เงื่อนไขการดื่มน้ำ PJ ของหมอแกน

http://ainews1.com/article524.html

Bookmark and Share

morgan gaiyasit

วิธีการทำสูตรโพเพทัสจู๊ส (Popatas Juice)  by Doctor Gan
 
            โพเพทัสจู๊ส (Popatas Juice) สูตรพิเศษของผมนี้เป็นสูตรผักและผลไม้รวมกัน 24 ชนิดเท่านั้น และไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเป็นผักหรือผลไม้ชนิดอื่นได้เด็ดขาด ควรนำมาปั่นรวมกันให้ละเอียดที่สุด และควรดื่มให้ได้ตามปริมาตรที่กำหนดไว้และควรครบตามจำนวนในหนึ่งวัน
 
            สูตรโพเพทัสจู๊ส (Popatas Juice) นี้มีไว้เพื่อสร้างเซลล์ใหม่ให้กับร่างกายและอวัยวะทุกส่วนรวมทั้งระบบประสาทและเนื้อสมอง เพื่อทำให้ได้เกิดโครงสร้างใหม่ที่สมบูรณ์แบบและมีหน้าที่ใหม่ในระดับเซลล์ทุกๆส่วนของร่างกาย โดยที่เราเป็นผู้กำหนดในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเซลล์ใหม่นี้ จนทำให้เกิดหน้าที่ใหม่ของในระบบต่างๆ ตามที่ใจเราต้องการได้ทุกเมื่อและยังทำให้ได้เกิดขึ้นจริงได้ทุกเวลา ถาวรตลอดไป

 โพเพทัสจู๊ส (Popatas Juice) สามารถรักษาโรคได้ทุกโรครวมทั้งโรคที่เกี่ยวข้องกับทางด้านจิตใจ หรือแม้แต่โรคประจำตัวและโรคเรื้อรัง หรือจะเรียกได้ว่าการรักษาโรคแบบร้อยแปด ยิ่งดื่มบ่อยและยิ่งดื่มนานเท่าไหร่  คุณก็จะเห็นสิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้นกับตัวคุณแน่นอนแถมซ้ำคุณจะมีรูปร่างที่กระชับและได้สัดส่วน หุ่นดี เมื่อดื่มแล้วจะไม่รู้สึกอ่อนเพลีย หรือรู้สึกหิวโดยเด็ดขาด ไม่รู้สึกเหนื่อย ผิวหนังก็จะเต่งตึงเหมือนเป็นหนุ่มเป็นสาวใหม่อีกครั้ง แถมผิวพรรณก็จะแลดูขาวเนียนใสยิ่งขึ้น ทุกคนที่ได้ดื่มโพเพทัสจู๊ส (Popatas Juice) เกิน 3  เดือนขึ้นไปแล้ว ก็จะรู้สึกได้ว่าตัวเองดูสวยหรือหล่อขึ้นอย่างแน่นอนครับ

วิธีการดื่มโพเพทัสจู๊ส (Popatas Juice)
ดื่มครั้งละ 1 แก้ว ทุกๆ 2 ชั่วโมง (รวมทั้งหมด 6 แก้วต่อวัน)
 
•  สำหรับบุคคลทั่วไปที่ไม่มีโรค แต่ต้องการดูแลสุขภาพ
หรือผู้ป่วยที่เพิ่งหายจากโรค

ควรดื่มโพเพทัสจู๊ส (Popatas Juice) แบบอาทิตย์ละ 2 วันติดกันเท่านั้น ในปริมาตรทั้งหมด 1,700 cc ต่อวัน โดยต้องดื่มให้ครบ 6 แก้วต่อวัน ในทุกๆ 2 ชั่วโมงต่อหนึ่งแก้ว เริ่มนับแก้วแรกได้ตั้งแต่เริ่มตื่นนอน ทุกคนสามารถดื่มแบบนี้ไปเรื่อยๆ ตามต้องการ
 
 • สำหรับผู้ป่วยหนัก ผู้ป่วยเรื้อรัง หรือ ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว
            ควรดื่มโพเพทัสจู๊ส (Popatas Juice) แบบวันเว้นสองวัน คือ ดื่ม 1  วัน หยุด 2 วัน สลับกันไปเรื่อยๆ ในปริมาตร 1,200 cc ต่อวัน แบ่งเป็น 200 cc ต่อครั้ง ให้ได้ครบ 6 แก้วทั้งวัน
 
            เมื่ออาการดีขึ้น 50% ให้ดื่มแบบวันเว้นสามวัน (ดื่ม 1 วันหยุด 3 วัน) เพิ่มปริมาตรเป็น 1,500 cc ต่อวัน โดยจะต้องดื่มให้ครบ 6 แก้วต่อวันเช่นกัน จนกว่าอาการจะดีขึ้นเกิน 80% ถึงหายสนิทให้เปลี่ยนเป็นแบบอาทิตย์ละ 2 วันติดกันได้ และเมื่อหายจากโรคแล้วดื่มต่อเนื่องไปอีก 6 เดือน หรือสำหรับท่านที่ติดใจรสชาติความอร่อยของมันไปซะแล้ว ดื่มไปได้เรื่อยๆ ครับ (จงอย่าคิดว่าสิ้นเปลืองหรือแพง! มันเทียบกันไม่ได้กับค่ารักษา ค่ายาและค่าใช้จ่ายไร้สาระอื่นๆทั้งชีวิตที่ผ่านมาหรอกครับ) หรือทางที่ดีที่สุดท่านควรนั่งกระตุ้นคลื่นเซลล์ให้ครบ 5 รอบทุกวัน ไม่สิ้นเปลือง!! ไม่ต้องดื่มก็ได้ครับ!!
 
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
**** หัวใจหลักของการรักษาในทฤษฎีโพเพทัส คือ “การนั่งกระตุ้นคลื่นเซลล์” ****
 
หากไม่สามารถปั่นน้ำผักผลไม้ Popatas Juice ได้
ให้ใช้วิธีการนั่งกระตุ้นเพียงอย่างเดียว
โดยทำให้ถูกต้องและเคร่งครัด นั่งให้ครบ 5 รอบต่อวัน (ขั้นต่ำ) ****

สูตรน้ำผักผลไม้โพเพทัสจู๊ส (Popatas Juice)
 
**สงวนสิทธิ์ตามสิทธิทางปัญญา ห้ามนำไปเผยแพร่
หรือใช้ในการค้าทุกประเภท ใช้เพื่อรักษาผู้ป่วยเท่านั้น**
(เรียงลำดับตามตัวอักษร และแยกส่วนผสมที่เป็นของสด และ ของแห้งครับ)

  1.  Asparagus (หน่อไม้ฝรั่ง) 1 กำมือเล็ก หรือประมาณ 4 ก้าน
  2. Beet Root (บีทรูท) 1 หัวเล็ก (จะสกัดเอาแต่น้ำ หรือใช้ทั้งกากก็ได้)
  3. Bitter Melon (มะระ) 1 แว่นเล็ก
  4. Broccoli (บร็อคโคลี่ )1 หัวเล็ก  ใช้เฉพาะดอกเท่านั้น ไม่เอาก้าน
  5. Brussels sprout (ดอกกระหล่ำดาว) 5 ลูก  หรือ  Radish ลูกเรดิช  2 ลูก หรือ มะเขือม่วง ลูกยาวประมาณฝ่ามือ 1 ลูก (เลือกอย่างใดอย่างหนึ่งใน 3 อย่างนี้ แทนกันได้) ลูกเรดิชเป็นผักสด หัวกลมๆ เล็กๆ สีแดง
  6. Capsicum (พริกหวานใหญ่) สีแดง 1 ลูก เอาทั้งไส้ของมันด้วย
  7. Carrot  (แครอท) 1/2 - 1 หัวปกติ  สกัดแยกกากเอาแต่น้ำ  *ห้ามใช้แบบกล่อง*
  8. Celery (เซเลอรี่ : คื่นช่ายฝรั่ง) 1/2 - 1 ก้าน หรือ หั่น1 กำมือเล็ก
  9. Cranberry (แครนเบอร์รี่) 1 กำมือ  หรือ Strawberry (สตรอเบอร์รี่)  5 - 10 ลูกหรือ Raspberry
     (ราสเบอร์รี่) 1 กำมือ  หรือ  Black Grape  องุ่นดำ 10 ลูก อย่างใดอย่างหนึ่ง ควรเลือกใช้แครนเบอร์รี่
    เป็นอันดับแรกครับ
  10. Garlic (กระเทียม) 2 - 4 กลีบใหญ่  
  11. Ginger (ขิง) 2 - 4 แว่นเล็ก    (ให้ใช้ขิงแก่)
  12. Green Apple (แอ๊ปเปิ้ลเขียว) สกัดเอาแต่น้ำให้ได้ 3 แก้ว  * ห้ามใช้แบบกล่อง
  13. Mint (ใบสะระแหน่) 4 - 8 ใบ
  14. Onion (หัวหอมใหญ่)  1/2 - 1 ลูก
  15. Passion Fruit เสาวรส ควักเอาแต่น้ำ 2 ลูก หรือ น้ำเสาวรสเป็นถุง
    แบบแช่แข็งก็ใช้ได้นาน หรือ กีวี่  (Kiwi Fruit) 1 ลูก  หรือ ส้มเกรปฟรุ๊ต
    (Grape Fruit) 1 ลูกใช้ได้ทั้งน้ำและเนื้อส้ม
  16. Pineapple Core แกนสับปะรด 1 แกน (ห้ามใช้เนื้อ เอาแต่แกนเท่านั้น)
  17. Red Tomato (มะเขือเทศแดงลูกใหญ่) 1 ลูก
  18. Yoghurt  (โยเกิร์ต)รสธรรมชาติ  1 ถ้วย 150 กรัม ยี่ห้อYolida (โยลิดา)  ถ้าหาไม่ได้ใช้ยี่ห้อที่เป็น homemade ที่ไม่ใส่น้ำตาล ไม่ใส่สารกันบูดและต้องไม่เจือสีแต่งกลิ่น เช่น ยี่ห้อ Meiji  เมจิ รสธรรมชาติ ไขมัน 0%,  ยี่ห้อ Goumet (โกเม่ท์ )ในฟู้ดแลนด์, ยี่ห้อ Daily Home  ใน TOPS (วิธีประหยัดสุดทำโยเกิร์ตเองเลยครับ หาวิธีทำในอินเตอร์เน็ทก็ได้)
     
    อันดับที่ 19 – 24 ส่วนของแห้ง (เลือกใช้ได้ทั้งแบบสด แบบผง หรือแบบแห้ง นะครับ)
  19. Cinnamon Powder (อบเชยผง)  1-2 ช้อนชา
  20. Flaxseed (เมล็ดแฟล็กซ์ซีด) 2 ช้อนโต๊ะหรือมากกว่าเพื่อความมันอร่อย
  21. Oregano (ออริกาโน่) แบบผงละเอียด หรือหยาบก็ได้ 1-2 ช้อนชา
  22. Parsley (พาร์สลี่) ใช้แบบใบสด หรือ แบบผง 1 ขยุ้มมือเล็ก
    (กรณีเป็นไข้ ตัวร้อน ปวดท้องเกร็ง ใส่พาร์สลี่เพิ่ม 2-3 เท่า) 
  23. Rosemary (โรสแมรี่)  ใช้แบบใบสด หรือ แบบผง ใช้ 1 ช้อนชา
  24. Walnut (วอลนัท) หรือ Hazel Nuts (เฮเซลนัท) 8 เม็ด
     
    หมายเหตุ : คุณผู้อ่านท่านใดที่ซื้อหนังสือโพเพทัส คลีนิค 1 ไปแล้ว หรืออ่านเว็ปไซด์เรื่องสูตรโพเพทัสจู๊ส (Popatas Juice) นานมาแล้ว ผมขอปรับเปลี่ยน ตัดน้ำส้มคั้นออกนะครับ ไม่ต้องใส่ครับ ให้ใช้เฉพาะน้ำแอ๊ปเปิ้ลเขียว น้ำแครอท และน้ำเสาวรส ที่เป็นน้ำในการปั่น เท่านั้นครับ

การหาซื้อ ผักผลไม้ เครื่องเทศ ใช้ได้ทั้งแบบสด แช่แข็ง หรือผงแห้ง หาซื้อได้ตามตลาดสดทั่วไป ราคาจะถูกกว่าในห้างหรือซุปเปอร์มาร์เก็ต ก็แล้วแต่สะดวกครับ สำหรับถั่ววอลนัทและเมล็ดแฟล็กซ์ซีด ซื้อได้ที่ตลาดพาหุรัด กรุงเทพ หรือ ในห้างแม็คโคร หรือบางห้างฯ ครับ
          
            สตรอเบอร์รี่  แครนเบอร์รี่ ราสเบอร์รี่ กีวี่ มีขายแบบแช่แข็ง ในแม็คโคร, ท็อปส์, ฟู้ดแลนด์ และวิลล่ามาร์เก็ต / น้ำเสาวรส แบบแช่แข็ง มีที่ห้างแม็คโคร และ ร้านดอยคำ ส่วนกระหล่ำดาวแบบแช่แข็งหาได้ที่
แม็คโคร ครับ
 
                เราสามารถเพิ่มปริมาณ เฉพาะน้ำแอ๊ปเปิ้ลเขียวให้มากขึ้น มากกว่า 3 แก้วได้ครับ เพื่อที่น้ำปั่นจะได้ไม่ข้นเกินไปและทำให้ดื่มง่ายขึ้น หรือเพื่อเพิ่มความอร่อยบางท่านอยากจะใส่ส่วนผสมที่ผมระบุไว้ว่า และ / หรือ ใส่เพิ่มได้เล็กน้อยตามความชอบของแต่ละท่านครับ (จำพวกผลไม้, ถั่ว, เมล็ดแฟล็กซ์ซีด, โยเกิร์ต ใส่เพิ่มขึ้น จะอร่อยยิ่งขึ้นครับ)


 +++ เคล็ดไม่ลับ +++
ทุกคน..ทุกโรค..ควรใส่ให้ครบ 24 ชนิด จึงจะถูกต้องและดีที่สุดนะครับ!!
ลองดูนะครับ!!

สำหรับผู้ป่วยที่มีน้ำหนักน้อยไม่ได้มาตรฐาน หรือผู้ป่วยที่เป็น
โรคไทรอยด์ (Thyroid) ทุกประเภท   ควรเพิ่ม Quinoa (คิโน คือ ธัญพืชชนิดหนึ่ง) และ Oatmeal อย่างละ 3 ช้อนโต๊ะ และให้รับประทานในวันที่ไม่ได้ทำโพเพทัสจู๊ส (Popatas Juice) ในชั่วโมงที่ 5 เท่านั้น นับจากเวลาที่ตื่นนอน
          
สำหรับผู้ป่วยที่เพิ่งออกจากโรงพยาบาลหรือเพิ่งฟื้นไข้  ให้ใส่
ข้าวโอ๊ต 3 ช้อนโต๊ะ Quinoa 3 ช้อนโต๊ะ Wheatgerm 2 ช้อนโต๊ะ Buckwheat 2 ช้อนโต๊ะ Flaxseed 2 ช้อนโต๊ะ ต้มเข้าด้วยกันไว้ทานในวันที่ไมได้ดื่มโพเพทัสจู๊ส (Popatas Juice) ควรแบ่งออกเป็น 3 มื้อ คือ เช้า กลางวัน เย็น  แต่ให้ทานประมาณ 1 เดือนแรกเท่านั้น หลังจากนั้นให้ทานเหลือ 2 มื้อ ทานได้ชั่วโมงที่ 5 และชั่วโมงที่ 12 นับจากตื่นนอน (ดังเช่นผู้ปฏิบัติตนในทฤษฎีโพเพทัสทุกคน ทานแค่ 2 มื้อต่อวัน)
 
สำหรับคนที่ต้องการเพิ่มคลอลาเจนให้ผิว, เพิ่มฮอร์โมน ให้ใส่
ข้าวบัควีท (Buckwheat) 2 ช้อนโต๊ะ หรือ ใส่ ลูกอะโวคาโด้ 1 ลูก ปั่นเพิ่มลงไปในสูตรโพเพทัสจู๊ส (Popatas Juice)  แต่ห้ามใช้ข้าวบัควีท กับผู้ป่วยที่เป็นซีสต์  มะเร็ง หรือ เนื้องอก


 
**** ธัญพืชที่กล่าวถึงในหน้านี้ หาของมาใส่เพิ่มก็ได้ ไม่ใส่ก็ได้
     ขอให้ยึดหลักว่า ของให้ครบ แค่ผักผลไม้ 24 ชนิดตามสูตร
 ก็เพียงพอรักษาทุกโรคอยู่แล้วครับ ****

 

 วิธีการทำปั่นโพเพทัสจู๊ส (Popatas Juice)
 
            นำผักผลไม้ล้างให้สะอาด (ยกเว้นเมล็ดแฟล็กซ์ซีดและถั่ว) และหั่นเป็นชิ้นเล็ก นำส่วนผสมทุกอย่างมาปั่นรวมกันแบบไม่แยกกาก  วิธีการปั่น ให้ใช้น้ำแอ๊ปเปิ้ลเขียว น้ำแครอท(ห้ามเกิน 1 หัว) ซึ่งสกัดเอาแต่น้ำ (ไม่เอากาก) มาเป็น base ในการปั่นผักผลไม้ทุกอย่างที่เตรียมไว้ บีทรูทจะแยกกากก็ได้ไม่แยกก็ได้ ส่วนน้ำเสาวรสใช้ทั้งเมล็ดได้เพียงแค่ปั่นให้ละเอียดขึ้น *ห้ามใช้น้ำเปล่าในการปั่น
            เวลาปั่นให้ทะยอยใส่เครื่องปั่นหลายๆครั้ง ปั่นให้เข้ากันจนละเอียดเทใส่ภาชนะแล้วคนให้เข้ากัน แล้วปั่นอีกรอบเพื่อให้ดื่มง่าย ส่วนผสมพวกของแห้งต่างๆ หรือแบบผง ให้นำลงปั่นตอนท้ายๆได้ หากข้นเกินไปสามารถเพิ่มน้ำแอ๊ปเปิ้ลเขียวได้ และสามารถปรับรสชาติให้อร่อยด้วยการเพิ่มแครนเบอร์รี่ เพิ่มสตรอเบอร์รี่หรือน้ำเสาวรส หรือเพิ่มน้ำแอ็ปเปิ้ล อีกเล็กน้อยครับ เพื่อให้มีรสชาติที่เราชอบมากยิ่งขึ้นปรับลดเครื่องเทศได้เล็กน้อย แต่ผักที่ควรหาใส่ให้ได้ทุกครั้ง คือ 4 ชนิดนี้ บร็อคโคลี่ หน่อไม้ฝรั่ง พริกหวานใหญ่สีแดง (ถ้าหาไม่ได้จริงๆ ให้ใช้สีเขียวได้) และกระหล่ำดาว หรือผักที่แทนกันได้
 
            กรณีเป็นผู้ป่วยหนัก ที่ไม่สามารถดื่มได้ด้วยตนเองให้นำผักและผลไม้ทุกชนิดมาแยกกากเอาแต่น้ำ ใส่ทางสายยางให้ดื่มตามปริมาตร 1,200  - 2,000 ซีซี (ค่อยๆ ให้ทีละน้อย 100-200 ซีซี ทุก 2 ชั่วโมง) เด็กเล็กตั้งแต่เกิดถึงไม่เกิน 1 ขวบ ดื่มได้ตั้งแต่วันละ 600 ซีซี 1 - 3 ขวบ ปริมาตร 1,000 - 1,200 ซีซี สำหรับเด็ก 3 ขวบขึ้นไป ให้ดื่มได้ 1200 ซีซี ครับ ค่อยๆ แบ่งดื่มนะครับ

ควรจะดื่มให้หมดวันต่อวัน หรือ ภายในสองวันครับ!


 ในวันที่ดื่มน้ำผักผลไม้โพเพทัสจู๊ส ห้ามทานอาหารใดๆ ทั้งสิ้น ยกเว้นดื่มน้ำเปล่าได้ และสามารถทานถั่วได้ แต่จริงๆ แล้วไม่จำเป็นครับ เพราะเปลือง ยกเว้นหิวจริงๆ ทุกๆ 4 ชั่วโมง ทานได้ครั้งละ 5 เม็ด รวมแล้วไม่เกิน 20 เม็ด ในหนึ่งวัน
 
            เราสามารถดื่มน้ำโพเพทัส จู๊ส แบบพิเศษที่เรียกว่า 6-3 6-3  แปลว่าดื่ม 6 แก้ววันนี้ วันต่อไปดื่ม 3 แก้ว โดยเก็บไว้ในตู้เย็นหรือกระติกน้ำแข็ง ให้ดื่ม 3 แก้ว ในวันถัดไป ตามนี้คือ ดื่มเวลาเช้ากลางวันและก่อนนอนเท่านั้น ดื่มสลับกันไปเรื่อยๆ ตามความต้องการจนกว่าจะหายจากอาการและโรค ในวันที่ดื่ม 3 แก้วนั้นให้ทาน
อาหารหลากหลายตามทฤษฎีโพเพทัสซึ่งจะอธิบายต่อไปครับแต่การดื่ม 6-3 6-3 นี้ จริงๆ แล้วก็ไม่จำเป็นเพราะเปลือง ให้ยึดหลักการดื่มเป็นรองจากการนั่งกระตุ้นฯ นะครับ เพราะทฤษฎีนี้มุ่งเน้นความเท่าเทียมกัน ไม่เป็นภาระเรื่องค่าใช้จ่าย เพราะฉะนั้นการนั่งกระตุ้นฯ เราใช้เพียงอากาศที่ไม่ต้องซื้อหาไม่ต้องออกจากบ้านครับ

ทำไมต้องดื่มโพเพทัสจู๊ส (Popatas Juice) ทุกๆ 2 ชั่วโมง

การดื่มโพเพทัสจู๊ส (Popatas Juice) ทุกๆ 2 ชั่วโมงนี้ เพื่อให้ใช้พลังงานสารอาหารที่ได้จากการปั่นโพเพทัสจู๊ส มาใช้แทนการใช้พลังงานจากเซลล์พลังงานสำรองในร่างกาย เราจะได้ไม่แก่ไม่เหี่ยว จะได้รู้สึกสดชื่นตลอดเวลา ไม่ต้องกังวลว่าจะหิว เพราะถ้าทานตามสูตรจะไม่หิวเลย เพราะสูตรนี้มีกากใยสูง พร้อมทั้งมีธาตุ Sulfur สูงอีกด้วย  จนทำให้มีพลังงานเกิดขึ้นในร่างกายมากมาย เพียงพอในการดำเนินชีวิตประจำวัน และรักษาอาการของโรคต่างๆ ได้อีกด้วย
 
หากดื่มโพเพทัสจู๊สไม่ตรงทุกๆ 2 ชั่วโมงก็ไม่เป็นไรครับแค่ให้เวลาใกล้เคียง 2 ชั่วโมงที่สุด เพราะมันเกี่ยวกับการใช้พลังงานในเซลล์ และเรื่องของการใช้ฮอร์โมนในร่างกายและขอให้จำไว้เสมอว่าเพื่อผลในการรักษา ผักผลไม้ที่จะทานได้ในวันที่ไม่ได้ดื่ม Popatas Juice แนะนำว่าให้เป็นผักผลไม้ที่ระบุไว้ใน สูตรโพเพทัส 24 - 35 อย่างที่แนะนำเท่านั้นครับ และห้ามทานโดดๆ คือทานแบบเดียวอย่างเดียวเป็นประจำ แม้ว่าจะเป็นผักผลไม้ที่อยู่ในสูตรก็ตามแต่ให้นำมันมาปรุงเป็นอาหารแบบหลากหลายจะดีกว่าครับ


 วิธีปฏิบัติตน และการทานอาหารในวันที่ไม่ได้ดื่มโพเพทัสจู๊ส
            เราจะปฏิบัติตนอย่างไร ขอให้ทำตามสูตรต่อไปนี้ครับ (ทานได้ 2 มื้อ ต่อวัน)

อาหารมื้อที่ 1 ของวัน คือชั่วโมงที่ 5 นับจากตื่นนอน  ให้ทานข้าวโอ๊ต ชงกับน้ำร้อน (hot oatmeal) จำนวน 4-5 ช้อนโต๊ะ หรือทานข้าวโอ๊ตกับอาหารหลากหลายภายใต้ทฤษฎีโพเพทัส 1 จาน
 
อาหารมื้อที่ 2 ของวัน คือ ชั่วโมงที่ 12 นับจากตื่นนอน
คือ ทานข้าวโอ๊ต กับ กับข้าวหลากหลายในทฤษฎีโพเพทัส 2 - 5 จาน มื้อนี้จะใหญ่กว่ามื้อที่ 1 หน่อย แต่ยังไงก็ทานแค่พออิ่มนะครับ

ผู้ที่รักษาตนเอง ตามทฤษฎีโพเพทัส จะต้องมีข้อควรปฏิบัติในการเลือกทานอาหารในวันที่ไม่ได้ดื่มด้วยครับ ซึ่งผมกำลังจะอธิบายต่อไป หรือกรณีของผู้ที่ไม่สามารถปั่นน้ำโพเพทัสจู๊สทานได้ ก็ต้องยึดหลักการทานอาหารวันละ 2 มื้อนี้เช่นกัน เราทาน 2 มื้อเพียงเพื่อให้ระบบในร่างกายได้ทำงานเท่านั้น แต่จะได้พลังงานสู่ระดับเซลล์หลักๆ จากอากาศในกระบวนการนั่งกระตุ้นคลื่นเซลล์ครับ
 
            สิ่งที่ห้ามทานโดยเด็ดขาดในทฤษฎีโพเพทัส ได้แก่ แป้งเชิงเดี่ยวทุกชนิด ได้แก่ ข้าวทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นข้าวขาว ข้าวเจ้า ข้าวเหนียวข้าวหอมมะลิ  ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ข้าวไม่ขัดสี ข้าวแดง ข้าวโพด หรืออาหารทุกชนิดที่ทำมาจากข้าว ถั่วเขียว ข้าวโพด ผงบุกลูกเดือย โปรตีนเกษตร ก็ห้ามทานด้วยครับ ยกตัวอย่างเช่น ห้ามทานพาสต้า สปาเก็ตตี้ วุ้นเส้น ก๋วยเตี๋ยว  บะหมี่ เส้นผงบุก เยลลี่ผงบุกหมี่กลึง ข้าวเกรียบฟักทอง ข้าวเกรียบงาดำ (งาดำนำมาในปรุงอาหารได้เล็กน้อย
เท่านั้น) ข้าวที่ทานได้ คือ ข้าวโอ๊ต เท่านั้น และให้งดการดื่มนม ชา กาแฟ น้ำอัดลม แอลกอฮอล์ น้ำนมข้าวโพด น้ำนมข้าวยาคู ซุปไก่สกัด รังนก ช็อคโกแล็ค ขนมหวานทุกชนิด ไอศครีม และผลไม้ทีมีรสหวานทุกชนิด รวมถึงฝรั่ง ชมพู่ แคนตาลูป กล้วยทุกชนิด น้อยหน่า สาลี่ ลูกพลับ เป็นต้น แม้รสอาจไม่หวานมากก็ห้ามทานเด็ดขาด  ยกเว้นน้ำเต้าหู้ น้ำนมถั่วเหลืองอนุโลมให้ดื่มได้เพียงอาทิตย์ละ 2-3 แก้ว พวกสุดท้ายที่ห้ามคือบรรดาสมุนไพรทุกชนิดยาจีน ยาต้ม ยาหม้อ ยาลูกกลอน ยาปฏิชีวนะ ยาฉีด ยาทา ยาหยอด เอาเป็นว่าที่เรียกว่า ยาสมุนไพร รวมทั้งอาหารเสริมต่างๆ เช่นวิตามิน แม้ผมเคยให้ความรู้เรื่องวิตามินในการรักษาโรค แต่นั่นคือประเภทหนึ่งของยาและเราต้องทานมันไปตลอดไป ยิ่งสิ้นเปลืองเพิ่มไปอีก ดังนั้นผมไม่แนะนำให้ทานวิตามินเสริมใดๆ ครับ
 
ที่นี้เรามาพูดถึงอาหารหลากหลายในทฤษฎีโพเพทัสกันบ้างนะครับ ทานอะไรกันได้บ้างในวันที่ไม่ได้ดื่ม หรือ ในทุกวันหากคุณผู้อ่านไม่ได้ดื่มโพเพทัสจู๊ส อาหารที่ว่าต้องทำมาจากผักผลไม้ที่อยู่ในสูตรโพเพทัสและพืชผักบางชนิดเท่านั้น ขอแนะนำดังนี้นะครับ ทานข้าวโอ๊ตกับอาหารที่ทำจากเนื้อปลาทะเลน้ำลึก เท่านั้น เช่น ปลาทู, ปลาแซลมอน, ปลาซาบะ, ปลาอินทรี, ปลาเก๋า, ปลาทูน่า,ปลาตาเดียว, ปลากระพง, ปลาข้าวสาร, ปลาฮามาจิ เป็นต้น เอาเป็นว่าให้เป็นปลาทะเลครับ (ห้ามปลาน้ำจืด) หรือเลือกทานเนื้อไก่ก็ได้ครับ เอาตรงบริเวณสันในไก่ เนื้อปลากับเนื้อไก่จะนำมา ผัด แกง ต้มทอด ยำ ต้มยำ ต้มจืด ตุ๋น นึ่ง ปิ้ง ย่าง ลาบ น้ำตก สเต็ก ฉู่ฉี่ หรือทำสลัดก็ได้ทั้งนั้น อนุโลมให้ทานกุ้งได้ไม่เกิน อาทิตย์ละ 4 ตัว ปูทานได้นานๆ ครั้งแต่ต้องหายจากโรคก่อนครับ สำหรับเนื้อหมู, เนื้อวัว, ปลาหมึก และหอยต่างๆ ก็ห้ามทานครับปรุงอาหารให้หลากหลายโดยใช้ผักต่างๆ ที่อยู่ในสูตรโพเพทัสมาปรุงอาหารสับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ จะได้ไม่จำเจแต่ยังอยู่ในทฤษฎี
 
            ผักที่อนุโลมให้ทานได้นอกเหนือผักที่อยู่ในสูตรมีดังนี้ผักสลัดทุกชนิด ผักกาดขาว ผักกาดแก้ว ผักปวยเล้ง ผักตำลึง ผักชีลาว ผักชีฝรั่ง (ยกเว้นผักชีไทย) ถั่วแขก ถั่วพู  ดอกกระหล่ำ กระหล่ำปลี มะละกอดิบ ใบกระเพรา ใบโหระพา เห็ดฟาง เห็ดเข็มทอง เห็ดออริจิ้น (เห็ดหอม และสาหร่ายทานได้เล็กน้อยนานๆ ครั้ง) ส่วนเต้าหู้ไข่และไข่ไก่ทานได้สูงสุดอาทิตย์ละ 2-3 ฟอง นอกจากที่กล่าวมานี้ไม่ควรทานและผักที่ห้ามเด็ดขาดคือ ผักบุ้ง ผักกระเฉด ผักคะน้า ถั่วฝักยาว ฟัก แตงกวา ผักยอดมะระ ผักหวาน และผักชะอม นอกนั้นอาจสอบถามผมเป็นกรณีไปครับ
 
สำหรับเครื่องเทศหรือเครื่องปรุงรสบางชนิดอนุโลมให้ใช้ในการประกอบอาหารได้ครับเช่น ซอสมะเขือเทศ ซอสพริก ซอสถั่วเหลือง ซีอิ้วขาว(ห้ามซีอิ้วดำ) เต้าเจี้ยว ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด พริกไทย พริกขี้หนู มะนาว น้ำมันหอย น้ำพริกเผา น้ำตาลนำมาปรุงอาหารได้ ควรเลี่ยงของเค็มหน่อยก็ดีครับ ห้ามใช้เกลือจะดีกว่า ตัวอย่างอาหารหลากหลายในทฤษฎีโพเพทัสสามารถปรับเปลี่ยนตามความชอบและสถานการณ์ แต่พยายามให้อยู่ในแนวทางให้มากที่สุดครับยิ่งช่วงที่รักษา ควรทานแต่น้อยจงอย่าสร้างเงื่อนไขใดๆ มุ่งมั่นพร้อมนั่งกระตุ้นฯ จะพบความสำเร็จกันถ้วนหน้าครับ

อาหารหรือกับข้าวขอแนะนำเช่น ผัดกระเพราไก่หรือกุ้ง, สุกี้, ต้มยำปลา, ต้มยำไก่, แกงเขียวหวานไก่หรือกุ้ง, ผัดเปรี้ยวหวาน, แกงส้ม, แกงเลียง,  สลัดผักกับปลา ไก่ หรือกุ้ง, สเต็กปลา, สเต็กไก่, ไก่ย่าง, ลาบไก่,ส้มตำ (ห้ามใส่ปูดองหรือปลาร้า) ไข่ดาว ไข่เจียว ไข่ตุ๋น ทานได้อาทิตย์ละ 2-3 ฟอง, ผัดผักรวม, ผัดบร็อคโคลี่กุ้ง, ต้มจืดเต้าหู้ไข่, ต้มจืดผักกาดขาว, ยำปลาทู, ไก่สะเต๊ะ, ฉู่ฉี่ปลา, น้ำพริกปลาทู, น้ำพริกลงเรือ, ผัดไทไร้เส้นใส่ดอกกระหล่ำแทน, มัสมั่นไก่, แกงกระหรี่ไก่, ปลาทอด(ปลาทะเล) เป็นต้น น้ำมันที่ใช้ในการทอด ใช้อะไรก็ได้ครับ เพราะนานๆ ให้ทานสักหน ส่วนเครื่องแกงที่เขานำมาทำแกงต่างๆ ก็อนุโลมให้ทานได้ตามที่กล่าวมา พยายามอย่านอกเหนือที่แนะนำเพื่อผลดีต่อตัวเอง
 
            และที่ผมแนะนำให้ทานข้าวโอ๊ต เหตุผลก็เพราะสูตรโพเพทัสเป็นสูตรสากลใช้ได้ทั่วโลก ผักผลไม้ ในสูตรส่วนใหญ่มีทุกประเทศรวมทั้งไทยมีจำหน่ายมานานแล้ว และที่สำคัญผมเน้นการรักษาโรค เพราะว่าข้าวโอ๊ตมีแร่ธาตุต่างๆ ที่สำคัญมากมายหลายชนิด ไม่เพียงแต่ให้พลังงานแต่ยังมีปริมาณน้ำตาลต่ำ กากใยไฟเบอร์สูง ข้าวโอ๊ตยังราคาถูกหาซื้อได้สะดวก มีขายทุกประเทศ และที่สำคัญข้าวโอ๊ตทำให้อยู่ท้องได้นาน 4-6 ชั่วโมงเลยทีเดียวเพราะอยู่ในรูปแบบของคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ฉะนั้นจะทำให้อยู่ท้องและระบบการย่อยในลำไส้ทำงานได้อย่างสมบูรณ์ การทานข้าวโอ๊ตที่ถูกต้องควรทานกับน้ำร้อนเท่านั้น ห้ามทานกับนม ห้ามใส่น้ำตาล เกลือ หรือน้ำผึ้งแต่เพื่อเพิ่มรสชาติให้กับข้าวโอ๊ต อนุโลมให้ใช้น้ำซุปไก่ร้อนๆ ชงก็ได้ เพื่อเพิ่มรสชาติให้กับบางท่านที่ยังไม่คุ้นเคยกับการทานข้าวโอ๊ต กรณีที่ท่านสามารถหาซื้อโอ๊ตบาร์แบบแท่งก็จะสะดวกในการพกพา ให้ทาน 1 แท่งเท่ากับข้าวโอ๊ต 1 มื้อครับ แต่ทางที่ดี ผมว่าข้าวโอ๊ตชงกับน้ำร้อนนั้น ราคาถูกและดีที่สุดครับ
 
ท่านใดต้องการลดน้ำหนัก ใช้สูตรโพเพทัสจู๊สนี้ก็สามารถลดน้ำหนักได้โดยไม่มีผลข้างเคียงใดๆ ได้สารอาหารสูงพลังงานสูงและลดได้อย่างถาวรไม่กลับมาอ้วนอีก ให้ทำอย่างเคร่งครัด 6 เดือนต่อเนื่อง ส่วนใหญ่ภายในหนึ่งเดือนแรกตามมาตรฐานน้ำหนักจะลดลงได้ 5-10 กก. ต่อเดือนจากนั้นมันก็จะลดลงไปเรื่อยๆ จนถึง
ขีดสุดของร่างกายที่จะรับได้ช่วงเวลานั้นหุ่นคุณก็จะกลับมาฟิตและเฟิร์มเหมือนเดิมอีกครั้งครับ ผู้ป่วยบางรายลดได้สูงถึง 25 กก.ภายใน 3 เดือนผิวพรรณจะขาวสดใสน้ำหนักลงมากเท่าใดก็จะไม่เหี่ยวไม่ย่นหรือเพลียช่วยให้ผู้ที่มีไขมันสะสมกลับมามีหุ่นกระชับสัดส่วนลดลงทั้งตัวไม่ใช่ลดลงเฉพาะที่และที่สำคัญไม่ขาดสารอาหารแน่นอนครับ

ระยะเวลาในการรักษา

 ผู้ป่วยโรคต่างๆ อาการของโรคที่เป็นอยู่ก็จะดีขึ้นๆ 20-70% ทีละโรค เพราะบางคนเป็นหลายโรคในคนๆ เดียว ดังนั้นควรทำควบคู่กันไปทั้งการดื่มน้ำโพเพทัสจู๊สและการนั่งกระตุ้นคลื่นเซลล์จะหายเร็ว อย่าลืมว่าน้ำโพเพทัสจู๊สสามารถนำมันมาใช้ทารักษาโรคได้ด้วยเช่นกัน เช่นอาการปวดหัว ตัวร้อน เป็นไข้ เอาน้ำมาทาที่หัว ทาทิ้งไว้ครึ่งชั่วโมงแล้วล้างออก หรือไม่ล้างออกก็ได้ หรือ แมลงสัตว์กัดต่อย ฟกช้ำดำเขียว แผลถลอก ติดเชื้อ ผื่นแดงหรือคัน เอาโพเพทัสจู๊สทาไว้บริเวณนั้นๆ พอกทิ้งไว้จนแห้ง ทาบ่อยๆ ควบคู่กับการดื่มด้วยครับ
 
            ปกติเราจะเห็นผลการเปลี่ยนแปลงอาการของโรคที่ดีขึ้น ตั้งแต่ทำโพเพทัสจู๊ส ครั้งที่ 4 ขึ้นไป บางโรคเพียงวันแรกก็เห็นผลแล้วครับ แต่บางอาการหรือบางโรคเรื้อรัง อาจต้องใช้เวลาแล้วแต่บุคคลว่า การทำโพเพทัสจู๊สและการนั่งกระตุ้นคลื่นเซลล์อย่างเคร่งครัดเพียงใดครับ ในช่วงแรกของการรักษาอาการของโรคจะปรากฎให้เห็นบ้าง แล้วแต่โรคของแต่ละคน เช่นปวดหัวก็เพราะเดิมเป็นโรคปวดหัวไมเกรนมาหลายสิบปี บางคนมีลมขึ้น ท้องอืด เพราะเดิมเป็นโรคเกี่ยวกับลำไส้ บางคนอาจปวดบริเวณที่เคยเป็นโรคต่างๆ แต่ส่วนใหญ่ไม่มีอาการใดๆ เกิดขึ้นเลย เพราะนั่งกระตุ้นครบ 5 รอบมันช่วยได้อย่างมหัศจรรย์ อย่างเช่นคนที่เป็นโรคไขมันสูง ความดันสูงหรือเป็นโรคเบาหวาน พอเริ่มทำโพเพทัสจู๊ส (Popatas Juice) และหยุดยาที่เคยกินมาตลอดชีวิตก็ไม่มีอาการของโรคนั้นแม้หยุดยาแต่ต้องฝึกการนั่งกระตุ้นด้วยจะยิ่งเห็นผลชัดเจนรวดเร็ว และทุกวันที่ดื่มหรือไม่ดื่มตื่นมาก็ต้องนั่งกระตุ้นฯ รอบที่ 1 ทันที (นั่งบนเตียง เหยียดปลายเท้า หลังพิงหัวเตียงได้เลย) นั่งให้ครบวันละ 5 รอบห่างทุกๆ 3 ชั่วโมง หากไม่มีเวลาสามารถนั่งเมื่อไหร่ก็ได้ไม่ต้องรอระยะห่าง 3 ชั่วโมงนะครับ
 
            การที่เราดื่มโพเพทัสจู๊สนั้น พืชผักผลไม้เหล่านั้น คุณเป็นผู้หาซื้อคัดสรร ไปจนถึงล้างทำความสะอาดและลงมือปั่นเอง ดังนั้นคุณจะรู้อยู่ว่าตัวเองกำลังกิน อะไรที่เข้าไปมีแต่ของดีมีประโยชน์ทั้งนั้น ผมไม่ได้ผูกขาดหรือจัดทำจัดจำหน่ายแต่อย่างใด ทุกบ้านทำกันได้เองและที่สำคัญควรทำความเข้าใจใหม่ให้ตรงกันกันก่อนการเริ่มลงมือปฏิบัติตามทฤษฎีผม กล่าวคือ ทฤษฎีนี้ไม่ได้พูดถึงคุณค่าของสารอาหารหรือคุณสมบัติของพืชผักแต่ละชนิดว่า มันมีสารอะไรรักษาโรคอะไร แต่การรักษาทฤษฎีนี้มันเป็นการรักษาเชิงลึกลงไปในระดับเซลล์ ได้จากการปั่นฯ รวมกันเท่านั้นและจะได้มาซึ่งพลังงานและคลื่นพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าให้ระดับเซลล์ ดังนั้นอย่าไปมองเรื่องสรรพคุณ หรือ ประโยชน์ของผักแต่ละชนิด มันไม่ใช่เพียงแค่นั้น!!
          
            ในเมื่อโพเพทัสจู๊ส มีประโยชน์อย่างไร ก็รู้กันแล้ว แต่มันก็จะไม่มีประโยชน์สูงสุดต่อคุณผู้อ่าน หากคุณยังคงติดอยู่กับความเชื่อเดิมๆ ในการรักษาโรคหรือติดกับการสร้างเงื่อนไขให้กับชีวิต ฉะนั้นลงมือและตั้งใจทำให้ถูกต้องจะเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน เอาเป็นว่า..ทุกอย่างมันจะสำเร็จได้แค่ไหน! มันอยู่ที่ตัวผู้ป่วย ไม่ใช่ที่ตัวผมครับ เพราะผม..ไม่มีตัวตน! เมื่อคุณผู้อ่านได้วิธีการไปแล้วคุณก็สามารถเป็นหมอรักษาตัวเองได้แล้วครับ สุดท้ายนี้ผมอยากจะบอกว่า คนที่ได้เข้าสู่ทฤษฎีโพเพทัสและหายจากโรคต่างๆ นั่นคือ บทพิสูจน์ของการรักษาแบบยั่งยืนด้วย “ทฤษฎีโพเพทัส” ครับ
 
 โชคดีครับ
 หมอแกน โพเพทัส
ฉบับปรับปรุง 19 มกราคม 2554

หมายเหตุ พื้นที่ภาคเหนือจะมีสัดุให้ซื้อครบ กรุณาขอคำแนะนำจาก

นายธนาเศรษฐ์ (เฮียนวย)   เอื้อสิริธนกุลxml:namespace prefix = o />xml:namespace prefix = o />xml:namespace prefix = o />

ศูนย์โพเพทัสแห่งแรกของโลก

จ.เชียงใหม่  ประเทศไทย

โทร. 08-5036-6655

 

เชิญทุกท่าน ร่วมสร้างบุญกุศลด้วยกัน ....ส่งต่อข่าวสารแก่เพื่อนๆ มีโอกาสชมจิ๊กซอร์ต่างๆ สำหรับนักค้นหาสาระชีวิตต่อภาพส่วนตัว ทั้ง ด้านโลกียะและโลกุตระ ที่ ainews1.com จัดไว้บริการให้แก่เพื่อนทุกเพศวัยทุกคน ฟรี  ที่ลิงค์ /article385.html   Bookmark and Share