เตาไมโครเวฟกับอาหารขยะ

รังสีไมโครเวฟและเตาอบไมโครเวป

โดย Dr. Lita Lee  14/04/05
http://www.ainews1.com/article550.html
Bookmark and Share
 
เตาอบไมโครเวฟ
เนื่องจากโดยธรรมชาติแล้วนั้น ร่างกายของคนเราคือสภาพการเปลี่ยนแปลงทางเคมี ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางไฟฟ้า ดังนั้นปรากฏการณ์ดังกล่าวที่เป็นการรบกวน หรือเปลี่ยนแปลงใดๆ ภายในร่างกายมนุษย์ จะทำให้เกิดผลกระทบต่อร่างกาย ในด้านสรีรวิทยา สิ่งนี้ได้ถูกกล่าวไว้ในหนังสือ The Body Electric เขียนโดย Robert O. Becker และ Warning the electricity around you may be hazardous to your health เขียนโดย Ellen Sugarman


ข้อมูลจากหนังสือเหล่านี้ยังคงเป็นข้อถกเถียงอยู่ (ขัดผลประโยชน์ของนายทุน ในยุโรปนายทุนกำลังดำเนินการฟ้องร้อง ผู้ที่ตีแผ่ผลงานวิจัยของตนเอง)   แต่ก็เป็นแหล่งข้อมูลที่ดีที่สุดของข้าพเจ้า ในการค้นคว้าหาข้อมูลในครั้งนี้ เพื่อท่านทั้งหลายจะได้เก็บไว้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการป้องกันตนเอง

เตาอบไมโครเวฟได้ถูกคิดค้น และพัฒนาสร้างขึ้นโดยกองทัพนาซี ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อใช้ทำอาหารในกองกำลัง ปฏิบัติการทางทหารที่อยู่ห่างไกลหรืออยู่ระหว่างเดินทาง การค้นคว้าทางการแพทย์เกี่ยวกับเตาอบไมโครเวฟของกลุ่มนักวิทยาศาสตร์เยอรมัน ได้ถูกค้นพบโดยกลุ่มประเทศพันธมิตรภายหลังสงครามยุติ หลักฐานชิ้นนี้ได้ถูกส่งไปยังกรมทหารของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งถูกจัดให้เป็นหลักฐานการอ้างอิง และการสอบสวนทางวิทยาศาสตร์ ในขณะเดียวกันทางสหภาพโซเวียต ต่อมาภายหลังได้ทำการค้นคว้าอย่างจริงจัง เกี่ยวกับผลกระทบทางชีววิทยา และสิ่งแวดล้อมทางการใช้เตาอบไมโครเวฟ และอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิด ที่มีคลื่นความถี่เดียว หรือใกล้เคียงกับเตาไมโครเวฟ และผลจากการวิจัยของสหภาพโซเวียต ทำให้สหภาพโซเวียตออกประกาศเตือนอย่างชัดเจนถึงอันตรายต่อสุขภาพของการใช้เตาอบไมโครเวฟ 
 
ในขณะเดียวกันกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ชาวยุโรปตะวันออก ก็ได้รายงานถึงอันตรายที่เกิดจากการแผ่คลื่นรังสีจากเตาไมโครเวฟ และยังได้ระบุอย่างชัดเจนถึงขอบเขตของปริมาณรังสี ที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย (for reasons not related to health, USA has not accepted European reports of microwave's harmful effects..) ด้วยเหตุผลต่างๆแต่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องสุขภาพ สหรัฐอเมริกาไม่ใส่ใจต่อรายงานของทางยุโรป ที่แสดงถึงอันตรายของเตาไมโครเวฟ

นอกจากการใช้เตาไมโครเวฟในการปรุงอาหาร ก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ที่รับประทานอาหารแล้ว ผุ้ใช้ยังได้รัีบรังสีไมโครเวฟและคลื่นแม่เหล็กที่มีความถี่สูงมาก ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกาย ต่อการเปลี่ยนแปลงทางเคมีต่างๆ ภายในร่างกาย (รวมไปถึงการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีการแผ่คลื่นความถี่สูงทุกชนิด) เตาอบไมโครเวฟสามารถแผ่คลื่นรังสีออกมา 2 ชนิด
  • ได้แก่รังสีไมโครเวฟ หรือคลื่นวิทยุ ความถี่สูง
  • และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีคลื่นความถี่ 60 Hz โดยมีการแผ่คลื่นรังสีเหล่านี้มาจากตัว transformer ทางด้านหลังของเตาอบ โดยจุดที่อันตรายที่สุดคือบริเวณฝาที่ใช้เปิดปิด เนื่องจากเป็นจุดที่จะมีการรั่วไหลของรังสีไมโครเวฟได้มากที่สุด

ส่วนคลื่นแม่เหล็กที่จะเกิดขึ้นบริเวณรอบเตาอบไมโครเวฟตลอดเวลาที่มีการใช้งาน ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรระวัง สำหรับเด็กๆที่มักจะมองอาหารที่หมุนอยู่ภายในตู้ ระหว่างที่เตาอบทำงาน ผลกระทบอีกด้านหนึ่งของอาหารที่ปรุงให้สุกโดยใช้เตาอบไมโครเวฟคือ อาหารบางส่วนจะถูกแปรสภาพให้เป็นสารก่อมะเร็ง ซึ่งเป็นผลที่เกิดจากการรั่วไหลของสารพิษจากบรรจุภัณฑ์ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างโมเลกุลของสารอาหาร ให้กลายเป็นสารก่อมะเร็งโดยตรง และคุณค่า
ของสารอาหารที่ลดลงในปริมาณมาก

จะเกิดอะไรขึ้นกับผู้ที่รับประทานอาหารที่ปรุงสุก โดยเตาอบไมโครเวฟ หรือผู้ที่อยู่ภายในบริเวณที่มีการแผ่รังสีของเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่มีคลื่นความถี่สูงอย่างสม่ำเสมอ ขอให้ทุกท่านลองไปคิดทบทวนดู
 
สารก่อมะเร็งในอาหารที่เกิดจากการใช้เตาอบไมโครเวฟ
 
ต่อไปนี้เป็นข้อมูลที่เกิดจากการค้นคว้าของสหภาพโซเวียตถูกตีพิมพ์โดย Atlantis Rising Educational Center เมือง Portland รัฐ Oregon ได้เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับสารก่อมะเร็งที่ถูกก่อขึ้นในอาาหารทุกชนิดที่ใช้ในการทดสอบจากการปรุงอาหารโดยการให้เตาอบไมโครเวฟที่ทำการทดสอบโดยชาวรัสเซียมีดังต่อไปนี้
  • เนื้อสัตว์ที่ถูกปรุงสุกเพื่อการรับประทานจะเกิดการก่อตัวของสารที่เรียกทางวิทยาศาสตร์ว่า d-Nitrosodiethanolamines หรือที่รู้จักกันดีว่าเป็นสารก่อมะเร็ง
  •  กรดอะมิโนในนมและธัญพืชที่ถูกอุ่นให้ร้อนโดยเตาอบไมโครเวฟ จะถูกแปลงเป็นสารก่อมะเร็ง
  • การให้ความร้อนกับผลไม้แช่แข็งจะทำให้สารประกอบภายในที่เป็นน้ำตาลและแป้งที่เรียกว่า Glucoside และ Galactyoside เมื่อถูกกระบวนการ Hydrolysis จะถูกแปลงไปเป็นสารก่อมะเร็ง
  • การปรุงผักให้สุกโดยเฉพาะผักที่มีราก จะเป็นการรวมกลุ่มธาตุของสารที่ก่อให้เกิดมะเร็งเข้าด้วยกัน ปฏิกิริยานี้จะเกิดมากที่รากของพืชนั้นๆ
จากการายงานผลการวิจัยของ lancet ปี 1989 เดือนธันวาคม กล่าวว่า การใช้ความร้อนจากคลื่นไมโครเวฟในการชงนมให้แก่เด็กทารกนั้น จะเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเคมีของ กรดอะมิโน trans ให้อยู่ในรูปแบบของกรดอะมิโน (cis-isomer) ผลจากการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบทางด้านเคมีชีววทยา แต่ที่ค้นพบมากกว่านั้นคือ กรดอะมิโนชนิดหนึ่งชื่อ L-proline จะถูกเปลี่ยนโครงสร้างทางเคมีไปเป็นแบบ D-isomer ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าโครงสร้างชนิดนี้เป็นอันตรายต่อระบบสมองและไต เป็นเรื่องที่แย่ที่เด็กจำนวนมากในปัจจุบันไม่ได้ดื่มนมจากมารดาตามธรรมชาติ ในทางกลับกันคือนมผงสำเร็จรูปที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ และที่แย่ไปกว่านั้นคือการเป็นการให้ความร้อน ที่ผ่านการอุ่นจากเตาอบไมโครเวฟ
 
คุณค่าของสารอาหารที่ลดลงจากการให้ความร้อนโดยคลื่นไมโครเวฟ
จากการรายงานของกลุ่มนักวิจัยชาวรัสเซียที่กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเคมีของอาหารอย่างรวดเร็ว เป็นสาเหตุของการลดลงของคุณค่าอาหาร 60-90% มีดังต่อไปนี้
  • ลดคุณค่าของสารอาหารตามธรรมชาติของวิตามินบีคอมเพล็กซ์ วิตามินซี วิตามินอี แร่ธาตุที่สำคัญ และประสิทธภาพการป้องกันการสะสมของไขมันในตับ ในอาหารทุกประเภท
  • ทำลายสารประกอบที่สำคัญหลายชนิดที่อยู่ในผัก เช่น Alkaloids, Glucosides,Galactosides, Nitrilosides
  • ทำลายสารประกอบโปรตีน (โดยเฉพาะ DNAX ในเนื้อสัตว์)

การรั่วไหลของสารเคมีจากบรรจุภัณฑ์สู่อาหารเมื่อใช้ไมโครเวฟ

Nutrition Action Newsletter เดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ปี 1990 ได้รายงานผลงานเกี่ยวกับการรั่วไหลของสารพิษในปรมาณมาก จากบรรจุภัณฑ์ที่ใช้วัสสดุที่ไวต่อความร้อน ที่ใช้กับอาหารที่นิยมปรุงโดยเตาอบไมโครเวฟ เช่น พิซซซ่า เฟรนซ์ฟราย ป๊อปคอร์น และอาหารอีกหลายชนิดที่ต้องการความร้อนทำให้กรอบ ข้อเท็จจริงของการปรุงอาหารโดยใช้เตาอบไมโครเวฟคือ อาหารไม่สามารถสุกและกรอบได้โดยตู้อบ แต่สสิ่งที่ช่วยทำให้อาหารสุกได้คือบรรจุภัณฑ์ข้างต้น ซึ่งประกอบไปด้วยวัสดุที่มีลักษณะบาง และมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า นั่นคือแผ่นบางกลมสีเทาของพลาสติกที่ผสมโลหะที่จะช่วยดูดความร้อน (พลังงานความร้อนจากคลื่นไมโครเวฟ) ได้ดีมากขึ้น และเปลี่ยนผิวหน้าของบรรจุภัณฑ์ดังกล่าวได้

ซึ่งผู้ผลิตต้องได้รับการอนุมัติและตรวจสอบจากสำนักงานอาหารและยา (อย.) แต่สิ่งหนึ่งที่นึกไม่ถึงก็คือตัวรับความร้อนในบรรจุภัณฑ์นั้น สามารถทนต่อความร้อนได้ถึง 300-500 องศาฟาเร็รไฮด์ในเตาอบไมโครเวฟ ในปี 1998 (อย.) ได้ทำการทดสอบวัสดุรับคว่ามร้อนดังกล่าว จะปล่อยสารเคมีสู่อาหารในขณะที่กำลังได้รับความร้อนสูง สารเคมีดังกล่าวได้แก่ สารก่อมะเร็งต่างๆที่รู้จักกันดี ชื่อ polyetheylene terpthelate benzene toluene xylene ซึ่งส่งผลให้ต่อมา อย. จึงได้ขอให้ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ดังกล่าวให้แสดงชนิดของสารเคมีที่ใช้ในการผลิต และแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับปริมาณของสารเคมีที่ถูกถ่ายเทไปสู่อาหาร ที่จะก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค ซึ่งก่อนหน้านี้บริษัทผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ชอบมั่วนิ่มว่าไม่เป็นอันตราย (no health hazard) ผุ้บริโภคเอ๋ย อะไรมันจะซวยขนาดนั้น

การทำการสำรวจการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้เกิดโรคสำหรับผู้ที่บริโภคอาหารที่ปรุงโดยเตาอบไมโครเวฟ

ได้มีการสำรวจการเปลี่ยนแปลงปฏิกิริยาเคมีของเลือดในคนกินอาหารที่ผ่านการปรุงโดยไมโครเวฟ ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคที่พบบ่อยในคนไข้ต่างๆดังต่อไปนี้

  • การทำงานที่ผิดปกติของต่อมน้ำเหลือง ซึ่งจะทำให้ประสิทธิภาพในการต่อต้านในการเกิดเซลล์มะเร็งในร่างกายลดลง
  • การเกิดของเซลล์มะเร็งในเลือดจะมีอัตราการเพิ่มขึ้น
  • เพิ่มโอกาสเป็นมะเร็งในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก
  • การทำงานที่ผิดปกติของกระบวนการย่อยอาหาร และจะค่อยๆเสื่อมสภาพ จนร่างกายไม่สามารถย่อยอาหารได้อีก (ขยายความนิดนึง พูดง่ายๆ เหมือนต้นไม้รากเน่าแหละครับ)

สาเหตุของการเสียชีวิตของผู้ป่วยจากการรับการให้เลือดที่ผ่านกระบวนการให้ความร้อนจากเตาไมโครเวฟ

ในปี 1991 ได้มีคดีฟ้องร้องเกี่ยวกับการเสียชีวิตของผู้ป่วยรายหนึ่งของโรงพยาบาล Oklahoma ชื่อนาง Norma Levitt สาเหตุของการเสียชีวิตคือ เธอได้รับการให้เลือดหลังจากเข้ารับการผ่าตัดสะโพกซึ่งโดยปกตินั้น เลือดที่จะนำมาถ่ายเทสู่ร่างกายมนุษย์ นั้นต้องเป็นเลือดที่อุ่นเท่านั้น แต่นางพยาบาลผุ้ที่ทำการถ่ายเลือดให้ ได้ทำการให้ความร้อนกับเลือด โดยการนำไปอุ่นในเตาอบไมโครเวฟ ก่อนเรื่องน่าเศร้านี้ได้ถูกเปิดเผยขึ้นนั้นมีการเปลี่ยนแปลงทางเคมี จนกลายเป็นสารที่มีอันตรายถึงชีวิต

การแผ่รังสีของคลื่นไมโครเวฟจากแหล่งต่างๆโรคจากไมโครเวฟ

กลุ่มนักวิจัยชาวรัสเซียได้ทำการสำรวจปริมาณรังสีของเจ้าหน้าที่แผนกรังสีหลายพันคนที่ร่างกายได้รับคลื่นไมโครเวฟอย่างต่อเนื่อง ในยุคของการคิดค้นและพัฒนาของเครื่องมือตรวจจับการแผ่รังสีของคลื่น (เรดารฺ) ในปี 1950 ผลจากการค้นคว้าได้แสดงว่ามีปัญหาทางด้านสุขภาพอย่างร้ายแรงเกิดขึ้นต่อบุคคลเหล่านั้น ทำให้นักวิทยาศาสตร์ต้องระบุไว้อย่างชัดเจนถึงปริมาณรังสีที่เจ้าหน้าที่เฉพาะด้านรังสี สามารถรับได้สูงสุดคือ 10 microwatt ต่อหนึ่งคน และเพียงแค่ 1 microwatt สำหรับคนธรรมดาทั่วไป ในหนังสือของ Becker ก็ได้กล่าวถึงการค้นคว้าในเรื่องนี้ หรือที่นักวิทยาศาสตร์ชาวรัสเซียเรียกว่า 'โรคจากไมโครเวฟ'

เช่นเดียวกัน Becker ได้กล่าวถึงสัญญาณแรกจของความผิดปกติทางร่างกายที่เกิดขึ้น ที่อาจเป็นสัญญาณของการเกิดโรคจากไมดครเวฟคือ ความดันโลหิตและอัตราการเต้นของหัวใจต่ำ ลักษณะต่อมาที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนคืออาการที่เกิดจากการที่ระบบประสาทซิมพาเตติกถูกกระตุ้น (อาการเครียดอย่างรุนแรง) เป็นผลให้ความดันโลหิตสูงขึ้น รวมไปถึงอาการต่างๆ ดังต่อไปนี้ที่จะเกิดขึ้นอย่างเรื้อรัง เช่นปวดหัว มึนหัวว ปวดตา นอนไม่หลับ หงุดหงิดง่าย กังวล ปวดท้อง สมาธิสั้น ผมร่วง ไส้ติ่งอักเสบ ต้อกระจก ปัญหาการตั้งครรภ์ และมะเร็ง อาการเรื้อรังที่เกิดขึ้นของโรคเหล่านี้จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขั้นที่ต่อมหมวกไตไม่ทำงาน และหัวใจขาดเลือด และอาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตในที่สุด

ผลกระทบโดยทั่วไปจากอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิดที่ให้ความถี่คลื่นแม่เหล็กที่ 60 Hz

การศึกษาถึงผลกระทบนี้ได้ถูกศึกษาอย่างกว้างขวางโดยกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ชาวรัสเซีย ยุโรป และสหรัฐอเมริกา อุปกรณ์ไฟฟ้าในชีวิตประจำวันนที่ถูกใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยขาดความระมัดระวัง ที่นอกเหนือไปจากเตาอบไมโครเวฟ คือเตาไฟฟ้า ทีวี จอคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ โทรศัพท์ไร้สาย วิทยุ นาฬิกา (ที่คนส่วนมากนิยมตั้งไว้บนเตียงนอน) ไดร์เป่าผม เครื่องเสียงทั้งหลาย ปืนเรดาร์ เครื่องตรวจจับความเร็ว วิทยุสื่อสาร-มือถือ นอกจากนี้ยังรวมไปถึงสนามแม่เหล็กจากสายส่งสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ที่มีกำลังส่งสูง สายไฟฟ้าแรงสูง หรือการเชื่อมโยงสายไฟภายในบ้านที่ไม่ถูกต้อง

ผลกระทบของคลื่นสนามแม่เหล็กนี้ ยังได้สร้างผลกระทบโดยตรงต่ออวัยวะร่างกาย บางส่วนที่ได้รับคลื่นนี้โดยตรง เช่น โทรศัพท์มือถือ และโทรศัพท์ไร้สายซึ่งเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่แผ่คลื่นแม่เหล็กในปริมาณสูงในระดับหนึ่ง ซึ่งขณะกำลังใช้งานต้องมาแนบที่หู ทำให้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดขึ้นสามารถรบกวนการทำงานต่อม Pineal ทำให้ต่อม Pineal ไม่สามารถผลิตฮอร์โมนที่สำคัญอย่าง Melatonin ได้ (ฮอร์โมนที่ช่วยในการนอนหลับ และกระตุ้นภูมิต้านทานและเป็นฮอร์โมนที่ช่วยในการยับยั้งการเกิดของเซลล์มะเร็งเต้านมและมะเร็งที่อื่นๆด้วย)

อย่าลืมปกป้องตัวของท่านเองด้วย

เชิญทุกท่าน ร่วมสร้างบุญกุศลด้วยกัน ....ส่งต่อข่าวสารแก่เพื่อนๆ มีโอกาสชมจิ๊กซอร์ต่างๆ สำหรับนักค้นหาสาระชีวิตต่อภาพส่วนตัว ทั้ง ด้านโลกียะและโลกุตระ ที่ ainews1.com จัดไว้บริการให้แก่เพื่อนทุกเพศวัยทุกคน ฟรี  ที่ลิงค์ /article385.html     Bookmark and Share