ประสบการณ์มะรุม

http://www.ainews1.com/article736.html

 

ตอบเรื่องใบมะรุม

เราสามารถรับประทานใบสดมะรุมได้ ซึ่งจะมีฤทธิ์ดีกว่าใบแห้งที่นำไปใส่แคปซูล และจะออกฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ จากประสบการณ์ของตนเองที่รับประทานอยู่เป็นประจำ จะสังเกตว่า ถ้าวันไหนที่เรารับประทานอาหารที่เป็นสารพิษเข้าไปมาก รุ่งขึ้นเช้าหลังจากทานใบมะรุมแล้ว จะมีอาการถ่ายเหมือนท้องเดิน แต่ไม่เพลีย ถ่ายเป็นนำและมีกลิ่นเหม็นมาก บางครั้งจะมีเมือกมันออกมาด้วยซึ่งเป็นการขับล้างสารพิษในลำไส้

 

จากการวิจัย มะรุมสามารถขับไขมันในเส้นเลือด ในตับและในไตได้ แต่ไม่เป็นตัวขับนำ หากจะรักษาอาการบวมจากโรคไต ควรรับประทาน ตะไคร้ แกนสับประรด อ้อยแดง หรือหญ้าคา ต้มเอานำดื่ม จะใช้ตัวเดียวหรือหลายตัวผสมได้ ซึ่งสมุนไพรเหล่านี้จะออกฤทธิ์ในการขับนำปัสสาวะ และรักษาอาการอักเสบทางเดินปัสสาวะได้ดีกว่า อีกทั้งไม่มีผลข้างเคียงเหมือนยาขับปัสสาวะแผนปัจจุบันที่จะทำให้หูอื้อได้ค่ะ

ข้อแนะนำในการรับประทานสมุนไพร

1.ควรศึกษาให้ดีก่อนว่าสมุนไพรชนิดนั้นๆมีฤทธิ์ทางใด มีข้อห้ามและข้อควรรับประทานอะไรบ้าง จึงจะเกิดประโยชน์และไม่มีโทษ

2.หากสงสัยควรถามแพทย์แผนไทยหรือผู้รู้ให้กระจ่างก่อนจึงจะปลอดภัย 

3.ปกติแล้วสมุนไพรทุกชนิด หากเรารับประทานเป็นประจำเพื่อส่งเสริมสุขภาพ ควรได้หยุดรับประทานเป็นระยะๆ เพื่อให้ร่างกายได้ปรับสภาพ และขับสารที่สะสมออกบ้าง จะทำให้ได้รับประโยชน์ได้เต็มที่และไม่เกิดผลข้างเคียง

น้ำมันมะรุม

เอาเมล็ดแห้งกระเทาะเปลือกออกใช้ครกบทยาตำละเอียดให้ต้มไฟอ่อน ๆ จนน้ำระเหยออกแล้วจะมีน้ำมันลอยอยู่แล้วซ้อนเอาส่วนเป็นน้ำม้นออกเก็บใส่ขวดควรเป็นขวดสีชาหรือทึบเพื่อรักษาคุณภาพ วิธีนี้อาจจะขาดสารบางส่วนไปมากกว่าวิธีบีบเย็น ข้อดีน้ำมันไม่มีกลิ่น วิธีบีบเย็นจะมีกลิ่นหื่น ๆ นิดหน่อย

คนที่เป็นโรคเลือด G6PD ไม่ควรรับประทาน

ที่บอกไว้ว่า "ข้อควรระวัง ในคนที่เป็นโรคเลือด G6PD ไม่ควรรับประทาน " นั้น หมายถึงไม่ควรรับประทานมะรุมแบบไหนค่ะ แบบสดๆ หรือปรุงอาหาร หรืออย่างไร ค่ะ

เพราะลูกสาวเป็นโรคนี้ อายุ 14 ปีแล้ว ชอบกินแกงส้มมะรุม ที่บ้านมีต้นมะรุมด้วย และ ชอบเอาใบมาทำต้มจืด จะเป็นอันตรายอย่างไรหรือไม่คะ

ตอบ TG6PD

ข้อมูลจากหนังสือนาฬิกาชีวิต ตอน 2 มะรุมต้นไม้เพื่อชีวิต หน้า 44

มีผู้รายงานว่า................. ท่านใดที่เป็นโรคเม็ดโลหิตแดงแตกกระจาย TG6PD การทานมะรุมจะทำให้เป็นอันตรายต่อเม็ดโลหิตแดงอย่างมาก

ดังนั้นหากท่านที่มีโรคเม็ดโลหิตแดงแตกกระจายอยู่ ควรปรึกษาแพทย์
ก่อนน่าจะเป็นการดีครับ
จาก คนรักมะรุม เชียงราย

ใช่จริงๆ

ใช่จริงๆเป็นโรคนี้ตอนท้องไม่ได้ศึกษาข้อมูล พอกินแกงมะรุมเข้าไปแค่นั้นแหละค่ะ
นมที่เต่งตึงให้นมลูกอยู่ดีๆนมยุบเลยไม่มีน้ำนม ต้องหายาหม้อมากิน7วันน้ำนมถึงมา
เเละผื่นขึ้นทั้งตัวเหมือนลมพิษ1ปีซื้อยามากินยังไงก็ไม่หาย หมดไปหลายหมืน
สุดท้ายมาหายเพราะยาเม็ดละ1บาทสีชมพู(มีขายที่สำโรง)พิษมันรุนเเรงมาก
เข็ดเลย.

เป็นตะคริวที่น่องเวลากลางคืน

อยากทราบว่าเป็นตะคริวที่น่องเวลากลางคืน บ่อยมากๆควรรับประทานสมุนไพรอะไรดี

ตอบเรื่องตะคริวที่น่อง

เมื่อปลายเท้าเย็น ประกอบกับกล้ามเนื้อแข็งตึง จะเกิดตะคริวจากปลายเท้าขึ้นมา

ก่อนนอนให้คุณใช้น้ำอุ่นแช่เท้า ในน้ำอุ่นนั้นอาจผสม ไพล ตะไคร้ ข่า ต้มพร้อมกัน เมื่อแช่เท้าแล้ว เอาน้ำมันงาบริสุทธิ์นวดเท้าและน่อง ใส่ถุงเท้าหลวมๆนอน หรือ ห่มผ้า ป้องกันเท้าเย็น ไม่ควรทานน้ำแข็งเวลาเย็นหรือก่อนนอน อีกประการหนึ่ง ถ้าพื้นเป็นปูน กระเบื้อง ก็เป็นเหตุให้เท้าเย็น ไม่ควรสัมผัสเท้ากับพื้นปูนหรือกระเบื้องโดยตรง

ทนวิตามินบีรวม และแคลเซียมเสริม ส่วนสมุนไพร ก็ใช้สมุนไพรประเภทขับลม เช่น กระชาย พริกไทย เถาวัลย์เปรียง เถาเอ็นอ่อน 

เรอ ทุกครั้งที่กดบริเวณน่องด้านหลัง

อยากทราว่าการที่เรา"เรอ"เวลากดตามกล้ามเนื้อแขนขา เรออยู่นานมากมีสาเหตุจากอะไร แก้ไขได้อย่างไร

ตอบเรื่องการเรอ

ถ้ากดตามกล้ามเนื้อแขนขาแล้วเรอ เป็นเพราะมีลมแทรกในเนื้อ บางครั้งเกิดจากรับประทานอาหารเร็ว ทานอาหารที่ก่อให้เกิดลมมาก เช่น อาหารหวาน มัน ทานอาหารหลังสองทุ่ม ทานผลไม้ที่มีรสเย็นก่อนนอน ทานนมแล้วย่อยไม่ดี บางคนทานน้ำเต้าฮู่แล้วลมมาก

ภญ.สุภาพร ปิติพร แห่งโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งเป็นอีกหนึ่งโรงพยาบาลที่ใช้แนวการรักษาด้วยแพทย์แผนไทยเป็นหลัก กล่าวถึงคุณสมบัติของมะรุมว่า มะรุมเป็นผักที่มีสารอาหารเกือบครบ วิตามินเอสูง มีโปรตีนสูง ซึ่งเป็นอาหารที่เหมาะกับเยาวชนที่ขาดอาหารในพื้นที่กันดาร โดยเฉพาะเด็กที่อายุต่ำกว่า 10 ปี เช่น เยาวชนในประเทศเอธิโอเปีย รวมถึงในพื้นที่ที่เกิดวิกฤติขาดแคลนอาหารอื่นๆ

          อย่างไรก็ตาม การบริโภคมะรุม ประชาชนต้องเข้าใจก่อนว่ามะรุมไม่ได้รักษาโรคได้สารพัดโรค ไม่ใช่ยามหัศจรรย์ หากคือผักพื้นบ้านที่คนไทยใช้เป็นวัตถุดิบทำอาหารมาหลายรุ่นแล้ว ไม่ใช่ยาวิเศษอย่างที่กระแสสังคมเข้าใจxml:namespace prefix = o />

 

          “มะรุมมีฤทธิ์ร้อน ก็พอจะช่วยในเรื่องระบบไหลเวียนโลหิต แล้วก็มีความเชื่อว่ามันช่วยเรื่องเบาหวานกับความดันโลหิตสูง ในส่วนตรงนี้ต้องพิสูจน์วิจัยกันต่อไป แต่ที่ห่วงก็คือ หากคนเข้าใจว่ามันเป็นยา ไม่ใช่พืชผัก และรับประทานมันในฐานะยารักษาโรค คนจะไม่รับประทานยาแผนปัจจุบันที่ผลิตออกมาเพื่อรักษาโรคนั้นๆ โดยตรง”

 

          ภญ.สุภาพร กล่าวต่อไปอีกว่า การบริโภคมะรุมนั้น อยากให้ประชาชนเข้าใจว่ามันคือผักพื้นบ้าน อยากให้บริโภคอย่างเข้าใจ เพราะจริงๆ แล้วมะรุมก็ไม่ได้ปลอดภัยไปเสียทั้งหมด เพราะในตัวมันก็เป็นพิษด้วยเหมือนกัน

 

          “อย่างที่บอกมะรุมเป็นพืชร้อน หากสตรีมีครรภ์รับประทานอาจจะทำให้แท้งได้ นอกจากนี้ผู้ป่วยโรคเลือดก็ไม่ควรรับประทาน เนื่องจากจะทำให้เม็ดเลือดแตกง่าย รวมถึงคนเป็นโรคเกาต์ ก็ไม่ควรรับประทาน เนื่องจากมะรุมมีโปรตีนสูง”

 

          อย่างไรก็ตาม เภสัชกรแห่งโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรย้ำว่า ไม่ใช่การบริโภคมะรุมเป็นของไม่ปลอดภัย เพราะคนไทยแต่โบร่ำโบราณก็นำมะรุมมาประกอบอาหารในฐานะพืชผักท้องถิ่น แต่สำหรับผู้ที่คิดเสริมสุขภาพทางลัดด้วยการไปซื้อมะรุมสกัดเป็นเม็ดแคปซูลมารับประทานนั้น อยากให้ระมัดระวังสักนิด เพราะมะรุมสกัดยังไม่ได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)

 

          “มะรุมรับประทานได้ในบริบทของอาหารปลอดภัย ไม่อันตราย และมีประโยชน์ตามสมควรในฤทธิ์ของสมุนไพร ที่ไม่อันตรายเพราะเราไม่ได้รับประทานทุกวัน และรับประทานในปริมาณไม่มากนัก แต่อยากจะฝากเตือนไปยังผู้ที่รักสุขภาพว่า สำหรับมะรุมสกัดที่มีอยู่มากในตลาดขณะนี้ค่อนข้างน่าเป็นห่วง และหากจะเลือกรับประทานคงจะต้องดูกันดีๆ เพราะเราไม่รู้ว่าเขาสกัดจากส่วนไหน แต่ละส่วนมีฤทธิ์และออกฤทธิ์ต่อกลไกอวัยวะในระบบต่างๆ กัน และไม่รู้ด้วยว่าที่สกัดมาจะมีสารอะไรบ้าง และมีมากน้อยแค่ไหน และใส่อะไรลงไปเพิ่มอีกบ้าง ที่สำคัญคือตอนนี้ อย. ยังไม่รับรองผลิตภัณฑ์สกัดจากมะรุม และก่อนหน้านี้ก็เคยปรากฏเช่นกันในกรณีของขี้เหล็ก ที่ออกฤทธิ์ทางเภสัชรักษาโรคได้ผล จึงมีการผลิตเป็นขี้เหล็กสกัดบรรจุแคปซูล ซึ่งพอคนไข้รับประทานเข้าไปปรากฏว่ามีหลายรายมีอาการผิดปกติที่ตับ”

 

          เภสัชกรแห่งโรงพยาบาลใหญ่ในจังหวัดปราจีนบุรี ยังให้รายละเอียดถึงประสบการณ์ด้านเภสัชรักษาของมะรุมจากที่เธอได้ทำงานกับหมอพื้นบ้านต่อไปอีกด้วยว่า เนื่องจากมะรุมมีฤทธิ์ร้อน จึงมีการนำมาใช้เพื่อแก้อาการปวดเมื่อย เหน็บชา ทำให้โลหิตไหลเวียนได้ดี ในบริบทของหมอพื้นบ้านก็ใช้มะรุมในการควบคุมอาการความดันโลหิตสูง โดยนำยอดมะรุมสด นำมาโขลกคั้นน้ำผสมน้ำผึ้ง ดื่มวันละครั้ง แก้ความดันขึ้น ซึ่งหมอพื้นบ้านทางแถบไทยใหญ่ก็ใช้มะรุมคุมความดันเช่นเดียวกัน

 

          “ส่วนคนที่มีอาการเหน็บชา กินมะรุมก็ช่วยแก้ได้เหมือนกัน เพราะช่วยให้เลือดไหลเวียนดี แต่คุณสมบัติก็ไม่ได้โดดเด่นมากนัก นอกจากนี้ ดอกอ่อนของมะรุมยังช่วยป้องกันหวัด และมีวิตามินซีสูงอีกด้วย ดีที่สุดคือมองมะรุมเป็นอาหาร ต้องรับประทานอย่างเข้าใจ คนเราต้องรับประทานหลากหลาย รับประทานให้ครบทุกรส เพราะอาหารที่หลากหลายจะเข้าไปบำรุงหลายกลไกในร่างกายในทุกๆ ระบบ เราต้องการอาหารหลายอย่าง ไม่ใช่จากมะรุมอย่างเดียว ขออย่าให้เข้าใจผิด อย่ามองมะรุมเป็นยาวิเศษ”

 

          ในขณะที่ รศ.ดร.นพมาศ สุนทรเจริญนนท์ อาจารย์ประจำคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรอย่างหาตัวจับยากคนหนึ่งในประเทศไทย คาดคะเนที่มาของกระแสนิยมมะรุมว่า น่าจะมาจากต่างประเทศ ที่มีคนไข้ทดลองรับประทานแล้วปรากฏว่าร่างกายดีขึ้น จากนั้นก็มีคนนำมาทำเป็นฟอร์เวิร์ดเมลบ้าง เป็นข้อมูลลงในอินเทอร์เน็ตบ้าง ทำให้กระแสสุขภาพของมะรุมแพร่ไปในวงกว้าง จนกระทั่งเข้ามาสู่ประเทศไทยในที่สุด

 

          “จริงๆ แล้วข้อมูลมันยังไม่คอนเฟิร์มนะ เป็นกระแสนิยมแบบไฟไหม้ฟาง พอฝรั่งในอเมริกากินแล้วดี ก็มีการส่งเมล์บอกต่อๆ กัน จนเข้ามาประเทศไทย น่าจะเข้ามาทางชุมชนอโศกซึ่งนิยมบริโภคผักและอาหารออร์แกนิกอยู่แล้ว"

 

          รศ.ดร.นพมาศ กล่าวต่อไปว่า เท่าที่ทราบงานวิจัยด้านมะรุมทางวิทยาศาสตร์มีค่อนข้างน้อย หากเทียบกับสมุนไพรที่อยู่ในกระแสนิยมตัวก่อนๆ นี้ และแม้ว่าจะมีบ้าง ก็อยู่ในระดับของการทดลองกับหนู และมีข้อมูลด้านลบแจ้งไว้เช่นกัน เช่น มะรุมมีโปรตีนสูง และเป็นโปรตีนที่เกาะกันเป็นก้อน จะไม่เหมาะกับผู้ป่วยบางโรค รวมถึงต่อผู้ป่วยด้วยโรคเลือดบางชนิด ก็ไม่ควรรับประทาน เนื่องจากในมะรุมมีสารบางชนิดที่เป็นพิษต่อผู้ป่วยโรคดังกล่าว

 

          “อย่างไรก็ตาม ในมะรุมก็มีวิตามินสูง มีสรรพคุณบำรุงสายตา มีวิตามินเอ มีเบตาแคโรทีน และอาจจะมีฤทธิ์ทางเภสัชที่ช่วยด้านลดน้ำตาลได้บ้าง การเลือกใช้ต้องระมัดระวัง แต่การนำมาเป็นวัตถุดิบในการประกอบอาหารนั้น ถือเป็นปริมาณที่ปลอดภัย แต่ในส่วนของการเลือกจะดูแลสุขภาพแบบรวดเร็วโดยการไปซื้อมะรุมที่สกัดเป็นเม็ดเหมือนยาหรืออาหารเสริมนั้น ต้องดูให้ดีว่าส่วนใหญ่ออกฤทธิ์อย่างไร ทางที่ดีรับประทานสดเป็นอาหารจะปลอดภัยที่สุด” ผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรรายนี้ทิ้งท้าย

 

สรรพคุณสารต่างๆ จะอยู่ที่ใบเป็นหลัก ใบมะรุม ๑๐๐ กรัม   (คุณค่าทางโภชนาการของอาหารอินเดีย พ.ศ.๒๕๓๗)

  • พลังงาน ๒๖ แคลอรี
  • โปรตีน ๖.๗ กรัม (๒ เท่าของนม)
  • ไขมัน ๐.๑ กรัม
  • ใยอาหาร ๔.๘ กรัม
  • คาร์โบไฮเดรต ๓.๗ กรัม
  • วิตามินเอ ๖,๗๘๐ ไมโครกรัม (๓ เท่าของแครอต)
  • วิตามินซี ๒๒๐ มิลลิกรัม (๗ เท่าของส้ม)
  • แคโรทีน ๑๑๐ ไมโครกรัม
  • แคลเซียม ๔๔๐ มิลลิกรัม (เกิน ๓ เท่าของนม)
  • ฟอสฟอรัส ๑๑๐ มิลลิกรัม
  • เหล็ก ๐.๑๘ มิลลิกรัม
  • แมกนีเซียม ๒๘ มิลลิกรัม
  • โพแทสเซียม ๒๕๙ มิลลิกรัม (๓ เท่าของกล้วย)

ที่มา หมอชาวบ้าน http://www.doctor.or.th/node/1245

ทานสมุนไพรให้ได้ประโยชน์ที่สุด

ทานมะรุมแคปซูล กระชายดำแคปซูล ย่านางแคปซูล ใบหม่อนแคปซูล หรือสมุนไพรใดก็ตามคู่กับตรีผลา เป็นตำรับสมุนไพรชั้นสูง เรียกว่ามหาพิกัดตรีพลา จะทำให้คนทานได้ประโยชน์สูงสุด เพราะทำให้สมุนไพรดูดซึมได้ดีขึ้นมาก  เพราะตรีผลาจะ ล้างไขมัน ตระกรัน ที่เกาะตามลำไส้ไปพร้อมกับการล้างพิษและไขมันพอกตับ ทำให้ร่างกายดูดสารอาหารที่มีคุณค่าได้ดียิ่งขึ้น 

ดูจากรอบๆเตาแก๊ส จะมีคราบเหนียวของน้ำมันเกาะอยู่ เราต้องล้างออกบ้าง ถ้าเรากินอาหารที่มีน้ำมันผัด ทอดเป็นประจำ น้ำมันเข้าไปเจออุณหภูมิ 37 C ในตัวเราตลอดเวลาน้ำมันก็จะเหนียวเกาะตามส่วนต่างๆ ในตับ ในผนังลำไส้ นอกจากนั้นสารพิษต่างๆจากยาความดัน ยาเบาหวาน ยาแก้แพ้ แก้ไข้ ยาปฏิชีวนะต่างๆ ผงฟูจากเค๊ก ผงชูรส  ยาปฏิชีวนะ สารเร่งโต ยาฮอร์โมนตกค้างในเนื้อสัตว์ อาหารแช่แข็งที่ผ่านฟอร์มาลีน สารโซเดียมที่อยู่ในอาหาร ขนมและบะหมี่สำเร็จรูป  เช่นผงชูรส ผงฟู

นานๆ เข้าตับก็เป็นพิษ ระบบดูดซึมก็ดูดซึมอาหารดีๆ วิตามินดีๆ ยารักษาโรคไม่ได้เพราะผ่านชั้นไขมันไม่ได้ "ตรีผลา" เป็นยาไทยตามตำรายาไทย ล้างไขมันพอกตับ กำจัดเมือกมันในลำไส้ได้อีก เป็นยาอายุวัฒนะ Anti Aging สูง ส่วนประกอบเช่นมะขามป้อมที่พระทานเป็นน้ำปะนะ ตอนเย็น เพราะธาตุอาหารสูง และอีกทั้งสมอไทย สมอพิเภก ส่วนสำคัญและหายากของยาไทย 

  1. ล้าง สิ่งสกปรกที่หมักหมมตกค้างในลำไส้ ตระกรันในข้องอในลำไส้
  2. กวาด เศษปฏิกูลของเน่าเสียและเมือกมันออกจากลำไส้
  3. ดูด สารพิษและกลิ่นคาวที่ถูกล้าง   

    เมื่อทานเดือนแรก จะถ่ายง่ายกว่าปรกติ และมีสีดำคล้ำ พร้อมเมือกมันกับสารพิษที่ถูกขับออกมา บางๆ  

     เดือนที่สองพิษเริ่มเจือจางก็สามารถทานต่อไป เพราะประสิทธิภาพในการขับสารพิษ(ดีทอกซ์)และไขมันออกจากร่างกายและยังบำรุงในการทำงานของลำไส้ดีขึ้น  ทำให้ประสิทธิภาพในการดูดซึมสารอาหารที่มีประโยชน์จะกลับมาอีกครั้งคุณจึงสังเกตความสดชื่นกลับคืนมาอย่างรวดเร็ว สมองปลอดโปร่งเพราะสารพิษในตัวลดปริมาณลง 

    เดือนที่สามร่างกายกลับสู่ภาวะไร้สารพิษ ทานต่อเนื่องสารพิษหมด ความเสื่อมโทรมร่างกายลดไป สำหรับผู้เป็นไขมันพอกตับทานต่อเนื่อง จะช่วยชรอชรา ความเสื่อมร่างกาย 

    ดูรายการผู้หญิง ตรีผลาล้างพิษ เพิ่มภูมิต้านทาน http://www.youtube.com/watch?v=MNTwFOhP4BI

    ดู YOUTUBE ผลการวิจัยของคณะแพทย์ธรรมศาสตร์เรื่องตรีผลาสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งได้  
    หรือเพียงพิมพ์คำว่า Tri Pala ใน Google หรือ วิถีพีเดีย http://en.wikipedia.org/wiki/Triphala จะทราบว่าในอเมริกาทานมานานเพื่อล้างพิษ

    ขับออกมาระบบขับถ่ายปรกติ แบบปรกติ ไม่ใช่แบบท้องเสีย  

คมชัดลึก คอลัมภ์สมุนไพร 29 มีนาคม 2554

ประโยชน์ของมะรุม

  1. ใช้รักษาโรคขาดอาหารในเด็กแรกเกิดถึง 10 ขวบ และลดสถิติการเสียชีวิต พิการ และตาบอดได้เป็นอย่างดี
  2. ใช้รักษาผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน ให้อยู่ในภาวะควบคุมได้
  3. ใช้รักษาโรคความดันโลหิตสูง
  4. ช่วยเพิ่มและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย ผู้ทานผลผลิตจากมะรุมในนระหว่างตั้งครรภ์ เด็กที่เกิดมาจะไม่ติดเชื้อ HIV นอกจากนี้ถ้ารับประทานอย่างน้อยอาทิตย์ละ 3 ครั้ง ยังช่วยให้คนทั่วๆไปสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเอง
  5. ช่วยรักษาผู้ป่วยโรคเอดส์ให้อยู่ในภาวะควบคุมได้ ประเทศอาฟริกาได้รับผลสำเร็จในการมะรุมควบคุมโรคเอดส์
  6. รับประทานสม่ำเสมอ ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคมะเร็ง แต่ถ้าหากเป็นก็จะช่วยให้การรักษาพยาบาลง่ายขึ้น แต่ในบางกรณีสามารถหยุดการเจริญเติบโตของโรคร้ายได้ ถ้าใช้ควบคู่ไปกับยาแพทย์แผนปัจจุบัน
  7. ช่วยรักษาโรคไขข้ออักเสบ โรคเก๊าท์ โรคกระดูกอักเสบ โรคมะเร็งในกระดูก โรครูมาติสซั่ม
  8. รักษาโรคตาเกือบทุกชนิด เช่นโรคตามืดตามัว เพราะขาดสารอาหารที่จำเป็น โรคตาต้อเป็นต้น หากรับประทานสม่ำเสมอ จะทำให้ตามีสุขภาพที่สมบูรณ์
  9. รักษาโรคลำไส้อักเสบ โรคเกี่ยวกับท้อง ท้องเสีย ท้องผูก โรคพยาธิ์ในลำไส้
  10. มะรุมเป็นยาปฏิชีวะนะ....จึงไม่ควรรับประทานติดต่อเป็นประจำในระยะเวลานานต่อเนื่อง