ไตรภูมิพระร่วง

http://www.ainews1.com/article543.html

ไตรภูมิกถา หรือ ไตรภูมิพระร่วง เป็นวรรณคดีทางพุทธศาสนาที่เก่าแก่และสำคัญเล่มหนึ่งของไทย มีอายุกว่า 600 ปี แต่งขึ้นโดยพญาลิไทย (พระมหาธรรมราชาที่ 1) พระมหากษัตริย์องค์ที่ 5 แห่งราชวงศ์พระร่วง เมื่อ พ.ศ. 1888 นับเป็นเวลา 7 ปีก่อนที่จะเสด็จออกผนวชในพ.ศ. 1905

ไตรภูมิพระร่วง

ไตรภูมิพระร่วง ทรงแต่งขึ้นเพื่อเทศนาแก่พระมารดาและสั่งสอนประชาชน ได้ทรงแสดงข้อคิดเห็นเกี่ยวกับหลักในพระพุทธศาสนา ตลอดจนชี้ให้เห็นผลบาปและผลบุญที่คนทั้งหลายได้กระทำไว้ แสดงให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถและอัจฉริยภาพของบรรพบุรุษไทยในการนิพนธ์วรรณคดี และเป็นผู้มีจิตวิทยาสูง

เนื่องจากการก่อตั้งอาณาจักรขึ้นใหม่ ย่อมต้องการความร่วมมือร่วมใจของประชาชนให้อยู่ในศีลธรรม ระเบียบวินัย รู้บาปบุญคุณโทษ และยึดมั่นในศาสนา เพื่อสามารถต่อสู้กับศัตรูรอบด้านที่คอยคุกคาม อีกทั้งยังแสดงความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติและวิทยาศาสตร์ เช่นตอนพรรณาถึงกำเนิดมนุษย์ ทั้ง ๆ ที่ในสมัยสุโขทัย วิทยาศาสตร์ยังไม่ก้าวหน้าดังเช่นปัจจุบัน จุดมุ่งหมายสำคัญในไตรภูมิพระร่วงนี้ เพื่อให้คนเกรงกลัวต่อบาป ประกอบแต่กรรมดี โดยแบ่งออกเป็น 3 ภูมิใหญ่ คือ กามภูมิ 11 รูปภูมิ 16 อรูปภูมิ 4 รวมเป็น 31 ภูมิ เรียกว่า ไตรภูมิ ผลบาปและผลบุญของผู้กระทำจะส่งให้ผู้นั้นไปเกิดในภูมิต่าง ๆ กัน ผู้กระทำแต่บาปหยาบช้า อกตัญญูไม่รู้คุณบิดามารดา เมื่อตายจะไปเกิดในภูมิชั้นต่ำคือนรกภูมิ ภูมิชั้นต่ำสุดในกามภูมิ ที่มีขุมนรกลดหลั่นลึกลงไปถึง 8 ขุม หรือเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน เปรต หรือ อสุรกาย ตามแต่ผลบาปที่ได้กระทำไว้

ถ้าประพฤติตนอยู่ในศีลในธรรมประกอบแต่กรรมดี ก็จะได้ไปเสวยสุขในภูมิที่สูงขึ้นไปตามผลบุญที่ได้กระทำ ผู้ที่ทำทั้งบุญและบาป ก็จะไปเกิดเป็นเปรตสลับกับเทวดา จนหมดสิ้นกรรมที่ทำไว้ เมื่อเกิดเป็นเทวดาในสวรรค์แล้วไม่หลงในสุขสมบัติ ฝึกจิตสมาธิให้หมดจากกิเลส ก็จะได้ไปเกิดเป็นพรหมในรูปภูมิและอรูปภูมิ แม้จะอยู่ในอรูปภูมิที่มีเพียงแต่จิต แต่จิตยังดับกิเลสไม่หมด จิตนั้นก็ยังมีดับและเกิดใหม่ ในไตรภูมินี้ได้แสดงให้เห็นความน่ากลัวในนรก และความสุขความสวยงามในสวรรค์อย่างชัดเจน

เพื่อให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจได้ง่ายถึงผลของการทำดีและทำชั่ว และการเวียนว่ายตายเกิด อันเป็นผลจากกรรมที่ผู้นั้นได้กระทำไว้ จุดมุ่งหมายสำคัญก็คือ ให้หมั่นฝึกจิตสมาธิเพื่อเข้าถึง ศีล สมาธิ ปัญญา ตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือ อริยสัจ 4 และ มรรค 8 ให้เกิดปัญญาในการพิจารณาปัญหาต่าง ๆ ถ้าเราปฏิบัติได้ดั่งนี้ เราก็สามารถลดปัญหาและความทุกข์ต่าง ๆ ที่เผชิญอยู่ลงไปได้มาก จึงให้รู้ ลด ละ เลิก ในโลภ โกรธ หลง หมั่นฝึกจิตสมาธิให้ปราศจากกิเลส

ตามหลักการของพระพุทธศาสนา อันว่าเกิดมาจะได้เสพสุขสมบัติในเทวโลกก็ดี มนุษยโลกก็ดี ยังคงแตกดับสูญสลายไป มีแต่นิพพานสุขเท่านั้นที่หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด ดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้

แม้เพียงแต่จะว่าไตรภูมิของเก่าเลอะเทอะวิปลาส จึงให้แต่งใหม่ก็ไม่มี ไตรภูมิฉบับซึ่งหอพระสมุดได้มาจากเมืองเพชรบุรีนี้ ก็เป็นหนังสือจารแต่ครั้งกรุงธนบุรี เห็นจะซุกซ่อนอยู่แห่งใดที่เมืองเพชรบุรีในเวลานั้นไม่ปรากฎในกรุงเทพฯ จึงมิได้กล่าวถึงในบานแพนก โดยเข้าใจกันในครั้งนั้นว่า หนังสือไตรภูมิของเดิม จะเป็นฉบับพระญาลิไทยนี้ก็ตาม หรือฉบับอื่นครั้งกรุงเก่าก็ตาม สาบสูญไปเสียแต่เมื่อครั้งเสียกรุงเก่า

จึงโปรดให้แต่งขึ้นใหม่ อย่างไรก็ดี หนังสือไตรภูมิพระร่วงนี้เป็นหนังสือเก่าซึ่งมีต้นฉบับแต่ในหอพระสมุดวชิรญาณจบ ๑ กับมีผู้ได้จำลองไว้ที่เมืองเพชรบุรีอีกจบ ๑ สมควรจะพิมพ์ขึ้นจนไว้ให้แพร่หลายมั่นคงอย่าให้สาบสูญไปเสีย กรรมการหอพระสมุดวชิรญาณคิดเห็นดังนี้ เมื่อเจ้าภาพในงานพระศพพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประสานศรีใส พระองค์เจ้าประเพศรีสอาด มีความประสงค์จะพิมพ์หนังสือแจกในงานพระเมรุพระเจ้าบรมวงศ์เธอทั้งสองพระองค์นั้นมาขอความแนะนำกรรมการจึงได้เลือกเรื่องไตรภูมิพระร่วงให้พิมพ์ ด้วยเห็นความสมควรมีอยู่เป็นหลายประการ คือ

เป็นหนังสือเก่า ยังไม่มีใครจะได้เคยพบเห็น ประการ ๑
เป็นหนังสือหายาก ถ้าไม่พิมพ์ขึ้นไว้ จะสูญเสียประการ ๑
เป็นหนังสือชนิดที่ไม่มีใครจะพิมพ์ขาย เพราะจะไม่มีใครซื้อ ควรพิมพ์ได้แต่ในการกุศล ประการ ๑

ถ้าท่านผู้ใดอ่านหนังสือนี้เกิดความเบื่อหน่าย ขอจงได้คิดเห็นแก่ประโยชน์ที่ได้พรรณนามาแล้ว และอนุโมทนาเฉพาะต่อที่ความเจตนาจะรักษาสมบัติของภาษาไทย มิให้สาบสูญเสียนั้นเป็นข้อสำคัญ

หนังสือไตรภูมิพระร่วงนี้ ต้นฉบับเดิมเป็นอักษรขอม และมีวิปลาสมากดังกล่าวมาแล้ว ในการคัดเป็นหนังสือไทย นอกจากตัวอักษรแล้ว ไม่ได้แก้ไขถ้อยคำแห่งหนึ่งแห่งใดให้ผิดจากฉบับเดิมเลย แม้คาถานมัสการเอง ถ้าจะแปลเป็นภาษาไทย จะต้องแก้ไขของเดิมบ้าง จึงมิได้ให้แปล ทิ้งไว้ทั้งรู้ว่าบางแห่งผู้คัดลอกเขียนผิดต่อ ๆ กันมาแต่ก่อน ขอให้ท่านผู้อ่านพิจารณาดูตามอัตโนมัติแห่งตน ๆ เทอญฯ

หอสมุดวชิรญาณ วันที่ ๑ พฤษภาคม รัตนโกสินทร ศก ๑๓๑ คาถานมัสการ
วัน์ ทิต์วา สิรสา พุท์ธํ สหัส์ส ธัม์มํ คณมุต์ตมํ
อิทํ ติสํ เขปํ ปวัก์ขามิ กถํ อิธ ฯ
สุจิร ภฎิตุกามํ สัช์ชนาลิยสโมหํ
มธุร สมคนานํ ปารมี ปารุฬ์หถา
คุณยํ สรคัน์ธํ กัณ์ณิกา ฉกวัณ์ณํ
ชณจรณสโวชํ ปีติปาโมช์เฌ ภิวัน์เท
วิกสิตวิทิตานํ สัช์ชราโธตุณ์ณนํ
สัช์ชนหทยสา เม สาวนาภาเม กุสลยุเทน์ตํ
มกุสลติมรัน์ธํ ธสนํ ปาภูตํ
มุนิวร มวลัต์ธํ ธัม์มทีปภิวัน์เทมิ
สชนมนสโรชํ พุท์ ธิวารี สชผล
อุภริยภชิตัต์ต ธัม์มสการ สํกตํ
วิมลธวลสิสํ รสิธัญ์ญายุเปต
สสธรวรสยํ อุต์ตมัค์เค ภิวันต์เท
ชโนรณาวิณารวิภาเวน์โต เห อปาสาปัญ์ญวา
สัท์ธามลผลาพุท์ธํ พาสัจ์จธนาลโย
กูปภูปัน์ธยัน์โตโย ราชาสุนุรัท์ธชโก
สุโชเทย์ยนิริน์ทัส์ส ลิเทย์โยนามอัต์รโช
อภิราโมมหาปัญ์โญ ธิติมาจวิสารโธ
ทานาสีลลคุณูเปโต มาตาปิตุภโรปิจ
ธัม์มธโรสกุสโล สัพ์พสัต์เถจสุปากโฏ
อยํภูมิกถานาม รัญ์ญา เภเทนจ
สัช์ชนาลัย์ยธรัม์หิ ถปิตาทยภาสโต
พุช์ฌิตุสาสนัญ์เจว สัก์กัจ์จํสัพ์พโสเจทา ฯ

บานแพนกเดิม

เนื้อความไตรภูมิกถานี้ มีในในกาลเมื่อใดไส้ และมีแต่ในปีระกาโพ้นเมื่อศักราชได้ ๒๓ ปี ปีระกาเดือน ๔ เพ็งวันพฤหัสบดีวาร ผู้ใดหากสอดรู้บมิได้ไส้สิ้น เจ้าพระญาเลไทยผู้เป็นลูกแห่งเจ้าพระญาเลลิไทย ผู้เสวยราชสมบัติในเมืองศรีสัชชนาไลยและสุโขทัย และเจ้าพระญาเลเลิไทยนี้ธเป็นหลานเจ้าพระญารามราชผู้เป็นสุริยวงศ์ และเจ้าพระยาเลไทยได้เสวยราชสมบัติในเมืองสัชชนาไลยอยู่ได้ ๖ เข้า

จึงได้ไตรภูมิถามุนใส่เพื่อใด ใส่เพื่อมีอัตถพระอภิธรรมและจะใคร่เทศนาแห่พระมารดาท่าน อนึ่งจะใคร่จำเริญพระอภิธรรมโสด พระธรรมไตรภูมิกถานี้ธเอาออกมาแก่พระคัมภีร์ใดบ้าง เอามาแต่ในพระอัตถกถาพระจตุราคนั้นก็มีบ้าง ฯ ในอัตถกถาฎีกาพระอภิธรรมวดารก็มีบ้างฯ พระอภิธรรมสังคก็มีบ้าง ในพระสคมังคลวิลาสินีก็มีบ้าง ฯ ในพระปปัญจสูทนีก็มีบ้าง ฯ ในพระสารัตถปกาสินีก็มีบ้าง ฯ ในพระมโนรถปุรณีก็มีบ้าง ในพระสิโนโรถปกาสินีก็มีบ้าง ฯ ในพระอัตถกถาฎีกาพระวิไนยก็มีบ้าง ฯ ในพระธรรมบทก็มีบ้าง ในพระธรรมมหากถาก็มีบ้าง ฯ ในพระมธุรัตถปรุณีวิลาสินีก็มีบ้าง ในพระธรรมชาดกก็มีบ้าง ฯ ในพระชินาลังการก็มีบ้าง ฯ ในพระสารัตถทีปนีก็มีบ้าง ในพระพุทธวงษ์ก็มีบ้าง ฯ ในพระสารสังคหก็มีบ้าง ในพระมิลินทปัญหาก็มีบ้าง ในพระปาเลยยกะก็มีบ้าง ฯ ในพระมหานิทานก็มีบ้าง ฯ ในพระอนาคตวงษ์ก็มีบ้าง ในพระจริยาปิฎกก็มีบ้าง ในพระโลกบัญญัติก็มีบ้าง ฯ ในพระมหากัลปก็มีบ้าง ฯ ในพระอรุณวัตติก็มับ้าง ฯ ในพระสมันตปาสาทิกาก็มีบ้าง ฯ ในพระจักษณาภิธรรมก็มีบ้าง ฯ ในพระอนุฎีกาหิงสกรรมก็มีบ้าง ในพระสาริริกวินิจฉัยก็มีบ้าง ฯ ในพระโลกุปปัตติก็มีบ้าง ฯ และพระธรรมทั้งหลายนี้ เอาออกมาแลแห่งแลน้อยและเอามาผสมกัน จึงสมมุติชื่อว่าไตรภูมิกถา แลฯ

พระธรรมทั้งหลายนี้เจ้าพระญาเลไทยอันเป็นกระษัตรพงษ ดังหรือละมาอาจผูกพระคัมภีร์ไตรภูมิกถานี้ได้ไส้ เพราะเหตุท่านนั้นทรงพระปิฎกไตรธรรม ธได้ฟังได้เรียนแต่สำนักนิ์พระสงฆ์เจ้าทั้งหลาย คือว่ามหาเถรมุนีฟังเป็นอาทิครูมเรียนแต่พระอโนมทัสสิ และพระมหาเถรธรรมปาลเจ้าบ้าง ฯ พระมหาเถรสิทธัฏฐเจ้าบ้าง ฯ พระมหาเถรพงษะเจ้าบ้าง ฯ พระมหาเถรปัญญาญาณทันธส ฯ เรียนแต่ราชบัณฑิตย์ ผู้ ๑ ชื่ออุปเสนราชบัณฑิตย์ ผู้ ๑ ชื่ออทรายราชบัณฑิตย์ เรียนแต่ใกล้ด้วยสารพิไลยแต่พระมหาเถรพุทธโฆสาจารยในเมืองหิภุญไชยฯ

ผู้ใดจักปรารถนาสวรรค์นิพพานจงสดับนิ์ฟังไตรภูมิกถาด้วยทำนุกอำรุง อย่าได้ประมาทสักอันดังนี้ จึงจะได้พบพระศรีอาริยไมตรีเจ้า เอจะลงมาตรัสแก่สัพพัญญุตญาณในโลกนี้แล ฯ

เตภูมิกถา

อันว่าสัตว์ทั้งหลายย่อมจะเวียนวนไปมา และเกิดในภูมิ ๓ อันนี้แล ฯ อันใดแลชื่อภูมิ ๓ อันนั้นเล่า อนึ่งชื่อว่ากามภูมิ อนึ่งชื่อว่ารูปภูมิ อนึ่งชื่อว่าอรูปภูมิ ณ กามภูมินั้นยังอันเป็นประเภท ๑๑ อันใดโสด

อนึ่งชื่อว่าเปรตวิสัยภูมิ อนึ่งชื่อว่าอสุรกายภูมิ ๔ อนึ่งชื่อว่าอบายภูมิก็ว่า ชื่อว่าทุคติภูมิก็ว่า ฯ อนึ่งชื่อว่ามนุสสภูมิ อนึ่งชื่อจาตุมหาราชิกาภูมิ หนึ่งชื่อตาวติงษภูมิ หนึ่งชื่อยามาภูมิ อนึ่งชื่อตุสิตาภูมิ หนึ่งชื่อนิมมารนรดีภูมิ อนึ่งชื่อปรมิตวสวัตติภูมิ ๗ อนึ่งชื่อสุคติภูมิผสมภูมิทั้ง ๑๑ แห่งนี้ชื่อกามภูมิแล ฯ

ในรูปภูมินั้นยังมีภูมิอันเป็นประเภท ๑๖

อนึ่งโสดหนึ่งชื่อพรหมปาริสัชชาภูมิ หนึ่งชื่อพรหมปโรหิตาภูมิ อนึ่งชื่อมหาพรหมาภูมิ และพรหม ๓ อันนี้ชื่อปฐฐมณานภูมิแลฯ อนึ่งชื่อปริตตาภาภูมิ อนึ่งชื่ออัปปมานาภาภูมิ อนึ่งชื่ออาภัสสราภูมิ และพรหม ๓ ชั้นนี้ชื่อว่าทุติยฌานภูมิแลฯ อนึ่งชื่อปริตตสุภาภูมิ หนึ่งชื่อัปปมานสุภาภูมิ อนึ่งชื่อสุภกิณภูมิและพรหม ๓ ชั้นนี่อตติยฌานภูมิแล ฯ อนึ่งชื่อเวัปผลาภูมิ อนึ่งชื่ออเวหาภูมิ อนึ่งชื่ออตัปปาภูมิ อนึ่งชื่อสุทัสสีภูมิ อนึ่งชื่ออกนิฎฐาภูมิ ทั้ง๗ ชั้นนี้ชื่อจตุตถฌานภูมิแลฯ แต่อเวหาภูมินี้เถิงอกนิฎฐาภูมิ ๕ ชั้นนั้นชื่อปัญจสุทธาวาศแลฯ ผสมทั้ง ๑๖ ชั้นนี้ชื่อรูปภูมิแลฯ

และในอรูปภูมินั้นยังมีประเภททั้ง ๔ อันโสด อนึ่งชื่ออากาสานัญจายตนภูมิ หนึ่งชื่อวิญญาณัญจายตนภูมิ อนึ่งชื่ออากิญจัญญายตนภูมิ หนึ่งชื่อเนวสัญญานาสัญญายตนภูมิแลฯ จึงผสมภูมิทั้งลายนี้ได้ ๓๑ จึงชื่อว่าไตรภูมิแล ฯ

และสัตว์ทั้งหลายอันจักเอาโยนิปฏิสนธิเกิดในภูมิ ๑ นี้ มีโยนิปฏิสนธิเท่าใดเล่า มีโยนิปฏิสนธิ ๔ อัน อนึ่งชื่ออัณฑชโยนิ อนึ่งชื่อชลาพุชโยนิ อนึ่งชื่อสังเสทชโยนิ อนึ่งอุปปาติกโยนิฯ อนึ่งชื่ออัณฑชโยนินั้น คือสัตว์อันเป็นแต่ไข่เป็นต้นว่างูและไก่และนกและปลาทั้งหลายนั้นแลฯ อนึ่งอันชื่อวาชลามพุชนั้นได้แก่สัตว์อันเป็นแต่ปุ่มเปือกและมีรกอันหุ้มห่อนั้น เป็นต้นว่าช้างและม้าวัวควายแล ฯ สังเสทชโยนินั้นได้แก่สัตว์อันเป็นแต่ใบไม้และละอองดอกบัวแลหญ้าเน่าเนื้อเน่าเหงื่อไคนั้น เป็นต้นว่าหนอนแลแมลงบุ้งริ้นยุงปลาแลฯ สัตว์อันเอาปฏิสนธิในโยนิ ๓ อันนี้ คือ เกิดแต่รกหุ้มห่อก็ดี เกิดแต่ไข่ก็ดี เกิดแต่เหงื่อและไคก็ดี ๓ อันนี้ จึงค่อยใหญ่ขึ้นโดยอันดับแลฯ อนึ่งและชื่อว่าอุปปาติกโยนินั้น

หากเกิดเป็นตัวเป็นตนใหญ่แล้วทีเดียวนั้น เป็นต้นว่าเทพยดาและพรหมสัตว์แห่งนรกนั้นแล ฯ อันว่าปฏิสนธิมี ๒๐ อันแล อนึ่งชื่ออกุศลวิบากอุเบกขาสันติรณปฏิสนธิฯ อนึ่งชื่อกุศลวิบากสันติรณปฏิสนธิฯ อนึ่งชื่อโสมนัส์สสหคตญาณสัมปยุตอสังขารวิบากปฏิสนธิฯ อนึ่งชื่อโสมนัส์สสหคตญาณสัมปยุตสสังขารวิบากปฏิสนธิฯ อนึ่งชื่อโสมนัส์สสคตญารวิป์ปยุตตอสังขารวิบากปฏิสนธิฯ อนึ่งชื่อโสมนัส์สสหคตญาณวิปปยุตตสสังขาริกวิบากปฏิสนธิฯ อนึ่งชื่ออุเบกขาสหคตญาณวิปปยุตตอสังขาริกวิบากปฏิสนธิฯ อนึ่งชื่ออุเบกขาสหคตญาณ

สัมปยุตตสสังขาริกวิบากปฏิสนธิฯ (แต่ ๑๐ อันนี้ชื่อกามาพจรปฏิสนธิฯ อนึ่งชื่ออุเบกขาสหคตยาณวิปปยุตตอสังขาริกวิบากปฏิสนธิฯ อนึ่งชื่ออุเบกขาสหคตญาณสัมปยุตตสสังขาริกวิบากปฏิสนธิฯ) แต่ ๑๐ อันนี้ชื่อกามาพจรปฏิสนธิฯ แต่ฝูงอันยังกามราคย่อมเอาปฏิสนธิ ๑๐ อันนี้แลฯ อนึ่งชื่อวิตักกาปฏิสนธฺฯ อนึ่งชื่อวิจาราวิบากปฏิสนธิฯ อนึ่งชื่อปีตาทิวิบากปฏิสนธิฯ อนึ่งชื่ออสุขาทิวิบากปฏิสนธิฯ อนึ่งชื่ออุเบกขากัคคตาวิบากปฏิสนธิฯ อนึ่งชื่อรูปเมวปฏิสนธิฯ แต่ฝูงพรหม ๖ อันนี้ ย่อมเอาปฏิสนธิด้วยปฏิสนธิ ๖ อันนี้แลฯ อนึ่งชื่ออากาสานัญจายตนวิบากปฏิสนธิฯ อนึ่งชื่อวิญญานัญจายตนวิบากปฏิสนธิฯ อนึ่งชื่ออากิญจัญญายตนวิบากปฏิสนธิฯ อนึ่งชื่อเนวสัญญานาสัญญายรตวิบากปฏิสนธิฯ แต่ฝูง ๔ อันนี้ชื่ออรูปาวจรปฏิสนธิ แต่หมู่พรหมอันหารูปบมิได้และมีแต่จิตย่อมเอาปฏิสนธิ ๔ อันนี้แล ฯ ผสมปฏิสนธิทั้งลายได้ ๒๐ จำพวกดังกล่าวมานี้แลฯ สัตว์ทั้งหลายอันเกิดในนรกภูมิ ย่อมเอาโยนิด้วยปาฏิกโยนิอันเดียวไส้ หยมว่าเขาเอาด้วยโยนิด้วยอุปปาฏิกโยนินั้น

เพื่อเขาภูลเกิดเป็นรูปกายเทียว เอาปฏิสนธิก็เอาด้วยอกุศลวิบากอุเบกขาสหคตสันติรณปฏิสนธิ สัตว์ทั้งหลายอันเกิดในเปรตวิไสยภูมิก็เอาปฏิสนธินั้นแลฯ ปฏิสนธินั้นคือใจอันเอาปฏิสนธินั้นพิจารณาด้วยบาปและอุเบกขา จึงเอาปฏิสนธิและเกิดที่นั้น ๆ สัตว์อันเกิดในติรัจฉานภูมิ สัตว์อันเกิดในอสุรกายภูมิทั้ง ๓ ภูมินี้ย่อมเอาปฏิสนธิดังกันแลฯ เอาโยนิ ๔ จำพวกนั้นได้ทุกอัน และลางคาบเอาด้วยชลามพุชโยนิก็มี ลางคายเอาด้วยสังเสทชโยนิก็มี ลางคาบเอาด้วยอุปปาติกโยนิก็มี เอาปฏิสนธิด้วยอกุศลวิบากอุเบกขาสหคตสันติรณอันเดียวไส้ ผิว่าผู้มีบุญยังมีปฏิสนธิ ๙ จำพวก สัตว์อันเกิดในมนุสภูมิโยนิด้วยปฏิสนธิ ๑๐ อันนั้นได้ทุกอันแล เอาปฏิสนธิพิจารณาบุญและเอาปฏิสนธิ ๙ จำพวกฯ ผิฝูงคนอันมีมงทินและฝูงวินิบาติกาสูรเอาปฏิสนธิทีเดียว

ด้วยอกุศลวิบากอุเบกขาสหคตสันติรณอันเดียวไส้ ส่วนปฏิสนธินั้นว่าดังนี้ฯ เอาปฏิสนธินั้นพิจารณาบาปและเอาปฏิสนธิจึงเกิดที่นั้นฯ ปฏิสนธินั้นแต่ ๔ จำพวกนั้นเอามิได้ คนผู้รู้หลักมีปรีชชารู้บุญรู้ธรรมเป็นต้นว่าโพธิสัตว์ เอาปฏิสนธิด้วยปฏิสนธิ ๘ จำพวกนั้นแลฯ ฝูงใดควรแก่ปฏิสนธิอันใดก็เกิดด้วยปฏิสนธิอนนั้นแลฯ อันว่าปฏิสนธิ ๘ อันนั้น

อันหนึ่งชื่อโสมนัสสสหคตญาณสัมปปยุตตอสังขาริกวิบากปฏิสนธิฯ ปฏิสนธินั้นดังนี้ ใจอันเอาปฏิสนธินั้นเห็นและรู้ด้วยปัญญาอันหาบุคคลบอกบมิได้และยินดีจึงเอาปฏิสนธิ

อนึ่งชื่อ โสมนัสสสหคตญาณสัมปยุตตสสังขาริกวิบากปฏิสนธิฯ ปฏิสนธิว่าอันนี้ จิตเอาเอาปฏิสนธินั้นมีคนบอกจึงจะเห็นแล เอารูปด้วยปรีชาและยินดีจึงเอาปฏิสนธิฯ อนึ่งชื่อว่าโสมนัสสสหคตญาณวิปปยุตตอสังขาริกวิบากปฏิสนธิ จิตอันเอาปฏิสนธิบมิรู้แท้ หาบุคคลบอกบมิได้ และยินดีจึงเอาปฏิสนธิฯ อนึ่งโสมนัสสสหคตญาณวิปปยุตตสสังขาริกวิบากปฏิสนธิ จิตอันเอาปฏิสนธินั้นบมิรู้แท้และมีผู้บอกจึงยินดีจึงเอาปฏิสนธิฯ

อนึ่งชื่ออุเบกขาสหคตญาณสัมปยุตตอสังขาริกวิบากปฏิสนธิ จิตนั้นปฏิสนธินั้นแท้และรู้ด้วยปริชาหาบุคคลบอกบมิได้ จึงเอาปฏิสนธิด้วยจิตอันประกอบฯ อนึ่งชื่ออุเบกขาสหคตญาณสัมปยุตตสสังขาริกวิบากปฏิสนธิ จิตอันเอาปฏิสนธินั้นคนบอกจึงจะเห็น และรู้ด้วยปรีชาจึงเอาปฏิสนธิด้วยอันจักวายฯ อนึ่งชื่ออุเบกขาสหคตญาณวิปปยุตตอสังขาริกวิบากปฏิสนธิ จิตเอาเอาปฏิสนธินั้นบมิรู้แท้ และหาคนบอกบมิได้จึงปฏิสนธิด้วยใจอันประกอบฯ อนึ่งชื่ออุเบกขาสหคตญาณวิปปยุตตสสังขาริกวิบากปฏิสนธิ ใจอันเอาปฏิสนธินั้นมีคนบอกบมิรู้แท้จึงเอาปฏิสนธิด้วยใจอันประกอบฯ สัตว์อันเกิดในกามพจรภูมิ

เป็นต้นว่า จาตุมหาราชิกาภูมิเอาปฏิสนธิโยนิด้วยอุปปาติกโยนิอันเดียวไส้ เอาปฏิสนธิด้วยปฏิสนธิ ๘ อันดังกล่าวมา นี้แลฯ ผสมปฏิสนธิในกามาพจรภูมิได้ ๑๐ จำพวก ผสมกับโยนิ ๔ จำพวกฯ สัตว์อันเกิดในปถมญาณภูมิเป็นพรหมนั้นเอาโยนิด้วย อุปปาติกโยนิไส้ฯ เอาปฏิสนธิด้วยวิตกวิจารปีติสุข เอกัคคตา สหิตํปถมญาณวิบากปฏิสนธิจิต ใจอันเอาปฏิสนธินั้นรำพึงดูและพิจารณาจึงมักยินดียินสุขนัก หน้าตาและตนและใจอันเป็นอันเดียวจึงเอาปฏิสนธิ ผิรำพึงปฏิสนธิน้อยไปได้เกิดในพรหมปาริสัชชาภูมิ ผิรำพึงทรามไปไส้ได้ไปเกิดในพรหมปโรหิตาภูมิ ผิรำพึงนักหนาไส้ได้ไปเกิดในมหาพรหมภูมิ ๆ

ทั้ง ๓ นี้ ชื่อ ปถมฌานภูมิดลฯ สัตว์อันเกิดในทุติยฌานภูมิ เป็นพรหมด้วยอุปปาติกโยนิอันเดียวแลฯ เอาปฏิสนธิด้วยวิจารปีติสุเขกัคคตาสหิตํทุติฌานวิบากปฏิสนธิจิต ๆ อันเอาปฏิสนธินั้น พิจารณาจึงมักยินดียินสุขนักหนาจึงตาตนใจไปอันเดียวจึงเอาปฏิสนธิ ผิว่ารำพึงปฏิสนธินั้นสะหน่อยไส้ได้ไปเกิดในพรหมปริตตาภาภูมิ ผิรำพึงทรามไส้ได้ไปเกิดในพรหมอัปปมาณาภาภูมิ ผิรำพึงนักหนาไส้ได้ไปเกิดในพรหมอาภัสราภูมิ ๆ ทั้ง ๓ ชั้นนี้ชื่อทุติยฌานภูมิแลฯ สัตว์อันเกิดในตติยฌานภูมิเป็นพรหมเอาโยนิด้วยอุปปาติกโยนิอันเดียว

และเอาปฏิสนธิด้วยปีติสุเขกัคคตาสหิตตติยฌานวิบาก ปฏิสนธิจิตตํใจอันเอาปฏิสนธินั้นบมิรำพึงพิจารณาเลย เนสากแสกยินดีสุขนักหนาจึงเอาปฏิสนธิฯ ผิรำพึงปฏิสนธินั้นสะน้อยไส้ได้ไปเกิดในพรหมปริตตสุภาภูมิ ผิรำพึงทรามไส้ได้ไปเกิดในพรหมสุภกิณหาภูมิ ภูมิทั้ง ๓ ชั้นนี้ชื่อตติยฌานภูมใแลฯ สัตว์อันเกิดในจตุตถฌานภูมิเป็นพรหมเอาโยนิอันเดียวไส้ฯ เอาปฏิสนธิด้วยอุเบกขาคคตาสหิตํจตุต์ถัชฌานวิบากปฏิสนธิจิต ใจอันเอาปฏิสนธินั้นเห็นปฏิสนธินั้นสุขแท้

และเพื่อค้ำตนไปด้วยอุเบกขายินดี จึงเอาปฏิสนธิและได้ไปเกิดในเวหัปผลาภูมิฯ สัตว์อันเกิดเอาปฏิสนธิในอสัญญิตภูมินั้นเอาปฏิสนธิอันเดียวไส้ฯ ปฏิสนธิ ๖ จำพวกนี้ชื่อรูปาวจรปฏิสนธิแลฯ สัตว์อันเอาปฏิสนธิในอรูปาวจรภูมิ ๔ ชั้น อันหนึ่งชื่อปัญจฌานนั้นเอาปฏิสนธิในอากาสานัญจายตนภูมินั้น เอาปฏิสนธิด้วยอากาสานัญจายตนวิบากปฏิสนธิอันเดียวนั้นไส้ ใจอันเอาปฏิสนธิว่าบมิรู้ครนอันใดเลยเอาอากาสานัญจายตนฯ เอาใจจับอยู่ในอากาสน้อยหนึ่งจึงเอาปฏิสนธิ ว่าบมิเห็นอากาสเลยจึงเอาปฏิสนธิ ฯ สัตว์อันเอาปฏิสนธิในอากิญจัญญายตนภูมินั้น เอาอากิญจัญญายตนวิบากปฏิสนธิอันเดียวนั้นไส้

ใจอันเอาปฏิสนธินั้น เอาปฏิสนธิด้วยวิญญาณอันละเอียดแลจึงเอาปฏิสนธิฯ สัตว์อันเอาปฏิสนธิในเนวสัญญานาสัญญายตนภูมินั้น เนวสัญญานาสัญญายตนวิบากปฏิสนธิอันเดียวนั้นไส้ ใจอันเอาปฏิสนธิดังจักมีดังจักบมีจึงเอาปฏิสนธิฯ แต่ฝูงสัตว์ทั้งหลายอันเอาโยนิปฏิสนธิแห่งภูมิ ๓๑ เป็นประเภทในไตรภูมิดังกล่าวมานี้แลฯ

นรกภูมิ

สัตว์อันเกิดในนรกภูมินั้น เป็นด้วยอุปปาติกโยนิ ภูลเป็นรูปได้ ๒๘ คาบสิ้นคาบเดียว รูป ๒๘ นั้นคืออันใดบ้าง คือ ปถวี อาโป เตโช วาโย จักขุ โสต ฆาน ชิวหาร กาย มน รูป สัทท คันธรส โผฏฐัพพ อิตถีภาว บุรุษภาว หทย ชีวิตินทรีย อาหาร ปริจเฉท กายวิญญัต์ติ วจีวิญญัต์ติ สหุตา กัม์มัญ์ญตา อุปัจ์จโย สัน์ติ รูปปัส์ส ชรโตฯ อันว่าปถวีรูปนั้นคือกระดูกและหนังแลฯ อาโปรูปนั้นคือน้ำอันไหลไปมาในตนนั้นแลฯ

เตโชรูปนั้นคือว่าไฟอันร้อนและเกิดเป็นเลือดในตนแลฯ อันว่าวาโยรูปนั้น คือลมอันทรงสกลและให้ติงเนื้อติงตนแลฯ จักษุรูปนั้นคือตาอันแต่งดูฯ โสตรูปนั้นคือหูอันได้ฟังนั้นฯ ฆานรูปนั้น คือจมูกอันแต่งดมให้รู้รสทั้งหลายฯ ชิวหารูปนั้นคือลิ้น อันรู้จักรสส้มและฝากและรสทั้งลายนั้น ๆ กายรูปนั้น คือ รูปอันรู้เจ็บรู้ปวดอันถูกต้องฯ รูปารูปนั้น คือรูปอันเห็นแก่ตาฯ สัททารูป คือรูปอันได้ยินดีฯ คันธารูปนั้น คือรูปอันเป็นกลิ่นเป็นคันธอันหอมฯ รสารูปนั้นเป็นรสฯ โผฎฐัพพารูปนั้น คือรูปอันถูกต้องฯ อิตถีรูป คือรูปเป็นผู้หญิงฯ บุรุษรูปนั้น คือรูปอันเป็นผู้ชายฯ หทยรูปนั้น คือรูปอันเป็นต้นแก่รูปทั้งหลายอันอยู่ภายในฯ ชีวิตินทรียรูปนั้น คือชีวิตอันอยู่ในรูปทั้งหลายฯ อาหารรูปนั้น คืออาหารอันกินฯ ปริจเฉทรูปนั้น คือรูปที่ต่อที่ติดกันฯ กายวิญญัติรูปนั้น คือรูปอันรู้แต้ตนฯ วจีวิญญัติรูปนั้น คือ รูปอันรู้แต่ปากฯ รูปัสสรูปลุตารูปนั้น คือรูปอันรู้พลันฯ รูปัสสมุทุตารูปนั้น คือรูปอันอ่อนฯ รูปัสสกัมมัญญตารูปนั้น คือรูปอันควรรูปฯ รูปัสสอุปัจจโยรูปนั้น คือรูปอันให้เป็นอีกฯ รูปัสสสันตติรูปนั้น คือรูปอันสืบอันแท่งดังฤๅจึงว่าสืบว่าแท่งนั้นสืบหลากวันคืนนั้นแลฯ รูปัสสชรตารูปนั้นคือรูปอันแก่อันเฒ่าฯ รูปัสสอนิจจาตารูปนั้น คือรูปอันยินดีรูปอันจะใกล้ตายนั้น และรูปทั้ง ๒๘ รูปนี้มีแก่สัตว์ในนรกแลฯ ฝุงสัตว์อันไปเกิดในที่ร้ายที่เป็นทุกขลำบากใจเขานั้นเพื่อใจเขาร้าย และทำบาปด้วยใจอันร้ายมี ๑๒ อันแลฯ อนึ่งคือ

โสมนัสสสหคตทิฏฐิคตสัมปยุตตอสังขาริเมกํ ใจนี้มิรู้ว่าบาปและกระทำบาปด้วยใจอันกล้าและยินดีฯ

อนึ่งคือโสมนัสสสหคตทิฏฐิคตสสังขาริกเมกํ ใจอันหนึ่งมิรู้ว่าบาปและยินดีและกระทำบาปนั้น เพื่อมีผู้ชักชวนฯ อนึ่งคือ โสมนัสสสหคตทิฏฐิคตวิปปยุตตอสังขาริกเมกํ ใจอันหนึ่งรู้ว่าบาปและกระทำด้วยใจของตนเองอันกล้าแข็งและยินดีฯ

อนึ่งคือโสมนัสสสหคตทิฏฐิคตวิปปยุตตสสังขาริก ใจอันหนึ่งรู้ว่าบาปและยินดีกระทำบาป เพื่อมีผู้ชักชวนฯ

อนึ่งคืออุเบกขาสหคตทิฏฐิคตสัมปยุตตอสังขาริก ใจอันหนึ่งรู้ว่าบาปและกระทำเพื่อมีผู้ชักชวน และกระทำด้วยใจอันร้ายใจกล้าบมิยินดียินร้ายฯ

หนึ่งคืออุเบกขาสหคตทิฏฐิคตสัมปยุตตสสังขาริก ใจอันหนึ่งรู้ว่าบาปและกระทำเพื่อมีผู้ชวนและกระทำด้วยใจอันร้ายและใจกล้าฯ

อนึ่งคืออุเบกขาสหคตทิฏฐิคตวิปปยุตตอสังขาริก ใจอันหนึ่งรู้ว่าบาปและกระทำเองกับด้วยใจอันร้ายอันกล้าฯ

อนึ่งคืออุเบกขาสหคตทิฏฐิคตสสังขาริก ใจอนึ่งรู้ว่าบาปมีผู้ชวนและกระทำด้วยใจอันกล้าฯ

อนึ่งคือโทมนัสสสหคตปฏิฆสัมปยุตตอสังขาริก ใจอนึ่งประกอบไปด้วยโกรธขึ้งเคียดกระทำบาปด้วยใจอันกล้าแข็งเองและร้ายฯ

อนึ่งคือโทมนัสสสหคตปฏิฆสัมปยุตตสสังขาริก อนึ่งกอบไปด้วยโกรธขึ้งเคียดกระทำบาปเพื่อเหตุมีผู้ชวนฯ

อนึ่งคืออุเบกขาสหคตวิจิกิจฉาสัมปยุตตํ ใจอนึ่งบมิเชื่อบุญและกระทำบาปด้วยใจประกลายฯ

อนึ่งคืออุเบกขาสหคตอุทธัจจสัมปยุตต ใจอันหนึ่งย่อมขึ้นไปฟุ้งดังก้อนเถ้าและเอาก้อนเส้าทอดลงย่อมปาลงทุกเมื่อ และกระทำบาปด้วยใจปกลายฯ ใจร้ายทั้ง ๑๒ นี้ผิและมีแก่คนผู้ใดผู้นั้นได้ไปเกิดในที่ร้ายเป็นต้นว่าจตุราบายแลฯ

เหตุการเท่าใดและมีใจร้ายฝูงนี้แก่สัตว์ทั้งลาย เหตุการนั้นยังมี ๓ อัน อนึ่งชื่อว่า โลโภเหตุ อนึ่งชื่อว่โทโสเหตุ อนึ่งชื่อว่าโมโหเหตุฯ อันชื่อว่าโลโภเหตุนั้น เพื่อมักได้สินท่าน มักฆ่ามักตีท่านเพื่อจะเอาสินท่านและใจนั้นชวนกระทำบาปฯ อันชื่อว่าโทโสเหตุนั้นเพื่อตู่ท่านถูกใจ ขึ้งเคียดหิงษาแก่ท่าน มักคุมนุคุมโทษชวนใจกระทำบาปฯ อันชื่อว่าโมโหเหตุนั้น บมิรู้บุญธรรมใจพาลใจหลงไปกระทำบาปไปชวนพบทุกเมื่อแลฯ

เพราะเหตุ ๓ อันนี้แหากพาสัตว์ทั้งหลายไปเกิดในที่ร้ายคือจตุราบายแลฯ ด้วยสุภาวกระทำบาปฝูงนั้นมี ๑๐ จำพวกโสด กาเยนติวิธํ กัม์มํปาณาติปาตา อทิน์นาทานา กาเมสุมิจ์ฉาจาราฯ วาจากัม์ม จตุพ์พิธํ มุสาวาทา อสุสวาจาร เปสุญ์ญาวาจา สัมผัป์ปลาปาวาจาฯ มนสาติวิธัญ์เจว มิจ์ฉาทิฏ์ฐิพ์ยาปาทวิหิษา ทสกัม์มปถาอิเมฯ สุภาวอันกระทำบาปด้วยตน ๓ จำพวกฯ สุภาวพดอันกระทำบาปดด้วยปาก ๔ จำพวกฯ สุภาวอันกระทำบาปด้วยใจ ๓ จำพวกฯ ผสมเข้าด้วยกันเป็น ๑๐ จำพวกแลฯ

อันว่ากระทำบาปด้วยตัวมี ๓ จำพวกนั้นฉันนี้ คือว่าฆ่าคนและฆ่าสัตว์ อันรู้ติงด้วยมือด้วยตีนตนฯ อนึ่งคือว่าลักเอาสินท่านอันท่านมิได้ให้แก่ตนและเอาด้วยตีนมือตนฯ อนึ่งคือทำชู้ด้วยเมียท่านผู้อื่นฯ อันว่าทำบาป ด้วยปากมี ๔ จำพวกนั้นฉันนี้

อนึ่งคือว่ากล่าวถ้อยคำมุสาวาทและส่อเสียดเอาทรัพย์สิ่งสินของท่าน ๑ ฯ อนึ่งคือว่ากล่าวถ้อยคำอันท่านบมิพึงเอาเอานั้น ๑ อนึ่งคือว่ากล่าวถ้อยคำติเตียนนินทาท่านและกล่าวคำอันบาดเนื้อผิดใจท่าน กล่าวถภ้อยคำอันหยาบช้าและยุยงให้ท่านผิดใจกัน อนึ่งคือกล่าวด่าประหลกหยอกเล่นอันมิควรกล่าว และกล่าวอันเป็นถ้อยคำติรัจฉานกถานัะนแลฯ

อันว่าเกิดบาปด้วยใจนั้นมี ๓ จำพวก

อนึ่งคือมิจฉาหิงษาทิฏฐิถือมั่นบมิชอบบมิพอและว่าขอบว่าพอ อันชอบพอและว่าบมิชอบบมิพอนั้น

อนึ่งคือว่าเคียดฟูนแก่ผู้ใดและถือมั่นว่าเป็นข้าศึกตนต่อตายสู้ความโทษใร้ายและคุมความเคียดนั้นไว้มั่นึงฯ

อนึ่งคือว่าปองจะทำโทษโภยท่านจะใคร่ฆ่าฟันเอาทรัพย์สินท่านฯ สุภาวอันเป็นบาปนั้นมี ๑๐ จำพวกดังกล่าวมานี้แลฯ

และแต่ใจบาปทั้งหลายดังกล่าวมานี้แลยังมีเพื่อใจอันเป็นเจตสิกแต่งมายังใจให้กระทำบาปนั้น ๒๗ นั้นคือ ผัสโส เวทนา สัญญา เจตนา เอกัคคตา ชีวิตินท์รียํ มนสิกาโร วิตัก์โก วิจาโร อธิโมก์โข วิริยํ ปีติฉัน์โท โมโห อหิริกํ อโนต์ตัป์ปํ อุท์ธัจ์จํ โลโภ ทิฏ์ฐิ มาโน โทโส อิส์สา มัจ์ฉิริยํ กุก์กุจ์จํ ถีนํ มิท์ธํ วิจิกิจ์ฉา

อันนี้ฯ ผัส์โส มาให้ต้องใจฯ เวทนามาให้เสวยฯ สัญญาให้รู้ฯ เจตนาให้รำพึงฯ เอกัค์คตาให้ถือมั่นฯ ชีวิติน์ทริยํแต่ให้เป็นเจตสิกฯ มนสิการมัวมูนไปฯ วิตักกแต่ตริบริทำนำบาปฯ วิจารใพิจารณาแก่บาปฯ อธิโม์กโขนั้นให้จำเตุเฉพาะแก่บาปฯ วิริยํให้พยายามทำบาปฯ ปีตินั้นให้ชื่นชนยินดีกระทำบาปฯ ฉันทะนั้นเหนี่ยวแก่บาปฯ โมโหนั้นให้หลงแก่บาปฯ อหิริกฺนั้นให้บมีความละอายแก่บาปฯ อโนต์ตัปปํนั้น บมิให้กลัวแก่บาปฯ อุท์ธัจ์จํให้ขึ้นฟุ้งฯ โลโภนั้นให้โลภฯ ทิฏ์ฐินั้นให้ถืดบาปมั่นฯ มานะนั้นให้ดุดันเยียสำหาวฯ โทโสนั้นให้เคียดฟูนฯ อิส์สานั้นให้ริษยาหิงษาเบียดเบียนหวงแหนฯ มัจ์ฉิริยํนั้นให้ตระหนี่ฯ กุก์กุจ์จํนั้นให้สนเท่ห์ฯ ถีนํนั้นให้เหงาเหงียบบมิให้รู้สึกตนฯ มิท์ธํนั้นให้หลับฯ วิจิกิจ์ฉานั้นท่านว่าชอบว่าพอก็ดีบมิให้ยินดีฯ

เพราะใจนั้นฟุ้งซ่านชวนทำบาปนั้นได้ ๒๗ ดังกล่าวมานี้แลฯ ฝูงสัตว์ทั้งหลายอันได้กระทำบาปด้วยปากด้วยใจดังกล่าวแล้วนี้ ย่อมได้ไปเกิดในจตุราบายมีอาทิคือนรกใหญ่ ๘ ชุมนั้น ๆ ฯ

สัญ์ชีโวกาล สุต์โตจ สังฆาโฏ โรรุโวตถา มหาโรรุวตาโปจ มหาราโปจาติ วีจิโยฯ อนึ่งชื่อสัญชีพนรก อนึ่งชื่อโรรุพนรก อนึ่งชื่อดาปนรก อนึ่งชื่อมหาอวิจีนรก ฝูงนรกใหญ่ ๘ อันนี้อยู่ใต้แผ่นดินอันเราอยู่นี้และถัดกันลงไป และนรกอันชื่อว่าอวิจีนรกนั้นอยู่ใต้นรกทั้งหลาย และนรกอันชื่อว่าสัญชีพนรกนั้นอยู่เหนือนรกทั้ง ๗ อันนั้น ฝูงสัตว์อันเกิดในนรกอันชื่อว่าสัญชีพนรกนั้นยืนได้ ๕๐๐ ปีด้วยปีในนรก และเป็นวัน ๑ คืน ๑ ในนรกได้ ๙ ล้านปีในเมืองมนุษย์นี้ ๕๐๐ ปีในสัญชีพนรกได้ล้าน ๖ แสนล้านหยิบหมื่นปี ในเมืองคนนี้ ๑,๖๒๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ ฯ ฝูงสัตว์อันเกิดในกาลสูตตนรกนั้นยืนได้ ๑,๐๐๐ ปี ในนรกนั้น วัน ๑ คืน ๑ ในกาลสูตตนรกนั้นได้ ๓๖,๐๐๐,๐๐๐ ปีในมนุษย์ ๑,๐๐๐ ปี ในนรกได้มหาปทุมปทุมประติทธ ๑๒,๙๖๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ ปีในมนุษย์ฯ ฝูงสัตว์อันเกิดในสังฆาฎนรกนั้นยืนได้ ๒,๐๐๐ ปี ในสังฆาฎนรกวัน ๑ คืน ๑ ได้ ๑๔๕,๐๐๐,๐๐๐ ปี ในมนุษย์ ๒,๐๐๐ ปี ในสังฆาฏนรกนั้นเป็นปีนั้นได้ ๑๐๓,๖๘๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ เป็นปีในมนุษย์แลฯ ฝูงสัตว์อันเกิดในโรรุพนรกยืนได้ ๔,๐๐๐ ปี ในโรรุพนรกวัน ๑ คืน ๑ ได้ ๕๗๖,๐๐๐,๐๐๐ ปีในมนุษย์นี้ ทั้ง ๔,๐๐๐ ปี ในโรรุพนรกนั้นได้ปี ๘๒๙,๔๔๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ ปี ในมนุษย์เรานี้แลฯ ฝูงสัตว์อันเกิดในมหาโรรุพนรกนั้นยืนได้ ๘,๐๐๐ ปีในนรก วัน ๑ คืน ๑ ในนรกนั้นได้ ๒๓๐,๕๐๐,๐๐๐ ปี ในมนุษย์นี้ ทั้ง ๘,๐๐๐ ปีในนรกนั้นได้ ๖,๖๓๕,๕๒๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ ปี ในมนุษย์เรานี้แลฯ ฝูงสัตว์อันเกิดในดาปนรกนั้นยืนได้ ๑๖,๐๐๐ ปี ในนรก วัน ๑ คืน ๑ ในดาบนรกนั้นได้ ๙,๒๑๖,๐๐๐,๐๐๐ ปี ในมนุษย์ ทั้ง ๑๖,๐๐๐ ปี ในดาบนรก ๕๓,๐๘๔,๑๖๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ ปี

ในมนุษย์เรานี้แลฯ ฝูงสัตว์อันเกิดในนรกอันชื่อว่ามหาดาปนรกนั้นแลฯ จะนับปีและเดือนอันเสวยทุกข์ในนรกนั้นบมิถ้วนย่อมนับด้วยกัลป ๑ แลฯ ฝูงนรกใหญ่ ๘ อันนี้ย่อมเป็น ๔ มุมและมีประตูอยู่ ๔ ทิศ พื้นหนต่ำก้อนเหล็กแดง และฝาอันปิดเบื้องบนก้อนเหล็กแดง และนรกฝูงนั้นโดยกว้างและสูงเท่ากันเป็นจตุรัส และด้านละ ๑,๐๐๐ โยชน์ด้วยโยชน์ ๘,๐๐๐ วา โดยหนาทั้ง ๔ ด้านก็ดี พื้นเบื้องต่ำก็ดี ฝาเบื้องบนก็ดี ย่อมหนาได้ละ ๙ โยชน์ และนรกนั้นบมีที่เปล่าสักแห่ง เทียรย่อมฝูงสัตว์นรกทั้งลายหากเบียดเสียดกันอยู่เต็มนรกนั้น และไฟนรกนั้นบมิดับเลยสักคาบแล ไหม้อยู่รอดชั่วต่อสิ้นกัลปแล กรรมบาปคนฝูงนั้นหากไปเป็นไฟลุกในตัวตนนั้นเป็นฟืนลุกเองไหม้ไฟนั้นแลบมิแล้วสักคาบเพื่อดังนั้นแล นรกใหญ่ ๘ อันนั้นมีนรกใหญ่อยู่รอบแล ๑๖ อันอยู่ทุกอันแลอยู่ละด้าน ๔ อันแล นรกบ่าว ๔ ฝูงนั้นยังมีนรกเล็กน้อยอยู่รอยนั้นมากนักจะนับบมิถ้วนได้เลย ประดุจที่บ้าน ๆ นอกและในเมือง ๆ มนุษย์เรานี้แลฯ ฝูงนรกบ่าวนั้นโดยกว่างได้แล ๑๐ โยชน์ทุกอันแล ฝูงนรกบ่าวนั้นอีกนรกหลวงได้ ๑๓ อัน แต่นรกใหญ่ ๔๘ อันนั้นหายมบาลอยู่นั้นบมิได้ไส้ ที่ยมบาลอยู่นั้นแต่ฝูงนรกบ่าวและนรกเล็กทั้งหลายฯ หากมียมบาลอยู่ไส้ แต่ฝูงนรกบ่าวมียมบาลอยู่ดังนั้นแลเรียกชื่อว่าอุสุทธนรกผู้ ๔ อันเป็นบมบาลดังนั้น เมื่ออยนู่เมืองคนบาปเขาก็ได้ทำบุญ เขาก็ได้ทำ ปางเมื่อตายก็ได้ไปเกิดในนรกนั้น ๑และมียมบาลฝูงอื่นมาฆ่าฟันพุ่งแทงกว่าจะถ้วน ๑๕ วันนั้นแล้วจึงคืนมาเป็นบมบาล ๑๕ วัน เวียนไปเล่าวียนมาเล่าดังนั้งหึงนานนัก เพราะว่าไป่มิสิ้นบาปอันเขากระทำนั้นดุจว่ามานี้ก็เป็นจำพวกหนึ่ง อันนี้ชื่อว่าเปรตวิมานนั้นแลฯ ลางคนนั้นกลางวันเป็นเปรต

ครั้งกลางคืนเป็นเทวดา ฯ ลางคนกลางวันเป็นเทวดา ครั้นกลางคืนเป็นเปรตฯ ลางคนเดือนขึ้นเป็นเปรต เดือนแรมเป็นเทวดาฯ ลางคนเดือนขึ้นเป็นเทวดาเดือนแรมเป็นเปรต ด้วยบาปกรรมเขาฝูงนี้ไป่บมิสิ้นเป็นดังนี้ทุกเดือนหลายปีนักแลฯ ฝูงเปรตฝูงนั้นและยมบาลตูคู่กันแลยังไป่บมิสิ้นกรรมดังนั้น ยังเวียนไปมาเป็นคนนรกเป็นยมบาลทุกเมื่อบมิได้อยู่สักคาบผิว่าสิ้นกรรมนั้น จึงเป็นยมบาลแล้วก็ตายไปเกิดเป็นแห่งอื่นแลฯ แลมีเมืองพระญายมราชนั้นใหญ่นักและอ้อมรอบประตูนรกทั้ง ๔ ประตูนรกนั้นแล พระญายมราชนั้นทรงธรรมนักหนาพิจารณาถ้อยความอันใด ๆ และบังคับโจทก์และจำเลยนั้นด้วนสัจซื่อและชอบธรรมทุกอันทุกเมื่อ ผู้ใดตายย่อมไปไหว้พระญายมราชก่อนฯ พระญายมราชจึงถามผู้นั้นยังมึงได้กระทำบาปฉันใด แลมึงเร่งคำนึงดูแลมึงว่าโดยสัจโดยจริงฯ

เมื่อดังนั้นเทวดาทั้ง ๔ องค์อันแต่งมาซึ่งบาญชีบุญและบาปแห่งคนทั้งหลายก็ได้ไปอยู่ในแห่งนั้นด้วย แลถือบาญชีอยู่แห่งนั้นผู้ใดกระทำบุญอันใดไส้ เทพยดานั้นเขียนชื่อผู้นั้นใส่แผ่นทองสุกแล้วทูนใส่เหนือหัว ไปถึงพระญายมราช ๆ ก็จบใส่หัวแล้วก็สาธุการอนุโมทนายินดีแล้ว ก็วางไว้แท่นทอง อันประดับนี้ด้วยแก้วสัตตพิธรัตนะ และมีอันเรืองงามแล ผู้ใดอันกระทำบาปไส้ เทวดานั้นก็ตราบาญชีลงในแผ่นหนังหมาแลเอาไว้แง ๑ เมื่อพระญายมราชถามดังนั้น

ผู้ใดกระทำบุญด้ยอำนาจบุญผู้นั้นหากรำพึงรู้ทุกอันแลกล่าวแก่พระญายมราชว่า ข้าได้ทำบุญธรรมดังนั้นเทพยดาถือบาญชีนั้น ก็หมายบาญชีในแผ่นทองนั้นก็ดุจความอันเจ้าตัวกล่าวนั้น พระญายมราชก็ชี้ให้ขึ้นไปสู่สวรรค์อันมีวิมานทองอันประดับนี้ด้วยแก้ว ๗ ประการ แลมีนางฟ้าเป็นบริวารแลมีบริโภคเทียรย่อมทิพย์

แลจะกล่าวเถิงความสุขนั้นบมิได้เลยฯ ผิแลผู้ใดกระทำบาปนั้นบันดาลตู่ตนมันเองนั้นแลมันมิอาจบอกบาปได้เลย จึงเทพยดานั้นเอาบาญชีในแผ่นหนังหมามาอ่านให้มันฟัง มันจึงสารภาพว่าจริงแล้วพระญายมราชและเทพยดานั้น ก็บังคับแก่ฝูงยมบาลให้เอามันไปโดยบาปกรรมมันอันหนาและเบานั้นแลฯ บังคับอันควรในนรกอันหนังและเบานั้นแล ความทุกขเวทนาแห่งเขานั้นจะกล่าวบมิถ้วนได้เลยฯ

ผู้กระทำบุยก็ได้กระทำบาปก็ได้กระทำ เทพยดานั้นจะชักบุยและบาปนั้นมาดูทั้งสองฝ่าย ๆ ใดหนักก็ไปฝ่ายนั้น แล้วแม้นว่าผู้บุญหนักแลไปสวรรค์ก็ดี เมื่อภายหลังยังจะมาใช้บาปตนนั้นเล่าบมิอย่าเลยฯ ผู้ส่วนผู้บาปหนักและไปในนรกก่อนแล เมื่อภายหลังนั้นจึงจะได้เสวยบุญแห่งตนนั้นบมิอย่าแลฯ อันว่าคนผู้กระทำบุญกระทำบาปเสมอกันนั้นไส้ พระญายมราชและเทพยดาถือบาญชีนั้นบังคับให้เป็นยมราช เป็นยมบาล ๑๕ วันมีสมบัติทิพยดุจเทพยดา และตกนรก ๑๕ วันนั้น ต่อสิ้นบาปมันนั้นแลฯ คนผู้ใดเกิดมาและมิรู้จักความบุญและมิรู้จักคุณพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์

และมิได้ให้ทานตระหนี่ทรัพย์และเมื่อท่านจะอวยทานไส้ มันห้ามปรามท่าน อนึ่งมันมิรู้รักพี่รักน้องบมิรู้เอ็นดูกรุณาเทียรย่อมฆ่าสิ่งสัตว์อันรู้ติงและลักเอาสินท่านอันท่านเจ้าสินมิได้ให้แก่ตน มักทำชู้ด้วยเมียท่านและลอบรักเมียท่านผู้อื่นและเจรจาเลาะและลู่ยล่ายมักกล่าวความร้ายส่อเสียดเบียดเบียนท่าน กล่าวความสระประมาทท่านและกล่าวความหยาบช้ากล้าแข็ง ให้ท่านบาดเนื้อผิดใจ ให้ท่านได้ความเจ็บอายและกล่าวความมุสาวาทโลเลอันมิได้เป็นประโยชน์เป็นติรัจฉานกถา

ละมักกินเหล้าเมามายและมิได้ยำเกรงผู้เม๋าผู้แก่สมณะพราหมณาจารย์ อันว่าคนผู้กระทำร้ายฉันนี้ไส้ ครั้นว่าตายไปก็ได้ไปเกิดในนรกอันใหญ่ ๘ อันนั้นแล อันว่าความอันเขาเจ็บปวดทนทุกขเวทนาแห่งเขานั้นจะกล่าวบมิได้เลยฯ ในฝูงนรกเล็กอันอยู่เป็นบริวารนรกบ่าวนั้นมากนั้น เรามิอาจกล่าวได้เลย

แต่จะกล่าวแต่ฝูงนรกบ่าว ๑๖ อัน อยู่ล้อมรอบสัญชีพนรก อันอยู่บนนรกทั้งหลายอันพระมาตะลีนำพระเจ้าเนมีราชไปทอดพระเนตรนั้น เมื่อธไปดูสัญชีพนรกอันใหญ่อันอยู่ท่ามกลางนั้นให้ดูแต่นรก ๑๖๙ อันอยู่รอบสัญชีพนรกนั้นชื่ออุสุทธนรก แลนรกอันเป็นอาทิชื่อไพตรณีนรก

คนหมู่อยู่ในแผ่นดินนี้แม้นเป็นดีมีข้างของมากไพร่ฟ้าข้าไทยมากหลายนั้น มากหลายนั้นมักกระทำร้ายแก่ผู้อื่น ชิงเอาทรัพย์ข้าวของ ๆ ท่านผู้อื่นด้วยตนมีกำลังกว่า ครั้นว่าตายได้ไปเกิดในนรกอันชื่อเวตรณีนั้นยมบาลอยู่ในเวตรณีนั้นเทียรย่อมถือไม้ค้อน มีดพร้า หอกดาบ หลาวแหลน เครื่องฆ่า เครื่องแทง เครื่องยิง เครื่องตีทั้งหลาย

ฝูงนั้นย่อมเหล็กแดงและมีเปลวพุ่งขึ้นไปดังไฟฟ้าลุกดังนั้นบมิวายแล ยมบาลจึงถือเครื่องทั้งนั้นไล่แทง ไล่ตีฝูงคนนรกด้วยสิ่งนั้น เขาก็เจ็บปวดเวทนานักหนาอดทนบมิได้เลย ในนรกนั้นมีแม่น้ำใหญ่อันชื่อว่าไพตรณีและน้ำนั้นเค็มนักหนา

ครั้งว่าเขาแล่นหนีน้ำนั้นเล่าหวายเครือหวายดาสไปมา แลหวายนั้นมีหนามอันใหญ่เท่าจอมเทียรย่อมเหล็กแดงเป็นเปลวไฟลุกทุกเมื่อแล ลงน้ำนั้นก็ขาดดังท่านเอามีดกรดอันคมมาแล่มากันเขาทุกแห่ง แลเครือหวายเทียรย่อมขวากใญ่ แลยาวย่อมเหล็กแดงลุกเป็นเปลวไฟไปไหม้ตัวเขาดังไฟไหม้ต้นไม้ในกลางป่า

ครั้งว่าตัวเขาตรลอดตกลงหนามหวายนั้น ลงไปยอกขวากเล็กอันอยู่ใต้นั้น ตัวเขานั้นก็ขาดห้อย ณ ทุกแง เมื่อขวากเล็กนั้นยอกตัวเข้าดังท่านเสียบปลานั้นแล บัดเดี๋ยวหนึ่งเปลวไฟไหม้ขาวขึ้นมาแล้ว ลุกขึ้นเป็นไฟไหม้ตนเขาหึงนานนักแล ตนเขานั้นสุก เน่าเปื่อยไปสิ้น ใต้ขวากเหล็กในน้ำเวตรณีนั้น มีใบบัวหลวงและใบบัวนั้นเทียรย่อมเหล็กเป็นคมรอบนั้นดังคมมีด และใบบัวนั้นเป็นเปลวลุกอยู่บมิดับเลยสักคาบ

ครั้นว่าตนเขานั้นตรลอดจากขวากเหล็กนั้นตกลงเหนือใบบัวเหล็กแดงนั้น ใบบัวเหล็กแดงอันคมนั้น ก็บาดขาดวิ่นทุกแงดังท่านกันขวางกันยาวนั้นไส้ เขาตกอยู่ในใบบัวเหล็กแดงนั้นช้านานแล้ว จึงตรลอดตกลงไปในน้ำ ๆ นั้นเค็มนักหนาแล แสบเนื้อแสบตัวเขาสาหัสดังปลาอันคนตีที่บนบกนั้น บัดเดี๋ยวแม่น้ำนั้นก็กลายเป็นเปลวไฟไหม้ตนเขานั้น ดูควันฟุ้งขึ้นทุกแห่งรุ่งเรืองเทียรย่อมเปลวไฟในพื้นแม่น้ำเวตรณีนั้น เทียรย่อมคมมีดหงายขึ้นทุกแห่งคมนักหนา

เมื่อคนนรกนั้นร้อนด้วยเปลวไฟไหม้ดังนั้น เขาจึงคำนึงในใจว่า มากูจะดำน้ำนี้ลงไปชะรอยจะพบน้ำเย็นภายใต้โพ้น แลจะอยู่ได้แรงใจสะน้อยเขาจึงดำลงไปในพื้นน้ำนั้น จึงถูกคมมีดอันหงายอยู่ใต้น้ำนั้น ตัวเขาก็ขาดทุกแห่งดังท่านแสร้งกันเขานั้นยิ่งแสบสาหัส แลร้องล้มร้องตายเสียงแรงแข็งนักหนา บางคาบน้ำพัดตัวเขาพุ่งขึ้น ลางคาบพัดตัวเขาดำลงนั้นเองเทียรย่อมทุกขเวทนานักหนา

ฝูงอันเกิดในนรกอันชื่อว่าเวตรณีนั้นเป็นทุกข์เจ็บปวดดังกล่าวมานี้แลฯ นรกอันเป็นคำรบ ๒ นั้นชื่อว่าสุนักขนรก คนผู้ใดกล่าวคำร้ายแก่สมณพราหมณ์ผู้มีศีล และพ่อแม่และผู้เฒ่าผู้แก่ครูบาทยาย คนผู้นั้นตายไปเกิดในนรกอันชื่อว่าสุนักขนรกนั้นแล ในสุนักขนรกนั้นมีหมา ๔ สิ่ง หมาจำพวก ๑ นั้นขาว หมาจำพวก ๑ นั้นแดง หมาจำพวก ๑ นั้นดำ หมาจำพวก ๑ นั้นเหลือง แลตัวหมาผู้นั้นใหญ่เท่าช้างสารทุกตัว ฝูงแร้งและกาอันอยู่ในนรกนั้นใหญ่เท่าเกวียนทุก ๆ ตัว ปากแร้งและกาและตีนนั้น เทียรย่อมเหล็กแดงลุกเป็นเปลวไฟอยู่บ่อมิได้เหือดสักคาย แร้งแลกาหมาฝูงนั้นเทียรย่อมจิกแหกหัวอกขบตอดคนทั้งหลายในนรกนั้นด้วยกรรมบาปของเขานั้นแล มิให้เขาอยู่สบาย

แลให้เขาทนเจ็บปวดสาหัส ได้เวทนาพ้นประมาณทนอยู่ในนรกอันชื่อสุนักขนรกนั้นแลฯ นรกบ่าวอันดับนั้นไปเป็นคำรบ ๓ ชื่อว่าโสรชตินรก คือผู้ได้กล่าวร้ายแก่ท่านผู้มีศีล อันท่านบมิได้ให้ความผิดแก่ตนแต่สิ่งใดสิ่งหนึ่งเลย แลมากล่าวร้ายแก่ท่านดุจดังเอาหอกมาแทงหัวใจท่านให้ได้ความเจ็บอาย คนผู้นั้นครั้งว่าตายก็ได้ไปเกิดในนรกนั้นแล

ในพื้นนรกนั้นย่อมเล็กแดงเป็นเลวไฟลุกอยู่บมิเหือดเลยสักคาบ ฝูงนรกนั้นไส้เหยียบเหนือแผ่นเหล็กแดงนั้น แลฝุงยมบาลถือค้อนเหล็กแดงอันใหญ่เท่าลำตาลไล่ตีฝูงนนรกนั้น ๆ ก็แล่นไปบนแผ่นเหล็กแดง ๆ ลุกเป็นไฟเร่งไหม้ตีนเขาแลร้อนเวทนานักหนาแล ยมบาลไล่ตีคนนรกนั้นเนื้อและตนเขาก็แหลกเป็นภัสมะไปสิ้น บัดเดี๋ยวไส้ ก็เกิดเป็นตนเขาคืนมาดังเดียวนั้นเล่า

เพราะว่าบาปกรรมแห่งเขาไป่มิสิ้นตราบใดแล ทนเวทนาไปในนรกอันชื่อว่โสรชตินรกตราบนั้นแลฯ นรกบ่าวอันเป็นคำรบ ๔ นั้น ชื่อว่อังคารกาสุมนรก คนผู้ใดแลชักชวนท่านผู้อื่นว่าจะกระทำบุญและทานเอาทรัพย์มาให้แก่ตนว่าให้ทำบุญ แลตนมิได้กระทำบุญและลวงเอาทรัพย์ของท่านมาไว้เป็นอนาประโยชน์แก่ตน

คนผู้นั้นตายไปได้เกิดในนรกอันชื่อว่าอังคารกาสุมนรกนั้น แลฝูงยมบาลอันอยู่รักษานรกนั้นบ้างก็ถือหอกดาบ บ้างถือค้อนเหล็กแดงลุกเป็นเปลวไฟขับต้อนบ้าง แทงบ้าง ฟันบ้าง ตีบ้าาง ไล่ผลักไล่ให้ตกลงไปในหลุมถ่านไฟอันแดง แลถ่านไฟอันแรงนั้นไหม้ตนเขา ๆ ร้อน ๆ ทนเวทนานักหนา ฝูงยมบาลจึงเอาจะหวักเหล็กอันใหญ่ตักเอาถ่านไฟแดงหล่อรดเหนือหัวเขาลง เขาก็มิอาจจะอดร้อนได้ เขาก็ร้องไห้ด้วยเสียงอันแข็งนักหนา แลกรรมบาปแห่งเขานั้นจึงมิให้เขาตาย

ครั้งเขาตายจากขุนถ่านไฟนั้น ๆ ฯ อันดับนั้นเป็นคำรบ ๕ ชื่อว่าโลหกุมภีนรก แลคนผู้ใดอันตีสมณพราหมณ์ผู้มีศีลไส้ คนผู้นั้นตายได้ไปเกิดในโลหกุมภีนรก ๆ มีเหล็กแดงอันใหญ่เท่าหม้ออันใหญ่นั้น แลเต็มด้วยเหล็กแแดงเชื่อมเป็นน้ำอยู่ฝูงยมบาลจับ ๒ ตีนคนนรก ผันตีนขึ้นแลหย่อนหัวเบื้องต่ำแล้วและพุ่งตัวคนนั้นลงในหม้ออันใหญ่นั้น แลสัตว์นั้นร้อนนักหนาดิ้นไปมาอยู่ในหม้อนั้น ทนเวทนาอยู่ดังนั้นหลายคาบหลายคราแลทนอยู่กว่าจะสิ้นอายุสัตว์ในนรกอันชื่อว่โลหกุมภีนรกนั้นแลฯ นรกบ่าวอันดับนั้นเป็นคำรบ ๖ ชื่อว่าโลหกุมภนรก

แลคนผู้ใดฆ่าสัตว์อันมีชีวิต เชือดคอสัตว์นั้นให้ตายไส้ คนผู้นั้นครั้นว่าตายไปเกิดในนรกนั้น แลสัตว์นรกนั้นมีตัวอันใหญ่และสูงได้ ๖ พันวา ในนรกนั้นมีหม้อเหล็กแดงใหญ่เท่าภูเขาอันใหญ่ แลฝูงยมบาลเอาเชือกเหล็กแดงอันลุกเป็นเปลวไฟไล่กระวัดรัดคอเข้าแล้วตระบิด ให้คอเขานั้น ขาดออกแล้ว ๆ เอาหัวเขาทอดลงในหม้อเหล็กแดงนั้น เมื่อแลหัวเขาด้วนอยู่ดังนั้นไส้ บัดเดี๋ยวก็บังเกิดหัวอันหนึ่งขึ้นมาแทนเล่า ฝูงยมบาลจึงเอาเชือกเหล็กแดงบิดคอให้ขาด แล้วเอาหัวทอดลงไปหม้อเหล็กแดงอีกเล่า แต่ทำอยู่ดังนี้หลายคาบหลายครานัก

ตราบเท่าสิ้นอายุ แลบาปกรรมแห่งเขานั้นแลฯ นรกบ่าวอันดับถัดนั้นเป็นคำรบ ๗ ชื่อว่าถูสปลาจนรก แลคนฝูงใดเอาข้าวลีบก็ดีแกลบก็ดี ฟางก็ดี มาระคนปนด้วยข้าวเปลือกแลเอาไปพรางขายแก่ท่านว่าข้าวดี คนฝูงนั้นตายได้ไปเกิดในนรกนั้น ๆ มีแม่น้ำอันหนึ่งเล็งเห็นมานั้นไส้ งามดีไหลไปบมิขาดสักคาบ

ในพื้นน้ำนรกนั้นดาษไปด้วยเหล็กแดงเป็นเปลวไฟลุกไหม้ตนคนนั้น เขาร้อนเนื้อตนเขานักหนา แลเขากระหายอยากน้ำนักหนาเพียงไส้จะขาดออก เขาจึงเอามือทั้ง ๒ พาดเหนือหัวเขาแล้วร้องไห้แล่นไปเหนือเหล็กแดงดังไฟก็เร่งไหม้ตีนเขา ๆ แล่นไปสู่แม่น้ำอันใสงามนั้น เขาโจนลงในน้ำนั้น บัดเดี๋ยวน้ำนั้นก็กลายเป็นไฟขึ้นทั้ง ๒ ฟากนั้นมาไหม้ตนเขากลายเป็นข้าวลีบ แลแกลบก็เป็นไฟมาไหม้ตัวเขาลุกนักหนาแลฯ เขานั้นให้อยากน้ำนักหนา อดบมิได้เขาก็ร้องไห้แล้วเขากำเอาข้าวลีบและแกลบนั้นให้กิน

เมื่อกินครั้นว่ากลืนข้าวลีบและแกลบนั้นเขาไปเถงท้องแล้วดังนั้น ก็กลายเป็นไฟออกเบื้องทวารภายต่ำ แลเป็นไฟข้าวลีบและแกลบพุ่งออกจากตัวเขานั้น เขาก็ร้องไห้นักหนา อดบมิได้จึงเอามือมาพาดเหนือหัวแล้วร้องไห้ด้วยเสียงแรงนักหนา สิ้นกาลหึงนานนักฯ แลนรกบ่าวอันเป็นคำรบ ๘ นั้นชื่อลคติหสลนรกนั้น คนฝูงใดเร่งลักสินท่าน แลคนฝูงกล่าวร้ายแก่เขา

ผู้เป็นโจรแลให้เจ้าของแพ้แรงพรางเอาของท่านสิ้นบมิได้เขาโสด คนฝูงนั้นตายได้ไปเกิดในนรกนั้น แลยมบาลฝู่งรักษานรกนั้นยืนอยู่รอบคนทั้งหลายหมู่ตกนรกนั้น ๆ ระแวดระวังขับเนื้อทั้งหลายในกลางป่าทุกแห่งทุกพายแลมิให้หนีรอดได้นั้น ฝูงยมบาลเอาหอกชนักไล่แท ไล่พุ่งเขาทั้งหลาย ๆ ที่ก็ถูกบาดเจ็บทั่วตัวคนฝูงนั้น หลายแห่งนั้นดุจดังใบตองแห้ง อันท่านเอามาสับให้แหลกนั้นแล

ฝูงคนนรกทั้งหลายนั้นก็แหลกไปดุจดังนั้นแลฯ นรกบ่าวอันดับเป็นคำรบ ๙ นั้นชื่อสีลกัตตนรก คนฝูงใดฆ่าปลาแลหาบมาขายในกลางตลาดไส้ ตายได้ไปเกิดในนรกนั้น ฝูงยมบาลเอาเชือกเหล็กแดงคล้องคอ แล้วลากเอาไปทอดลงเหนือแผ่นเหล็กแดงแล้วจึงแทงด้วยหอกชนัก แล้วจึงฟันด้วยพร้า แล่เอาเนื้อเขาออกเรียงขาย ดังท่านเรียงชื้นเนื้อชิ้นปลาขายกลางตลาดนั้นแล แล้วก็คืนเข้าเป็นตัวดังเก่าเล่าแลฯ นรกบ่าวอันดับนั้นเป็นคำรบ ๑๐ นั้นชื่อว่า โมราปมิลหนรก

คนฝูงท่านท้ายพระญาใช้ให้ไปสิ่งสารากรแก่ไพร่ฟ้าราษฎรกรมทั้งหลาย แลเรียกเอามากกว่ากำหนดท่าน แลกล่าวร้ายแก่ท่านเป็นต้นว่าาท่านตีท่านผู้มีไมตรีรักตน แลเป็นมิตรโทษทรหดดังนั้น ครั้นตายไปเกิดในนรกนั้น

บาปกรรมอันกระทำคุกคามคำรามแก่เขาว่าจะใส่ชื่อและคาผูกตีนและมือเขา ทำข่มเหงเอาแก่เขา แลคนหมู่กระทำร้ายแก่ผู้รักตน และกระทำแก่ท่านเป็นต้นว่าฆ่าท่านตีท่านผุ้มีไมตรีและเป็นมิตร โทษดังนั้น ครั้นว่าตายไปเกิดในนรก คนนรกนั้นอยุ่ในแม่น้ำใหญ่อันหนึ่ง แลเต็มไปด้วยลามกอาจมและเหม็นนักหนา แม้นว่าอยู่ไกลได้ ๑๐๐ โยชน์ ๑ ก็ดียังเหม็นอยู่เลย เขายืนอยู่นักหนา เขาอดบมิได้ เขาก็กินอาจมนั้นต่างข้าวต่างน้ำทุกวารแลฯ นรกบ่าวอันดับนั้นเป็นคำรบ ๑๑ ชื่อโลหิตบุพนรกนั้น คนฝูงกระทำร้ายแก่พ่อแม่และสงฆ์ และคนผู้มีคุณและท่านผู้มีศีลก็ดี คนฝูงนั้นตายไปเกิดในนรกนั้เน

คนในนรกนั้นอยู่ในแม่น้ำอันใหญ่อัน ๑ เทียรย่อมเต็มไปด้วยเลือดและหนองทั้งหลาย แบเขานั้นหาอันจะกินบมิได้ แลร้อนใจเพื่ออยกานั้นนักหนา คนนรกนั้นจึงกินเลือดและหนองนั้น เมื่อเขากินเลือดและหนองนั้นเข้าไปเถิงท้องเขาไส้ ก็กลายเป็นไฟไหม้แลลอดลงไปใต้ท้ายทวารหนต่ำเป็นไฟพุ่งออกฯ นรกบ่าวอันดับนั้นเป็นคำรบ ๑๒ ชื่อโลหพลิสนรก คนฝูงอันเจรจาซื้อสิ่งสินท่านแลไปพรางว่าจะให้เบี้ยให้เงินท่าน แลตนใส่กลเอาสินท่านด้วยตราชั่งก็ดี ด้วยทะนานก็ดี ก็ใส่กลให้เขาพลั้งพลาดแลประบัดสิ่งสินเขา แลบมิได้ให้เงินแก่เขา ครั้นว่าตายได้ไปเกิดในนรก

ฝูงยมบาลเอาคีมคาบลิ้นเขาชักออกแล้วเขาเอาเบ็ดเกี่ยวลิ้นเขา ลำเบ็ดนั้นใหญ่เท่าลำตาล เทียรย่อมเหล็กแดงลุกบมิเหือดสักเมื่อ ฝูงยมบาลเขาลากไปผลักไป ให้ล้มหงายเหนือแผ่นเหล็กแดงเป็นเปลวพุ่งไหม้ตนเขาโสด ฝูงยมบาลเถือเอาหนังเขาออกแลขึงดังขึงหนังวัว ฝูงคนนรกอดเจ็บบมิได้ร้องไห้นักหนา แลมีคนอันสั่นระทดดังปลาอันหักคอนั้นแลขึ้นเหนือบกนั้น เขาย่อมรากเลือดออกดังนั้นหลายคาบแก่เขาแลฯ

นรกบ่าวอันดับนั้นเป็นคำรบ ๑๓ ชื่อว่าสังาฏนรกผู้ชายแรงทำชู้ด้วยเมียท่าน ผู้หญิงทำชู้จากผัวตน ครั้นว่าตายไปเกิดในนรกนั้น ๆ มีผู้หญิงก็หลายมีผู้ชายก็มาก ฝูงยมบาลเอาหอกแทงตนเขาบาดขาดวิ่นนักหนา มีเลือดและน้ำหนองย้อยนักหนา ดุจดังวัวอันท่านเอาหอกแทงเป็นหลายแง แลมีเลือดอันย้อยเต็มตัวทุกแห่ง แลคนนรกนั้นจมอยู่ในแผ่นเหล็กแดงจมลงครึ่งตน เขาทุกคนเทียรย่อมเอามือพาดเหนือหัวเขาร้องไห้อยู่นักนา ตนเขาฝังอยู่ในนั้นดังคนแสร้งฝังไว้แล ยังมีเขาเหล็กแดงอัน ๑ ลุกเป็นเปลวไฟแลกลิ้งเข้ามาแลมีเสียงอันดัง เสียงฟ้าแลกลิ้งมาทั้งสองข้างหนีบตนเขาดังท่านหนีบอ้อยดังนั้นเป็นหลายคาบแลฯ

นรกบ่าวถัดนั้นเป็นคำรบ ๑๔ ชื่อวสิรนรก คนฝูงอันกระทำชู้ด้วยเมียท่านตายไปเกิดในนรกนั้นแลฯ นรกนั้นเทียรย่อมผู้หญิงทั้งหลายผู้ชายก็หลายนัก ยมบาลจบ ๒ ตีนเข้า แลหย่อนหัวลงในขุมนรกนั้นแล้วจึงเอาค้อนเหล็กแดงตีตนเขาให้ยับย่อยไปเล่าแลฯ

นรกบ่าวถัดนั้นอันคำรบ ๑๕ ชื่อโลหสิมพลีนรก ฝูงคนอันทำชู้ด้วยเมียท่านก็ดี และผู้หญิงอันมีผัวแล้วแลทำชู้จากผัวก็ดี คนฝูงนั้นตายไปเกิดในนรกนั้น ๆ มีป่าไม้งิ้วป่า ๑ หลายต้นนัก แลต้นงิ้วนั้นสูงได้แลโยชน์ แลหนามงิ้นนั้นเทียรย่อมเหล็กแดงเป็นเปลวลุกอยู่ แลหนามงิ้วนั้นยาวได้ ๑๖ นิ้วมือเป็นเปลวไฟลุกอยู่บห่อนจะรู้ดับสักคาบแล

ในนรกนั้นเทียรย่อมฝูงหญิงฝูงชายหลาดแลคนฝูงนั้นเขาได้รักใคร่กันดังกล่าวมาดุจก่อนนั้นแล ลางคาบผู้หญิงอยู่บนปลายงิ้วผู้ชายอยู่ภายต่ำ ฝูงยมบาลเขาก็เอาหอกดาบแหลนหลาวอันคมเทียมย่อมเหล็กแดงแทงตีนผู้ชายนั้น จำให้ขึ้นไปหาผู้หญิงชู้ของสูอันอยู่บนปลายงิ้วโพ้นเร็วอย่าอยู่

แลฝูงผู้ชายทนเจ็บบมิได้จึงปีนขึ้นไปบนต้นงิ้วนั้น ครั้นว่าขึ้นไปไส้หนามงิ้วนั้นบาดทั่วตนเขาขาดทุกแห่งแล้วเป็นเปลวไฟไหม้ตนเขา ๆ อดบมิได้ จึงบ่ายหัวลงมา ฝูงยมบาลก็เอาอกแทงซ้ำเล่า ร้องว่าสูเร่งขึ้นไปหาชู้สูที่อยู่บนปลายงิ้วโพ้นสูจะลงมาเยียใดเล่า เขาอดเจ็บบมิได้ เขาเถียงยมบาลว่า ตูมิขึ้นไปเขาก็มิขึ้นไป แลหนามงิ้วบาดทั่วทั้งตัวเขา ๆ เจ็บปวดนักหนาดังใจเขาจะขาดตาย แลเขากลัวฝูงยมบาลเขาจึงขึ้นไปเถิงปลายงิ้วนั้น

ครั้นจะใกล้เถิงผู้หญิงนั้นไส้ ก็แลเห็นผู้หญิงนั้นกลับลงมาอยู่ภายต่ำเล่า ยมบาลหมู่ ๑ แทงตีนผู้หญิงให้ขึ้นไปหาผู้ชายผู้เป็นชู้สูอันอยู่บนปลายงิ้วนั้นเล่า แลว่าเมื่อเขาขึ้น เขาลงหากันอยู่ฉันนั้น เขาบมิได้พบกัน ยมบาลขับผู้หญิง ผู้ชายจำให้ขึ้นให้ลงหากันดังนั้นหลายคาบหลายครา ลำบาดนักหนาแลฯ

นรกบ่าวถัดนั้นเป็นคำรบ ๑๖ ชื่อว่า มิจฉาทิฏฐินรกแล ฝูงใดอันอยู่ในเมืองมนุษย์นี้ย่อมถือมิจฉาทิฏฐิ ๆ มีสองประการ ๆ หนึ่งชื่อเหตุทิฏฐิ อนึ่งชื่อรสาทิฏฐิ หมู่มิจฉาทิฏฐินี้บุญเขาบมิรู้จักบาปเขากระทำ ฝูงคนนรกนั้นโสดความเขาร้ายในนรกนั้น และมียมบาลนั้นใหญ่นักหนาเทียรย่อมถืออกดาบและหลาวแหลน และค้อนเหล็กแดงเทียรย่อมลุกเป็นเปลวไฟอยู่ทุกคาบ เขขาทิ่มเขาแทงเขาฆ่าฟัน และงคนนรกนั้นเจ็บปวดเวทนากว่าตนพ้นประมาณ ดูลำบากนัก เทียรย่อมทนทุกข์มากกว่านรกทั้งหลายอันกล่าวแล้วนั้นแลฯ

อันกล่าวแล้วนี้ คือนรกบ่าว ๑๖ อัน ๆ อยู่รอบสัญชีพนรกอันอยู่บนนรกทั้งหลายนั้นไส้ และนรกบ่าวทั้งหลายซึ่งอยู่รอบนรกใหญ่ ๗ อันนั้นซึ่งอยู่ใต้สัญชีพนรกลงไปภายใต้นั้น เราบมิกล่าวเถิงได้เลยร้ายกว่านี้ยิ่งนักหนาแลฯ


อันว่าโลกันตนรกนั้นมีดังนี้ ฝูงจะกล่าวพาลหลงทั้งหลายนี้แล ๓ อันอยู่ใกล้กันดังเกวียน ๓ อัน แลวางไว้ข้างกันดังบาตร ๓ ลูกอันไว้ใกล้กันนั้นหว่างจักรวาล ๓ อัน และมีนรกชื่อว่าโลกันตนรกแล อันแลอันในโลกันตนรกนั้นกว้างได้ ๘,๐๐๐ โยชน์ด้วยหลายนักหนาและจะนับบมิได้ มีคูลึกวงรีหาพื้นน้ำบมิได้ หาฝาเบื้องบนบมิได้ไส้ เมื่อใต้น้ำอันชูแผ่นดินนี้หากเป็นพื้นขึ้นชื่อว่าโลกันตนรกนั้น และเบื้องบนเป็นปล่องขึ้นไปถึงพรหมโลกย์ อันว่าจะมีวิมานอยู่ตรงบนโลกันตนรกขึ้นไปนั้นหามิได้

เนตรแลในโลกันตนรกนั้นมืนักหนา ฝูงสัตว์ซึ่งได้ไปเกิดในโลกันตนรกนั้นดังหลับตาอยู่เมื่อเดือนดับนั้นแล เมื่อดาวเดือนแลตระวันอันไปส่องให้คนทั้งหลาย ๔ แผ่นดินนี้ให้เห็นหนทุกแห่ง ดังนั้นก็มิอาส่องให้เห็นหนในโลกันตนรกนั้นได้

เพราะว่าเดือนและตระวันอันเป็นไฟและส่องให้คนทั้งหลาย ๔ แผ่นดินนี้ไปส่องสว่างกลางหาวแต่เพียงปลายเขายุคุนธรไส้ และส่องสว่างไปแต่ในกำแพงจักรวาล และโลกันตนรกนั้นอยู่นอกกำแพงจักรวาลไส้

อยู่หว่างเขาจักรวาลภายนอกเรานี้จึงบมิได้เห็นหนไส้ เพื่อดังนั้นแลฯ เพราะว่าเดือนแลตระวันมิได้ส่องได้ เพราะว่าปลายเขากำแพงจักรวาลนั้นสิ สูงกว่าปลายเขายุคุนธร อันเพียงหนทางเดือนตระวันส่องไปนั้นแลฯ ถ้าและว่าต่อเมื่อใดโพธิสัตว์ผู้จะลงมาอุบัติตรัสแก่สัพพัญญุตญาณ และเมื่อท่านเสด็จลงไปเอาปฏิสนธิในครรภ์พระมารดานั้นก็ดี

แลเมื่อท่านสมภพจาตุโกรธรนั้นก็ดีแล เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสแก่สัพพัญญุตญาณนั้นก็ดีแล เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสเทศนาพระธรรมจักรนั้นก็ดีแล เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จเข้าสู่นิพพานนั้นก็ดี ในกาล ๕ ที่นี้ในโลกันตนรกนั้นจึงได้เห็นหนแท้นักหนา คนซึ่งอยู่ในนรกนั้นจึงได้เห็นกัน และสัตว์ในฦดลกันตนรกก็คือว่าฉันนี้กูเดียว ว่าแต่กูมาอยู่ที่นี้คนเดียวแลหรือฯ อันว่าเขาและบ่อนกันดังนั้นก็ดีบมิได้เห็นอยู่นาน เห็นเร็วประมาณดีดนิ้วมือเดียวไส้ เห็นปานดังสายฟ้าแมลบคาบเดียวไส้ เมื่อดังนั้นเขาทั้งหลายนั้นมิได้ว่าอันใด

ครั้นเขาว่าแต่เท่านั้นแล้วไส้ก็กลับมืดไปดังเก่าเล่าแลฯ ผิเมื่อพระพุทธเจ้าตรัสเทศนาธรรมจักรนั้น ยังค่อยเรืองอยู่เว้นนานกว่าทุกคาบสะน้อยแสนสายจึงวายเรือง คนฝูงใดอันกระทำร้ายแก่พ่อและแม่และสมณพราหมณาจารย์ผู้มีศีล และยุยงพระสงฆ์ให้ผิดกัน ครั้นว่าตายไปเกิดในนนรกอันชื่อว่าโลกันตนรกนั้นและเขานั้นใหญ่หนักหนาโดยสูงได้ ๖,๐๐๐ วา เล็บตีนเล็บมือเขานั้นดังคั้งคาวและใหญ่ยาวนักหนา สมควรด้วยตัวอันใหญ่นั้นเล็บนั้นสมนักหนา ผิละเกาะแห่งใดก็ติดอยู่แห่งนั้น เขาเอาเล็บเขานั้นเกาะกำแพงจักรวาลมั่นหน่วงอยู่ และเขาห้อยตนเขาอยู่ดังคั้งคาวนั้นแล

เมื่อเขาอยากอาหารไส้ เขามิได้ไปาเพื่อจะหากิน ครั้นได้ต้องมือกันเข้าไส้ ใจเขานึกว่าเขากินก็จับกุมกันกิน คนผู้นึ่งก็นึกว่าเขากิน จึงคนทั้งสองนั้นก็จับกุมกันกิน ต่างคนต่างตระครุบกันกินก็รัดเอาด้วยกันทั้งสองคนในน้ำอันชูแผ่นดิน เมื่อเขาตกลงในน้ำนั้นดุจลูกไม้อันใหญ่แลหล่นลงในน้ำนั้น และใต้น้ำนั้นโสดแต่แรกตั้งแผ่นดินแดดบห่อนจะไปต้องน้ำนั้นบัดเดี๋ยวใจไส้ ตนเขาก็เปื่อยแหลกออกไปสิ้นดังก้อนอาจมซึ่งตกลงในน้ำนั้นก็ตายบัดใจ แล้วจึงกลายเป็นตนเขาขึ้นอีกเล่าโสด เขาจึงปีนขึ้นไปเกาะกำแพงจักรวาลภายนอกนั้นอยู่ดังก่อนเล่าแล แต่เขาตายเขาเป็นอยู่ดังนั้นหลายคาบหลายครานักหนาแล แต่เขาทนทุกขเวทนาอยู่ที่นั้นช้าหึงนานนักชั่วพุทธันดรกัลปหนึ่งแลฯ

ฝูงสัตว์อันเกิดในมหาอวิจีนรกนั้น ทนทุกขเวทนาคาบหึงนานสิ้นกัลป ๑ จึงพ้นแล กัลป ๑ นั้นช้าหึงนานประมาณเท่าใดเล่า และจะนับด้วยปีและเดือนไส้ บมิอาจนับได้เท่าเว้นไว้แต่อุประมาให้รู้ฯ ว่ายังมีภูเขาอันหนึ่งโดยสูงไส้ได้ โยชน์ ๑ โดยรอบเขานั้นไส้ได้ ๓ โยชน์แล ถึงร้อยปีเอาผ้าทิพย์อันอ่อนดังควันไฟมากวาดภูเขาแต่แลคาบ เมื่อใดภูเขานั้นราบเพียงแผ่นดินจึงเรียกว่าสิ้นกัลป ๑ แล ฯ

ผิแลมีผู้โจทนาว่าดังนี้ ว่าคนอันที่ได้กระทำบาปอันเป็นปัญจานันตริยกรรมแลได้ไปตกในนรกอันชื่อว่ามหาอวิจีนรกนั้นดังฤๅและจะนับถ้วนกัลปดังกล่าวนั้นเลย เพราะว่ากัลปหนึ่งพ้นไปแล้ว ๓ ส่วน และยังส่วนเดียวไส้ และไฟจักไหม้กัลปฯ ท่านผู้เฉลยว่าฉันนี้ ฝูงที่ไปตกในมหาอวิจีนรกตราบใด แลไปบมิถ้วนกัลปดังกล่าวนั้น ผิแลไฟกัลปมาก็ดีบมิไหม้คนนรกนั้นได้เพื่อดังฤๅไส้

ครั้นว่าไฟกัลปไหม้มาเถิงมหาอวิจีนรกนั้นและว่ายังมีลมอันหนึ่งเป็นบาปก็พัดเอาตัวสัตว์อันอยู่ในอวิจีแลไปบมิถ้วนกัลปนั้นก็พัดเอาสัตว์นั้นไปไว้มหาอวิจีนรก อันมีในจักรวาลอันอื่นที่ไฟไหม้ไปบมิเถิงนั้น ลมพัดเอาเขาไปพลันนัก ผิจะอุปมาดุจนกตัว ๑ จับต้นไม้อันสูงและสูงเท่าใดก็ดี ครั้นว่านกนั้นบมิไปจากต้นไม้นั้นตราบใดยังเห็นเงานกตกอยู่ที่กลางดินนั้น พร้อมกับบมิทันรู้ว่าอันก่อนอันหลังนั้นและมีฉันใดคนอันจากอวิจีอยู่ในจักรวาลอันไฟไหม้นั้น แลไปอยู่ในอวิจีอันอื่นในจักรวาลอันอื่นอันไฟไหม้บมิเถิงนั้นดุจดังเงานก สัตว์คนนรกนั้นตราบได้บมิถ้วนกัลปดังกล่าวมานั้นบมิพ้น บาปอันใดและบาปแห่งพระเทวทัตอันได้ไปไหม้อยู่ในมหาอวิจีนรกนั้น ไกลแต่เราอยู่นี้ไปเถิงยมโลกย์ได้ ๑๕๐ โยชน์

แต่ยมโลกย์ลงไปถึงอวิจีได้พันโยชน์ ลมอันจรดได้โยชน์ และแผ่นดินอันเราอยู่นี้ โดยกว้างได้หมื่นโยชน์ โดยหนาได้ ๒๔,๐๐๐ โยชน์ และน้ำอันทรงแผ่นดินไว้หนาได้ ๔๘๐,๐๐๐ โยชน์ ลมอันทรงน้ำและแผ่นดินบมิให้จมบมิให้ไหว โดยหนาได้ ๙๖๐,๐๐๐ โยชน์ ฝูงนรกทั้งหลายนั้นย่อมอยู่ใต้แผ่นดินที่เราอยู่นี้แลฯ กล่าวเถิงฝูงสัตว์อันเกิดในนรกภูมิ อันเป็นปถมกัณฑ์โดยสังเขปกถาเท่านี้แลฯ

ดิรัจฉานภูมิ

และสัตว์อันเกิดในติรัจฉานภูมินั้น ลางคาบเป็นด้วยอัณฑชะโยนิ ลางคาบเป็นด้วยชลามพุชะโยนิ ลางคาบเป็นด้วยสังเสทชะโยนิ ลางคาบเป็นด้วยอุปปาติกะโยนิ แต่สิ่งอันดังนี้ชื่อติรัตฉาน มีอาทิคือว่าครุฑแลนาคสิงห์ช้างม้าวัวควายเนื้อถึกทุกสิ่ง เป็ดและห่านไก่และนกและสัตว์ทั้งหลาย ฝูงนี้สิ่งอันมี ๒ ตีนก็ดี ๔ ตีนก็ดี หลายตีนก็ดี เทียรย่อมเดินไปมาและคว่ำมาอกลงเบื้องต่ำ และฝูงตกนรกชื่อติรัจฉาน

อันว่าฝูงติรัจฉานนั้นเทียรย่อมพลันด้วย ๓ ชื่อ อนึ่งชื่อกามสัญญา อนึ่งชื่ออาหารสัญญา อนึ่งชื่อมรณสัญญาฯ อันชื่อว่ากามสัญญานั้น เขาพลันด้วยกามกิเลสแลฯ อันชื่อว่าอาหารสัญญานั้นเขาพลันด้วยอาหารนั้นหากมีฯ อันชื่อว่ามรณสัญญา เขาพลันด้วยความตาย คือ อายุสม์แห่งเขาน้อย เขาอ่อนด้วยพลันสามนี้ชื่อทุกเมื่อฯ อันว่าติรัจฉานนี้แลจะมีธรรม

สัญญานั้นหาบมิได้มากนักหนาแลฯ อันว่าธรรมสัญญานั้นรู้จักบุญจักธรรม เลือกติรัจฉานจะรู้จักบุญจักธรรมไส้ฯ อันว่าเป็นติรัจฉานนี้บห่อนจะเลี้ยงตนด้วยค้าและขายและทำไร่ไถนาเลี้ยงชีวิตหาบมิได้ฯ ลางสิ่งกินลำเชือกเขากินใบเชือกเขากินใบไม้ฯ มีลางสิ่งกินแต่เพื่อนฝูงตนเอง มีลางสิ่งกินอันบแรงหลักฐานเขา

เนื้ออันบแรงนั้นกลัวเขาก็แล่นไปเร้นที่ลับเขาไล่ทันจึงกินสิ่งนั้น ฝูงติรัจฉานนั้นย่อมข้าศึกอันรู้พึงมาเลี้ยงตนรอดชั่วตนเขา เมื่อเขาตายไปแลเขาย่อมไปเกิดในจตุราบายไส้ เลือกแลนักจริงสัตว์จะได้เกิดเมืองฟ้าไส้ ฝูงนั้นเดินไปมาย่อมท้ำอกลงต่ำดังนั้นมีสิ่งร้ายไส้ฯ ซึ่งว่าสิ่งอันดีนั้นคือราชสีห์

อันว่าราชสีห์นั้นมี ๔ สิ่ง ๆ หนึ่งชื่อติณะสิงหะ สิ่งหนึ่งชื่อกาละสิงหะ สิ่งหนึ่งชื่อบัณฑรสิงหะ สิ่งหนึ่งชื่อไกรสรสิงหะฯ อันว่า ติณสิงหะ นั้นมีตนมันดังปีกนกเขา ย่อมกินแต่หญ้ามาเป็นอาหาร กาลสีหะนั้นดำดังวัวดำ ย่อมกินหญ้าเป็นอาหาร บัฑรสีหะนั้นมีตนเหลืองดังใบ ย่อมกินเนื้อเป็นอาหาร ไกรสรสีหะนั้นมีฝีปากแลปลายตีนทั้ง ๔ นั้นแดงดังท่านเอาน้ำครั่งละลายด้วยน้ำชาดหรคุณทา

ทั้งปากทั้งท้องแดงดังนั้นโสดเป็นแนวแดงแต่หัวตลอดรอบบนหลังอ้อมลในแค่งซาบ สอดหลังแดงดังรส เอวนั้นงามดังท่านแสร้งแต่ง ตนราชสีห์นั้นมีสร้อยอันอ่อนดังนั้น งามดังท่านเอาผ้าแดงอันมีค่าได้แสนตำลึงทองแลเอามาพาดเหนือตนไตรสรสิงหะนั้น

ในตัวไกรสรสิงหะนั้นที่ขาวก็ขาวนักดังหอยสังข์อันงามท่านผินใม่ ผิเมื่อไกรสรสิงหะนั้นออกจากคูหาทองก็ดีเงินก็ดี คูหาแก้วก็ดีอันเป็นที่อยู่แห่งไกรสรสิงหะนั้น ตนจึงไปยืนอยู่เหนือแผ่นศิลาเลืองอันเรืองงามดังทอง สี่ตีน ๒ ตีนหลังเหยียบเพียงกันและเหยียบสองตีนหน้าจึงขัดขนหลังนั้น

และเหยียบสองตีนเบื้องหน้าจึงฟุบสองตีนหลังลงและยืนตัวขึ้นแล้วจึงกระทำเสียงออกดังเสียงฟ้าลั่น แล้วจึงสั่นขนฟุ้งในตนเสีย แล้วจึงแต่งตนไปเดินเล่นไปมาดังลูกวัวแล่นนั้น เมื่อไกรสรสิงหะนั้นเดินไปเดินมาครั้งดูพลันงามนักดังผู้มีกำลังและถือดุ้นไฟแกว่งไป โดยกำลัง เมื่อเดือนดับนั้นแล เมื่อเดินบ่ายไปบ่ายมาดังนั้นก็ร้องด้วยเสียงอันแรง ๓ คาบและเสียงนั้นไปไกลได้ ๓ โยชน์แล แต่บรรดามีสัตว์ ๒ ตีน ๔ ตีนอยู่แห่งใด ๆ ก็ดี

และเสียงได้ยินเถิงใด ๆ กลัว มีตัวนั้นสั่นแลตกใจสลบอยู่บมิรู้สึกตนเลย เขาหนีจากที่นั้นสิ้นแล แต่ฝูงสัตว์ซึ่งว่าอยู่ในถ้ำ ก็ดำหนีลงไปเถิงพื้นถ้ำพื้นพ่าง แลครางอยู่ช้างสารอยู่ในป่าครั้นได้ยินกล่าวและร้องจำร้อง ฝ่ากลางป่าผิมีช้างบ้านอันหาญผูกด้วยเชือกเหล็กอันมั่นก็ดี ครั้นว่าได้ยินเสียงไกรสรสิงหะนั้นก็ตื่นนักดังเชือกจะขาด ออกทั้งชี้เยี่ยวราดแล่นหนีไปสิ้นแต่ไกรสรสิงหราชดังกันเองแล และฝูงม้าแก้วอันชื่อว่า พลาหกตระกูล และผู้มีบุญคือ

โฑธิสัตว์และอรหันตาขีณาสพเจ้า หากจะฟังเสียงไกรสรสิงหะนั้นได้ไส้ และไกรสรสิงหะนั้น เมื่อยืนอยู่ในที่เล่นนั้นและเดินเบื้องซ้ายเบื้องขวาไกลได้และชั่ววัวมอ เมื่อขึ้นมาเบื้องบนลางคาบสูงได้ ๗ ชั่ววัวมอ ลางคาบเดินสูงขึ้นได้ ๗ ชั่ววัวมอ เมื่อเดินเบื้องหน้าเหนือที่เพียงไกลได้ ๑๖ ชั่ววัวมอ ลางคาบไกลได้ ๒๐ ชั่ววัวมอไส้ ผิอยู่เนือหลังก็ดีเหนือเขาก็ดีและเดินหนต่ำ ลางคาบไกลได้ ๑๖ โยชน์ ลางคาบได้ ๘๐ โยชน์ ผิเมื่อเดินไปในกลางหาวและมันแลเห็นต้นไม้ใหญ่ออกมันหลีกผิดเบื้องซ้ายเบื้องขวาก็ดี ยังได้แลชั่ววัวมอเลย และเมื่อหยุดแห่งเมื่อร้องด้วยเสียงแรง ๓ คาบดังนั้น

ครั้นว่าหาย้รองไส้ มันจึงเต้นแล่นไปหน้าได้แล ๓ โยชน์ เมื่อมันเดินไปนั้นเร็วนักแลฯ สวนลมบันริเรียนอยู่ฟังมันได้ยินเสียงภายหลังเล่าเพราะมันเร็วนักฯ อันว่าไกรสรสิงหะนั้นมีกำลังหนักหนาดังกล่าวมานี้แลฯ แต่ติรัจฉาน ๔ ตีนเท้าอย่านับช้างแก้วทั้งหลาย อันว่าจะไปลวงอากาศนั้นแลจะยิ่งกว่าไกรสรสิงหะนี้หาบมิได้เลยฯ

ฝูงช้างแก้วนั้นมี ๑๐ จำพวก ๆ หนึ่งชื่อเหกาลาพกหัตถีกูล สิ่งหนึ่งชื่อกังเขยกหัตถีกูล สิ่งหนึ่งชื่อจันทรหัตถีกูล สิ่งหนึ่งชื่อตามพหัตถีกูล สิ่งหนึ่งชื่อมังคลหัตถีกูล สิ่งหนึ่งชื่อคันธหัตถีกูล สิ่งหนึ่งชื่อมัลคลหัตถีกูล สิ่งหนึ่งชื่อโปจัตถีกูล สิ่งนึ่งชื่ออุโบสถหัตถีกูล สิ่งหนึ่งชื่อฉัททันตกูล ฝูงช้างนั้นโสดเทียรย่อมอยู่ในคูหาทองและใหญ่งามนักหนา แดงแลรอบโสด แต่ติรัจฉานอันหาตีนบมิได้ปลา ๆ ๗ ตัว ๆ หนึ่งชื่อติรนยาวได้ ๗๕ โยชน์ ตัวหนึ่งชื่อติปังคลนั้นยาวได้ ๒๕๐ โยชน์ ตัวหนึ่งชื่อ ติรปิงคลยาวได้ ๕๐ โยชน์ ตัวหนึ่งชื่ออานนท์ ตัวหนึ่งชื่อนิรย ตัวหนึ่งชื่ออชนาโรหน ตัวหนึ่งชื่อมหาติ และปลา ๔ ตัวนี้ย่อมยาวและตัวและ ๑,๐๐๐ โยชน์ ผิเมื่อปลาตัวชื่อติมรปิงคลอันยาวได้ ๕,๐๐๐ โยชน์และติงปีกซ้ายก็ดีติงปีกขวาก็ดี และติงปลายหางก็ดีติงหัวก็ดี และน้ำในสมุทรนั้นก็สะเทือนตีฟองดังหม้อแกงเดือดไกลได้ ๔๐๐ โยชน์ ผิมันติงปีกทั้งสองข้างและแกว่งหางแกว่งัววัดแวงตีน้ำเล่น น้ำนั้นสะเทือนดินตีฟองไกลได้ ๗๐๐ โยชน์ ลางคาบตีฟองไกลได้ ๘๐๐ โยชน์ แรงปลาตัวอันชื่อติมิรปิงคลนั้นมีกำลังดังกล่าวนี้แลฯ และปลา ๔ ตัวนั้นยังใหญ่กว่านี้ยิ่งมีกำลังนักแลฯ ฝูงติรัจฉานดังครุฑราชดังเมื่อเป็นดุจดังติรัจฉานทั้งหลายแล

เครื่องเขากินเขาอยู่นั้นเทพยดาในสวรรค์ไส้ และมีเดชนตระบะศักดานุภาพ รู้หลักรู้นิมิตดังเทพยดาในสวรรค์ โสดดังนั้นเรียกเขาชื่อเทพโยนิเลฯ และตีนเขาพระสุเมรุราชนั้น มีสระใหญ่อันหนึ่งได้ชื่อว่าสิมพลีสร้างโดยกว้างได้ ๕๐๐ โยชน์ รอบนั้นเทียรย่อมป่าไม้งิ้วเป็นรอบปลายไม้งิ้วนั้นสูงเพียงกัน ดังแสร้งปลูกและเห็นเขียวงามและพึงพอใจนักหนาแล มีงิ้วใหญ่ต้นหนึ่งโดยธรรมดาใหญ่เท่าไม้ชมพูทวีปเรานี้แล ต้นงิ้วนั้นใหญ่ฝูงงิ้วนั้นเป็นหนารอบ ฝั่งสระนั้น ๆ เป็นที่อยู่แก่ฝูงครุฑทั้งหลายนั้น และสัตว์อันมีปีกและจะเสมอด้วยครุฑหาบมิได้เลย ครุฑราชตัวเป็นพระญาแก่ครุฑทั้งหลายนั้น มีตนนั้นใหญ่ได้ ๕๐ โยชน์ ขนปีกซ้ายก็ดีขนปีกขวาก็ดีหางก็ดีคอก็ดีย่อมยาว ๕๐ โยชน์ ปากนั้นยาวได้ ๙ โยชน์ และตีนทั้งสองยาวได้ ๑๒ โยชน์แล ผิแลเมื่อครุฑนั้นกางปีกไปล่วงกลางหาวเต็มที่ไปได้ ๗๐ โยชน์ ผิเมื่อครุฑนั้นอ้าปีกออกให้เต็มที่ไส้ได้ ๘๐ โยชน์

ตนครุฑนั้นมันใหญ่ดังนั้นเรี่ยวแรงนักหนาแล ผิแลเมื่อจะเฉี่ยวเอานาคในกลางมหาสมุทร น้ำสมุทรนั้นแตกออกทั้งรอบนั้นทุกแห่งได้แล ๑๐๐ โยชน์ มันจึงเอาเล็บรัดเอาหางนาคนั้นพาบินไปกลางหาวเอาหัวนาคหย่อนลงมาเบื้องต่ำจึงพาไปยังที่อยู่แลก็กิน เมื่อครุฑราชเอานาคกินดังนั้น เอาแต่นาคอันเท่าตนและน้อยกว่าตนดังนั้นบมิได้เอากินไส้ แลใหญ่กว่าตนนั้นก็เอากินบมิได้แลฯ

ครุฑราชอันเป็นชลาพุชโยนิและอัณฑชโนยิใดไส้ อันจะเอานาคอันสังเสทชโยนิ แลอุปปาติกโยนินั้นดีกว่าตน ดังนั้นบมิได้ ฝูงครุฑก็ดีเทียรย่อมเป็นในโยนิ ๔ อันแลฯ เมื่อไฟไหม้กัลปแล้วแลตั้งแผ่นดินใหม่ บมิได้ตั้งทุกแห่งบมิเป็นโดยธรรมดาแต่ก่อนมีที่เปล่า ยังมีลางแห่งเปล่าโดยกว้างโดยสูงได้แล ๓๐๐ โยชน์ก็ยังมี ลางแงโดยกว้างโดยสูงแลได้ ๔๐๐ โยชน์ก็มี ลางคาบลางแงโดยกว้างโดยสูงได้ ๗๐๐ โยชน์ก็มี แลที่นั้นกลายเป็นแผ่นดินเสมอกันทุกแห่ง

เลื่อมขาาวงามดังแผ่นเงินยวงมีหญ้าแพรกเขียวมันเหมือนตามกันโดยสูง ๔ นิ้วมือ เขียวงาม ๓ นิ้วมือ ดังแผ่นแก้วไพฑูรย์ฉันนั้นแลฯ ดูรุ่งเรืองทั่วแผ่นดินมีเหมือนดังนั้นทุกแห่ง และมีสระหลายอันเทียรย่อมดาษไปด้วยดอกบัว ๕ สิ่งแลดูงามนักหนา มีฝูงต้นไม้ทั้งหลายเป็นต้นเป็นลำงามแลมิได้เป็นด้วงเป็นแลง แลเป็นลูกเป็นดอกดูตระการงามนักหนา แลมีเชือกเขาเถาวัลย์ลางสิ่งเป็นดอกแดงลางสิ่งเป็นดอกขาว ลิงสิ่งเป็นดอกเหลือง ดูรุ่งเรืองงามแต่ที่นั้นทุกแห่งดังท่านแสร้งแต่งไว้ แลแห่งนั้นเรียกชื่อว่านาคพิภพแลเป็นที่อยู่แก่ฝูงนาคทั้งหลายแล แลมีปราสาทแก้วแลมีปราสาทเงินแลมีปราสาททองงามนักหนา แลมีที่อันเปล่าอยู่นั้นลางแห่งหาสิ่งอันจะอยู่บมิได้ หากเป็นที่กลวงอยู่เปล่าอยู่ไส้ในใต้เขาพระมพานต์กว้างได้ ๕๐๐ โยชน์ เป็นเมืองแห่งนาคราชจำพวก ๑ อยู่แงนั้น

แลมีแก้ว ๗ ประการเป็นแผ่นดินงามดังไตรตรึงษ์อันเป็นที่อยู่ของพระอินทร์เจ้านั้น แลมีสระใหญ่ ๆ นั้นหลายอันอยู่ทุกแห่ง แลเป็นที่อยู่แห่งฝูงนาคแต่ไปเล่นทุกตาไป แลน้ำนั้นใสงามบมิชระไชรยดุจแผ่นแก้วอันใหญ๋และท่านชัดหลายคราแลมีท่าอันราบนักหนา ที่นาคแรงอาบแรงเล่นนั้นมีฝฝุงปลาใหญ่ไหลไปขบปลาเล็กแฝงจอกดอกบัว ๕ สิ่งบานอยู่ดูตระการทุกแห่ง ดอกบัวหลวงดวงใหญ่เท่ากงเกวียน ผิเมื่อน้ำสะเทือนไหวไปมาดูงามนักหนาดังแสร้งแต่งไว้นั้นแลฯ

นาคจำพวกหนึ่งในสมุทรถ้าแลเมื่อใดฝูงนาคตัวเมียแลมีครรภ์แก่ แลเขาคำนึงในใจเขาว่าฉันนี้ผิแลว่าออกลูกในกลางสมุทรนี้ ๆ ตีฟองนักหนา แลอีกทั้งนกน้ำก็ตีฟองด้วยลมปีกครุฑโสดฝูงตัวมีครรภ์อันแก่นั้นเขาก็ดำน้ำลงไปออกจากแม่น้ำใหญ่ ๕ อัน อันชื่อว่ คงคา ยมนา อจิรวดี สรภู มหิ มหานทีอันใหญ่ไปสู่มหาสมุทรใหญ่ นั้นจึงดำน้ำนั้นขึ้นไปเถิงป่าใหญ่อันชื่อพระหิมพานต์นั้น มีถ้ำคูหา คำหมู่ครุฑไปบมิเถิงจึงคลอดลูกไว้ในที่แห่งนั้นแล้ว แลอยู่เลี้ยงดูลูกในที่นั้น ต่อเมื่อลูกตนนั้นกล้าแล้วจึงพาไปยังน้ำลึกเพียงหน้าแข้ง แลสอนให้ว่ายน้ำแรงว่ายวังแรงพาไปเถิงที่น้ำลึกแลน้อยถ้วน ๒ ครี้งว่าเห็นลูกตนนั้นใหญ่แลรู้ว่ายดีแล้วจึงพาลูกนั้นว่ายแม่น้ำใหญ่ตามไปตามมา ผิว่าลูกนั้นตามพลันแล้วนาคนั้นจึงนฤมิตให้ฝนนั้นตกหนัก

และให้น้ำนั้นนองเต็มป่าพระหิมพานต์ค่าน้ำสมุทรแล้ว จึงนฤมิตปราสาททองคำอันประดับนิ์ด้วยแก้วสัตตพิธรัตตะอันรุ่งเรืองงามนักหนาแล ในปราสาทนั้นมีเครื่องประดับนิ์แลเครื่องบริโภคทั้งเครื่องกินเครื่องอยู่นั้นเทียรย่อมเป็นทิพย์ทุกประการดังวิมานเทพยดาในสวรรค์นั้นแลฯ นาคนั้นจึงเอาลูกตนขึ้นอยู่บนปราสาทนั้นแล้ว แล้วจึงเอาปราสาทนั้นลอยล่องน้ำลงมาเถิงมหาสมุทรที่ลึกได้ ๑,๐๐๐ วา

จึงพาเอาปราสาทแลลูกตนนั้นดำน้ำลงไป อยู่สมุทรนั้นแลฯ นาคนั้นยังมีสองสิ่ง ๆ หนึ่งชื่อ ถลชะ สิ่งหนึ่งชื่อ ชลชะ ฯ นาคอันชื่อถลชะนั้นนฤมิตตนได้แต่บนบกไส้ แลในน้ำนั้นนฤมิตบมิได้ฯ นาคอันชื่อชลชะนั้นนฤมิตตนได้แต่ในน้ำ แลบนบกไส้ตนนฤมิตรบมิได้ ที่เขาเกิดที่เขาตายก็ดีที่เขานอนก็ดีที่เขาสมาคมด้วยกันนั้นก็ดี ที่เขาลอกคราบเขาก็ดี แลในสถานทั้งนี้แลเขาอยู่แห่งใดแห่งหนึ่งก็ดี เขาบมิอาจนฤมิตตนเขาให้เป็นอันอื่นไส้หาบมิได้ ผิแลเขาไปสถานแงอื่นไส้เขาจึงนฤมิตตนเขาใเป็นอันอื่นไปแล

แม้นว่าเขาจะนฤมิตตนเขาให้งามดังเทพยดาก็ได้แล ผินาคตัวเมียจะนฤมิตตนให้งามดังนางเทพยธิดาอัปสรก็ได้แลฯ ผิเมื่อนาคนั้นจะไปล่าหากินแลเป็นสิ่งใด อันหาเยื่อกินได้ง่ายนั้นไส้ เขาก็ย่อมนฤมิตตนเขาเป็นสิ่งนั้นแล แล้วเขาจึงเที่ยวขึ้นมาล่าหากินในแผ่นดินนี้ ลางคาบเขาเป็นงูไซ ลางคาบเขาเป็นงูกระสา ลางคาบเขาเป็นงูเห่า ลางคาบเขาเป็นงูเขียว ลางคาบเขาเป็นงูอื่น ลางคาบเขาเป็นสัตว์อื่น แลเขาล่าหากินแลเตุว่าเขานั้นชาติติรัจฉานแลฯ

แต่แผ่นดินอันเราอยู่นี้ลงไปเถิงนาคพิภพอันชื่อว่าติรัจฉานภูมินั้นโดยลึกได้โยชน์ ๑ แล ผิจะนับด้วยวาได้ ๘,๐๐๐ วาแลฯ แต่ติรัจฉานคือราชหงส์อันอยู่ในเขาคิชฌกูฏแลอยู่ในคูหาคำก็ดี อันอยู่ในปราสาททั้งลายด้วยฝุงนกก็ดี อยู่ด้วยหมู่สัตว์ในป่าพระหิมพานต์นั้นก็ดี ก็มีอยู่เป็นอันมากนักหนาแล

แลอยู่ในบ้านในเมืองไส้ คือว่าเป็ดแลไก่อันคนเลี้ยงกินดังนี้ก็มี แลอย่างว่านกว่าหมานั้นก็มีฯ ครุฑกินนาค ๆ นั้นกินกบกินเขียด กบแลเขียดนั้นกินแมลงบุ้งก็ดีฯ แลติรัจฉานลางสิ่งย่อมกินติรัจฉานอันน้อยกว่าตนฯ ส่วนว่าเสื่อโคร่งเสือเหลืองอันเป็นตัวเมียนั้น ครั้นว่าเขามีลูกมีเต้าเลี้ยงกันดังนั้น แลเมื่อเขาไปล่าหากินไส้ เขาอยากพ้นกว่าอยากนัก เขาอดบมิได้เขาเห็นลูกเขาเข้ามาสู่เขาเพื่อความรักจะกินนมดังนั้นแลเขาบมิได้รักลูกเขาเลยเขาก็กินลูกเขาเอง

เพราะว่าเขาอยากนักแลเขาอดบมิได้แลฯ ติรัจฉานลางจำพวกเป็นนอกเนื้อลางจำพวกเป็นในเนื้อติรัจฉานเองโสด างจำพวกเป็นที่ร้ายแลมันหากเลี้ยงตนเอง ผิเมื่ออันร้ายสิ้นเข้าาจะกินบมิได้ เขาก็ตายในที่ร้ายนั้นฯ ลางจำพวกนี้ก็เป็นในท้องเรานี้ได้ ๘ ครอก มีนอนฝูงอื่นออกลูกออกเต้าากตายในท้องเรานี้ก็มีแล แลในท้องสิ่งอื่นใหญ่กว่าคนนี้ ในท้องเขาเป็นขี้เป็นเรือนในท้องนั้น ยังมีหลายกว่านี้ก็มีคือว่าไส้เดือนอันมีในท้องคนนั้นแลฯ ฝูงสัตว์ลางจำพวกโสด มีขนมีเล็บมีหนังมีเนื้อมีเอ็นมีกระดูกมีเขามีงาอันจักเข้าการตน

แม้นชื่อว่าสัตว์นั้นบมีความผิดเข้าสักสิ่งก็ดี ฝูงอื่นปล่าหาฆ่าแทงตีสัตว์ฝูงได้เอามาเป็นประโยชน์แก่ตน ลางจำพวกดังวัวควายช้างม้า และมาให้คนทั้งหลายใช้ต่างทำนักนาโสด แลจะอยู่พักก็บมิได้เลยสักคาบ ผิแลว่าอยากญ้าแลอยากน้ำแลจะอยู่กินก็ดี เขาก็ตีด่าจนจำใจโสด กล่าวเถิงฝูงเกิดในติรัจฉานภูมินั้น อันเป็นทุติยด้วยสังเขปแล้วเท่านี้แลฯ

เปตภูมิ

สัตว์อันเกิดในเปรตภูมิก็เอาโยนิทั้ง ๔ นั้นทุกอันแล ฝูงเปรตอันมีดังนี้อยู่รอบเมืองราชคฤนครนั้น ภายนอกเมืองราชคฤ์นั้นมีถิ่นฐานบ้านเมือง ฝูงเปรตอยู่แงนั้นเรียกชื่อว่าเปรตยมโลกย์แลอันว่าเปรตชื่อว่ายมโลกย์นั้น

แลมีงเปรตอยู่มากมายนักหนาแลเปรตลางจำพวกอยู่ในกลางสมุทร เปรตลางจำพวกอยู่เหนือเขา เปรตลางจำพวกอยู่กลางเขา แลเปรต ๓ จำพวกนี้ จำพวก ๑ ชื่อตรีเตุปฏิสนธิ จำพวก ๑ นั้นดีมีปราสาทแก้วแลมีกำแพงแก้วล้อมรอบ มีคูล้อมรอบดูงามนักหนาแลฯ เปรตจำพวก ๑ มีช้างม้าข้าคนมียั่วยาน คานามทอง ขี่เที่ยวไปโดยอากาศ

แม้นชื่อว่าเปรตฝูงนั้นแม้นจะเป็นดีมียศศักดิ์เท่าใด ๆ ก็ดี บมิดุจเทวดาในสวรรค์แล ฝูงเปรตลางจำพวกเมื่อเดือนขึ้นได้เป็นเปรต เมื่อเดือนแรมเป็นเทพยดา ฝูงเปรตลางจำพวกเมื่อเดือนแรมเป็นเปรต

เมื่อเดือนขึ้นเป็นเทพยดา ฝูงเปรตลางจำพวกเป็นเปรตนานนักรอด ชั่วพุทธันดรกัลปโสด เปรตลางจำพวกที่เป็นเปรตตรีเตุปฏิสนธินั้นก็รู้พระจตุราริยสัจจธรรม เปรตลางจำพวกไปอยู่แฝงต้นไม้ใหญ่ เปรตลางจำพวกอยู่แทบที่ราบ แลย่อมกินอันร้ายเป็นอาารเลี้ยงตนเขา เปรตลางจำพวกมีปราสาททิพย์มีเครื่องกินนั้นย่อมเป็นดังเทพยดา ฝูงผีเสื้อลางจำพวกอยู่ในต้นไม้แลย่อมกินข้าวเป็นอาาร ฝูงผีเสื้อเป็นตรีเตุปฏิสนธิก็รู้พระจตุราริยสัจธรรมฯ แลฝูงฝีทั้งลายอยู่ในแผ่นดินอันชื่อปิสาจซ่อนตนอยู่ แม้นว่าเขาอยู่ลับต้นไม้รากไม้น้อยหนึ่งก็ดี คนทั้งลายบมิเห็นตัวเขาเลยฯ ฝูงเปรตแลฝูงผีเสื้อทั้งลาย เมื่อจะตายเขากลายเป็นมดตะนอยดำ ลางคาบเป็นตะเข็บแลแมลงป่อง แมลงเม่า ลางคาบเป็นตักแตนเป็นนอน ลางคาบเป็นเนื้อแลนกแสกน้อยดังฝูงนกจิบนกจาบนั้น ลางคาบกลายเป็นเนื้อเถื่อน ผิแลว่าเขาตายไส้เนื้อเขากลายเป็นดังนั้นทุกเมื่อแลฯ

เปรตลางจำพวกยืนได้ ๑๐๐ ปี ลางจำพวกยืนได้ ๑๐๐๐ ปี ลางจำพวกยืนชั่วพุทธันดรกัลปฯ แม้นว่าข้าวเมล็ด ๑ ก็ดี น้ำหยาด ๑ ก็ดี แลจะได้เข้าไปในปากในคอเขานั้นหาบมิได้เลยฯ เปรตลางจำพวกตัวเขาใหญ่ปากเขาน้อยเท่ารูเข็มนั้นก็มีฯ

เปรตลางจำพวกผอมนักหนาเพื่ออาหารจะกินบมิได้ แม้นว่าจะขอดเอาเนื้อน้อย ๑ ก็ดี เลือดหยด ๑ ก็ดีบมิได้เลย เท่าว่ามีแต่กระดูกแลหนังพอกกระดูกภายนอกอยู่ไส้ หนังท้องนั้นเหี่ยวติดกระดูกสันหลังแลตานั้นลึกและกลวงดังแสร้งควักเสีย ผมเขานั้นยุ่งรุ่ยร่ายลงมาปกปากเขา มาตรว่าผ้าร้ายน้อย ๑ ก็ดี แลจะมีปกกายเขานั้นก็หาบมิได้เลยเทียรย่อมเปลือยอยู่ชั่วตน ตัวเขานั้นเหม็นสาบพึงเกลียดนักหนาแล

เขานั้นเทียรย่อมเดือดเนื้อ้อนใจเขาแล เขาร้องไห้ร้องครางอยู่ทุกเมื่อแล เพราะว่าเขาอยากอาหารนักหนาแล ฝูงเปรตทั้งหลายนั้นเขายิ่งหาแรงบมิได้เขาย่อมนอนหงายอยู่ไส้ เมื่อแลฝูงนั้นเขานอนอยู่แลหูเขานั้นได้ยินประดุจเสีงคนร้องเรียกเขาว่า สูทั้งหลายเอ๋ยจงมากินข้าวกินน้ำ แลฝูงเปรตทั้งหลายนั้เขาได้ยินเสีงดังนั้นเขาก็ใส่ใจว่เขามีข้าวมีน้ำ จึงเขาจะลุกไปหากินไส้ก็ยิ่งหาแรงบมิได้ เขาจะชวนกันลุกขึ้นต่างคนต่างก็ล้มไปล้มมา

และบางคนล้มคว่ำบางคนล้มหงาย แต่เขาทนทุกข์อยู่ฉันนั้นหลายคาบนักแล แต่เขาล้มฟัดกันหกไปหกมาและค่อยลุกไปดังนั้น แลเขาได้ยินดับงนั้นแลเขามิใช่ว่าแต่คาบเดียวไส้ ได้ยินอยู่ทั้งพันปีนั้นแล ผิแลว่าเขาอยู่เมื่อใดหูเขานั้นเทียรย่อมได้ยินดังนั้นทุกเมื่อ

ครั้นว่าเขาลุกขึ้นได้เขาเอามือทั้งสองพาดเหนือหัวแล้วแล่นชืนชมดีใจไปสู่ที่เสียงเรียกนั้นเร่งไปเร่งแลหาที่แห่งใดแลจักมีข้าวแลน้ำไส้ก็หาบมิได้ เขาจึงร่ำร้องไห้ด้วยเสียงแรงแล้วเขาเป็นทุกข์นักหนา เขาก็ล้มนอนอยู่เหนือพื้นแผ่นดินนั้นแล

เปรตทั้งหลายเมื่อเขาแล่นไปดังนั้นไกลนักหนาแล เปรตเหล่านี้ไส้เมื่อเป็นคนอยู่นั้นมักริษยาท่าน เห็นท่านมีดูมิได้ เห็นท่านยากไร้ดูแคลนเห็นท่านมีทรัพย์สินจะใคร่ได้ทรัพย์สินท่านย่อมริกระทำกลที่จะเอาสินท่านนั้นมาเป็นสินตน แล ตระหนี่มิได้ให้ทาน รั้นว่าเห็นเขาจะให้ทานตนย่อมห้ามปรามมิให้เขาให้ทานได้แล ฉ้อเอาทรัพย์สินสงฆ์มาไว้เป็นประโยชน์แก่ตน คนจำพวกนี้แลตายไปเกิดเป็นเปรตอยู่ที่ร้ายนักดังนั้นทุกตนแลฯ

แลเปรตจำพวก ๑ มีตัวดังมหาพรหมแลงามดังทอง แลปากนั้นดังปากหมูแลอดอยากนักหนาหาอันจะกินบมิได้สักสิ่งสักอัน เขานั้นมีตนงามดังทองนั้นเพื่อฤๅสิ้น เมื่อก่อนเขาได้บวชเป็นชีจำศีลบริสุทธิ์ฯ อันว่ามีปากดังปากหมูนั้นเพราะว่าเขาได้ประมาทและกล่าวขวัญครูบาอาจารย์แลเจ้ากูสงฆ์ผู้มีศีลฯ เปรตจำพวก ๑ ตัวงามดังทอง แลปากนั้นเหม็นนักหนา หนอนก็ออกเต็มปากแลหนอนนั้นย่อมบ่อนกินปากเขาเจาะกินหน้าตาเขา ๆ มีตัวงามดังทองนั้นเพราะเขาได้รักษาศีลเมื่อก่อนแล ปากเขาเหม็นเป็นหนอนออกบ่อนกินปากเขานั้น เพราะว่าเขาได้ติเตียนยุยงสงฆเจ้าให้ผิดกันฯ

เปรตฝูงผู้หญิงจำพวก ๑ เทียรย่อมเปลือยอยู่แลมีตนอันเหม็นนักหนา ทั่วสารพางค์แลมีแมลงวันตอมอยู่เจาะกินตนเขามากนักแล ตนเขานั้นผอมนักหนาหาเนื้อบมิได้เลยสักหยาดเท่าว่ามีแตจ่เอ็นแลหนังพอกกระดูกอยู่ไส้

เปรตเหล่านี้อดอยากนักหนาหาสิ่งอันจะกินบมิได้เลยสักหยาด แลเมื่อเขาจะคลอดลูกแลลูกเขานั้นได้แลเจ็ด ๆ คน เขาหากกินเนื้อลูกเขานั้นเองเขาก็บมิอิ่มโสด เมื่อเขาคลอดลูกเขาได้แลเจ็ดคนโสดเขาหากกินลูกเขาเองก็บมิรู้อิ่มโสดฯ แลเขากินเนื้อลูกเขานั้นเพราะเขาอยากนักเขาอดอยากบมิได้แล เปรตฝูงนี้เมื่อเขาเป็นคนอยู่นั้น เขาให้ยาแก่ผู้หญิงอันมีท้องนั้นกินแล ให้ลูกเขาตกจากครรภ์แล้ว ๆ เขาทนสบกว่าฉันนี้

ผิว่ากูให้ยาตนกินแลให้ลูกตนตกไส้แลให้กูเป็นเปรตมีเนื้อตัวอันเหม็นและมีแมลงวันอยู่เจาะตอมกูกินทุกเมื่อแลให้กูคลอดลูกกูเมื่อเช้า ๗ คนทุกวัน แลให้กูกินเนื้อลูกกูเองทุกวั้นจง อย่ารู้สิ้นสักคาบเลย ด้วยบาปกรรมอันเขาได้ให้ยาแก่ผู้หญิงอันมีครรภ์นั้นกินแลให้ลูกเขาตกจากครรภ์แล้ว ๆ เขาก็ได้สบถดังนั้นเขาก็อยู่เปลือแลมีแมลงวันตอมตนเขา ๆ ผอมหาเนื้อบมิได้

แลย่อมฉีกเนื้อลูกตนกินเองทุกวันเสมอวันแล ๑๔ คนเพื่อดังนั้นแลฯ เปรตฝูงหญิงจำพวกนี้ย่อมอยู่เปลือยบมิงามสักแห่งเทียรย่อมอยากเผ็ดนักหนาแล ครั้นว่าเขาเห็นข้าวแลน้ำมาซึ่งหน้าเขา ครั้งเขาหยิบเอามากินไส้ข้าวแลน้ำนั้นก็กลายเป็นก้อนอาจมเป็นเลือดเป็นหนองไปฯ ครั้นเขาเห็นผ้ามาซึ่งหน้าเขา ครั้นเขาเอาผ้านั้นมาห่มไส้ ผ้านั้นก็กลายเป็นแผ่นเหล็กแดงไหม้ทั้งตัวเขาทุกแห่งแล

เปรตฝูงนี้เมื่อเขาอยู่เป็นคนไส้ ผัวเขานั้นให้ข้าวน้ำผ้าผ่อนเป็นทานแก่สงฆ์แลเขาขึ้งเคียดด่าทอผัวตนด้วยถ้อยคำว่าฉันนี้ อันมึงทำบุญให้ทานข้าวน้ำผ้าผ่อนทั้งนี้แก่ชีนั้น จงกลายเป็นลามกอาจมแลเป็ฯเลือดเป็นหนองให้มึงกินจงทุกคำเถิด แลผ้าผ่อนนั้นจงกลายเป็ฯเหล็กแดงไหม้มึงจงทุกแห่งเถิด ด ้วยบาปกรรมอันตนได้ดาผัวแช่งผัวเขาดังนั้น เหตุเขาได้กระทำแลได้เป็นเปรตเพื่อดังนั้นแลฯ

เปรตจำพวก ๑ มีตนใหญ่สูงเพียงลำตาล แลมีผมนั้นหยาบนัก แลมีตัวนั้นเหม็นนักหนาหาที่จะดีบมิได้สักแห่ง เขานั้นอดอยากเผ็ดเร็ดไร้นักหนาหาที่จะดีบมิได้สักแห่ง เขานั้นอดอยากเผ็ดเร็ดไร้นักหนา แม้นว่าข้าวเมล็ด ๑ ก็ดี น้ำหยาด ๑ ก็ดี ก็มิได้เข้าท้องเลยสักน้อยแล เปรตฝูงนี้เมื่อกำเนิดเกิดก่อน

เขานี้ตระหนี่นักแล เขาบมิมักกระทำบุญให้ทานเลย เขาเห็นท่านกระทำบุญให้ทานไส้ มันย่อมห้ามปรามเสียมิให้ท่านทำบุญให้ทานได้

ด้วยบาปกรรมอันตระหนี่และมิมักทำบุญให้ทานดังนั้น เขาได้ไปเป็นเปรตแลอดอยากนักหนา อาหารจะกินไส้ก็หาบมิได้สักอันนั้ เพราะบาปแลกรรมเขาอันได้กระทำบมิดีนั้นแลฯ เปรตจำพวก ๑ ไส้เขาเทียรย่อมเอาสองมือกอบเอาข้าวลีบอันลุกเป็นไฟนั้นมาใส่บนหัวตนเองอยู่ทุกเมื่อไส้ เปรตจำพวกนี้เมื่อกำเนิดเขากระทำก่อนนั้นเขาเอาข้าวลีบปนด้วยข้าวดีแล้วเอาไปลวงขายแก่ท่านฯ และด้วยบาปเขาดังนี้

เขาจึงเอามือเขากอบเอาข้าวลีบเป็นไฟนั้นมาใส่เหนือหัวเองไว้ลุกเป็นไฟไหม้หัวเขาอยู่ทุกเมื่อ เพราะบาปกรรมเขาได้กระทำเขาจึงทนทุก ๆ เมื่อดังนี้แลฯ เปรตจำพวก ๑ เขาย่อมเอาค้อนเหล็กอันแดงตีหัวเขาเองอยู่ทุกเมื่อบมิวายไส้

แลเปรตจำพวกนี้เมื่อกำเนิดเขาแต่ก่อนไส้ เขาได้ตีหัวพ่อแม่แห่งเขาด้วยมือก็ดี ด้วยไม้ก็ดี ด้วยเชือกกก็ดี ด้วยบาปกรรมเขาอันได้ตีหัวพ่อแม่เขานั้น เขาก็เอาค้อนเหล็กแดงตีหัวเขาเองอยู่ทุกเมื่อเพื่อบาปกรรมเขาทำเองนั้นแลฯ

แลเปรตจำพวก ๑ นั้นอดอยากนักหนา แลเห็นข้าวน้ำเป็นอันหวาน อันนี้แลมีรสนัก เปรตนั้นจึงเอามากิน ครั้นว่ากินเข้าไปนั้น ๆ ก็กลายเป็นลามกอาจมเป็นเน่าเป็นหนอนเหม็นนักบมิวาย สักคาบด้วยบาปเขาเองแก่ก่อนโพ้น เขาเห็นท่านมาขอทานข้าวแก่เขาแลข้าวเขามีอยู่ไส้แลเขาพรางเสียว่าข้าวข้าหามิได้ ผู้น้นก็เร่งขอซ้ำเล่า เขานั้นมิให้จึงวบถว่าดังนี้ ผิแลว่ามีข้าวแลกูพรางว่ามิได้ไส้แลขอให้กูกินลามก อาจม อันระคนด้วยเน่าแลหนอนอันเหม็นนักหนานั้นเถิด ด้วยบาปกรรมเขาอันได้สบถแลพรางท่านว่าหาบมิได้นั้น

ครั้นว่าตายไปเป็นเปรตอยู่ เขาก็ทนทุกข์กินแต่ลามกอาจมอันระคนด้วยเน่าแลหนอนเหม็นนักหนาอยู่ดังนั้นทุกเมื่อเพื่อบาปแห่งเขาได้พรางแลทนสบถนั้นแลฯ แลเปรตฝูงหญิงจำพวก ๑ เล่า เทียรย่อมมีเล็บมืออันใหญ่ยาวแลคนดังมีดกรดนั้นย่อมขูดเอาเนื้อแลหนังของตนกินเองทุกเมื่อแล เปรตฝูงนี้เมื่อาติก่อนโพ้นเขาได้ลักเนื้ออันเป็นส่วนของผู้อื่นนั้นมากิน ครั้นว่าท่านเจ้าของถามตนไส้ ตนมิรับ ๆ แต่ว่ข้ามิได้ลักของท่าน มันจึงสบถว่าฉันนี้ผิแลว่าข้าได้ลักของท่านกินจริงไส้ขอให้กูเอาเล็บมือกูขูดเนื้อแลหนังกูกินเถิด ครั้นว่าตายไปเป็นเปรตอยู่ก็เอาเล็บมือตนขูดเนื้อตนหนังตจนกินเอง อยู่ทุกเมื่อ เพื่อบาปตนลักของท่านแลสบถให้ท่านเชื่อตนนั้นแลฯ

ยังมีเปรตจำพวก ๑ เมื่อกลางวันไส้ เขายิงเขาตีเขาด่าเขาฆ่าเขาแทงตน แลมีหมาใหญ๋เท่าช้างสารมันไล่ขบไล่กัดกินเนื้อเขา ๆ ลำบากทนทุกขเวทนานักหนาอยู่ฉันนี้ทุกเมื่อ ๆ กลางคืนไส้เขาได้เป็นเทพยดา แลมีนางฟ้าเฝ้าจำเริญแลได้เสวยสมบัติอันเป็นทิพย์ดังเทพยดาแล เขาเป็นดังนี้ทุกวารทุกเดือนตราบเท่าสิ้นบาปกรรมเขานั้น อันว่าเปรตฝูงนี้ไส้เมื่อก่อนเป็นพราน เมื่อกลางวันเขาเข้าป่าล่าเนื้อ เมื่อกลางคืนไส้เขาจำศีล ด้วยบาปกรรมเขาอันได้ฆ่าเนื้อเมื่อกลางวันนั้นแลจึงท่านได้ฆ่าได้ตีได้พุ่งได้แทง แลจึงมีหมาเท่าช้างสารไล่ขบกินเนื้อเขาดังนี้ เพราะว่าฝูงเปรตฝูงนี้ทำบาปกลางวันไส้จึงได้ทนทุกข์กลางวันเพื่อดังนี้แลฯ แลด้วยผลบุญอันเขาได้จำเริญศีลเมื่อกลางคืนนั้นเขาจึงได้เป็นเทพยดา แลมีนางฟ้าเฝ้าจำเริญเสวยสมบัติอันเป็นทิพย์เมื่อกลางคืนนั้นทุกคืนไส้ ได้ด้วยกุศลผลบุญอันเขาได้จำศีลนั้นแลฯ

แลมีเปรตจำพวก ๑ มีวิมานดังเทพยดา แลมีเครื่องประดับนิ์ด้วยเทียรย่อมแล้วไปด้วยเงินแลทองของแก้ว แลเครื่องประดับนิ์อาภรณ์ไส้แล้วด้วยแก้วสัตตพิธรัตนแลมีนางฟ้าหมื่น ๑ ห้อมล้อมเป็นบริวาร เปรตนั้นอยากเผ็ดเร็ดไร้นักหนาหาอาหารจะกินบมิได้ แลย่อมเอาเล็บมือของตนอันคมดังมีดกรดนั้นมาช่วนมาชูกเอาเนื้อแลหนังขอตนออกมากินต่างอาหารไส้ เปรตเหล่านี้เมื่อก่อนโพ้นมันได้เป็นนายเมืองแลแต่งบังคับความราษฎรทั้งหลายไส้ แลมันย่อมมักกินสินจ้างของเขา ที่ผู้ชอบไส้มันว่าผิด ที่ผู้ผิดไส้มันว่าชอบ มันมิได้กระทำโดยแพ่งธรมหามิได้แลฯ

ยังมีในกาลวงันหนึ่งไส้ พอเป็นวันจำศีล พระญาผู้เป็นเจ้าเมืองนั้นธทรงศีล ๘ อันแล ฝูงขุนนางอีกด้วยมุนนายทั้งหลายก็จำศีลด้วยพระญาผู้เป็นเจ้าเป็นนายเมืองนั้นทุกคน ส่วนว่านายเมืองนั้นมิได้จำศีลไส้ แลนายเมืองนั้นมันไปเฝ้าพระญาด้วยมันกับคนทั้งหลายซึ่งเป็นข้าเฝ้านั้น พระญาก็ตรัสถามมันว่าดังนี้ มึงจำศีลหรือว่ามึงมิได้จำศีล

แลนายเมืองนั้นมันมิได้จำศีลไส้ มันก็จะอายแก่คนทั้งหลายมันก็กราบทูลแด่พระญาว่าข้าพระเจ้าได้จำศีลฯ ยังมีเกลอมันคน ๑ อยู่แทบข้างมัน เกลอคนนั้นรู้ใจมันว่ามันรู้มิจำศีลมิรู้ทำบุญ ฃทำธรรมจึงเกลอผู้นั้นก็ค่อยลอบถามมันว่า เกลอเหยเกลอจำศีลจริงหรือมันก็บอกแก่เกลอมันตามจริงว่ามิได้จำศีล รั้นว่ากูจะว่ากูมิได้จำศีลไส้กูจะได้ความละอายแก่คนทั้งหลาย แลกูกด็สับปลับว่าว่ากูได้จำศีลแลฯ

เกลอจึงว่าแก่มันฉันนี้ ผิแลว่าดังน้นแต่วันนี้ไปพหน้าเถิงคืนก็ดีเถิงค่ำก็ดี เกลออย่ากินข้าวเพราเลยเกลออดข้าวเพราให้เถิงรุ่ง ครั้นว่ารุ่งแล้วจึงกินข้าวได้บุญแก่เกลอแล อนึ่งเกลอก็ได้กราบทูลท่านแล้วว่าเกลอได้จำศีลด้วยท่านทั้งหลาย ๆ จะว่แก่สหายว่า

สหายพรางเจ้าพรางนายไส้ฯ นายเมืองมันจำความเกลอมัน มันก็เห็นความด้วยวันนั้นมันก็อดข้าวเพรานอนในกลางคืนวันนั้น เหตุว่ามันมิเคยอดข้าวเพราครั้นว่ามันอดข้าวเพรานอน ลมก็ถือตนมัน ๆ ก็ตายในกลางคืนวันนั้นแล ด้วยบาปกรรมของมันที่มันเป็นนายเมืองแลกินสินจ้าง แลมิบังคับความโดยคลองธรรมดังนั้น มันจึงเป็ฯเปรตอยากเผ็ดเร็ดไร้ใหญ่หลวงนักหนาหาอาหารจะกินบมิได้เลยสักหยาดแล ย่อมเอาเล็บมือของตนอันคมดังมีดตรีแล่ขอดเอาเนื้อหนังของตนกินเองทุกเมื่อดังนั้น

เพราะบาปกินสินจ้างบังคับความมิโดยคลองธรรมนั้นแลฯ ด้วยผลบุญอันได้ฟังคำสหายให้โอวาทสั่งสอน แลได้จำศีลแลอดข้าวเพราเถิงตัวตายดังนั้น มันก็ได้วิมานแลเครื่องประดับนิ์ตนอันแล้วไปด้วยสัตตพิธรัตนะแลมีนางฟ้าหมื่น ๑ เป็นบริวารนั้นไส้ ได้ด้วยบุญอันจำศีลนั้นแลฯ แลยังมีเปรตจำพวก ๑ ไส้ ย่อมกินแต่เศลษม์แลรากแลน้ำลายไคลกินน้ำเน่าน้ำหนอง แลกินลามกอาจมอันร้ายแลเหม็นนั้นอยู่ทุกเมื่อแล

เปรตนั้นเมื่อชาติก่อนนั้นเขาย่อมเอาข้าวแลน้ำอาหารอันเป็นเดนเป็นชายนั้นไส้ แลเอาไปให้แก่พระสงฆเจ้าผู้มีศีล ด้วยบาปกรรมอันเขาได้ให้ขั้าวแลน้ำอาหารที่เป็นเดนเป็นชานนั้นแก่พระสงฆเจ้าฉันนั้น ครั้นว่าเขาตายจึงได้เป็ฯเปรตก็กินแต่เศลษม์แลรากแลน้ำลาย น้ำเน่าน้ำหนองลามกอาจม อันเหม็นเป็นอาหารทุกเมื่อเพื่อบาปกรรมเขาดังนี้แลฯ

ยังมีเปรตจำพวก ๑ เล่าเขาเทียรย่อมกินแต่น้ำหนองเน่แลหมาเน่าหมาพอง อันเขาเอาไปทอดเสียในป่าช้าทุกเมื่อแล เปรตผู้นี้เมื่อาติก่อนโพ้นเขาย่อมได้เอาเนื้อช้างเนื้อหมาแลเนื้อสัตว์ทั้งหลายอันมีเล็บก็ดี หาเล็บมิได้ก็ดี

ในลักขณะพระวินัยอันพระพุทธเจ้าบัญญัติไว้มิให้พระสงฆเจ้าฉันไส้ แลเขาได้เอามาอำพรางให้พระสงฆเจ้าฉัน ด้วยความอำพรางให้ท่านฉันนั้น ครั้นว่าตนตายได้เป็นเปรตจำพวกนี้ เพราะว่าบาปกรรมอันเขาได้พรางพระสงฆเจ้าแลให้มีใจโมหดังนั้น จึงเขาได้กินแต่น้ำเลือดน้ำหนองหมาเน่าหมาพองเป็นอาหารทุกเมื่อ เพื่อบาปกรรมเขาเพราะเขาอำพรางพระสงฆเจ้าให้ฉันนั้นแลฯ

ยังมีเปรตจำพวก ๑ เล่า แลมีเปลวไฟพุ่งออกแต่อกแต่ลิ้นแต่ปากแห่งเขาแล้ว ๆ เ ปลวไฟนั้นลามไหม้ทั้งตัวเขาทุกแห่งแล เปรตจำพวกนี้เมื่อชาติก่อนโพ้นไส้ เขาได้ด่าแลสบประมาทพระสงฆเจ้า อันหนึ่งเขากล่าวคำมุสาวาทแก่พระสงฆ์ผู้เฆ่าผู้แก่ผู้มีศีลด้วยคำอำพรางท่านก็ดี ครั้นตายไปเป็นเปรตอยู่ด้วยบาปกรรมเขาอันเขาได้ด่าทอไส้ แลกล่าวประมาทแลกล่าวไส้ความแก่ท่านแลพรางท่านผู้มีศีลดังนั้น แลเปลวไฟจึงพุ่งออกแต่อกแต่ปากแต่ลิ้นแลลามไปไหม้ทั่วตัวเขาดังนั้นทุกเมื่อเพื่อบาปกรรมเขาได้กระทำดังกล่าวมานี้แลฯ

ยังมีเปรตจำพวก ๑ เล่าร้ายนักหนา หาน้ำจะกินบมิได้เลยสักหยาด แลเปรตนั้นอยากน้ำนักหนาดังว่าใจจะขาด จึงแล่นไปข้างซ้ายข้างขวาเพื่อจะหาน้ำกิน จึงแลเห็นน้ำใสงามแก่ตา ครั้นว่าเขาเอามือกอบเอาน้ำนั้นมากินไส้ น้ำนั้นก็กลายเป็นไฟไหม้ทั้งตัวเขา ๆ ก็เกลือกไปเกลือกมาเขาก็ตายในไฟนั้นหึงนานนักหนาแล เปรตฝูงนี้เมื่อก่อนโพ้นเขาย่อมข่มเหงคนเข็ญใจด้วยอันหาความกรุณาปรานีบมิได้แล เห็นของท่านจะใคร่ได้แก่ตนเห็นสินท่านจะใคร่เกียดเอา ท่านหาความผิดบมิได้ใส่ตนว่าท่านผิด ครั้นว่าตายก็เป็นเปรตอยู่หึงนานด้วยบาปกรรมเขาอันเขาได้กระทำข่มเหงผู้เข็ญใจให้เขาร้อนเนื้อเดือดใจเขาดังนั้นแล เปรตนั้นผอมบางร้ายนักหนาหาอันจะกินบมิได้เลย อดอยากนักหนาดังใจเขาจะขาด ครั้นเขาเห็นน้ำใสแลกอบเอามากินไส้ น้ำนั้นกลายเป็นไฟไหม้ทั้งตนเขา ๆ ก็กลิ้งเกลือกตายในไฟนั้นนานนักหนา เพราะว่าบาปเขา ๆ ทำข่มเหงท่านผู้อื่นเพื่อดังนั้นแลฯ

ยังมีเปรตจำพวก ๑ เล่าเทียรย่อมมีตัวเปื่อยเน่าแลผอมนักมีหลังก็ขดมือก็เน่าตีนก็เปื่อย แลเอาย่อมเอาไฟมาคลอกตัวเขาเองอยู่ทุกเมื่อ แลตัวเขานั้นดังขอนไม้อันกลิ้งอยู่ ณ กลางไร่แลเขากลิ้งไปกลิ้งมาทนทุกขเวทนานักหนาดังนั้นเป็นช้านานนัก แลเปรตฝูงนี้ไส้เมื่อก่อ่นเขาคลอกป่าเผาป่า แลสิงสัตว์อันใดที่หนิมิทันนั้นไฟก็ไหม้ลามตาายฯ

ยังมีฝูงเปรตจำพวก ๑ มีตนนั้นใหญ่เท่าภูเขา แลมีเส้นขนอันรียาวแลเสียบแหลมนักหนา ทั้งเล็บตีนเล็บมือใหญ่แลเล็บนั้นคมนักดังมีดกรดแลหอกดาบ ครั้นว่าเล็บตีนเล็บมือแลขนนั้นฟัดกันเมื่อใดได้ยินดัง ๆ เสียงฟ้าลั่นแล้วเป็นเปลวไฟลุกขึ้นไหม้ทั้งตนเขา แลบาดตัวเขาดุจดังขวานฟ้าผ่าลงทั่วตนเขาทุกแห่งแล เปรตฝูงนี้เมื่อก่อนเขาได้เป็นนายเมืองแลแต่งความเมืองมิชอบทางธรรม ย่อมเห็นแก่สินจ้างแลสินสอดบมิเป็นกลาง การย์ ผู้ชอบไส้ว่าผิด การย์ ผู้ผิดไส้ว่าชอบ ด้วยบาปกรรมแต่งความบมิชอบธรรมดังนั้นไส้ ครั้นว่าเขาตายไปเขาไปเป็ฯเปรตอยู่แลมีตัวใหญ่เท่าภูเขา แลมีขนมีเล็บตีนเล็บมืออันใหญ่อันาวแลคมดังมีดตรีแลดาบหอก ครั้นแลฟัดกันดังดังเสียงสายฟ้าผ่า เส้นขนแลเล็บตีนเล็บมือเขานั้นลุกเป็ฯเปลวไฟสะเทือนมาแทงตัวเขาเองอยู่ทุกเมื่อแล เมื่อบาปกรมกินสินจ้างสินสอดแลแต่งความเมืองมิเป็นธรรมนั้นแลฯ แลกล่าวเถิงสัตว์อันเกิดในสเปรตภูมิ อันเป็นตติยกัณฑ์โดยสังเขปกถา จบเท่านี้แลฯ

เชิญทุกท่าน ร่วมสร้างบุญกุศลด้วยกัน ....ส่งต่อข่าวสารแก่เพื่อนๆ มีโอกาสชมจิ๊กซอร์ต่างๆ สำหรับนักค้นหาสาระชีวิตต่อภาพส่วนตัว ทั้ง ด้านโลกียะและโลกุตระ ที่ ainews1.com จัดไว้บริการให้แก่เพื่อนทุกเพศวัยทุกคน ฟรี ที่ลิงค์ /article385.html   Bookmark and Share