การมีชีวิตอยู่อย่างสมดุล

http://www.ainews1.com/article556.html

Bookmark and Share

ที่ว่าสมดุลนั้น มีทั้งทางกายภาพ และด้านพลังงานคือจิตใจ หากเราย้อนกลับไปศึกษาบทวิเคราะห์การสวดมนตร์บทพระมหาจักรพรรดิ ของหลวงปู่ดู่ ให้ละเอียดลึกซึ้งแล้ว หลวงปู่จะเน้นการเป็นอยู่อย่างสมดุล ในด้านจิต หรือด้านพลังงาน ในเสกลใหญ่มาก ทั่วทั้ง 3 โลก

เพื่อการส่งเสริมมารวมหมู่ร่วมกันทำความดีทุกๆวัน สำหรับจิตดวงใดที่มีอุปสรรคไม่สามารถ จะมาร่วมสวดมนตร์ด้วยได้

หลวงปู่ในฐานะพระโพธิสัตว์บารมีเต็ม จะส่งแสงของพระโพธิสัตว์ไปรับมาร่วมการสวดมนตร์บทพระมหาจักรพรรดิ เพื่อเพิ่มพลังให้แก่ตนเอง และเพื่อนๆสรรพสัตว์ทั่วทั้ง 3 โลก เรียกว่าเปิดถึงกันทั้ง 3 โลก ทั่วอนันต์จักรวาล

สรรพสัตว์ทุกตัวตน ก็ล้วนแล้วแต่มีพ่อเกิดแม่เกิดคนเดียวกัน แต่จากมานานและห่างไกลจนพากันหลงทางหาหนทางคืนกลับบ้านไม่ถูก

ทีนี้กลับมาผู้ที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์  ด้วยการมีศีล 5 เป็นพื้นฐานครบถ้วนมาก่อน จึงสามารถมาเกิดในภพภูมินี้ หรือในมิตินี้ มีขันธ์ครบทั้ง 5 ขันธ์ ผู้ที่ขาดบางข้อก็ได้เกิดเหมือนกัน เป็นสัตว์เดรัจฉาน ด้อยสติปัญญากว่ามนุษย์ แต่ผู้ที่เกิดเป็นมนุษย์แล้ว พระพุทธองค์กล่าวไว้ว่า เมื่อตายไปจะไปสุคติมีเท่าจำนวนเขาโค ส่วนอีกจำนวนขนโคนั้นไปสู่ทุคติเสียสิ้น

นับว่าขาดทุนในการมาเกิด ที่ภพภูมิตรงกลางระหว่างไปสู่สุคติ และทุคติ หรืออบายภูมิ เป็นผี เปรต อสุรกาย สัตว์นรก ที่ต้องทนทุกข์ทรมาน ชดใช้กรรมชั่วระหว่างที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ได้สร้างสมเอาไว้นั่นเอง การกระทำทางกาย วาจา ใจ จะก่อเกิดพลังงาน เป็นคลื่นพลังงาน เก็บเอาไว้ในจักรวาลทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นพลังงานบวกหรือลบ พลังงานเหล่านี้ไม่สูญหายไปไหน คงแปรเปลี่ยนไปเรื่อยๆเป็นวัฏจักร

เช่นเดียวกับการเกิดขึ้นจักรวาลต่างๆ และค่อยๆหมดพลังงานดับไป แล้วพลังงานต่างๆก็จะกลับมารวมตัวกันใหม่เกิดจักรวาลใหม่ขึ้นมาวนเวียนไปไม่รู้จบสิ้น

พระพุทธองค์ท่านบรรลุถึงความเป็นสัพพํญญู รู้ตลอดได้ทุกอย่าง เป็นอริยะชน เป็นแสงสว่างช่วยชี้นำทางจิตใจของสรรพสัตว์ ที่ได้เกิดมาพบคำสั่งสอนของพระองค์ท่าน และเมื่อได้น้อมนำไปปฏิบัติ ก็จะเกิดปัญญา ทั้งหยาบและละเอียด จนสามารถแยกจิตออกจากกายได้ การเป็นอยู่ระหว่างมีร่างกาย จะสร้างพลังงานบวกและลบได้ง่ายมากและหนักแน่น

เนื่องจากมนุษย์มีธาตุดินที่หนักแน่น จึงมีพลังในการสร้างกรรมที่หนักแน่นเข้มข้น ซึ่งก็จะมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ขึ้นอยู่กับสติปัญญา และความรอบรู้ของเจ้าของร่างกายนั้นๆ

การกระทำทุกอย่างในทุกอริยาบท จึงมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งที่เป็นสิ่งมีชีวิต หรือไม่มีก็ตามอยู่ตลอดเวลา หากมนุษย์ได้ฝึกมากขึ้นมีจิตละเอียดมากขึ้น และมีญาณหยั่งรู้ขึ้นแก่จิต ที่แยกออกมาจากกายได้แล้ว จะค่อยๆทราบสัจจะธรรมของโลกในหลายๆมิติ เพิ่มขึ้นทีละน้อย และหากนำแสงทิพย์ของพระบรมธรรมบิดา และพระพุทธเจ้ามาเสริมพื้นฐานจิตใจของตน ก็จะเท่ากับได้เดินทางลัดเพื่อสร้างพลังงานบวกได้มากยิ่งขึ้น จิตก็จะยิ่งเบาสบายเข้าใกล้ความสมดุล หรือเป็นอุเบกขามากขึ้น หรือเรียกว่าทำวิปัสสนาอยู่ในท่ามกลางแสงทิพย์อริยธรรมนั่นเอง 

ระวังรักษาจิตให้มาอยู่ตรงกลางของพลังงานบวกและลบ ได้มากขึ้น จะยิ่งเพิ่มปัจจัยให้จิตเพิ่มแสงสว่างมองเห็นสิ่งต่างๆรอบตัวตามสภาพเป็นจริงของมันได้ชัดเจนมากขึ้น ใครมีสุขทุกข์อย่างไร เราควรช่วยสงเคราะห์กันได้อย่างไร สันติสุขก็จะค่อยๆแผ่วงกว้างขึ้น หรือมีแสงสว่างเพิ่มขึ้น ไล่ความมืดให้หมดไปโดยอัตโนมัติ ประหนึ่งน้ำดีมาอยู่รวมตัวกัน

มนุษย์เป็นสัตว์มีสติปัญญา ยิ่งเมื่อได้รวมกลุ่มรวมพลังกันสร้างพลังงานบวก ช่วยเหลือเจือจานกันได้ในวงกว้าง ทุกๆมิติก็จะอยู่ในความสมดุลและพอเพียงมากขึ้น ส่งผลไปถึงจักรวาลต่างๆ ให้อยู่ด้วยกันอย่างสันติสุข ถึงแม้ถึงรอบถึงจังหวะที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงต่างๆ หรือประสบเหตุต่างๆ

เช่นโลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ ที่เกิดการลุกจ้าอยู่เสมอ หากโชคไม่ดี พายุสุริยะพุ่งมากระทบโลก ก็จะเป็นอันตรายได้ โดยเฉพาะยามนี้ที่เกราะแม่เหล็กของโลกมีกำลังอ่อนลง ผิดกันกับหากโลกกำลังโคจรอยู่ในส่วนที่ปลอดจากแนวของพายุสุริยะนั้น แม้จะมีขนาดใหญ่เพียงใด ก็จะไม่เกิดผลกระทบที่ไม่ดีขึ้นกับโลกเป็นต้น เช่นเดียวกับ เมื่อ15 กุมภาพันธ์ 2554 ที่มีการลุกจ้าครั้งใหญ่ขึ้นบนดวงอาทิตย์ในรอบ 5 ปี ได้ผ่านพ้นไปไม่กระทบกับโลกมากนัก....ซึ่งโลกอาจไม่โชคดี ตอนต้นเดือน พฤษภาคม 2556 ที่เราจะต้องคอยติดตามเฝ้าสังเกตต่อไป  

จังหวะต่างๆที่เกิดขึ้นมันไม่ใช่เป็นการบังเอิญแต่อย่างใด มีเหตุปัจจัยประกอบทั้งนั้น มวลมนุษย์ยังมีพลังงานบวกคุ้มกันอยู่ ก็ทำให้รอดพ้นภัยอันตรายใหญ่ไปได้

ดังนั้นหากเราพิจารณาอยู่โดยสม่ำเสมอ ทุกๆอริยาบทของตน ที่ไปมีส่วนกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทั้งสิ้น หลวงพ่อเกษม ท่านเชี่ยวชาญในการติดตามตรวจสอบสิ่งต่างๆรอบตัว ในมิติต่างๆ พบว่าแม้ต้นไม้เล็กๆก็มีเทวดาเด็กอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก โดยเทวดาเหล่านี้อยู่ในสภาพกายพลังงาน มีเพียง 4 ขันธ์ คนทั่วไปจึงยากที่จะมองเห็น ดังนั้นหากเราตระหนักในเรื่องเช่นนี้ได้แล้ว

เราจะเห็นว่าหากเราต้องการใช้ต้นไม้ต้นหญ้าเหล่านั้น ซึ่งมีผู้ใช้ประโยชน์อยู่ก่อน จะมีผลกระทบรุนแรงต่อสรรพสัตว์ พวกเขาจะได้รับความเดือดร้อนตามมา เราก็ควรจะเตรียมการสงเคราะห์พวกเขาให้ได้ย้ายถิ่นฐานไปอยู่ในมิติใหม่ที่ดีกว่าเก่าเสียก่อน วิธีการหนึ่งที่จะทำได้อย่างรวดเร็ว มีคำแนะนำของท่านผู้รู้ที่ลิงค์นี้ ท่านที่สนใจศึกษาพิจารณาได้ ถึงแม้ว่าเรายังไม่สามารถสัมผัส และมองเห็นพลังงานที่ละเอียดเหล่านี้ได้ก็ตาม

หากมีความรู้ความเข้าใจดีแล้ว ย่อมจะสงสารเห็นใจพวกเขา ที่จะต้องได้รับความเดือดร้อนมากทีเดียว ถึงแม้เราจะไม่ทราบก็ตาม ความเป็นจริงมีอยู่จริงของธรรมชาติ ก็จะมีผลต่อผู้ที่ไปรบกวนเปลี่ยนแปลง ดังนั้นในพระวินัยของพระสงฆ์  จึงมีข้อห้ามไม่ให้ไปพรากของเขียว หรือพืชพันธุ์ไม้ต่างๆ แต่หากมีความจำเป็นจริงๆ เช่นต้องมีการตัดแต่งหญ้าในสนามให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ก่อนลงมือทำก็มีวิธีการช่วยสงเคราะห์สรรพสัตว์ ที่อาศัยอยู่ก่อน ให้ไปมีชีวิตที่ดีกว่าเก่า ทุกๆฝ่ายที่เกี่ยวข้องก็จะร่วมโมทนาสาธุการ การได้รับสิ่งแวดล้อมที่ดีกว่าที่เก่าไม่มีใครจะปฏิเสธ แต่ก็มีข้อยกเว้นเช่นกัน ที่ผู้มีสิทธิไม่ไปอยู่ในมิติที่ดีกว่า แต่ท่านกลับสละสิทธิ์ยังคงพอใจอยู่ในมิติเดิม ที่มีความสุขสบายเพียงพอแล้ว 

ดังนั้นผู้มีสติปัญญา ที่มองเห็นสัมผัสได้ยิ่งกว่าการพึ่งพาแต่แสงที่มากระทบตาเพียงอย่างเดียว ย่อมจะช่วยรักษาตนเองให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน ต่อทุกๆชีวิตจิตวิญญาณ ที่มีขันธ์เพียง 4 ขันธ์ ไม่มีกายหยาบเช่นเรา ทำให้การอาศัยโลกนี้ร่วมกัน มีความสงบสันติเพิ่มมากขึ้น เป็นการเพิ่มคุณค่าของการได้เกิดมาเป็นมนุษยย์มากขึ้นอย่างสมศักดิ์ศรี และได้มีโอกาสได้เป็นลูกศิษย์ของพระพุทธองค์  ได้เจริญตามรอยพระพุทธบาทของพระองค์ท่าน จนกระทั่งสิ้นลมหายใจ เหลือแต่กายพลังงาน หรือคลื่นพลังงานของจิตนั่นเอง หมดสิ้นภาระดูแลเลี้ยงดูกายหยาบที่หนักและยุ่งยากมากเรื่องให้ต้องเป็นภาระตลอดเวลา....ขอลาที กายหยาบของมนุษย์

เชิญทุกท่าน ร่วมสร้างบุญกุศลด้วยกัน ....ส่งต่อข่าวสารแก่เพื่อนๆ มีโอกาสชมจิ๊กซอร์ต่างๆ สำหรับนักค้นหาสาระชีวิตต่อภาพส่วนตัว ทั้ง ด้านโลกียะและโลกุตระ ที่ ainews1.com จัดไว้บริการให้แก่เพื่อนทุกเพศวัยทุกคน ฟรี นอกเหนือจากส่วนขยายธุรกิจ ที่ลิงค์ /article385.html   Bookmark and Share