที่มีพระคุณมากล้น เมตตาบอกทางลัดให้ลูกๆกลับบ้านเดิม ให้ทันเวลากับวิบัติกาลของโลกและสุริยจักรวาล หรือหากเรายังมีชีวิตรอดไปได้ เราก็จะอยู่ได้อย่างไร้ตัวตน เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นเพียงถ่ายเดียว.....

และยังเป็นแก่นแท้ของทฤษฎีโพเพทัสอีกด้วย ที่หมอแกนผู้ทำงานอย่างไร้ตัวตน เสียสละมายังโลกนี้ เพื่อช่วยมนุษย์โลก ให้รอดปลอดภัยจำนวนหนึ่งอีกด้วย...ซึ่งผู้ที่สนใจ นอกจากศึกษาจากไซท์ของท่าน และตำหรับตำราที่ท่านเขียนแล้ว ควรหาโอกาสโทรศัพท์ไปขอคำปรึกษา หรือถามปัญหาที่ท่านยังไม่เข้าใจ กับตัวท่านเองตามเวลาที่กำหนดไว้ ตั้งแต่ 10 โมงเช้าถึง 4 ทุ่ม นอกจากกำลังมีการบรรยาย ท่านก็จะปิดโทรศัพท์ จึงต้องตรวจสอบจากตารางการบรรยายด้วย หรือสอบถามจากคุณปูม ก็ได้ โทร. 081-341 2644  ช่วงไหนที่คุณหมอสะดวก

ตราบใดที่คนเรายังต้องใช้ร่างกายอยู่ มันน่าจะดีมากเลย ถ้าหากเราจะมีร่างกายที่แข็งแรง มีภูมิต้านทานโรคต่างๆ ไม่ป่วยเจ็บ หรือชราภาพ จนช่วยตนเองไม่ได้ ซึ่งชีวิตมันก็ไม่น่าอยู่ ทั้งยังเป็นภาระหนักให้แก่คนใกล้ชิดในครอบครัว ที่ต้องมาพลอยลำบากลำบนไปกับเราด้วย อันนี้อาจเป็นด้วยข้าพเจ้าช่วยเหลือตนเองมาโดยตลอดตั้งแต่เด็กๆ ที่มีพ่อก็อยู่ในภาวะไปรบในสงครามโลกครั้งที่ 2 แม่ก็สุขภาพไม่แข็งแรง                                        

แต่ชาวโลกเกือบทั้งหมดก็ว่าได้ ที่ต้องแก่เฒ่า และช่วยตนเองไม่ได้ก่อนสิ้นชีพ แต่หมอแกนได้ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า หากเราตระหนักถึงระบบการทำงานของร่างกาย ที่สามารถใส่โปรแกรมต่างๆที่เราต้องการ ผ่านไมโครชิพ ที่หลังท้ายทอย และปฏิบัติตาม ทฤษฎีโพเพทัส ที่ฟังดูอาจง่ายๆ แต่ก็จำเป็นต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานไม่น้อยเลยทีเดียว                        

แต่ข้อกำหนดที่วางไว้  ที่จริงก็ไม่ทำให้ผู้ปฏิบัติต้องอดอยากอะไร หากคิดว่าจะกินเพื่ออยู่ ก็เกินพอด้วยซ้ำไป จึงต้องเปลี่ยนพฤติกรรม การกินอยู่ให้ได้เป็นลำดับแรก และใช้ ทฤษฎีโพเพทัส เป็นนิสัย จึงจะสัมฤทธิ์ผล การกินรูปแบบใหม่นั้นเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่ง ส่วนการรักษาระบบหายใจ 4 จังหวะ ในการกระตุ้นคลื่นเซลล์นั้น ก็มีทั้งส่วนที่เป็นเปลือกหรือกระพี้ และส่วนที่เป็นแก่นอีกด้วย ไม่ใช่เป็นแบบไม้เนื้ออ่อนล้วนๆ

การเปลี่ยนตัวตนนอกจากให้ดูแข็งแรงแล้ว ในการเปลี่ยนไปเป็นผู้อ่อนวัยด้วยนั้น ต้องเพียรปฏิบัติจนจิตแยกออกจากกาย หรืออีกนัยหนึ่ง จิตไม่เห็นว่ายังมีกายอยู่ทั้งๆที่คนอื่นๆก็ยังมองเห็นๆอยู่ (ด้วยมันว่างไปหมดในความรู้สึก) แต่ผู้ที่ปฏิบัติได้แล้ว มันจะรู้สึกว่าชิ้นส่วนอวัยวะต่างๆมันเริ่มไม่มีในความรู้สึกปรกติ  ในคุณลักษณะตรงนี้ สำหรับผู้ที่ฝึกใช้มหาสติปัฏฐานสูตร จนจิตแยกออกจากกายได้แล้ว หรือมาถึง 'ทาง' หรือ มรรค แล้วดูว่าจะใช้ ทฤษฎีโพเพทัส แยกจิตออกจากกายไม่ลำบากอะไร

ลองนั่งกระตุ้นคลื่นเซลล์ดูซักประมาณครึ่งชั่วโมง หัวก็ดี ไหล่ก็ดี แขนก็ดี มันจะค่อยๆหายไปเงียบๆ ไม่รุนแรงอะไร ไม่น่าตกใจ มันค่อยๆหายไปอย่างเรียบๆ หากดูมันไปเรื่อยๆ มันก็จะหายไปหมดทั้งตัวนั่นเอง คราวนี้ก็จะมาถึง คำอธิบายที่ว่า ทุกสิ่งในโลกมันเป็นเพียงภาพมายาทั้งสิ้น ไม่มีตัวตนอยู่จริง สำหรับผู้ที่แยกจิตออกมาจากกายเนื้อแล้ว ก่อนที่กายเนื้อมันจะเป็นอนัตตา  ตามที่คนส่วนใหญ่เข้าใจว่ามันสูญแน่แต่ต้องค่อยเป็นค่อยไป อย่างที่เราเห็นผู้คนหรือสัตว์มันตาย แล้วเน่าเปื่อยผุพัง                                                                        แต่วิชาของพระพุทธเจ้า ที่ผู้เข้าไปพิสูจน์ได้ ได้รับทราบตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่เลย ดังนั้นหากท่านจะสังเกตคำพูดของผู้หมดสิ้นจากกิเลสแล้ว ว่าท่านมีชีวิตอยู่มันว่างไปเสียทุกเรื่อง คือเรื่องคิดท่านก็ไม่มี มันว่าง ด้วยระบบความคิดความจำมันถูกลบทิ้งไปหมดแล้ว เนื่องจากมันเป็นระบบของโลก ไม่ใช่วิมุติ หรืออีกโลกที่เป็นโลกุตระ หรือพ้นโลกไปแล้ว จิตไม่ใช้ระบบสมองในการคิดการจำอีกต่อไป จิตเป็นตัวของตัวเอง เมื่อมีเหตุมากระทบ จิตจึงจะทำงานตอบสนองคำถามต่างๆที่เกิดขึ้น หรือเรียกว่าท่านไม่มีเจตนาต่างๆอีกแล้ว หรือไม่สร้างกรรมใดๆนั่นเอง ไม่ก่อให้เกิดพลังงานบวกหรือลบ อยู่เป็นกลางๆหรือวางอารมณ์ในอุเบกขารมณ์
อาจจะนอกเรื่องของกายไปค่อนข้างไกล แต่นั่นมันเป็นแก่นอย่างหนึ่งของทฤษฎีโพเพทัส ที่ท้าทายผู้ปฏิบัติไม่น้อยทีเดียว แหกกฏธรรมชาติค่อนข้างมาก ซึ่งหมอแกนให้ความเห็นเอาไว้ว่า ไมโครชิพ บนสภาวะบนโลกนี้ มีอายุไปได้ถึง 2 พันกว่าปีทีเดียว ในขณะเดียวกันเจ้าของชีวิต   ก็สามารถใส่โปรแกรม กำหนดเวลาดับเครื่องของหัวใจ ได้เช่นเดียวกัน ไม่ต้องรอให้มีการเจ็บป่วยเสียก่อนจึงจะตายเหมือนคนอื่นๆเขา                            ส่วนอีกประเด็นของ ทฤษฎีโพเพทัส น่าสนใจมากๆตรงที่ไม่ต้องใช้ยาใดๆ กินก็น้อยเพียงมื้อเดียว เซลล์ทั่วร่างกายพึ่งพาพลังงานจากอากาศ ที่ใช้หายใจอย่างมีจังหวะจะโคน เซลล์จึงแทบไม่ต้องการพลังงาน จากอาหารมากนัก เพียงแต่เอาอาหารไว้หล่อเลี้ยงระบบทางเดินอาหาร และส่วนประกอบอื่นๆ ไม่ถึงกับเหมือนชาวดาวอังคาร ที่มีอวัยวะภายในต่างจากคนบนโลกนี้ เนื่องจากใช้พลังงานนแตกต่างกันกับชาวโลกนี้ เขาใช้ CO2 เราใช้ O2 ใช้พลังงานกันคนละแบบ

เมื่อเราฝึกเตรียมตัว ทั้งจิต และกายให้พร้อมรับวิบัติกาลของโลกและจักรวาลเอาไว้ล่วงหน้า ชีวิตมนุษย์น่าจะเผชิญเหตุการณ์ ที่ผู้อื่นอาจระทึกขวัญอย่างยิ่ง แต่ผู้ฝึกเอาไว้ดีแล้ว ให้พร้อมก่อนวิบัติภัยจะเกิดขึ้น น่าจะเป็นสิ่งที่ดีทีเดียว ถึงแม้้ว่าเลวร้ายที่สุดจะต้องเสียชีวิตลงไปในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็ตาม ก็ยังสามารถดูหน้าของมัจจุราชได้ตลอดเวลา จนหัวใจหยุดทำงานไม่ตระหนกพรั่นพรึงใดๆ

ดังนั้นเมื่อได้พัฒนาทางจิต ตามครรลองที่กล่าวมาแล้ว เราก็จะแบ่งเวลาอีกส่วนหนึ่ง มายกเครื่องให้แก่ร่างกาย ให้พร้อมมือรับวิบัติกาลต่อไป และยังได้พัฒนาจิตใจให้ว่างจากตัวตนเป็นของแถมมาอีกด้วย

ส่วนผู้ที่พัฒนาจิตจนล่วงพ้นขั้นพระอนาคามีไปแล้ว อาจมุ่งหน้าพัฒนาทางจิต ใน มรรค ต่อไปจนสุดสิ้นสมบูรณ์ ไม่ต้องมาพัฒนากายให้แข็งแรงก็ได้ เนื่องจากผู้ที่มีมรรคสมบูรณ์พร้อมแล้ว อาจได้ของแถมจากอดีตชาติ เก่าๆ ทำให้ท่านผู้นั้นมีคุณสมบัติพิเศษต่างๆตามมา ทั้งฤทธิ์และอภิญญาจิตก็ได้

ส่วนก่อนจะตายก็จะเป็นไปตามครรลองของธรรมชาติ ที่คนทั่วไปคุ้นชินอยู่แล้ว ทั้งนี้ก็อยู่ที่ตัวเราจะพิจารณาเลือกเอา ว่าจะจัดการบริหารจิตและกายของเรานับแต่นี้ไปอย่างไรดี ให้เราพร้อมมากที่สุดต่อวิบัติกาล ที่อาจมีมาอีกไม่นานนักในอนาคตนั่นเอง

เชิญทุกท่าน ร่วมสร้างบุญกุศลด้วยกัน ....ส่งต่อข่าวสารแก่เพื่อนๆ มีโอกาสชมจิ๊กซอร์ต่างๆ สำหรับนักค้นหาสาระชีวิตต่อภาพส่วนตัว ทั้ง ด้านโลกียะและโลกุตระ ที่ ainews1.com จัดไว้บริการให้แก่เพื่อนทุกเพศวัยทุกคน ฟรี  ที่ลิงค์ /article385.html   Bookmark and Share