ประโยชน์และโทษของถั่วเหลือง

กันยายน 2003 มีนักวิจัยประมาณ 300 คนจาก 20 ประเทศพร้อมผลงานการวิจัยประมาณ 200 เรื่องเกี่ยวกับประโยชน์ของถั่วเหลืองในการป้องกันโรคเรื้อรังทั้งหลาย

ส่วนประกอบของถั่วเหลือง

ถั่วเหลืองประกอบไปด้วยส่วนประกอบดังต่อไปนี้

        * โปรตีน 38 %

* ไขมัน 18 %(เป็น lecithin 5 %)

* ความชื้น 5 %

* คาร์โบไฮเดรตที่ไม่ละลายในน้ำ 15%

* คาร์โบไฮเดรตที่ละลายน้ำ(เช่น sucrose starchyose)

โปรตีน

พบว่าเป็นโปรตีนจากพืชเพียงชนิดเดียวที่มีคุณสมบัติเหมือโปรตีนจากเนื้อสัตว์ มีกรด amino acid ที่สำคัญ 9 ชนิด

ไขมัน

ไขมันจากถั่วเหลืองมีกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย มีวิตามินอีสูงส่วนประกอบของไขมันได้แก่ ไขมันไม่อิ่มตัว(polyunsaturated fat) อยู่ร้อยละ 63 ไขมันอิ่มตัว(saturated fat ) ร้อยละ 15 ไขมันไม่อิ่มตัวชนิดเดี่ยว (monounsaturated) 24 % และยังมีกรด linoleic acid ซึ่งเป็นกรดไขมันที่จำเป็นต่อมนุษย์

ไขมัน

ไขมันจากถั่วเหลืองมีกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย มีวิตามินอีสูง

ส่วนประกอบของไขมันได้แก่

  • ไขมันไม่อิ่มตัว(polyunsaturated fat) อยู่ร้อยละ 63
  • ไขมันอิ่มตัว(saturated fat ) ร้อยละ 15
  • ไขมันไม่อิ่มตัวชนิดเดี่ยว (monounsaturated) 24 %
  • และยังมีกรด linoleic acid ซึ่งเป็นกรดไขมันที่จำเป็นต่อมนุษย์

ประเทศอเมริกากำลังให้ความสนใจกับถั่วเหลืองเป็นอันมาก ได้มีการแนะนำให้เด็กและประชาชนรับประทานถั่วเหลืองเพิ่มขึ้น เนื่องจากสถิติของโรคหัวใจ กระดูกพรุนและมะเร็งเต้านมในประเทศเอเชียมีอุบัติการณ์ต่ำกว่าประเทศทาง ยุโรปโดยเฉพาะ จีนและญี่ปุ่น จึงได้มีความสนใจเรื่องอาหาร พบว่าทั้งสองประเทศรับประทานอาหารที่ทำจากถั่วเหลือง จึงได้มีการทำวิจัยผลดีของถั่วเหลือง....(ต้องไม่ลืมว่าประเทศนี้ได้มีการส่งเสริมการปลูกถั่วเหลืองเป็นอาหารหลักของประเทศทีเดียว และยังเป็นอุตสาหกรรมน้ำมันถั่วเหลืองที่ใหญ่โตอีกด้วย)

อเมริกากำลังให้ความสนใจกับถั่วเหลืองเป็นอันมาก ได้มีการแนะนำให้เด็กและประชาชนรับประทานถั่วเหลืองเพิ่มขึ้น เนื่องจากสถิติของโรคหัวใจ กระดูกพรุนและมะเร็งเต้านมในประเทศเอเชีย มีอุบัติการณ์ต่ำกว่าประเทศทางยุโรป โดยเฉพาะ จีนและญี่ปุ่น

จึงได้มีความสนใจเรื่องอาหาร พบว่าทั้งสองประเทศรับประทานอาหารที่ทำจากถั่วเหลือง จึงได้มีการทำวิจัยผลดีของถั่วเหลือง (ทุกๆสิ่งบนโลกมีสองด้าน ด้านสว่างและด้านมืด)

โรคหัวใจ

อาหารที่ทำจากถั่วเหลืองจะมีประโยชน์สำหรับหัวใจ และยังลดปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิดโรคหัวใจ มีรายงานถึงผลดีของถั่วเหลืองในการลดอัตราการเกิดโรคหัวใจ โดยมีการทดลองให้ผู้ที่มีระดับ LDL-cholesterol ในเลือดสูงรับประทานถั่วเหลือง พบว่าสามารถลดระดับไขมันในเลือดได้ โดยพบว่าสามารถลดได้ร้อยละ 10 หาก LDL-cholesterol ในเลือดมากกว่า 160 มก.% องค์การอาหารและยาของอเมริกาแนะนำว่า ให้รับประทานโปรตีนที่ทำจากถั่วเหลือง วันละ 25 กรัม ร่วมกับอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวต่ำ จะลดอัตราการเกิดโรคหัวใจ (ไขมันอิ่มตัวต่ำ นัยนี้หมายถึงน้ำมันมะพร้าวหรือไม่?)

ในถั่วเหลืองมี Phytoestrogen

ถั่วเหลืองนอกจากจะสามารถลดระดับ Cholesterol ได้แล้วยังมีสาร phytoestrogen เป็นส่วนประกอบที่สำคัญ สาร phytoestrogen จะออกฤทธิ์เหมือนฮอร์โมนเพศหญิง โดยทำให้การยืดหยุ่นของหลอดเลือดดีขึ้น มีการทดลองให้ผู้ป่วยที่เจ็บหน้าอกจากโรคหัวใจ ที่ได้รับถั่วเหลืองพบว่าสามารถลดอาการเจ็บหน้าอก มีการกลัวกันว่าสาร isoflavone ออกฤทธิ์เหมือน estrogen ทำให้กังวลว่าจะเกิดผลข้างเคียงเหมือน estrogen เช่น ไขมัน triglyceride ขึ้น อาจเกิดมะเร็งมดลูกเพิ่ม แต่ถั่วเหลืองไม่ทำให้เกิดโรคเพิ่ม (ลองฟังผลการวิจัยของนักวิชาการกลุ่มนี้ ชนิดฟังหูไว้หู เนื่องจากเน้นเฉพาะส่วนดีๆเท่านั้น)

มะเร็งต่อมลูกหมาก

จากการตรวจศพผู้ที่เสียชีวิตของประเทศญี่ปุ่นพบว่า มะเร็งในต่อมลูกหมากมีอัตราการ เกิดเซลล์มะเร็ง พอๆกับของประเทศอเมริกา แต่คนในประเทศญี่ปุ่นเซลล์มะเร็งจะไม่ลุกลามเหมือนของประเทศอเมริกา และเมื่อคนญี่ปุ่นย้ายไปอยู่ในประเทศอเมริกา ก็จะเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากพอๆกับคนอเมริกา เชื่อว่าสาร isoflavones จะ ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมาก นอกจากนั้นจากการทดลองในหนูพบว่าสาร isoflavones จะยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอกในต่อมลูกหมาก อย่างไรก็ตามต้องรอการ ศึกษาให้แน่ชัด

โรคกระดูกพรุน

คณะนักวิจัยจากฮ่องกงได้มีการทดลองให้หญิงวัยทอง ได้รับสาร isoflavone ซึ่งมีอยู่ในถั่วเหลือง กับอีกกลุ่มหนึ่งให้เม็ดแป้ง ใช้เวลาทดลอง 1 ปี พบว่ากระดูกสะโพกของผู้ที่ได้ถั่วเหลืองจะมีความแข็งแรงกว่าผู้ที่ไม่ได้รับถั่วเหลือง ซึ่งพบว่าอัตราการเกิดกระดูกสะโพกหัก หลังจากหกล้มในญี่ปุ่นต่ำกว่าในประเทศอเมริกา

นอกจากนั้นยังมีการทดลองในหนู ก็พบว่าโปรตีนจากถั่วเหลืองสามารถทำให้กระดูกหนาขึ้น ดังนั้นจึงเชื่อว่า หากรับประทานถัวเหลืองอย่างเพียงพอ และได้รับแคลเซียมในปริมาณที่พอจะป้องกันภาวะกระดูกพรุนได้ ประโยชน์ในการป้องกันโรคกระดูกพรุน สำหรับหญิงมีครรภ์จะมาทดแทนการให้ฮอร์โมน เนื่องจากมีรายงานว่าทำให้เกิดผลข้างเคียงสูง

วัยทอง

หญิงวัยทองจะมีการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนเอสโตรเจน ทำให้มีอาการหนาวๆร้อนๆวูบวาบ ช่องคลอดแห้ง นอนไม่หลับ เหงื่อออก อารมณ์หงุดหงิด ทำให้ต้องได้รับฮอร์โมนเสริม

แต่หลายคนกลัวผลข้างเคียงของฮอร์โมนทดแทน จึงหันมารับประทานถั่วเหลืองแทน ยังมีข้อสงสัยว่าการรับประทานถั่วเหลือง จะสามารถยับยั้งอาการวัยทองนี้ได้ แต่จากการศึกษาประชากรวัยทองของญี่ปุ่นพบว่า มีอาการวัยทองและโรคกระดูกพรุนน้อยกว่าคนจากประเทศทางยุโรป

มะเร็ง

การเกิดมะเร็งเต้านม ลำไส้ใหญ่ ต่อมลูกหมากในเอเชียต่ำกว่าประเทศทางยุโรปเนื่องจากความแตกต่างของอาหาร อาหารประเทศทางเอเชียจะเป็นพวกพืช ผลไม้ ธัญพืชไขมันต่ำ แต่อาหารทางยุโรปอุดมไปด้วยเนื้อสัตว์และไขมัน การเกิดมะเร็งเชื่อว่าเกิดจากอาหาร เพราะชาวเอเชียที่ย้ายไปทำงานในยุโรปจะ เกิดมะเร็งพอๆกับคนยุโรป อาหารจากถั่วเหลืองจะมีคุณสมบัติในการป้องกันมะเร็ง เพราะมีสารต้านอนุมูลอิสระ ไขมันต่ำและมีใยอาการ สมาคมโรคมะเร็งของอเมริกาแนะนำการรับประทานอาหารเพื่อป้องกันมะเร็งดังนี้

    * เลือกอาหารที่มาจากพืช
    * ลดอาหารที่มีไขมันต่ำ

โรคเบาหวาน โรคไตและถั่วเหลือง

อาหารที่เตรียมจากถั่วเหลืองจะมีประโยชน์สำหรับผู้ป่วยเบา หวาน เนื่องจากมีกากใยอาหารสูง เมื่อรับประทานแล้ว ทำให้น้ำตาลไม่ขึ้น นอกจากนั้นโปรตีนที่ได้จากถั่วเหลืองไม่ทำให้ไตทำงานหนักเหมือนโปรตีนจากสัตว์ จึงช่วยถนอมไต การที่ถั่วเหลืองช่วยลดระดับไขมัน LDL จึงทำให้ลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ

จากที่ได้กล่าวมา พบว่าโปรตีนจากถั่วเหลืองมีประโยชน์ต่อร่างกายหลายอย่าง แม้ว่าบางอย่างจะขาดหลักฐานสนับสนุนอย่างเพียงพอ คงต้องรอคำตอบจากการวิจัย แม้ว่าจะนานแค่ไหนก็คงต้องรอคำตอบ อย่างไรก็ตาม มีรายงานให้รับประทานถั่วเหลืองแทนโปรตีนจากเนื้อสัตว์ในบาง มื้อ

ถั่วเหลืองกับสุขภาพตา

การวิจัยเกี่ยวกับสุขภาพตาและถั่วเหลืองมีไม่มาก แต่จากการศึกษาใหม่ๆพบว่าสาร isoflavone genestein ในถั่วเหลืองสามารถป้องกันการเกิดต้อกระจกในหนู และยังลดอันตรายที่เกิดจากรังสี

การแปรรูปถั่วเหลือง

เราสามารถแปรรูปถั่วเหลืองไปเป็นส่วนประกอบของอาหาร หรืออาหารได้มากมาย
แป้งถั่วเหลือง 


แป้งถั่วเหลือง

โดยการนำถั่วเหลืองไปอบและบดเป็นผงซึ่งจะมีโปรตีนเป็นส่วนผสมร้อยละ 50 แป้งถั่วเหลืองมี 3 ชนิดได้แก่

    * แป้งถั่วเหลืองชนิดครบถ้วน
    * แป้งถั่วเหลืองไขมันต่ำ โดยการนำถั่วเหลืองไปสกัดไขมันออกก่อน
    * แป้งถั่วเหลืองผสม lecithin

ข้อดีของโปรตีนชนิดนี้คือไม่มีสาร glutean ทำให้เกิดการแพ้น้อย

แป้งถั่วเหลืองชนิดโปรตีนครบถ้วน

แป้ง


ทำโดยการนำกากถั่วที่ได้จากการสกัดน้ำมัน แล้วมาแยกเอาโปรตีนออก จะได้แป้งที่มีส่วนผสมของโปรตีน 90 % และมีกรด amino acid ที่จำเป็นสำหรับร่างกาย เป็นโปรตีนที่ย่อยง่าย

โปรตีนจากถั่วเหลือง

โปรตีนถัวเหลือง

โปรตีนนี้เตรียมจากแป้งถั่วเหลืองที่สกัดเอาน้ำมันออกแล้ว โปรตีนนี้จะประกอบไปด้วยโปรตีนร้อยละ 50 ใยอาหาร คาร์โบไฮเดรต์ โปรตีนนี้ใช้แทนเนื้อสัตว์ สำหรับขนาดก็แล้วการเตรียมว่าต้องการให้มีขนาดเท่าใด การรับประทานก็เพียงแต่ใส่น้ำและทำให้ร้อนก็สามารถรับประทานได้

น้ำมันถั่วเหลือง

น้ำมันถั่วเหลือง

เป็นน้ำมันพืชที่นิยมใช้กันทั่วโลก เป็นน้ำมันที่ไขมันอิ่มตัวต่ำ( saturated ) และมีไขมันไม่อิ่มตัวสูง( polyunsaturated ) และยังมีไขมัน omega3 เราสามารถนำน้ำมันถั่วเหลืองไปปรุงอาหาร ทำน้ำสลัด

แล้วยังสามารถนำไปทำเป็น magarine นอกจากนั้นยังใช้กระบวนการทางเคมี เพื่อทำให้น้ำมันถั่วเหลืองหรือน้ำมันพืชชนิดอื่น มีความข้นหรือมีความทนความร้อนเพิ่ม เรียกการทำ Hydrogenation ทำให้ได้กรด tranamino acid แต่องค์การอาหารและยาพบว่าไขมัน transfatty acid มีอันตรายต่อหัวใจและหลอดเลือด

ผลิตภัณฑ์ถั่วเหลืองเป็นอาหารที่นิยมกันมากในแถมเอเชีย และได้มีการดัดแปลงกันมาแต่ในอดีต ที่เป็นที่นิยมกันได้แก่ ถั่วญี่ปุ่น ถั่วต้มญี่ปุ่น

ถั่วญี่ปุ่น

หากเราเดินตามห้าง จะพบถั่วเหมือนถั่วพู ใส่ถุงแช่เย็นเป็นถุงๆ ความจริงก็คือถั่วเหลืองที่ยังไม่แก่ นำไปต้มด้วยน้ำเกลือให้สุก และเก็บเป็นถุงๆ ถั่วนี้จะอุดมไปด้วยโปรตีน ใยอาหาร ไม่มี cholesterol เหมาะสำหรับเป็นอาหารว่างหรือใช้ทำอาหาร

มิโซ่ Miso

มิโซ่


ดูแค่ชื่อก็รู้แล้วว่าเป็นน้ำปรุงรสจากประเทศญี่ปุ่น เตรียมจากถั่วเหลือง ธัญพืช และเกลือ หมักไว้ 1-3 ปี การเก็บควรจะเก็บในตู้เย็น ใช้สำหรับปรุงรส หรือหมักเป็นอาหาร

น้ำซอสถั่วเหลือง

เต้าหู้

ทางบ้านเราเรียกซี่อี้ว แต่ทางญี่ปุ่นมีชื่อเรียกหลายชื่อ นำน้ำถั่วเหลืองไปหมัก โซยุ Shoyu เกิดน้ำถั่วเหลืองไปหมักกับแป้งสาลี Teriyaki เกิดจากหมักถั่วเหลือง น้ำตาล น้ำส้ม พริก เป็นน้ำซอสที่ข้นที่สุด Tamari เป็นซอสที่เหลือจากการเตรียม Miso

เต้าหู้

น้ำเต้าหู้

เตรียมจากน้ำเต้าหู้ ทำให้ข้นขึ้นโดยใช้สารเคมีช่วย เต้าหู้จะมีโปรตีนสูง วิตามินบี แต่มีเกลือต่ำ เหมาะสำหรับเป็นโปรตีนแทนโปรตีนจากสัตว์ เต้าหู้มีสองชนิด คือเต้าหู้แข็งซึ่งมีโปรตีน แคลเซียม ไขมันสูงกว่าชนิดอื่น เต้าหู้อีกชนิดได้แก่เต้าหู้อ่อนหรือเต้าหู้หลอด

น้ำเต้าหู้

ป็นเครื่องดื่มที่บำรุงสุขภาพ และเป็นที่นิยมเพิ่มขึ้น อุดมไปด้วยโปรตีน วิตามิน จะดื่มร้อนหรือเย็นก็ได้ นมถั่วเหลืองจะไม่มี lactose และ casein ทำให้คนที่แพ้นมวัวสามารถดื่มได้ โดยที่ท้องไม่เสีย บางบริษัทอาจจะเติมแคลเซียม วิตามินดีหรือวิตามินบี บางบริษัทอาจจะปรุงรสได้หลายชนิด การเก็บรักษานมที่ใส่ถุง หากแช่ตู้เย็นสามารถเก็บได้ถึง 5 วัน แต่หากเป็นนมกล่องที่ผ่านการฆ่าเชื้อ สามารถเก็บที่อุณหภูมิห้องได้หลายเดือน เมื่อแกะกล่องต้องเก็บไว้ในตู้เย็น

เต้าเจี้ยว

เป็นการหมักของถั่วเหลืองและเกลือ โปรตีนในเต้าเจี้ยวจะย่อยง่ายกว่าถั่วเหลือง ใช้ปรุงอาหาร รับประทานกับข้าวต้ม หรือใส่ในน้ำซุป

ฟองเต้าหู้

เตรียมจากครีมที่ลอยบนน้ำเต้าหู้ที่เข้มข้น อุดมไปด้วยโปรตีนและวิตามิน นำไปรับประทานสดๆหรือใช้ปรุงอาหาร

นอกจากนั้นยังนำผลิตภัณฑ์เหล่านั้นไปแปรรูปอาหารได้อีกมากมายดังเช่น


เนื้อเทียม

เนื้อสัตว์เทียม

เนื้อเทียม

โดยนำเต้าหู้มาผสมกับส่วนผสมอื่นๆเพื่อเลียนแบบเนื้อสัตว์ ทั้งรูป รส กลิ่น ให้ใกล้เคียงเนื้อสัตว์ ใช้ประกอบอาหารเหมือนกับเนื้อสัตว์ ที่เลียนแบบ อาหารนี้ก็มีคุณค่าเหมือนอาหารที่เตรียมจากถั่วเหลือง

เนยแข็งจากถั่วเหลือง

เนยแข็ง

เตรียมจากน้ำเต้าหู้ สามารถใช้ปรุงอาหารแทนเนยแข็งได้

เนยถั่วเหลือง

เนยถั่วเหลือง

เตรียมจากถั่วเหลืองไปอบ บด คลุกกับน้ำมันถั่วเหลืองและสารประกอบอื่น จะมีไขมันน้อยกว่าเนยถั่วลิสง มีคุณค่าอาหารเหมือนถั่วเหลือง

นอกจากนั้นยังสามารถนำถั่วเหลืองมาแปรรูปเป็นนมสำหรับเด็ก yogurt ไอครีม ซึ่งคงคุณค่าอาหาร

การแปรรูปเป็นอาหารและเครื่องดื่ม

เราสามารถแปรรูปถั่วเหลืองให้เป็นเครื่องดื่มหลากหลายชนิดโดยที่ยังคงคุณค่าทางอาหาร

เช่น น้ำ strawberry นมถั่วเหลืองส่วนผสมได้แก่

    * นมถั่วเหลือง
    * น้ำกลิ่น strawberry
    * ผล strawberry สด
    * เต้าหูอ่อน

นำส่วนผสมมาปั่นให้เข้ากัน ก็จะได้น้ำผลไม้ที่มีคุณค่าทางอาหาร นอกจากนั้นยังยังสามารถดัดแปลงเป็นขนมขบเคี้ยว คุกกี้ และสลัด

เครื่องดื่ม

คุกกี้

สลัด

อีกส่วนหนึ่งที่นักวิจัยค้นพบโทษต่างๆของถั่วเหลือง ที่ นายแพทย์เปี่ยมโชค ชลิดาพงศ์ นำมารวบรวมเอาไว้ดังนี้ :

ผลิตภัณฑ์ของถั่วเหลืองมีผลอย่างไรต่อร่างกายของเรา

ข้อมูลของเรื่องถั่วเหลืองเป็นข้อมูลที่ผมได้มา จาก Dr.Lita Lee เมื่อ 08/12/2001 ท่านเป็น Ph.D. ทางชีวเคมี แล้วผันตัวเองมาทำเรื่องธรรมชาติบำบัด ท่านผู้นี้จัดได้ว่าเป็นผู้ให้แนวทางเกี่ยวกับธรรมชาติบำบัดรุ่นแรกๆ ของผมเลยทีเดียว ผมเป็นหมอมา 20 ปี พออ่านบทความของท่าน เรื่อง 'ภาวะไธรอยด์ฮอร์โมนต่ำ' เวลาเดินไปไหนแทบจะเอาปี๊บคลุมหัวเลยละครับ เพราะอะไรหรือครับ เพราะความรู้ที่มีอยู่ในบทความนั้นตอบคำถามที่คาใจของเราเกือบทุกเรื่องที่เกี่ยวกับโรคธัยรอยด์ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา และเริ่มทำให้ศรัทธาในตำราแพทย์ปัจจุบันของผมตกลงอย่างมาก ผมหันมาอ่าน ศึกษาและลองปฏิบัติเรื่องของธรรมชาติบำบัด และแพทย์ทางเลือกมา 8 ปี ทำให้ผมพอเข้าใจธรรมชาติบำบัด และสามมารถนำมาให้คำแนะนำผู้ป่วยได้ผลดีพอสมควร ลดการใช้ยาที่เป็นเคมีสังเคราะห์ได้อย่างมาก

อ้าว! นอกเรื่องไปไกลเลย พูดเรื่องถั่วเหลืองต่อดีกว่า นอกจาก Dr. Lita Lee แล้ว ผมยังได้ข้อมูลจาก The Weston A. Price Foundation in Washington, DC USA (หมายเหตุ ข้อความในวงเล็บข้างท้ายแต่ละข้อ คือ ชื่อของผู้ทำวิจัย และปีที่ทำวิจัย)

  1. การกินโปรตีนถั่วเหลืองผง 30 ซีซี ทุกวัน สามมารถทำให้เกิดความผิดปกติที่เต้านมได้ จากฤทธิ์ของฮอร์โมนเอสโตรเจน (phyto estrogen) (Petrakis, N.L.,1996) แต่สำหรับ Weston A. Price Foundation เขียนไว้แบบนี้เลยครับ Soy phytoestrogens disrupt endocrine function and have potential to cause infertility and to promote breast cancer in adult women แปลเป็นไทยก็คือฮอร์โมนเอสโตรเจนในถั่วเหลือง ขัดขวางการทำงานของต่อมไร้ท่อ และมีแนวโน้มที่จะทำให้เป็นหมัน รวมทั้งส่งเสริมให้เกิดมะเร็งเต้านมในผู้หญิง
  2. ผลของโปรตีนถั่วเหลืองในผู้หญิงก่อนวัยทองและวัยทอง พบว่าโปรตีนถั่วเหลือง
  • ทำให้มีการสร้างน้ำนมที่ผิดปกติ
  • ทำให้เนื้อเยื่อเต้านมหนาตัวขึ้น
  • ทำให้ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนไดออลในเลือดเพิ่มขึ้น

ทั้ง 3 ข้อนี้แสดงให้เห็นว่าผลของฮอร์โมนเอสโตรเจน (phytoestrogen) ที่มีในถั่วเหลืองนั้น มีผลต่อเต้านมของผู้หญิงจริงๆ (Petrakis,N.L.,1966)

3. ในสัตว์ที่ตั้งครรภ์ ถ้าให้เลี้ยงด้วยโปรตีนถั่วเหลือง อาจทำให้ลูกของสัตว์เหล่านั้นมีอวัยวะเพศที่ผิดปกติ และอาจทำให้เกิด 'กลุ่มอาการเอสโตรเจน' (estrogen syndrome) โดยเพิ่มโอกาสที่จะเป็นโรคต่อไปนี้ เช่น โรคต่อมไธรอยด์ โรคกระดูกผุ โรคถุงน้ำดี โรคมะเร็ง เป็นหมัน โรคหัวใจ

4. การใช้โปรตีนถั่วเหลืองผงเป็นอาหารในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน ทำให้ผู้หญิงเหล่านั้นมีภาวะเหมือนได้รับฮอร์โมนเอสโตรเจน (Brasid, D.D., et al., 1995)

5. โปรตีนถั่วเหลืองมีสารต้านธัยรอยด์ฮอร์โมน คือ

    • ไอโซฟลาโวน (Isoflavone)
    • เจนีสทีน (Geneistein)
    • เดคซีน (Daidzein) (Devi,R.I., and D.R. Doerge,1997)

6. โปรตีนถั่วเหลืองมีสารต้านธัยรอยด์ฮอร์โมน พบว่ามีภาวะธัยรอยด์ฮอร์โมนต่ำ ในเด็กทารกที่กินนมถั่วเหลือง (valentine, Tom, 1997)

มีการศึกษาการทำงานของต่อมธัยรอยด์ในคนที่กินถั่วเหลืองพบว่า ต่อมธัยรอยด์ถูกกดการทำงาน และมีคอพอกในหลายงานวิจัย (Ishizuki,Y.,et al.,1991 : Divi,R.I. and D.R. Doerge,1997)

7. ถั่วเหลืองมีสารต้านน้ำย่อยโปรตีน ซึ่งยับยั้งการย่อยสลายโปรตีน จะทำให้ร่างกายไม่สามารถย่อยสลายโปรตีนได้ (Fallon,S.W. and Mary G. Enig 1995)

8. โปรตีนถั่วเหลืองมีสาร phytic acid สูงมาก สารนี้ยับยั้งการดูดซึมเกลือแร่ โดยเฉพาะสังกะสี แคลเซี่ยม แมกนีเซี่ยม เหล็ก (Fallon,S.W. and Mary G.Enig 1995)

9. ถั่วเหลืองมีสารที่ทำให้โปรตีนจับตัวกันเป็นก้อน ที่เรียกว่า Hemagglutinin ทำให้เม็ดเลือดแดงและเม็ดเลือดขาวจับกันเป็นก้อน ส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานของเม็ดเลือดเสียไป (Fallon,S.W. and Mary G. Enig 1995)

10. Processing of soy protein results in the formation of toxic lysinoalanine and highly carcinogenic nitrosamines แปลเป็นไทย กระบวนการผลิตโปรตีนถั่วเหลือง ทำให้เกิดสารพิษที่เรียกว่า 'ไลซิโน อะลานีน' และสารก่อมะเร็งชื่อว่า 'ไนโตรซามีน' (The Weston A.Price Foundation in Washington, DC)

เป็นอย่างไรบ้างครับ ฟังอีกมุมหนึ่งของถั่วเหลือง คงจะสับสนพอสมควร จากประสบการณ์ของตัวผมเอง ผมพอจะกล่าวได้ว่า ปัญหาของถั่วเหลืองเท่าที่พบมา อยู่ที่กินถั่วเหลืองเป็นประจำ แล้วทำให้

1. เกิดเป็นภาวะธัยรอยด์ฮอร์โมนต่ำ hypothyroidism) อาการที่พบบ่อยๆของภาวะนี้คือ

    • เจ็บส้นเท้า (calcaneal spur) ที่เรียกทั่วๆไปว่า 'รองช้ำ'
    • อ้วนง่าย กินนิดเดียวก็อ้วน
    • อ่อนเพลียเรื้อรัง (chronic fatigue syndrome) ฯลฯ

2. ทำให้มะเร็งดื้อต่อการรักษาแบบธรรมชาติบำบัด

3. ทำให้เกิดภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศในผู้ชาย เพราะเอสโตรเจนไปกดการทำงานของฮอร์โมนเพศชาย เทสโตสเตอโรน แต่เอสโตรเจนจะทำให้ผู้ชายเหล่านี้ผิวพรรณเนียน สวย ดูดี แต่ขอโทษ เรื่องของผู้ชาย 'จอดสนิท'

หัวข้อที่ 6 ความคิดเห็นส่วนตัวในฐานะแพทย์ที่ทำการรักษาคนไข้มานาน 25 ปี พร้อมด้วยบางตัวอย่างของคนไข้บางรายที่พอกล่าวอ้างถึงได้

แนวทางของธรรมชาติบำบัด หรือแพทย์ทางเลือก เป็นแนวทางที่มีการรักษาที่มีประโยชน์สูงสุด แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นแนวทางการรักษาที่ยากที่สุดด้วย เพราะถ้าใครบอกว่าจุดเด่นที่สุดของมันคือการแก้ไขที่ต้นเหตุของโรค อันนี้แหละก็จะเป็นจุดด้อยที่สุดด้วย

  • เพราะมนุษย์ส่วนใหญ่ไม่ยอมแก้ไขตัวเอง ในแนวทางของธรรมชาติบำบัด หรือแพทย์ทางเลือก สาเหตุสำคัญของการเจ็บป่วยเกิดจาก 'การกินที่ผิดๆ' และ 'การปฏิบัติตัวที่ผิดๆ' ทั้งนี้มีกี่คนที่สามารถเลิกกินของอร่อยของตัวเองได้ ด้วยเหตุผลแค่ 2 ข้อนี่แหละก็ทำให้ธรรมชาติบำบัด หรือแพทย์ทางเลือกตกอยู่ในสภาพที่ไม่ต่างอะไรกับการรักษาแผนปัจจุบัน คือผลของการรักษาดีบ้าง ไม่ดีบ้าง (เพราะถ้าคนป่วยไม่ปฏิบัติ ยังไงมันก็ไม่ได้ผล)
  • ในแนวทางของธรรมชาติบำบัดหรือแพทย์ทางเลือก แพทย์เป็นเพียงผู้ชี้หรือแนะแนวทางที่ถูกต้องให้ผู้ป่วยปฏิบัติเท่านั้น และในบางครั้งอาจช่วยตอบคำถาม ข้อสงสัยที่เกิดจากการปฏิบัติของผู้ป่วย ที่เหลือจากนี้ผู้ป่วยต้องเป็นผู้ปฏิบัติเองทั้งหมด
  • คราวนี้หันมาดูจุดด้อยของฝั่งผู้ให้คำแนะนำ (แพทย์และ/หรือผู้เชี่ยวชาญทางธรรมชาติบำบัดหรือแพทย์ทางเลือก) กันบ้าง แต่ละคนจะมีหลักการและข้อแนะนำต่อผู้ป่วยแตกต่างกันอย่างมาก เช่น บางคนบอกว่ากินผลไม้ 'ได้' บางคนบอกว่า 'ไม่ได้' บางคนบอกผู้ป่วยมะเร็งว่า 'กินปลาได้ อาจมีรายละเอียดอีกว่ามีเกล็ดหรือไม่มีเกล็ด' บ้างก็บอกว่า 'ไม่ได้' ยังมีเป็นร้อยๆเรื่องที่สับสนแบบนี้ 

อุตสาหกรรมถั่วเหลืองในสหรัฐฯเป็นอุตสาหกรรมการเกษตรที่ใหญ่โตมาก นายทุนจึงอาศัยนักวิจัยจัดทำข้อมูลงานวิจัย เพื่อช่วยสนับสนุนธุรกิจของตนเอง จะไม่เปิดเผยด้านมืดของสินค้าของตน ที่เกิดผลข้างเคียงต่อผู้บริโภคในระยะยาว และตนเองก็ไม่รับผิดชอบ รวมทั้งนายทุนยังเข้าไปมีอิทธิพลในองค์การอาหารและยาในสหรัฐฯเองด้วย 

ไม่ต่างจากน้ำมันมะพร้าว และผลิตภัณฑ์จากมะพร้าว ที่ถูกอุตสาหกรรมน้ำมันพืชเช่นข้าวโพด ถั่วเหลือง ทานตะวัน และอื่นๆ ในสหรัฐฯต่อต้านมาร่วม 50 ปี ทำให้เกิดผลเสียแก่สุขภาพแก่คนในประเทศของตน ไม่มีโอกาสทราบความเป็นจริง ปัจจุบันมีนักวิจัยอิสระที่เข้าถึงควมเป็นจริงของธรรมชาติ อย่างตรงไปตรงมา ผู้ที่ได้รับความรู้จากธรรมชาติบริสุทธิ์ ไม่เบี่ยงเบนจากนักวิจัยอิสระเหล่านี้ ผู้บริโภคที่ประสบปัญหาสุขภาพ ก็ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องจากการเผยแพร่ในอินเทอร์เน็ต ทำให้รู้จักผลดีของธรรมชาติ ที่ถูกนายทุนอุตสาหกรรมปกปิด และกีดกัน

อุตสาหกรรมถั่วเหลืองก็เช่นเดียวกัน นักอุตสาหกรรมตะวันตกหรือสหรัฐฯก็จะอ้างอิงการบริโภคถั่วเหลืองของทางประเทศจีน และประเทศญี่ปุ่น แต่นักวิจัยตะวันตกมีความคิดแยกส่วนในการตรวจสอบการบริโภคอาหารแต่ละชนิด ไม่สามารถเข้าถึงหลักการบริโภคของทางตะวันออก ที่เป็นแบบผสมผสาน จึงไม่อาจเทียบกันได้

ดังนั้นผู้บริโภคถั่วเหลือง และผลิตภัณฑ์ต่างๆจากถั่วเหลือง หากศึกษาจากงานวิจัยและคำโฆษณาของนายทุนอุตสาหกรรม ก็จะพบสิ่งอันเป็นคุณประโยชน์ต่อสุขภาพสูง แต่นักวิจัยอิสระซึ่งเป็นเสียงส่วนน้อย ไม่มีทุนรอนในการให้ความรู้ในวงกว้างเช่นเดียวกับอุตสาหกรรมใหญ่

จึงทำให้ผู้บริโภคส่วนใหญ่ ที่ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตได้ ก็ยังประสบปัญหาสุขภาพอยู่เช่นเดิม เนื่องจากผลงานวิจัยของทั้ง 2 ค่ายออกมาตรงกันข้าม จึงอยู่ที่วิจารณญานของผู้บริโภค จะเลือกตัดสินใจ

อย่างน้อยเมื่อพบข้อมูล ที่ตรงกันข้าม ในธรรมชาติก็ยังมีถั่วต่างๆอีกหลายชนิด ที่สามารถเลือกรับประทานได้ เช่นถั่วดำ ถั่วเขียว ถั่วขาว ถั่วแดง และก็ไม่รับประทานมากเกินไป

เชิญทุกท่าน ร่วมสร้างบุญกุศลด้วยกัน ....ส่งต่อข่าวสารแก่เพื่อนๆ มีโอกาสชมจิ๊กซอร์ต่างๆ สำหรับนักค้นหาสาระชีวิตต่อภาพส่วนตัว ทั้ง ด้านโลกียะและโลกุตระ ที่ ainews1.com จัดไว้บริการให้แก่เพื่อนทุกเพศวัยทุกคน ฟรี ที่ลิงค์ /article385.html   Bookmark and Share