หมอปี่ยมโชคแนะลดต้นเหตุการเจ็บป่วย

http://www.ainews1.com/article551.html

Bookmark and Share

ปัจจุบันแพทย์แผนปัจจุบันเจอทางตันหลายๆเรื่อง ทำให้คนเริ่มหันกลับมามองธรรมชาติบำบัด ใช้อาหารเป้นยามากขึ้น โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ที่แพทย์ทางเลือกได้รับความนิยมกว่ากว่า 50 % โดยมีบริการทางการแพย์สาขาใหม่ๆเกิดขึ้น เช่น

  1. Integrating medicine (การแพทย์ผสมผสานโดยใช้การรักษาทั้ง 2 แบบมาใช้ร่วมกัน ทั้งการแพทย์แผนปัจจุบัน และธรรมชาติบำบัด หรือ แพทย์ทางเลือก) แพทย์ที่มีชื่อเสียงในกลุ่มนี้ได้แก่ Leo Galland M.D., Sidney Baker M.D.
  2. Functional medicine เน้นการวินิจฉัยโดยใช้ไฮเทคโนโลยี่ แต่รักษาโดยใช้โภชนกาการ และผลิตภัณฑ์ธรรมชาติเป้นหลัก หัวหน้ากลุ่มนี้ได้แก่ jeffrey Bland Ph.D.
  3. Cellular medicine เน้นที่การทำงานระดับเซลล์ เช่น จะรักษามะเร็ง ก็เข้าไปดูว่าเซลล์มะเร็งลุกลามได้อย่างไร แล้วก็เข้าไปขัดขวางปฏิกิริยาที่ระดับเซลล์นั้นเลย หัวหน้ากลุ่มนี้ได้แก่ Matthias Rath M.D. ฯลฯ

(ส่วนในประเทศไทยก้าวหน้าไปจากกฎของจักรวาล มีวิธีการรักษาตนเองโดยไม่ต้องพึ่งยาใดๆ ที่กำลังสื่อออกไปทั้งภาษาไทย อังกฤษ ลาว ญี่ปุ่น โดยให้ความรู้ให้ทุกคนสามารถเป็นหมอรักษาตนเองได้ฟรี และขอรับการปรึกษาฟรี จากเจ้าของทฤษฎีอีกด้วย สามารถรักษาได้ทุกโรค ให้คนไข้สามารถกลับมามีชีวิตใหม่ แม้ว่ากำลังอยู่ที่ขอบเหวมรณะก็ตาม รักษาได้ทุกโรคอีกด้วย ด้วยการเพิ่มเสต็มเซลล์ในร่างกายไปเยียวยาซ่อมแซมอวัยวะนั้น  แล้วที่ดีกว่านั้นยังมีผลพลอยได้พัฒนาจิตใจให้เจริญงามได้โดยอัตโนมัติอีกด้วย ผู้ที่กำลังมีความทุกข์และยังขาดเงินทองอีกด้วยลองแวะที่นี่  เป็นการให้บริการที่นำไปสู่การไร้ตัวตน)

และทั้ง 3 หัวข้อข้างต้นก็จัดอยู่ในกลุ่มแพทย์ทางงเลือก (alternative medicine) เพราะฉะนั้นหลักเกณฑ์ต่างๆ ในธรรมชาติบำบัดหรือแพทย์ทางเลือก จึงยังคงแตกต่างกันพอสมควร คงต้องใช้เวลาอีกซักพักกว่าจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนกว่านี้ครับ

ตัวผมเองอ่านหนังสือหลายร้อยเล่ม ลองปฏิบัติหลายร้อยวิธี ในบางโรคก็มีผู้ป่วยหลายร้อยคนช่วยกันปฏิบัติ ตลอดระยะเวลาเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา ได้ข้อสรุปบางอย่างที่คิดว่ามีประโยชน์ต่อคนทั่วไปที่สนใจเรื่องสุขภาพ เขาเหล่านั้นก็จะได้ไม่ต้องมาลองผิดลองถูกในบางประเด็นแบบผู้ป่วยของผมและตัวผมเอง แต่จะอย่างไรก็ตามข้อมูลเหล่านี้ ก็เป็นแค่แนวทางเท่านั้น ไม่ใช่ว่าจะใช้ได้กับทุกคน 100 % เพราะอย่าลืมข้อเท็จจริงที่ว่า 'ทุกคนในโลกนี้ไม่มีใครที่เหมือนกับเรา เพียงแต่เป็นคนที่คล้ายๆกันเท่านั้น' ต้องคอยสังเกตว่าเมื่อปฏิบัติแล้ว มีการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง แล้วคอยปรับไปเรื่อยๆ

แนวทางที่ใช้ในการแนะนำเรื่องสุขภาพก็คือ 'ต้องเลิกกินหรือเลิกการกระทำที่ทำลายสุขภาพที่ชำรุดอยู่' ทำไมต้องเน้นเรื่องนี้ เพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่ชอบถามคำถามแรกว่า 'ต้องกินอะไรบ้าง จะได้แข็งแรง' คำถามที่ถูกต้องที่ควรจะเป้นคือ 'ต้องเลิกกินอะไรบ้างจึงจะแข็งแรงกว่าเดิม' และคำถามที่ถูกต้องกว่านั้นคือ 'ต้องเลิกกินหรือและต้องเลิกทำอะไรบ้าง จึงจะแข็งแรงกว่าเดิม' เราจะค่อยไล่ไปทีละเรื่องครับ ตั้งแต่

  1. หยุดหวาน
  2. หยยุดนมสัตว์
  3. หยุดเนยเทียมม
  4. หยุดมันๆ ทั้งหลาย ทั้งจากพืชและจากสัตว์
  5. หยุดใช้เตาอบไมโครเวฟ
  6. หยุดผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง

เริ่มเลยนะครับ

  1. หยุดกินหวานให้ได้ ความหวาน อันได้แก่ ขนมหวาน ผลไม้ น้ำผลไม้ น้ำหวาน น้ำอัดลม (มีข้อสังเกตที่น่าสนใจก็คือ ผลไม้บางอย่างถึงแม้รสจะไม่หวาน (บางอย่างก้จืดบางอย่างก็เปรี้ยว แต่ก็เป็นอันตรายต่อร่างกายได้เหมือนผลไม้หวาน) สำหรับประเด็นความหวานเป็นอันตรายต่อสุขภาพนั้น ขอให้ทุกท่านกลับไปอ่านหัวข้อเรื่องความหวานในตอนต้นของหนังสือเล่มนี้ เมื่อท่านอ่านซ้ำแล้ว ผมขอยืนยันอย่างชัดเจนว่า 'หวานทุกรูปแบบเป้นอันตรายต่อสุขภาพจริงๆ' 95% ของผู้ป่วยที่มาหาผม ผู้ป่วยเหล่านี้มีปัญหาที่เกิดจากการกินหวานแทบทั้งนั้น ถ้าหวานไม่ใช่สาเหตุหมายเลข 1 ก้ต้องเป้นหมายเลข 2 ไม่เคยพลาดเลยครับ ดังนั้นทุกคนที่มีปัญหาสุขภาพ และไม่มีปัญหาสุขภาพก็สมควรอ่านเรื่อง 'หวาน' ซ้ำอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากหวานเป็นสิ่งเสพติดที่ค่อนข้างรุนแรง แต่ไม่เคยถูกประนามจากสังคม และศีลธรรมเหมือนเหล้า เพราะฉะนั้นจึงเป็นการยากที่คนจะเชื่อ และเลิกการกินหวาน ในหนังสือของท่านดอกเตอร์แนนซี่ แอฟเพิลตั้น ก็กล่าวไว้แล้วว่าเป็นต้นเหตุของโรคตั้ง 110 โรค ผมจะขอยกตัวอย่างบางโรคที่พบด้วยตนเอง (เน้นว่าบางโรคเท่านั้น เพราะถ้าจะให้พูดถึงทั้งหมดที่พบมาด้วยตนเอง ก็คงประมารเป็นร้อยโรค แบบเดียวกับท่านดอกเตอร์แนนซี่ แอพเพิลตันนั้น นั่นแหละครับ) ลองดูซัก 2-3 โรคนะครับเช่น
  • โรคภูมิต้านทานทำลายเซลล์ของตัวเอง (โรคแพ้ภูมิ หรือโรคพุ่มพวง หรือ Autoimmune discease หรือ SLE) โรคกลุ่มนี้ความหวานเป็นต้นเหตุที่สำคัญมาก ถ้าผู้ป่วยคนไหนยอมเชื่อและเลิกกินหวานได้ ภายในระยะเวลาประมาณ 2 เดือนจะทำให้อาการลดลงอย่างรวดเร็ว
  • โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง เส้นเลือดตีบ ซึ่งปัจจุบันถูกเรียกรวมกันว่า 'กลุ่มอาการ X' หรือ syndrome X ผมเคยมีคนป่วยหลายคนที่สามารถหยุดการรับประทานยาทั้งหมดได้ โดยที่ไม่ได้กลับมาเป็นอีกเลย ตราบเท่าที่คนป่วยสามารถควบคุมตนเองได้ แต่ขอเน้นว่ากว่าจะหยุดยาได้ คนป่วยทั้งหมดต้องหยุดกินหวานได้จริงๆ ไม่ต่ำกว่า 6 เดือน ดังนั้นในช่วง 6 เดือนแรก ห้ามคนป่วยทุกคนหยุดยาโดยลำพังเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นอาจเกิดอันตรายถึงเสียชีวิตได้
  • บังเอิญจริงๆ เมื่อเช้าวันนี้เองผุ้ป่วยคนหนึ่งอายุ 36 ปี ที่เคยมีปัญหา คือความดันโลหิตสูง 170/110 ม.ม.ปรอท โทรกลับมาหาผมแล้วบอกว่าปัจจุบัน (09/06/2549) ความดันโลหิตอยู่ที่ 106/88 และประมาณเดือนพฤศจิกายน 2548 หลังเทศกาลลอยกระทง ผู้ป่วยรายนี้รู้สึกปวดหัวและหนักๆหัวมาก จากการซักประวัติ พบว่าหลายปีที่ผ่านมา ผู้ป่วยกินเบียร์สัปดาห์ละ 4 ขวด แต่บังเอิญช่วงเทศกาลลอยกระทงที่ผ่านมา กินไปประมาณเกือบ 10 ขวด ในระยะเวลา 2 วัน ผู้ป่วยไปรับการรักษาที่คลินิกแห่งหนึ่ง ได้ยาลดความดันมากิน และได้รับคำบอกจากหมอว่า โรคนี้ส่วนใหญ่ไม่หายขาด ต้องกินยาลดความดันไปเรื่อยๆ บางคนอาจต้องกินยาตลอดชีวิต ผู้ป่วยเริ่มสงสัยว่า ทำไมต้องกินยาตลอดชีวิต แต่ก็ไม่ได้ซักถามหมอถึงเหตุผลดังกล่าวหลังจากนั้น 3 สัปดาห์ ความดันลงมาอยู่ที่ 120/80 โดยยังกินยาอยู่ทุกวัน แต่ผู้ป่วยเจอปัญหาใหม่ คือ สมรรถภาพทางเพศ 'จอดสนิท' ผุ้ป่วยเริ่มสงสัยว่าปัญหาอันหลังนี้เกิดจากโรคความดัน หรือเกิดจากยา และก้เป็นเหตุบังเอิญอีกแหละครับที่มีคนรู้จักได้นำบทความของผมไปให้ผู้ป่วยอ่าน บทความนั้นเป็นบทความเรื่องคำแนะนำแนวทางธรรมชาติบำบัด หรือแพทย์ทางเลือกในการรักษาความดันโลหิตสูงผู้ป่วยจึงได้มาพบผม และรับคำแนะนำในการรักษา คำแนะนำของผม ก็คือสาเหตุของโรคความดันโลหิตสูงก็คือ 'หวาน' ในกรณีของผู้ป่วย รายนี้ ถึงแม้จะไม่หวานโดยตรง แต่อย่าลืมว่าแอลกอฮอล์ในทางเคมีจัดว่าเป็น 'aldehyde' ซึ่งจัดว่าเป็นน้ำตาลชนิดหนึ่ง ดังนั้นสาเหตุ ในผู้ป่วยรายนี้ 'หวาน' ก็คือเบียร์ นั่นเอง เราจึงแนะนำให้ผู้ป่วยทำดังนี้
  • งดหวานทุกชนิด (ขนม ผลไม้ น้ำผลไม้ น้ำหวาน น้ำอัดลม แอลกอฮอล์ทุกประเภท)
  • ลดการกินไขมันทุกชนิด ทั้งไขมันพืชและสัตว์ (ลดได้มากหายเร็ว ลดได้น้อยหายช้า)
  • เพิ่มปริมาณผักให้ได้อย่างน้อย 2 จาน (จานขนาดที่ใช้กินข้าว) /วัน โดยแบ่งเป็นผักสดครึ่งหนึ่ง สุกครึ่งหนึ่ง (ถ้าเป็นผักสดทั้งหมด ยิ่งดีใหญ่ แต่ถ้าคนที่ไม่เคย มันจะยากมาก)
  • ลดการกินเนื้อสัตว์ครึ่งหนึ่ง
  • กินถั่วต้มวันละ 1 ถ้วยขนม (ถั่วดำ ถั่วแดง ถั่วเขียว ลูกเดือย เม็ดบัว กินอย่างไดอย่างหนึ่ง แล้วเปลี่ยนหรือวนไปเรื่อยๆ ไม่ซ้ำ ไม่ต้องลำบากเข้มมงวด ขนาดว่าใน 1 ถ้วยต้องมีทุกอย่างปนกัน) เน้นว่าเป็นการต้มที่ไม่ใส่น้ำตาลทุกประเภท ดังนั้นควรต้มเอง ถ้าซื้อมากินก็เทน้ำทิ้ง แล้วเติมน้ำเปล่าลงไป คนๆแล้วก็เทน้ำทิ้งอีกรอบ จึงพอจะกินได้ แต่ที่ถูกนั้นควรต้มเองครับ
  • ไม่ได้ห้ามเรื่องเค็ม เพียงแต่เตือนว่าไม่ควรเค็มมาก ไม่ต้องงง ผมห้ามเรื่องเด็มเฉพาะ 2 โรค เท่านั้น คือโรคไตกับมะเร็ง ขี้เกียจอธิบายตรงนี้เพราะยาว และขัดกับหลักการของแพทย์แผนปัจจุบันอย่างมากครับ
  • กินน้ำมะนาว เช้า 1 ลูก เย็น 1 ลูก ก่อนหรือหลังอาหารก็ได้ โดยคั้นน้ำมะนาว 1 ลูก ผสมกับน้ำเปล่าเย็น 1 แก้ว (ห้ามใช้น้ำร้อน หรือน้ำอุ่น) อย่ามาถามว่าใส่เกลือหน่อยได้มั้ย คำตอบคือย้อนกลับไปอ่านก่อนนหน้านี้ ได้เขียนไว้ชัดเจนว่า ไม่ได้ห้ามเค็ม
  • กินมะเขือเทศสีดาหรือราชินี เช้า 10 ลูก เย็น 10 ลูก กินยังไงนน่ะเหรอ ก็ใส่ปากเคี้ยวแล้วกลืนลงท้อง ไม่ต้องไปปั่นให้เสียเวลา
  • กินบอระเพ็ดแคปซูลวันละ 1 เม็ด ตอนเช้า ก่อนหรือหลังอาหารก็ได้ หลัจากกินให้ครบ 1 เดือน จะลดลงเหลือแค่สัปดาห์ละ 2 เม็ดเท่านั้น คือวันจันทร์ 1 เม็ด และพฤหัส 1 เม็ด

สรุป วิธีรักษาโรคความดันโลหิตสูงก็คืองดหวาน งดเหล้า ลดมัน ลดเนื้อสัตว์ กินผักเพิ่ม กินถั่วต่างๆต้มวันละ 1 ถ้วย กินมะนาวกินมะเขือเทศ กินบอระเพ็ด 1 เม็ด

  • เน้นให้เห็นอีกครั้งว่าลดหรืองดต้นเหตุที่แท้จริงของโรค เพิ่มบางอย่างที่ช่วยให้โรคหายเร็วขึ้น ก็คือมะนาวกับบอระเพ็ดก็เท่านั้น
  • 2 สัปกดาห์แรก ผมให้ผู้ป่วยลดยาทุกอย่างลงครึ่งหนึ่ง วัดความดันทุกวัน เช้าและเย็น ช่วงนี้ความดันอยู่ที่ 130/90
  • หลัง 1 เดือนแรก งดยาแผนปัจจุบันทุกชนิด วัดความดันทุกวัน เช้าและเย็น ช่วงนี้ความดันตัวบนอยู่ระหว่าง 140 ถึง 110 ส่วนตัวล่างอยู่ระหว่าง 100 ถึง 80
  • หลัง 2 เดือน ความดันอยู่ที่ 120-110/80-70 ไม่มียาอะไรอีกเลย

อะไรเป็นเหตุที่ทำให้รายนี้หายได้ง่ายๆ คำตอบคือความตั้งใจจริง และการกระทำที่จริงจังมาก แน่นอน อายุก็มีส่วน เนื่องจากอายุยังไม่มากเท่าไหร่ ทำให้ง่ายต่อการฟื้นตัว แต่อายุก็ไม่สำคัญเท่ากับความตั้งใจจริง และทำจริงมากกว่าครับ ยังมีอีกรายที่ทำจริงจังอายุ 60 ปี รายนั้นใช้เวลา 4 เดือน จาก 180/100 ลงมาเป็น 130/80

  • หมอที่แนะแนวทางธรรมชาติบำบัด หรือแพทย์ทางเลือกจะโม้มากไม่ได้ เพราะมีโอกาสที่หน้าจะแตกตลอดเวลา เนื่องจากการที่ผู้ป่วยจะหายหรือไม่หายนั้น ขึ้นอยู่กับการกระทำของผุ้ป่วยและญาติเป็นหลักใหญ่ ไม่ใช่ตัวหมอ เพราะฉะนั้นหมอที่แนะแนวทางธรรมชาติบำบัด หรือแพทย์ทางเลือกต้องเจียมตัว และคอยเตือนตัวเองตลอดเวลาเหมือนกันว่ามันเป็นความสำเร็จของผู้ป่วยและญาติเกือบทั้งนั้น หมอแค่เป็นโค้ต
  • โรคไมเกรน ถ้าหากยุดหวานได้จริง อันนี้เห็นผลเร็วสุด ภายใน 2 สัปดาห์เท่านั้นเอง และไม่มีอันตรายใดๆด้วย นอกจากอาการลงแดงเพราะหยุดกินหวานเท่านั้น
  • โรคปวดข้อ ถ้าหยุดหวานได้ก็ช่วยได้มากทีเดียว หวานเป็นตัวทำลายข้อ ที่สำคัญยิ่ง แต่หลายๆคนไม่ยอมเชื่อ เพราะว่ามันฟังดูแล้วไม่ค่อยน่าเชื่อ วิธีทดลองง่ายๆ คือ หยุดกินหวานแค่ 1 สัปดาห์เท่านั้น อาการปวดข้อจะเบากว่าเดิม ให้รู้สึกได้เลย แต่รายละเอียดขอดูเป็นรายๆไป ฯลฯ

2 หยุดนมสัตว์ทุกประเภท

ในระยะสั้นนมเหล่านี้อาจเป็นประโยชน์ แต่ในระยะยาวพวกนี้เป็นโทษทั้งนั้น ถ้ายังจำไม่ได้ว่าเป็นโทษอย่างไร กลับไปอ่านเรื่องนี้ใหม่อีกรอบครับ ในการบรรยายเรื่องโภชนาการนั้น ผมได้สรุปไว้ตัวโตๆว่า สาเหตุของโรคภูมิแพ้คือ 'หวาน' กับ 'นม' เท่านั้นเอง อย่าลืมว่า ในนมจืดก็มีน้ำตาลอยู่แล้ว เป็นน้ำตาลที่มีรสจืดที่เรียกว่า แลคโตส ดังนั้นถ้าเด็กกินนมจืดก็เคราะห์ร้าย 1 เด้ง ถ้ากินนมหวานก็เคราะห์ร้าย 2 เด้ง ทุกเรื่องทุกคำที่ท่านอ่านจากหนังสือเล่มนี้ ท่านไม่จำเป็นต้องเชื่อหรือไม่เชื่อ ยังมีเวลาอีกเยอะให้ท่านหาข้อมูลเพิ่มเติม

ผมมีข้อสังเกตหลายๆอย่างที่จะนำมาเขียนไว้

1 เด็กหลายคนโดยเฉพาะเด็กเล็กๆที่มีปัญหาผิวหนัง เช่น ผื่น เอ๊กซีม่า (eczema) ตามตัวเด็กจะสากๆ เวลาเราลูบตามตัวเด็กจะรู้สึกได้เลย และถ้าเด็กโตหน่อย เด็กอาจจะเกาให้เราเห็นได้เลยว่าคัน อันนี้นม 100 % ลดนมลง จะดีขึ้นทันที

2 ภูมิแพ้ต่างๆ ของระบบทางเดินหายใจ คัดจมูก น้ำมูกไหล ไอ จาม หอบหืด อันนี้ก็นม 100 % ลดนมลง จะดีขึ้นทันที

3 ประมาณปี 2542 ผมมีผู้ป่วยเด็กอยู่รายหนึ่งเป็นเนื้องอกกล่องเสียง ที่เรียกว่าแปบปิลโลมา (laryngeal papilloma) เด็กเป็นค่อนข้างมาก ต้องมาดมยาสลบ ส่องกล้อง แล้วตัดชิ้นเนื้ออกเพื่อไม่ให้อุดตันทางเดินหายใจทุกเดือน หลังจากคุยกับพ่อของเด็กให้ลดนมลง ต้องมาทำผ่าตัดห่างขึ้นเป็น 2 เดือนต่อครั้ง เรื่องนี้สะกิดใจอะไรผมบ้าง คงไม่ต้องบอกนะครับ

4 ประมาณปี 2541 ผมมีผู้ป่วยเด็กอยู่รายหนึ่ง อายุประมาณ 3 ขวบ เป็นโรคนอนกรน เนื่องจากต่อมทอลซิลโตมาก เด็กรายนี้ได้รับการรักษามานาน 6 เดือน แต่ไม่ดีขึ้น เด็กถูกส่งมาให้ผมผ่าตัด ผมเลยเสนอให้งดนมเด็กเป็นเวลา 1 เดือน เมื่อครบ 1 เดือน อาการนอนกรนของเด็กหายไป ต่อมทอลซิลก็ยุบ เด็กเลยรอดตัวไป

พวกคุณทั้งหลายอ่านหัวข้อเรื่องนมทั้ง 2 ตอนแล้ว ที่เหลือก็หัดไปหาข้อมูล หรือไม่ก็นั่งคิดพิจารณากันบ้าง

3 หยุดกินผลิตภัณฑ์จากเนยเทียม

หลายคนอาจไม่เชื่อ ถ้าผมจะบอกว่าใน 5-6 ข้อที่กล่าวมาในเล่มนี้ ที่ตัวผมเองกลัวที่สุดคือ เนยเทียม กับเตาอบไมโครเวฟ หลังๆมานี้เวลาผมซักประวัติผู้ป่วยมะเร็ง มันเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ และเน้นว่าเป็นข้อสังเกตของผมเท่านั้น แน่นอน มันยังไม่ใช่ scientific base แต่ในความเห็นของผม สาเหตุของมะเร็งไล่ตามนี้

1. ไขมันพืชและสัตว์ เช่นมันทอดๆทั้งหลาย (ถ้าคุณกลัวน้ำมันทอดซ้ำๆ หลังจากที่โดนความร้อนหลายๆรอบ โมเลกุลก็จะค่อยๆเปลี่ยนไปเหมือนเนยเทียม) ซึ่งอันนี้รวมถึงเนยเทียมซึ่งเป็นไขมันพืชแปรสภาพด้วย เมื่อรวมเนยเทียมก็ต้องรวมเบเกอรี่ทุกชนิดด้วย

2. เนื้อสัตว์ เพราะส่วนใหญ่ของเนื้อสัตว์ก็จะมีไขมันติดมาด้วยทั้งนั้น อันนี้ต่างหากที่เรากลัว

3. หวาน ช่วยให้อันตรายจากไขมันเกิดง่ายขึ้น และเมื่อเกิดมะเร็งแล้ว หวานเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญที่สุดของมะเร็ง แล้วจะไมให้ผมกลัวเนยเทียมได้อย่างไร ปัจจุบันมันแพร่หลายในชีวิตประจำวันของเราขนาดไหน และรับรองได้ พระเจ้าจอร์จ หม่ำไปตายอหิวาต์อย่างเดียวครับ ถ้ายังไม่เข้าใจลองหาหนังสือ 'The Trans Fat solution' ของ Kim Severson มาอ่านดู หรือไม่ก็ย้อนกลับไปอ่านหัวข้อที่ 3 ของเล่มนี้อีกครั้ง

หัวข้อที่ 4 หยุดมันๆทั้งหลาย ทั้งจากพืชและจากสัตว์ก็คงไม่ต้องพูดอะไรมากแล้วนะครับ

หัวข้อที่ 5 หยุดใช้เตาไมโครเวฟ อันนี้ผมว่าบทความของ Dr. Lita Lee ชัดอยู่แล้ว 

หัวข้อที่ 6หยุดผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง ผมคิดว่าเร็วๆนี้ ผมจะเรียบเรียงเรื่องภาวะธัยรอยด์ฮอร์โมนต่ำออกมาให้ท่านได้อ่านกันอีก 

หัวข้อสุดท้าย ปัจจุบันผมรักษาคนไข้ด้วยหลักโภชนการดังต่อไปนี้ ไม่ว่าคุณจะป่วยมาด้วยโรคอะไรก็ตาม คุณต้องกินเพียงเท่านี้เป็นพื้นฐานสำคัญ ในบางคนอาจต้องกินมากกว่านี้ เราจะดูเป็นรายๆไป แต่อย่างน้อยทุกคนจะต้องกินแบบนี้ ข้าว ผัก ถั่ว (เว้นถั่วเหลือง) ไม่หวาน ไม่มัน

อย่าเพิ่งตกใจ เดี๋ยวจะอธิบายไปทีละข้อครับ

  • ข้าว ทำไมต้องข้าว เพื่อให้ร่างกายของคุณได้ใช้พลังงานอย่างถูกต้อง   จากคาร์โบไฮเดรท เชิงซ้อน เป็นพลังงานที่สม่ำเสมอ ไม่กระโชกโฮกฮาก
  • ผักเป็นแหล่งสำคัญของไวตามิน เกลือแร่ เอนไซม์ และที่สำคัญที่สุด เป็นอาหารสำหรับจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อเราอย่างมากในทางเดินอาหาร (friendly micro organism) ซึ่งเรื่องนี้เดี๋ยวผมจะอธิบายเพิ่มเติมอีก
  • ถั่ว (เว้นถั่วเหลือง) เป็นแหล่งสำคัญของโปรตีน ทำไมโปรตีนจึงสำคัญ เพราะโปรตีนเป็นส่วนประกอบ 75 % ของร่างกายของเราเมื่อไม่รวมน้ำ
  • ไม่หวาน คงไม่ต้องบอกอะไรอีกแล้วนะครับ
  • ไม่มัน ก็คงไม่ต้องบอกอะไรอีกแล้วนะครับ

ดูแล้วน่าจะเป็นอาหารที่คนกินไปเรื่อยๆ น่าจะเป็นโรคขาดอาหาร ซะมากกว่า แต่ขอโทษครับพี่ หายป่วยกันมาเยอะแล้ว แต่ไม่หายก็มีครับ เพราะส่วนใหญ่ทนเบื่อไม่ไหว ต่างหากเลยเลิกกลางคัน

ยังมีหนังสือที่ดีมากอีกเล่มหนึ่ง ที่ผมต้องเรียกร้องให้ทุกคนได้อ่าน เป็นประโยชน์อย่างมากต่อทุกคน แต่ก็อย่าลืมกฏข้อที่ 1 ก็คืออ่านด้วยความช่างสังเกต ลองนำมาใช้ด้วยความระมัดระวัง ใครที่เคยมึนงงกับเรื่องหยินหยาง ก็จะเห็นว่าเข้าใจได้ง่ายขึ้น ชื่อของหนังสือคือ 'ถอดรหัสสุขภาพ ร้อนเย็นไม่สมดุล' ของหมอเขียว ที่ธรรมทัศน์สมาคม เป็นผู้เผยแพร่อยู่ขณะนี้ หนังสือของหมอเขียวเป็นธรรมชาติแบบไทยๆ ส่วนหนังสือของผมเป็นธรรมชาติแบบฝรั่งๆ

นำส่วนที่ดีของทั้ง 2 เล่ม มาผสมกันใช้ แล้วสุขภาพร่างกายของคุณจะปลอดภัยขึ้นอีกเยอะ

back up data: ทำไมคุณถึงป่วย...โดย นายแพทย์เปี่ยมโชค ชลิดาพงศ์

ท่านที่ศึกษาแนวทางการบริโภคอาหารเป็นยา ไม่ตามใจปาก อยู่เพื่อสุขภาพ ก็ต้องแลกด้วยหลายๆอย่างที่อาจไม่ถูกใจ อย่างนี้แก้ได้ ต้องเรียนรู้ว่าจะอยู่อย่างไรให้ไร้ตัวตน ซึ่งทฤษฎีโพเพทัสของหมอแกน จะช่วยพัฒนาจิตใจตรงนี้ได้โดยอัตโนมัติ แต่การกินที่หมอแกนแนะนำ ก็ออกจะโหดกว่าของนายแพทย์เปี่ยมโชค ยิ่งขึ้นไปอีก

เนื่องจากหมอแกนเอาจิตของท่านทำการสแกนทุกสิ่งอย่าง ก่อนที่จะบอกว่าสิ่งไรควรงดรับประทาน และฝึกปรือการมีชีวิตอยู่ในยามที่ต้องอดอยากไร้อาหารบริโภคเป็นแรมเดือน มีเพียงน้ำสะอาด ก็ยังพอมีชีวิตรอดอยู่ได้ จนกว่าโลกจะพบแสงตะวันใหม่อีกครั้งหนึ่งนั่นเอง

และมนุษย์กำลังเผชิญภัยความร้อนโลกเพิ่มขึ้นตลอดเวลา ทำอย่างไรภายในเซลล์ของเราจะเย็นกว่าคนอื่นๆสัก 3-5 องศา ในขณะที่อุณหภูมิสิ่งแวดล้อมอาจขึ้นไปถึง 45 องศาเซ็นเซียส ร่างกายของเราจะยังรู้สึกว่าความร้อนรอบๆกายของเราอยู่ที่ประมาณ 40 องศาเท่านั้น

อัตราเร่งของโลกร้อน พิบัติภัยเฉพาะหน้าของมวลมนุษย์

ที่มา: IPCC Third Assessment Report 2001

ความชันของเส้นกราฟต่อจาก 2011 เป็นต้นไปจะยิ่งชันกว่าที่เห็นในภาพมากทีเดียว ด้วยหลายๆปัจจัยแวดล้อม ที่มนุษย์หมดสิทธิ์ช่วยตนเองอีกต่อไป

เชิญทุกท่าน ร่วมสร้างบุญกุศลด้วยกัน ....ส่งต่อข่าวสารแก่เพื่อนๆ มีโอกาสชมจิ๊กซอร์ต่างๆ สำหรับนักค้นหาสาระชีวิตต่อภาพส่วนตัว ทั้ง ด้านโลกียะและโลกุตระ ที่ ainews1.com จัดไว้บริการให้แก่เพื่อนทุกเพศวัยทุกคน ฟรี  ที่ลิงค์ /article385.html   Bookmark and Share