แนวทางการเจริญสมาธิเพื่อมุ่งสู่มรรคผล นิพพาน

การภาวนาเพื่อไปสู่ความหลุดพ้น

http://www.ainews1.com/article532.html

แนวทางการเจริญสมาธิเพื่อมุ่งสู่มรรคผล นิพพาน  การภาวนาเพื่อไปสู่ความหลุดพ้น
            แต่ไหนแต่ไรมา คนเราเกิดมาแล้วมีแต่ความวุ่นวายสารพัดอย่างปรุงแต่งต่างๆ นานานับไม่ถ้วน  เหลือที่จะคณาได้  เมื่อเรามาทำความสงบแม้เพียงประเดี๋ยวเดียว ก็รู้สึกว่าเย็นใจสบายใจ   เราก็ควรรักษาความสบายอันนั้นไว้ให้ตลอดไป  จึงจะเป็นไปเพื่อความสุข ซึ่งเป็นความปรารถนาของคนทั่วไป  เมื่อได้ความสุขนั้นมาแล้ว ก็จงรักษาความสุขนั้นไว้ ของหาได้ง่ายแต่รักษาได้ยาก

ครั้นทำได้แล้วที่จะรักษาไว้ให้ได้นานนั้นยากที่สุด เพราะอะไร เพราะกิริยาอาการทุกอย่างของเรา มันกระทบกระเทือนอยู่ตลอดเวลาเป็นต้นว่า ยืน เดิน นั่ง นอน การพูด การคุย การกิน สารพัด ทุกอย่างเป็นเรื่องกระทบอายตนะทุกสิ่งทุกประการ จิตมันก็ส่งไปตามอายตนะจึงว่ารักษาได้ยาก ถ้าหากผู้ทำได้ ชำนิชำนาญคล่องแคล่วเสียแล้ว ท่านรู้เท่า รู้เรื่อง ท่านตามรู้ ตามเห็นทุกสิ่งทุกประการ (คุณ Zeta พูดถึงโลกกำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่ 4th density ศึกษาดูแล้วคนบนโลกปัจจุบันส่วนใหญ่ อยู่ในระดับ 3rd density ซึ่งต่างกันที่ความถี่ ของจิต)

มันจะมาแบบไหนก็ตาม รู้เรื่องของมัน จิตส่งไปก็เป็นธรรมะ จะคิดนึกถึงก็เป็นธรรมะ มันปรุงมันแต่งก็เป็นธรรมะ ถ้ารู้เท่ารู้เรื่องมันเป็นธรรมดาเป็นของมันอย่างนั้น เป็นธรรมะทั้งหมด ผู้ปฏิบัติจะเห็นความดีความชั่วของตนตรงนี้แหละ มันเป็นธรรม หรือมันเป็นโลก ก็เห็นกันที่ตรงนี้ ที่จิตนี่

การปฎิบัติ

            เบื้องต้นกำพระทำใจให้สบายๆสวดจักรพรรดิไปเรื่อยๆ  เป็นการน้อมพุทธคุณธรรมคุณ สังฆคุณเข้าสู่จิต เพื่อยกระดับจิตใจให้ละเอียดขึ้น และง่ายสำหรับการนำมาพิจารณาโดยการทำใจให้สงบในขั้นนี้เรียกว่าสมถะ สมาธิ คือทำใจให้ถึงความสงบ ขอบารมีหลวงปู่ เป็นที่สุด ให้ท่านช่วยคุมการปฎิบัติของเรา

ขึ้นการพิจารณา

        เมื่อผ่านไปเรื่อยๆและรับรู้ว่าใจเราสงบสบายแล้ว สมควรแล้วที่จะนำมาพิจารณา ข้อธรรม จึงยกเอาข้อธรรมข้อใดข้อหนึ่ง ขึ้นมาพิจารณานี้เรียกว่าวิปัสสนา

ทำสมถะให้ใจสว่างแล้วใช้วิปัสสนา เพื่อขจัดกิเลส  พิจารณาข้อธรรมให้ปลงข้อใดข้อหนึ่ง  เพื่อไปสู่ความหลุดพ้น

ธรรมที่แต่ละบุคคลจะน้อมขึ้นมาพิจารณา อาจจะไม่เหมือนกัน แล้วแต่จริตของแต่ละคน

           ให้มีจิตตั้งมั่นในพระนิพพานเป็นจุดหมายปลายทางของชีวิต  ผู้ปฏิบัติที่มีความสามารถฉลาด ย่อมจะต้องศึกษาจิตใจ และอารมณ์ของตนให้เข้า ใจ  และรู้จักวิธีกำหนดปล่อยวางหรือควบคุมจิตใจ และอารมณ์ให้ได้ เปรียบเสมือนเวลาที่เราขับรถยนต์ จะต้องศึกษาให้เข้าถึงวิธีการขับขี่ที่ปลอดภัย บางครั้งควรเร่ง บางคราวควรผ่อน บางทีก็ต้องหยุดเร่งในเวลาที่ควรเร่ง ผ่อนในเวลาที่ควรผ่อน หยุดในเวลาที่ควรหยุด ก็จะสามารถถึงที่หมายได้อย่างปลอดภัย  ข้อสำคัญที่สุดของการปฏิบัติคือ ต้องไม่ประมาท ต้องปฏิบัติให้เต็มที่ตั้งแต่วันนี้ ใครจะรู้ว่าความตายจะมาถึงเราเมื่อไร  ถ้าเราปฏิบัติไม่เป็นเสียแต่วันนี้   เวลาใกล้จะตายมันก็ไม่เป็นเหมือนกัน เหมือนคนที่เพิ่งคิดหัดว่ายน้ำ เวลาใกล้จะจมน้ำตายนั่นแหละ ก็จมตายไปเปล่า ๆ ถ้าใน 1 วันนี้ไม่ปฏิบัติภาวนาวันนั้นขาดทุนเสียหายมากมายนัก

            จงมองดูทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ ไม่ว่าคนสัตว์สิ่งของ เงิน ทอง ลาภ ยศ นินทา สรรเสริญ เป็นของโกหกของสมมุติ ภาพมายาทั้งนั้น ทุกอย่างไม่ใช่ของจริงเป็นของหลอกลวง  ที่คนไม่ฉลาดต่างพากันหลงใหลกับสิ่งของสมมุติ ของโกหก ไม่ว่าอารมณ์ดี อารมณ์ร้าย ก็ไม่ใช่ของเราจริง ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ทุกข์ทั้งหลายเกิดจากเหตุ (คือ ความไม่รู้ ความอยากได้) ถ้าต้องการดับทุกข์ ต้องดับเหตุก่อน คือ ให้รู้ว่าทั้ง 3 โลก เป็นอนิจจัง เปลี่ยนแปลงเป็นโทษเป็นทุกข์เป็นปัญหา และสูญสลายตายกันในที่สุด ถ้าเรามีญาณก็จะรู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดในชีวิตเรา ไม่มีการบังเอิญเลย

(ต้องเข้าไปถึงวงรอบของปฏิจจสมุปบาท ได้รู้ทั้งเหตุและผลจะตามมาจากเหตุนั้นในอนาคต รู้ได้ครบวงจร จิตจึงจะวางได้ หรืออีกนัยหนึ่งคือการเดินมรรคให้เกิดความสมบูรณ์นั่นเอง...ที่พระอาจารย์รัตน์ท่านย้ำว่าให้อยู่ในอารมณ์ของมรรค หรือ ทาง ที่เราได้ค้นพบ ได้มาถึง หรือเมื่อจิตได้แยกออกจากกายสังขารแล้ว จิตก็จะมาถึง สภาวะจิตเดิม นำเอาอารมณ์นั้น มาเดินมรรคต่อไปทีละหลายๆวัน หลายๆเดือนติดต่อกัน เหมือนคนขับรถไม่ปล่อยให้เครื่องยนตร์ดับ แล้วต้องมาสตาร์ทเครื่องใหม่ รักษาเครื่องยนตร์ให้มันเดินเครื่องอยู่ตลอดเวลา แม้ว่าบางครั้งต้องทิ้งไว้ให้มันเดินเบา ระหว่างที่ต้องละไปทำงานทางโลกบ้างก็ตาม เสร็จงานทางโลกต้องรีบมาขึ้นขับต่อไป อย่าจอดติดเครื่องยนตร์เอาไว้เฉยๆไม่ก้าวหน้า)

            ผู้ปฏิบัติธรรมย่อมพิจารณาร่างกายคนสัตว์ในโลกว่าน่าเกลียดน่ากลัว เป็นทุกข์เป็นโทษเป็นภาระต้องดูแลอย่างหนัก เน่าเหม็นแตกสลายตายไปกันหมด ผู้ที่มีศรัทธาแท้  คือผู้ที่เชื่อและยอมรับ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์  เป็นที่พึ่งแทนที่จะเอาความโลภ ความโกรธ ความหลงมาเป็นที่พึ่ง ผู้ปฏิบัติตามพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอน คือ ให้ขยันภาวนา แล้วความโลภ ความโกรธ ความหลงจะน้อยลงและหมดไป

(ผู้ได้ภาวนาหรือหมั่นดำรงค์สภาวะจิตให้อยู่กลางๆ ไม่บวกไม่ลบ อยู่เป็นประจำ ในสภาวะนั้นจิตก็จะสะสมคลื่นพลังงานความถี่สูงเพิ่มขึ้นไปด้วยตลอดเวลา เสมือนหนึ่งชาร์ตไฟเข้าไว้เต็มหม้อแบตฯตลอดเวลา จะใช้ฉายไฟส่องความมืดมิดเมื่อใด ไฟฉายนั้นก็จะส่องสว่างเห็นสรรพสิ่งที่ขวางกั้นทางเดินของเราได้ชัดเจน เราย่อมหลีกหลบ เดินทางสะดวกต่อไป ไม่สดุดล้มลง และอีกประการหนึ่งมีจิตที่มีคลื่นความถึเฉพาะตัวสูงขึ้นๆ ไอคิวเพิ่มมากขึ้น อย่าว่าแต่เลื่อนขึ้นไปสู่ 4 th density เลย สามารถใช้ประหารกิเลสต่างๆไปเรื่อยๆตลอดทาง จนจบบริบูรณ์

อาจใช้แสงทิพย์ของ พระบรมธรรมบิดา เป็นตัวช่วย หรือใช้อุปกรณ์พิเศษของ สมเด็จพระพุทธกัสสป เป็นเครื่องช่วย หรือจะใช้อารมณ์นิมิตที่เราได้เข้าไปนั่งอยู่ในองค์แก้วของ พระมหาจักรพรรดิที่กำลังหมุนอยู่เต็มองค์พระมหาธาตุเจดีย์แสงแก้วก็ได้ มีแสงทิพย์อริยธรรมของสมเด็จพระบรมธรรมบิดา สถิตย์อยู่บนยอดพระธาตุเจดีย์ คอยดูแลส่งเสริมการภาวนาของลูกๆทุกคนอีกต่อหนึ่ง ส่วนกายใจจะทำหน้าที่ของโลกก็ทำไป ส่วนกายในหรือจิตก็ให้ทำหน้าที่ปรับรับคลื่นความถี่สูงเข้ามาและแผ่เมตตาช่วยสรรพสัตว์ทั้ง 3 โลกไปตลอดเวลาไม่มีวันหลับ เหล่านี้เป็นทางลัดของยุคอภิญญาใหญ่ ได้รับข้อมูลนำไปพิจารณาได้เหตุได้ผลแล้ว ลงมือทำได้เลย แล้วตนเองก็จะค่อยๆรับรู้เพิ่มเติมได้ด้วยตนของตนนั่นเอง)

            ผู้ปฏิบัติต้องหมั่นตามดูจิต รักษาจิต ผู้ฝึกจิตถ้าทำจิตให้มีอารมณ์หลายอย่างจะสงบไม่ได้   ถ้าทำจิตให้ดิ่งแน่วแน่อยู่ในอารมณ์อันเดียว โดยเห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างแตกสลายตายหมดสิ้นแล้ว จิตก็มีกำลังเปล่งรัศมีแห่งความสว่างออกมาเต็มที่ มองสภาพของจิตตามเป็นจริง ได้ว่าอะไรเป็นจิต อะไรเป็นกิเลส อะไรควรรักษา อะไรควรละทิ้งออกจากจิต ไม่ควรใส่ใจสนใจเรื่องของผู้อื่น ควรตั้งใจตรวจสำรวจดูจิตของเราเองว่ายังมีความโลภ ความโกรธ ความหลง คิดว่าร่างกายนี้ยังเป็นของจิตหรือไม่ ตามความเป็นจริงแล้ว จิตกับกายไม่ใช่อันเดียวกัน เพียงแต่มาอาศัยกันชั่วคราวเท่านั้น  เช่น

  • พิจารณาความไม่เที่ยงของร่างกาย ระลึกถึงความตายว่าหนีไม่พ้น พิจารณาความเน่าเสียของร่างกาย เพื่อปลงและไม่ยึดถือยึดมั่นในร่างกาย เพื่อไม่ยึดถือว่ามีเขามีเรา และมีความต้องการความหลุดพ้นเพียงอย่างเดียว ที่อื่นๆ   นอกจากพระนิพพานเราไม่ต้องการเพราะยังต้องเวียนว่ายตายเกิดและกลับมาทุกข์ อีกอยู่
  • พิจารณา ถึงข้อเสียของกิเลส และค้นจิตตัวเองดูว่ายังมีกิเลสตัวไหนอยู่ แล้วใช้ความสงบของจิตเข้าข่มทำลาย
  • อัตภาพร่างกายนี้มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา เราจะไม่มีการติดอกติดใจอยู่ในร่างกายของเรา และร่างกายของบุคคลอื่น เราถือเสมือนว่าร่างกายเป็นสภาวะอันหนึ่ง ๆ หรือ บ้านเช่าที่เราใช้อาศัยอยู่ชั่วคราวเท่านั้น
  • วิจิกิจฉา เราไม่สงสัยในคำสั่งและคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ใช้ปัญญาพิจารณาพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระชินวรอยู่เสมอ
  • สีลัพพตปรามาส เราจะรักษาศีลให้ครบถ้วนไม่ลูบคลำศีล
  • กามฉันทะ เป็นฉันทะ เป็นภัยสำหรับเรา เราพยายามหาทางทำลายกามฉันทะให้พินาศไปจากจิต
  • เราจะตัดปฏิฆะ คือ ความกระทบกระทั่งกับอารมณ์ของจิต ด้วยอำนาจความโกรธ ความพยาบาทให้สิ้นไป

            สุดท้ายเมื่อท่านทำถึงที่สุดแห่งธรรมได้ ปลงและสำเร็จข้อธรรมในการทำกิเลสให้สิ้นไป  เมื่อนั้นคือหมดแห่งความมีชาติภพ (คลื่นความถี่สูงที่จิตสะสมเอาไว้ตลอดเวลา จะเป็นตัวช่วยทำลายกิเลสต่างๆให้ร่อยหรอหมดสิ้นไป)

(วิธีการนี้ เฝ้าดูจิตระหว่างที่จิตเริ่มมีสมาธิ พอมีพลังนำมาทำวิปัสสนาได้บ้างไม่นานนักจิตก็จะเริ่มหมดพลัง หรือเทียบได้ว่าไฟยังไม่เต็มหม้อแบตเตอรี่นั่นเอง ยังไม่ถึงจังหวะที่รักษาอารมณ์เป็นกลางระหว่างบวกและลบ ให้จิตสะสมพลังงานมากพอ จิตจะแยกออกจากกายโดยเด็ดขาด สภาพกายสังขารแตกดับอันตรธานไปจากจิตโดยสิ้นเชิง จิตสิ้นสงสัยทันที ว่าในสภาวะจิตเดิม ไม่จำเป็นต้องพึ่งพากายสังขารแต่อย่างใด มีอิสระทุกๆอย่าง ไม่มีภาระร้อยแปดเหมือนในเวลามีกายสังขาร เมื่อจิตออกมาได้แล้ว ยังต้องเดินมรรค อยู่ในอารมณ์นั้นต่อไปหลายๆวัน หลายๆเดือน จะเร็วช้าของแต่ละคน ไม่ต้องไปกำหนด ตั้งหน้าเดินต่อไป ในภาวะที่ว่างจากขยะทั้งหลาย เพียรเดินต่อไปให้สุดทาง ปัจจุบันถึงยุคของอภิญญาใหญ่ มีทางลัดให้เดินและแยกจิตออกจากกายโดยแบพลัน ไม่ต้องเนิ่นช้าอีกต่อไป แวะศึกษาทที่ลิงค์นี้ )

            ก่อนภาวนาทุกครั้งขอให้ระลึกถึงพระนิพพานเป็นที่สุดในชาติปัจจุบัน  อย่างเลวขอให้ไปสำเร็จยุคพระศรีฯ โดยตายจากการเป็นคน   ไปเป็นเทวดาแล้วรอพระศรีฯมาโปรด   ไปฟังท่านเทศน์แล้วบรรลุเข้านิพพาน

วิธีการข้างต้นนี้ เป็นรูปแบบที่หลวงปู่มั่นท่านมีความชำนาญ และได้ปฏิบัติจนบรรลุมรรคผลนิพพานในที่สุด  แต่เมื่อมีลูกหลานชาวแสงทิพย์ แม่ชีน้อยได้พบพานกับหลวงปู่มั่น เมื่อไม่นานมานี้ หลวงปู่ได้ปรารภกับ คนรุ่นใหม่ ที่ใช้อภิญญาใหญ่ ไปนิพพาน หลวงปู่ทราบแล้ว รำพึงว่ามันช่างไปง่ายและสะดวกรวดเร็ว ต่างกับสมัยที่หลวงปู่ใช้ความเพียร เทียบกันไม่ได้เลย นี่เป็นวิธีการของอภิญญาใหญ่ หรือแสงทิพย์นิพพาน แต่อย่างไรก็ตามผู้ที่แยกจิตออกจากกายได้แล้ว ก็ยังมีภารกิจ ทำความเพียร หรือต้องเดินมรรค ให้สมบูรณ์ต่อไป ปฏิจจสมุปบาทจึงจะครบวงรอบ สิ้นสงสัยในเหตุและผลของสิ่งที่อุบัติ ว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นไม่มีคำว่าบังเอิญ...จิตได้เห็นมากเข้า เบื่อ จึงละวางเสีย เป็นจบหลักสูตรของพระพุทธศาสนา

ทีนี้หากยังไม่ตาย ก็จะอยู่ในอารมณ์เดิมนั้นตลอดเวลา หรือใช้แบบอย่างของพระพุทธองค์ที่ทรงอยู่กับลมหายใจเข้า-ออกตลอดเวลา คือคอยกำหนดดูความตายอยู่ตลอดเวลานั่นเอง ลมมันหยุดเดินเมื่อไร กายสังขารมันก็แตกดับ...เป็นภารกิจที่จิต ทำต่อเนื่องระหว่างที่ยังมีชีวิตหรือมีลมหายใจอยู่...ส่วนหมอแกนกล่าวว่า หากใส่โปรแกรมไปที่ไมโครชิพ สั่งการให้ดับพลังงานที่หัวใจ ก็ทำได้เช่นกัน สำหรับผู้ที่ไม่ต้องการใช้กายสังขารอีกต่อไป

ประเด็นนี้เหล่าสาวกภูมิแท้อาจจะใช้วิธีการนี้ เนื่องจากเห็นว่าอยู่ต่อไปก็ไม่ได้ใช้กายทำประโยชน์แก่สรรพสัตว์ ซึ่งต่างกับพวกพุทธภูมิเก่าที่ลาจากความตั้งใจเดิม พวกเหล่านี้จะตระหนักว่าเมื่อมันเกิดยาก ก็ดูแลมันเอาไว้ ใช้ทำประโยชน์ช่วยผู้อื่นอีกมากให้คุ้มค่า หรือพวกที่ได้น้อมถวายกายสังขารให้พระพุทธเจ้าใช้ประโยชน์ต่างๆ ที่ทรงเห็นสมควร ตัวท่านก็จะไม่มีสิทธิ์ใส่โปรแกรมสั่งให้หัวใจหมด หรือสูญพลังงานก่อนกำหนดได้ เนื่องจากว่าท่านได้สละกายสังขารถวายให้แก่พระพุทธองค์ไปแล้ว ตัวท่านจึงหมดสิทธิ์ จะไปใช้คำสั่งให้หัวใจสูญพลังงานไปที่ ไมโครชิพ

(The microchip will work with the specific property The function is to transfer the energy and frequency of electromagnetic waves and the storage of the new specific created programs within the microchip in order to set the work accurately with the same pattern of setting before.) มันเป็นสิทธิของพระพุทธองค์ ที่ตัวท่านได้ยกสิทธิ์นั้นถวายแก่พระองค์ท่านไปแล้วนั่นเอง

ส่วนอีกรูปแบบหนึ่ง ใช้มหาสติปัฏฐาน คล้ายวิธีแรกในเว็บเพจนี้ แต่เมื่อจิตมีสมาธิแล้วรักษาความเป็นกลางของจิตต่อไป เพื่อสะสมพลังงานคลื่นความถี่สูง จนจิตแยกออกจากกายโดยสิ้นเชิง จิตจะถึง สภาวะจิตเดิม หรือยึดหัวหาดพระนิพพานได้แล้ว แล้วหมั่นเพียรทำต่อยอดบ่อยๆทีละนานๆครั้งละหลายๆวันต่อเนื่อง หลังจากยึดหัวหาดได้แล้ว รักษาอารมณ์จิตในสภาวะที่จิตได้แยกออกมาจากกายนั้น ให้อยู่บนทาง ให้ปลอดขยะทั้งหลาย ไปตลอดทาง

การรักษาความเป็นกลางของจิต จูนให้จิตอยู่กลางระหว่างบวกกับลบ หรือ ดีกับชั่ว พลังงานคลื่นความถี่สูงที่จิตสะสมไว้ตลอดเวลา จะนำไปสู่การประหารกิเลส หรือคลื่นความถี่สูงของอนุศัยกิเลส ที่ทะยอยโผล่หน้าออกมา ก็จะถูกคลื่นพลังงานของจิตที่มีศักยภาพสูงกว่าทำลายไปนั่นเอง เจ้าอนุศัยกิเลส ก็จะร่อยหรอไปทีละตัวๆ ในคำแปลพระบาลีท่านจะใช้คำว่าประหารกิเลสนั่นเอง

ในการสะสมคลื่นความถี่สูงนั้น เราจะทำเองโดยลำพังก็ได้ หรือใช้อุปกรณ์ช่วยก็ได้ พระท่านไม่ว่า หากเราต้องการอุปกรณณ์ช่วยพระท่านก็มีให้เราเลือกได้หลายแบบเช่นเดียวกัน...

ส่วนอีกรูปแบบหนึ่ง ใช้มหาสติปัฏฐาน คล้ายวิธีแรกในเว็บเพจนี้ แต่เมื่อจิตมีสมาธิแล้วรักษาความเป็นกลางของจิตต่อไป เพื่อสะสมพลังงานคลื่นความถี่สูง จนจิตแยกออกจากกายโดยสิ้นเชิง จิตจะถึง สภาวะจิตเดิม หรือยึดหัวหาดพระนิพพานได้แล้ว แล้วหมั่นเพียรทำต่อยอดบ่อยๆทีละนานๆครั้งละหลายๆวันต่อเนื่อง หลังจากยึดหัวหาดได้แล้ว รักษาอารมณ์จิตในสภาวะที่จิตได้แยกออกมาจากกายนั้น ให้อยู่บนทาง ให้ปลอดขยะทั้งหลาย ไปตลอดทาง

การรักษาความเป็นกลางของจิต จูนให้จิตอยู่กลางระหว่างบวกกับลบ หรือ ดีกับชั่ว พลังงานคลื่นความถี่สูงที่จิตสะสมไว้ตลอดเวลา จะนำไปสู่การประหารกิเลส หรือคลื่นความถี่สูงของอนุศัยกิเลส ที่ทะยอยโผล่หน้าออกมา ก็จะถูกคลื่นพลังงานของจิตที่มีศักยภาพสูงกว่าทำลายไปนั่นเอง เจ้าอนุศัยกิเลส ก็จะร่อยหรอไปทีละตัวๆ ในคำแปลพระบาลีท่านจะใช้คำว่าประหารกิเลสนั่นเอง

 

หลวงปู่ครูบาวงศ์ ที่พระเจดีย์แสงแก้ว

ในการสะสมคลื่นความถี่สูงนั้น หากเราต้องการอุปกรณณ์ช่วยพระท่านก็มีให้เราเลือกได้หลายแบบเช่นเดียวกัน...

  • นำแสงทิพย์มานำทางก็ได้ ช่วยเพิ่มคลื่นความถี่สูงสุดทีเดียว ไปตลอดทาง 
  • หรือว่าใช้การบวชจิต พระรัตนตรัย มี สมเด็จพระพุทธกัสสปะ ทรงเป็นองค์ประธาน ที่พระองค์ท่านเสด็จมาโปรดลูกหลานแล้ว ที่รูปภาพมหัศจรรย์หลายมิติ ที่พระองค์ท่านมาซ้อนภาพหลายมิติเอาไว้ ที่รูปภาพของหลวงปู่ครูบาวงศ์ ที่พระเจดีย์มหาธาตุแสงแก้ว สำหรับผู้ที่รักเคารพพระองค์ท่านรู้ซึ้งถึงพระมหาเมตตาของพระองค์ท่าน หรือเคยมีบุญเกี่ยวเนื่องกับพระองค์ท่านมาก่อน ก็สามารถขอใช้แสงฉัพรรณรังสี หรือแสงทิพย์ของพระองค์ท่าน ที่ทรงโปรดมาสงเคราะห์บรรดาลูกหลาน สำหรับมาใช้นำทางที่ต้องเดินต่อไปก็ได้
  • หรือผู้ที่ยังเดินสมาธิไปไม่ถึงขั้นที่จิตจะแยกออกจากกาย ขออาศัยพลังงานคลื่นความถี่สูง ที่พระองค์ทรงประทานเอาไว้ให้ในภาพมหัศจรรย์นั้น นำมาช่วยส่งเสริมการปฏิบัติเพิ่มพลังงานบวกให้แก่จิตของเรา ให้จิตแยกออกจากกายก็ได้ เนื่องจากพระพุทธเจ้าท่านมากันมากหลายพระองค์มากทีเดียวในสถานที่นั้น สามารถเรียกได้ว่าเป็นอีกสถานที่สำคัญของโลก ที่มีพระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระบรมโพธิสัตว์ทุกๆพระองค์ และเทพพรหมทุกชั้น ที่ต่างมาเฝ้า สมเด็จพระบรมธรรมบิดา ที่ลูกหลานพร้อมใจกันอาราธนาแสงทิพย์มาไว้ที่ พระมหาธาตุเจดีย์แสงแก้ว นี้ด้วย เป็นองค์ประธาน เชื่อมพลังงานไปยังรอยพระพุทธบาท 4 รอย ลูกๆของพระองค์ท่าน ในภัทรกัปนี้ บนไหล่เขาฝั่งตรงกันข้าม ห่างพระมหาธาตุเจดีย์ออกไปประมาณ 5.9 กิโลเมตร...ในสถานที่นี้จึงมีความอบอุ่นเป็นพิเศษ สำหรับผู้ที่ได้สัมผัส แสงฉัพพรรณรังสีมาแล้ว ด้วยตาเนื้อ

ส่วนการแยกจิตออกจากกายโดยใช้วิธีมหาสติปัฏฐานสูตร จะบอกว่าง่ายก็ไม่เชิง จะบอกว่ายากก็ไม่เชิง มันขึ้นอยู่กับทุนเดิมของแต่ละคนมากกว่า เหมือนคนหัดว่ายน้ำ บางคนหัดเป็นง่าย ส่วนบางคนอาจขยาดไม่ยอมหัดว่ายน้ำอีกเลยก็ได้คล้ายๆอย่างนั้น แต่โลกก็ใกล้วิบัติกาลเข้ามามากแล้ว สมเด็จพระบรมธรรมบิดา ทรงห่วงใยลูกๆทุกคน จึงได้ส่งอภิญญาใหญ่มารับกลับบ้านพระนิพพาน ใครที่ต้องการความช่วยเหลือที่เสด็จพ่อเกิดแม่เกิด ได้ยื่นอุปกรณ์ช่วยนำทางคืนกลับบ้านมาให้แล้ว ก็เลือกเอาได้ด้วยตัวของเราเอง

นับเป็นโชคโอกาสดี ของคนรุ่นปัจจุบัน ที่มีเครื่องช่วยการปฏิบัติหลากหลายให้เลือก หากไม่เป็นผู้ที่ยึดติดวิธีการเดิมๆที่ทราบกันมาก่อน ปรับจิตใจสร้างความรู้ความเข้าใจ และลองลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง ก็จะทราบชัดว่าจะเลือกเอาแบบใด ให้แก่เป้าหมายชีวิตของตนเองได้สัมฤทธิ์ผลในชาติปัจจุบัน

เชิญทุกท่าน ร่วมสร้างบุญกุศลด้วยกัน ....ส่งต่อข่าวสารแก่เพื่อนๆ มีโอกาสชมจิ๊กซอร์ต่างๆ สำหรับนักค้นหาสาระชีวิตต่อภาพส่วนตัว ทั้ง ด้านโลกียะและโลกุตระ ที่ ainews1.com จัดไว้บริการให้แก่เพื่อนทุกเพศวัยทุกคน ฟรี  ที่ลิงค์ /article385.html   Bookmark and Share