ทำโยเกิร์ตกินเอง

(คุณหมอนาย หรือ พ.ญ.นรีลักขณ์ พิทักษ์ดำรงวงศ์)

สวัสดีค่ะ ท่านสมาชิกครอบครัวโพเพทัส

มีหลายคนอาจคิดว่าการทำโยเกริตทำเองนั้นยุ่งยากเสียเวลา แต่ความจริง สละเวลาซัก 5 นาทีตอนกลับบ้าน และตอนเช้าอีก 1 นาที ก็ทำเสร็จแล้วค่ะ

ตัวอย่างเช่นคืนก่อน โยเกริตที่ทำไว้เหลือใช้ได้อีก1ครั้งก็หมด แต่อีกส่วนพอทำเป็นหัวเชื้อได้ ก็ออกไปซื้อนมที่โลตัสexpressที่ข้างบ้านตอน เที่ยงคืนกว่า ไปดูนมสดพร่องมันเนยขนาด2ลิตร ปรากฎว่าดูราคา นมforemost ราคา75บาท นมเมจิ79บาท แต่นมดัชมิลล์ 71บาท เลยลองซื้อดัชมิลล์มา

แบ่งต้มนมพร่องมันเนยนี้ 1 ลิตร เฝ้าจนเริ่มเดื่อดฟู ประมาณ 3 นาทีก็เดือดแล้ว เทในหม้อ  stainless แบบแบนไม่ลึกมาก  ไม่ต้องปิดฝา จากนั้นไปทำภารกิจอื่นๆก่อน กลับมาดูหลังจากนั้น 10 นาที ลองใช้นิ้วมือสะอาดจุ่มดูว่าอุ่นพอทนได้ คือกะอุณหภูมิ 37-50 องศาเซลเซียส เพราะทำให้แบคทีเรีย แบ่งตัวดี ก็ตักหัวเชื้อที่ทำไว้เดิมใส่ลงไป 4 ช้อนโต๊ะ คนให้ละลาย แล้วก็ปิดฝาทิ้งไว้ทั้งคืน ตื่นเช้ามาประมาณก่อนออกบ้าน7โมงเช้า เปิดฝาดู ก็แข็งตัวเรียบร้อย วางบนโต๊ะกินข้าวปกตินั่นแหละค่ะ คงเพราะช่วงนี้อากาศเริ่มร้อนเลยเป็นโยเกริตเร็วค่ะ 

แล้วเอาหม้อนี้ใส่ช่องใต้ freezer พอดีเลยค่ะ หาจานแบนปิดไว้ เพราะฝาหม้อจะสูง ช่องใต้ Freezer จะเล็กค่ะ  อ้อ บางทีถ้าตอนยกจากเตา เทใส่หม้อนั้น เกิดเผลอทิ้งนานไป ก็จะเย็น เอาไปอุ่นในเตาใหม่เฝ้าแค่นับ10 ก็จะอุ่นพอเอาหัวเชื้อใส่ได้เลยค่ะ หลังยกออกจากเตาแล้วนะคะ

ขบวนการที่ว่านี้ ช่วงกลางคืน ใช้เวลา 3 นาทีสำหรับต้มนม และ 2นาที ตอนเติมหัวเชื้อ ส่วนตอนเช้าแค่ 1 นาทีใส่ตู้เย็นค่ะ  ไม่ต้องเทใส่กล่องอะไรเลยค่ะ ประหยัดดีด้วย คือทำเอง ทานเองค่ะ ตักมากหน่อยได้เวลาปั่น detox ค่ะ  และไม่ต้องกังวลว่า โยลิดา จะหมดจาก shelf หรือเปล่าที่เหลืออีก 1 ลิตร เก็บในตู้เย็น แล้วทำเพิ่มเมื่อของเดิมใกล้หมดด้วยค่ะ

ได้แนะนำอาจารย์ ม.ช.ท่านหนึ่งไป ท่านอยู่คอนโด เลยทำในห้องน้ำ เพราะปั่นในห้องน้ำด้วย ปรากฎว่าเช้ามาบางส่วนแข็ง บางส่วนยังเหลว เลยแนะนำท่านว่าสงสัยอุณหภูมิในห้องน้ำเย็นไปหน่อยค่ะ แต่เข้าช่องใต้ Freezer ก็ใช้ได้ค่ะ ท่านเลย forward ให้หมอที่ป่าซาง ไปทำให้ลูกบ้าง เพราะทุกวันนี้ต้องขับรถจากป่าซาง ลำพูนเข้ามาซื้อโยลิดาที่เชียงใหม่ค่ะ  เพราะลูกก็ดีวันดีคืนไม่ชัก พัฒนาการดีขึ้นเรื่อยๆ ต้องขอบคุณคุณหมอแกนด้วยค่ะ ที่ให้ชีวิตใหม่แก่หลายๆครอบครัวที่เรารู้จักและสัมผัสได้ นอกเหนือจากครอบครัวอื่นๆจำนวนมหาศาลที่หายอย่างยั่งยืนมาแล้วค่ะ

เผื่อสมาชิกท่านใดที่คิดว่าไม่มีเวลา จะได้ลองทำบ้าง ว่าแท้จริงไม่เสียเวลาเลยค่ะ และไม่ต้องมีเครื่องมืออะไรมากด้วย แค่มีหม้อ 2ใบ เท่านั้น

ปัญหาที่เกิดขึ้น หลังจากทำโยเกริตแบบทำเองไประยะหนึ่ง

1. ช่วงอากาศร้อน ที่ต้องเปิดปิดตู้เย็นบ่อยๆ นมที่แบ่งไว้คือทำทีละ 1 ลิตร แล้วเก็บในตู้เย็นที่เหลือ พอจะทำใหม่ นมที่ไม่หมดอายุ ก็เสียค่ะ  จึงทำใหม่คือ ซื้อนมมา 2 ลิตร ก็ทำหมดเลย 2 ลิตร เลยต้องหาภาชนะเพิ่ม คือ กะละมังสเตนเลสใบเล็ก สำหรับเทหลังจากต้มนมแล้ว หลังจากทิ้งไว้อุ่นแบบร้อนนิดหนึ่ง ก็เติมหัวเชื้อเข้าไป ความจริงหัวเชื้อ สามารถใช้ 4 ช้อนโต๊ะพูนๆ ต่อ นม 2 ลิตรได้เลยค่ะ ถ้าแยกเป็นภาชนะ 2 ใบ ต้องแบ่งกันดีๆ ค่ะ คนจนละลาย แต่ถ้าละลายไม่หมด แปลว่าเราทิ้งนมอุ่นจนค่อนข้างเย็นไปหน่อย เอาไปตั้งไฟ นับ 10 อีกรอบ แล้วรีบปิดแก๊สค่ะ พอคนจะละลายดี แล้วปิดฝาทิ้งไว้ทั้งคืนเหมือนเดิม เช้าก็มาตรวจเช็คว่าแข็งดีไหม เปรี้ยวหรือยัง แปลว่าใช้ได้แล้ว ค่อยเอาใส่ช่องใต้ freezer ค่ะ ปิดด้วยจานแบนเหมือนเดิม กันน้ำใต้ freezer หยดใส่ค่ะ

2. ช่วงนี้ อากาศค่อนข้างเย็นอีก เพราะฝนตกค่ะ เวลาที่ทิ้งไว้จากกลางคืนถึงเช้า ยังทำให้แบค

ทีเรียตัวดี แบ่งตัวไม่เต็มที่ แข็งบ้าง เหลวบ้าง และไม่เปรี้ยว ก็ปิดฝาทิ้งไว้ข้างนอกตู้เย็นต่อ จากเช้าจรดเย็น มาตรวจดูใหม่ คราวนี้เป็นโยเกริตเต็มตัว คือแข็งและเปรี้ยวดีค่ะ

เลยขอเล่าสู่กันได้อ่านค่ะ เพราะคิดว่าถ้าเราทำเองได้ จะมีประโยชน์มากต่อทุกคนค่ะ รวมทั้งสมาชิกในครอบครัวก็ได้ทานโยเกิรตทุกวันด้วยค่ะ บางทีเอาราดกากผลไม้ที่เหลือทานก็ได้ค่ะ และผลไม้อื่นๆในทฤษฎีโพเพทัส และใส่ในน้ำโพเพทัสเพิ่มขึ้น ก็ทำให้อร่อยขึ้นค่ะ และอย่าลืมเก็บไว้เผื่อทำเป็นหัวเชื้อต่อไปค่ะ

วิธีการทำโอ๊ตบาร์ พร้อมรูปประกอบ

สวัสดีค่ะ คุณหมอแกน และ เพื่อน ๆ พี่ๆ น้องๆ ชาวโพเพทัส


ขอออกนอก topic นิดนึงนะคะ วันนี้ไม่ได้มีคำถามมาถามคุณหมอ เพราะว่า                                       ได้ถามมาเยอะแล้ว
ตอนนี้ไม่ถามแล้วค่ะ จะทำอย่างเดียว และจะทำต่อไปค่ะ

วันนี้อยากจะมาแบ่งปันวิธีการทำโอ๊ตบาร์กินเองค่ะ  
เรื่องราวก็มีอยู่ว่าชอบโอ๊ตบาร์ที่คุณหมอแนะนำมาก แต่ราคาค่อนช้างแพง 
และหาชี้อได้ยาก เราก็เลยลองทำเองดู ง่ายมากค่ะ ใช้เวลาแค่ 30 นาทีเอง

เริ่มกันที่ส่วนผสมก่อนเลยค่ะ
1) 2 ถ้วย - โอ๊ต
2) 1 ถ้วย - ถั่วผสม (almond, walnut, etc)
3) 1/2 ถ้วย - flax seed
4) 1/2 ถ้วย - wheat germ
5) 1/2 ถ้วย - น้ำผึ้ง
6) 3/4 ช้อนชา - cinnamon
7) 1/2 ช้อนชา - เกลือ (ไม่ควรใส่)
8) 2 ช้อนชา - วนิลา (ไม่ควรใส่)
1 ถ้วย ประมาณ 200 cc ค่ะ


ขั้นตอนที่ 1: เตรียมส่วนผสม
 

Crushed almond + WalnutOat + Flax seed + Wheat germ

 

 

(almond+walnut บดหยาบๆ) (oat+flax seed+wheat germ) (salt+honey+vanilla+cinnamon)
 
ขั้นตอนที่ 2: ผสม โอ๊ต, ถั่ว, flax seed, wheat germ เข้าด้วยกัน
เอาไปอบในเตาอบ 350F เป็นเวลา 20 นาที คนทุก ๆ 2-3 นาที เพื่อกันไหม้

Oat + Flax seed + Wheat germ

 

Salt, Honey, Vanilla, Cinnamon in a source pan

ขั้นตอนที่ 3: ผสม น้ำผึ้ง cinnamon เข้าด้วยกัน
เอาไปเคี่ยวไฟอ่อนๆ คนให้เข้ากัน ประมาณ 10 นาที
 
ขั้นตอนที่ 4: นำโอ๊ตที่อบแล้ว มาเทใส่ถาดและเทน้ำผึ้งที่เคี่ยวแล้วลงไป 
คนส่วนผสมท้ังหมดให้เข้ากัน

All 7 ingredients

 

--

--->

ขั้นตอนที่ 5: อัดส่วนผสมในถาด

ให้แน่น

ขั้นตอนที่ 6: ทิ้งไว้ให้เย็น (ประมาณครึ่งชั่วโมงค่ะ) แล้วก็ตัด
พอตัดแล้วรอสัก 2-3 ชั่วโมง โอ๊ตก็จะกรอบค่ะ

เสร็จแล้วค่ะ หวังว่าคงเป็นประโยชน์กับเพื่อน ๆ พี่ๆ น้องๆ ชาวโพเพทัสค่ะ 

ถ้าคุณหมอเห็นว่าส่วนผสมไหนไม่เหมาะสม ขอความกรุณาช่วยแนะนำด้วยค่ะ
 
ขอบคุณมากค่ะ
 
ข้าวมันโอ๊ตมิวกับปลาย่าง
สวัสดีค่ะ...คุณหมอ
แบ่งปันค่ะสีสรรในวันใสๆให้กับครอบครัวโพเพทัสค่ะ รบกวนคุณหมอช่วยแนะนำเพิ่มเติมให้กับผู้ป่วย
ด้วยน่ะค่ะ ว่าควรจะลดหรือเพิ่มเติมอะไรบ้างขอบคุณมากค่ะ...ข้าวมันโอ๊ตมิวกับปลาย่าง...  

ส่วนผสม (สำหรับ 2 ท่าน)
เนื้อปลาอินทรีย์   300 กรัม               เกลือ                ½ ช้อนชา  
xml:namespace prefix = o />xml:namespace prefix = o />ข้าวโอ๊ต           10  ช้อนโตํะ    น้ำสอาด         2 ช้อนชา                 
น้ำมันพืช           ½  ช้อนโตํะ        Blackstrapหรือน้ำผึ้ง 1 ช้อนชา 
กระเทียมสับละเอียด  ¼  ถ้วย        มิโซเพลส       1 ช้อนชา
ขิงสดสับละเอียด1/4 ถ้วย               น้ำมะนาว       2 ช้อนชา                             
นมสด ( หรือน้ำสะอาด ) 1  ถ้วย 
 

1 นำกระเทียมและขิงสดผัดลงไปผัดในน้ำมันพึชให้เหลือง ใส่ข้าวโอ๊ต,นมสดและกลือ คนให้ทั่วพอเดือด
ให้ปิดฝาและเบาไฟให้อ่อนลงประมาณ
5
นาทีปิดฝาคนให้ทั่ว ถ้าข้าวแห้งสนิทก็ใช้ได้
( ถ้าให้สะดวกนำไปหุงในหม้อไฟฟ้าก็ได้น่ะค่ะ ),( สำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนักใช้น้ำแทนนมก็ได้ค่ะ)
  
 
......หน้าตามิโซเพลสที่คุณหมอแนะนำใหัใช้สำหรับทำมิโซซุปอยู่ในถุงค่ะ..... 
 

 2 ละลายมิโซเพลสในน้ำสะอาด,น้ำมะนาว,Blackstrap หรือน้ำผึ้ง ถ้าชอบเผ็ด
ให้เติมพริกตำแดง ปรุงรสตามใจชอบ

3 ล้างเนึ้อปลาให้สะอาดโรยด้วยเกลึอพริกไทยดำ แล้วนำปลาไปทอดในกระทะใส่น้ำมันนิดหน่อยเพี่อไม่ให้ปลาติดกระทะ ทอดให้เหลีองนิดน่อยแล้วกลับเนึ้อปลาอีกด้านนึงปิดฝาครอบให้สนิทแพึ่อช่วยให้เนี้อปลามีความนุ่มนวลน่ารัปทาน ประมาณสัก 5 เปิดฝาออก ทอดต่อไปให้เป็นสีเหลิองทองทั้งสองข้างจนสุก

ดินเนอร์อันแสนโรแมนติคกับหวานใจคนข้างเคียง….อื่ม.อาย่อยๆๆๆ

ขออนุญาตเสริมดินเนอร์ชุดนี้เล็กน้อยนะครับ
นำกากแอ็ปเปิล แครอท และบีทรูท ที่ได้สกัดไว้นำมาทำซุปสำหรับซดร้อนๆ
ต้มน้ำประมาณพอทานได้หมด  พอน้ำเดือดใส่กากต่างๆประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ (อย่ามากเกินไปจะทำให้ข้นมากไป) นำใบคึ่นไช่ที่แยกก้านไปแล้ว หั่นเป็นชิ้นไม่ต้องเล็กมาก  ปรุงด้วยซ็อสอะไรก็ได้ หรือน้ำปลา หรือเกลือก็ได้ เล็กน้อยก็พอ เพราะซุปต้องรสอ่อนๆ ต้มให้เดือดสักครู่ก็ทานได้  ง่ายดีครับ
เคล็ดลับอยู่ที่ต้องทานร้อนๆ กลิ่นหอมขอใบคื่นไช่  กากผลไม้แทนเนย
อาหารเพื่อสุขภาพของชาวโพเพทัสแท้ๆเลยนะครับ
ขอบคุณครับ

เชิญทุกท่าน ร่วมสร้างบุญกุศลด้วยกัน ....ส่งต่อข่าวสารแก่เพื่อนๆ มีโอกาสชมจิ๊กซอร์ต่างๆ สำหรับนักค้นหาสาระชีวิตต่อภาพส่วนตัว ทั้ง ด้านโลกียะและโลกุตระ ที่ ainews1.com จัดไว้บริการให้แก่เพื่อนทุกเพศวัยทุกคน ฟรี ที่ลิงค์ /article385.html   Bookmark and Share