รัฐบาลไทย และคนไทยไม่ฟังในหลวง

http://www.ainews1.com/article811.html

ต้องมายอมรับความจริงกันว่า รัฐบาลไทยและคนไทยส่วนใหญ่ ยังด้อยสติปัญญา พากันเฮละโลตามก้นฝรั่ง ที่พวกเขาเริ่มรู้สึกตัวเอาค่อนข้างสาย แต่รัฐบาลไทยและคนไทยส่วนใหญ่ยังหลงเดินตามก้นฝรั่งอยู่ โดยเฉพาะพวกที่ไปเล่าเรียนเมืองนอกนานๆแต่เข้าไม่ถึงกลอุบายอันแท้จริงที่ตนเองถูกล้างสมองใส่ขยะเข้าไปแทนที่ สังคมไทยและทั่วโลกกำลังถูกมอมเมาทั้งที่เห็นจากสื่อทุกรูปแบบ ที่สร้างภาพลวงตาให้คนหลงเดินตาม ตามไปไหนตามไปในทิศที่มืดเพิ่มขึ้นตลอดเวลา จนหลงไม่รู้ทิศ แล้วแต่คำโฆษณาจะจูงไปนาๆสารพัดทิศ เพื่อผลประโยชน์ของเจ้าของกิจการและสินค้าที่ผลิตออกมา เพื่อกอบโกยเงินลูกเดียว

และนอกจากนั้นพ่อแม่ชาวไทยแต่ละรุ่นยังอบรมใส่ข้อมูลให้แก่ลูกหลานของตน ให้เป็นลูกจ้างเป็นส่วนใหญ่อีกด้วย หมดอิสระภาพทางความคิดอ่าน ต้องกินเงินเดือนไปวันๆจนกว่าจะถูกปลดออก อัตราเงินเดือนก็ปรับไม่เท่าทันภาวะเศรษฐกิจที่รัดตัวมากขึ้น เปรียบเทียบง่ายๆเมื่อสมัยก่อนทองคำบาทละ 400 บาท น้ำมันลิตรละหกสลึง 2 บาท เงินเดือนพันกว่าบาทยังพอมีเหลือเก็บ หากไม่ฟุ่มเฟือย แต่ปัจจุบันทองคำบาทละ 2 หมื่นห้า เงินเดือนยังไม่ถึงหมื่น มันจะพอแก่การครองชีพที่ไหน

ส่วนในหลวงของชาวไทย ใช้ชีวิตที่ประหยัดมัธยัสถ์ใช้จ่ายเท่าที่จำเป็น และส่งเสริมเศรษฐกิจพอเพียงมาตั้งแต่ต้น ทำให้ดูแล้วเป็นตัวอย่างแต่ลูกๆหรือประชาชนส่วนใหญ่ก็ยังตามืดบอดมองไปอีกอย่างในทางฟุ่มเฟือย ตามหนังตามลครที่กรอกหูกรอกตาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ผู้ที่มีภูมิต้านทานน้อยอยู่แล้วก็หลงทาง นโยบายของในหลวงหากมองเพียงผิวเผินดูจะขัดกับสังคมโลกเกือบทั้งหมดที่ใช้นโยบายเสรีทางเศรษฐกิจ กอบโกยเปลี่ยนทรัพยากรธรรมชาติให้เป็นเงินทองอย่างรวดเร็วเกินความจำเป็นให้ผลประโยชน์สนองความโลภแก่คนเพียงไม่กี่คน ที่เป็นต้นเงินต้นทอง และควบคุมทุกสิ่งอย่างไล่ไปตั้งแต่รัฐบาล ระบบการธนาคาร สื่อต่างๆในทุกๆเรื่อง ปิดบังความจริงของธรรมชาติที่โลกกำลังเผชิญ ทั้งนี้เพื่อปกป้องเศรษฐกิจของพวกตน และไม่ต้องการให้คนทั่วไป ไปแย่งข้าวน้ำและสถานที่ปลอดภัยที่ตนเองได้ตระเตรียมเอาไว้หนีภัยธรรมชาติครั้งใหญ่

แต่ก็ยังมีสื่อเมืองนอกบางประเภทที่มองเห็นคุณงามความดีของในหลวงรัชกาลที่ 9 มหาราชที่ยิ่งใหญ่อีกพระองค์หนึ่งของประเทศสยาม และต่อๆไปชาวไทยที่เหลือรอดตายผ่านข้ามแดนไปสู่โลกยุคใหม่ได้ จะยิ่งเห็นคุณความดีของในหลวง เห็นว่าการอยู่อย่างพอเพียง และไม่มีการค้าขาย ในกลุ่มชนเล็กๆที่ต่างช่วยเหลือเกื้อกูลกัน อยู่กับธรรมชาติ ไม่ต้องฟุ้งเฟื้อ โดยธรรมชาติจะถอยหลังไปอีกเป็นศตวรรษ สิ่งที่พระองค์ได้ส่งเสริมมาตลอดชีวิตหลังจากขึ้นครองราชย์ จะปรากฏขึ้นอย่างโดดเด่นในสถานการณ์คับขันในอนาคตใกล้ๆนี้ ว่าทฤษฎีอยู่อย่างพอเพียง เตรียมให้ชุมชนพึ่งพาตนเองได้ในทุกเรื่องของพระองค์ท่าน ช่วยชีวิตมนุษย์ได้ดีอย่างไร

ทีนี้ลองมาฟังว่าสื่อต่างประเทศที่แยกแยะความถูกควรได้พูดว่าอย่างไร

สื่อนอกเชิดชูพระอัจฉริยภาพ “ในหลวง” วางโครงการแก้ปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืน

   เอเจนซี - สำนักข่าวระดับโลกเผยแพร่รายงานเชิดชูพระอัจฉริยภาพ “ในหลวง” ที่ทรงวางโครงการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืนท่ามกลางการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เรื่องที่ประชาชนไม่ได้ให้ความสำคัญมากนัก จนกระทั่งต้องเผชิญมหาอุทกภัยครั้งเลวร้าย

   บทความเรื่อง In Thailand, a battle royal with water ระบุว่า อุทกภัยครั้งเลวร้ายที่สุดของไทย คือสิ่งที่พระองค์พยายามอย่างหนักสำหรับหาทางปกป้องมาตลอด พระองค์ทรงเคยเตือนแต่ไม่มีใครใส่ใจต่อการถึงการพัฒนารวดเร็วเกินไป และทรงมีแนวคิดต่างๆ เพื่อบรรเทาความเสียหายจากการหนุนของน้ำทะเลในแต่ละปี นอกเหนือจากการรับมือกับฤดูน้ำหลาก

   วิกฤตของประเทศไทยจากน้ำท่วมใหญ่เวลานี้ ซึ่งคร่าชีวิตประชาชนมากกว่า 437 ราย และ พลเมืองนับแสนต้องกลายเป็นผู้อพยพ เป็นทั้งบทเรียนที่แสนแพงจากการละเลยคำเตือนของพระองค์ และการฝืนควบคุมพลังธรรมชาติที่มีศักยภาพเหนือกว่ากำลังของมนุษย์

   ในบทความของเอพียังอ้างนักวิเคราะห์จากต่างประเทศตั้งข้อสังเกตด้วยว่า ขณะนี้ประเทศไทยไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดที่มีความสามารถในการประสานงาน และวางแผนการจัดการน้ำให้แก่หน่วยงานที่รับผิดชอบได้ทัดเทียมพระองค์ บางสิ่งที่หลายคนวิจารณ์ว่าไทยขาดแคลนโดยสิ้นเชิง

แม้ในเวลานี้ที่เมืองหลวงของไทยกำลังดิ้นรนทุกวิถีทางเพื่อต่อสู้กับปริมาณน้ำที่ไหลหลั่งมา พระองค์ก็ยังทรงแนะนำถึงแนวทางการผันน้ำจากทางตอนเหนือลงสู่ทะเลโดยตรง ซึ่งเป็นหนทางที่ดีที่สุด แต่ไม่เหมือนกับในอดีตเพราะพระสุรเสียงของพระองค์ก็ไม่อาจดลใจให้ภาครัฐดำเนินการตามที่พระองค์มีรับสั่งได้....(ทรงทำให้รัฐบาลดูเป็นตัวอย่าง)

เอพีระบุว่า ในหลวงทรงมีผลงานด้านการจัดการน้ำโครงการแรกเมื่อปี 1963 โดยทรงสร้างเขื่อนกั้นน้ำจืดเพื่อป้องกันน้ำทะเลปนเปื้อนในแหล่งน้ำจืดที่อำเภอหัวหิน และจนถึงวันนี้ทรงมีโครงการในพระราชดำริมากกว่า 4,300 โครงการ โดยร้อยละ 40 ของโครงการเหล่านั้นเป็นโครงการบริหารจัดการน้ำ

 เดวิด เบลค ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการน้ำแห่งมหาวิทยาลัยอีสต์ แองเกลีย ประเทศอังกฤษ ซึ่งทำวิจัยเกี่ยวกับโครงการจัดการน้ำในประเทศไทย กล่าวว่า “นโยบายด้านการบริหารจัดการน้ำของประเทศไทยส่วนใหญ่มาจากพระราชดำริ โครงการในพระราชดำริ และการดำเนินการตามแนวพระราชดำริ ที่พระองค์ทรงทุ่มเทเวลากว่า 40 ปี ในการดำเนินการ”

“แม้ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจเอเชียเฟื่องฟู พระองค์ก็ทรงเฝ้าเตือนประชาชนเกี่ยวกับอุทกภัย การจราจรติดขัดและความทุกข์ยากต่างๆ” นายโดมินิก เฟาล์เดอร์ บรรณาธิการอาวุโสหนังสือเกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่กำลังจะตีพิมพ์กล่าว “แต่น่าเสียดายที่คำเตือนนั้นเป็นเรื่องที่ผู้คนจำนวนมากไม่อยากได้ยิน เปรียบได้ดั่งยาขมที่ทุกคนไม่ต้องการรับประทาน”

   เขาบอกต่อว่า “พระองค์ทรงมุ่งหวังพยายามคลี่คลายปัญหา ทว่าก็ถูกโต้เถียงจากนักการเมือง และข้อเท็จจริงก็คือสิ่งที่เรากำลังได้เห็นในตอนนี้”

   บทความของเอพีระบุว่า พระองค์ทรงตั้งชื่อโครงการป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพฯ ว่า “แก้มลิง” โดยอธิบายจากพฤติกรรมของลิงที่พระองค์ทรงเลี้ยงครั้งยังทรงพระเยาว์ ที่เก็บอาหารไว้ที่กระพุ้งแก้มให้ได้มากที่สุดก่อนที่จะกลืนลงคอในภายหลัง

 ทั้งนี้ น้ำทางเหนือที่กำลังมุ่งสู่กรุงเทพฯ จะถูกเปลี่ยนทิศไปยังแก้มลิง ก่อนจะไหลลงทะเลหรือเข้าสู่ระบบชลประทานอย่างรวดเร็ว โดยโครงการนี้ยังรวมไปถึงการสร้างแหล่งเก็บน้ำต่างๆเช่น บ่อ ลำคลอง และประตูน้ำ พร้อมๆ กับการปรับปรุงระบบการระบายน้ำในกรุงเทพฯ จนทำให้เมืองหลวงแห่งนี้ไม่เผชิญกับปัญหาน้ำท่วมนานกว่าทศวรรษ

   เบลคกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ในโครงการนี้จะมีชุมชนบางส่วนรอบกรุงเทพฯต้องเสียสละเพื่อปกป้องใจกลางเมืองหลวง และบางครั้งหน่วยราชการก็ผันน้ำเข้าท่วมพื้นที่การเกษตรแทนที่จะเป็นแหล่งเก็บน้ำ อย่างไรก็ตามเวลานี้พื้นที่ที่สามารถเป็นแก้มลิงทั้งทางตะวันตก ตะวันออกและทางเหนือของเมือง กลายสภาพเป็นเขตอุตสาหกรรม บ้านเรือนราษฎร สนามกอล์ฟและสนามบินนานาชาติไปเสียแล้ว....แล้วทำไมเขตที่ดินร่วม 6 หมื่นไร่ที่จัดสรรเอาไว้เป็นพื้นที่น้ำหลากในสมัยรัชกาลที่ 5 ถูกใครอมไป

ในช่วงต้นปี 1971 พระองค์ทรงเคยเตือนว่า การตัดไม้ทำลายป่าในผืนป่าทางเหนือของประเทศอาจจุดชนวนอุทกกภัยในอนาคต เนื่องจากจะไปลดประสิทธิภาพของดินในการดูดซับน้ำ และวันนี้ก็เป็นที่ยอมรับแล้วว่ามันมีส่วนเกี่ยวข้องกับอุทกภัยครั้งนี้ด้วย

 ขณะที่ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา กล่าวว่า พระองค์ทรงให้ความสำคัญต่อการจัดการน้ำอย่างยั่งยืน พระองค์ที่ทรงเป็นศูนย์รวมใจของคนไทยทั้งประเทศ ส่งเสริมให้เรื่องการบริหารจัดการน้ำเป็นวาระแห่งชาติ

 

ต้องยอมรับความจริงว่า ในทุกๆเรื่องที่ทรงตรัส ผู้ที่จิตใจเต็มด้วยความโลภไม่มีที่ว่างในใจของตน ที่จะรับฟังหลักการและคำแนะนำของพระองค์ และนำไปพิจารณาให้เห็นจริงได้ ในทางพระพุทธศาสนาเรียกว่าเป็นกรรมของสัตว์ที่ยังต้องการเวลาเรียนรู้สิ่งผิดๆให้แก่ชีวิตของตนอีกนานหลายชาติ นับพันๆหมื่นๆชาติทีเดียว และหลังจากตายในชาตินี้บุคคลเหล่านี้ส่วนใหญ่ก็จะไปเกิดเป็นปลาหมึกที่ถูกกักบริเวณที่สะดือทะเลไปอีกนาน เพื่อสะสมประสพการณ์ชีวิต และพลิกกลับมาเป็นคนได้ ส่วนอีกพวกที่โลภมากเห็นแก่ตัวคิดถึงตนเอง 95 % พวกนี้เซลล์จะดำจะผ่านแดนไปสู่โลกยุคใหม่ไม่ได้ เซลล์แตกตายเสียก่อน หลังจากตายแล้วจะถูกนำไปเกิดอีกโลกหนึ่งที่ทุรกันดานให้ทนทุกข์ ซึ่งบางคนจะถูกนำตัวไปโลกใหม่ทั้งๆที่ยังมีชีวิตอยู่

ก็ขอให้รอดูต่อไปอีกไม่นานแล้วโลกกำลังอยู่ในระยะ Transformation ใช้เวลาประมาณ 2 ศตวรรษปรับเปลี่ยนไปสู่ 4th Density สำหรับมนุษย์ที่เหลือรอดไม่ถึง 10 % หลังการเก็บเกี่ยวของธรรมชาติในรอบนี้ เนื่องจากมีจำนวน 4.3 % ของที่รอดใน 10% ต้องกลายเป็นคนบ้าไม่สามารถทนต่อความกดดันที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา และข่าวต่างๆที่ได้รับฟังได้

ในหนังสือพระมหาชนกได้ทรงเตือนเอาไว้หนึ่งบันทัดลอยๆว่า ให้สร้างหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงที่พึ่งพาตนเองได้ทุกเรื่องในต่างจังหวัด ที่อยู่บนที่สูงกว่าน้ำทะเล 100 เมตร ...มีใครใส่ใจหรือหาความรู้ให้ครบวงรอบบ้างไหมว่าทำไม ทรงยกเอาข้อความโดดๆเช่นนั้นมากล่าวเอาไว้ หรือว่าทรงเห็นภาพล่วงหน้าในการบอกกล่าวแนวทางรอดให้แก่พสกนิกรของพระองค์ท่านอย่างชัดเจนล่วงหน้ามานานแล้ว ถึงทุ่มเทแต่งหนังสือพระมหาชนกใช้เวลาถึง 11 ปี ทรงทำทำไมกว่าจะได้หนังสือที่ทรงรักเสร็จเป็นรูปเล่มที่สวยงามและแน่นไปด้วยเนื้อหาสาระของชีวิต.....เกิดประโยชน์ต่อผู้อ่านที่เข้าถึงอย่างไรบ้าง

น้ำมีทั้งสองด้าน ดีและไม่ดี แต่ความสมดุลพอดีอยู่ที่ไหน หากติดตามนโยบายและการจัดการน้ำของพระองค์ท่านอย่างเข้าถึง และไร้ตัวตนไม่เอาแต่เห็นแก่ประโยชน์ตน เอาประโยชน์ของส่วนรวมเป็นที่ตั้ง ที่ในรัชสมัยของล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 ได้ทรงสงวนพื้นที่ต่างๆ เพื่อใช้ร่วมกับธรรมชาติอย่างสมดุล ปัจจุบันได้ถูกความโลภครอบงำ ไม่สนกฏหมายที่ดินต่างๆนำมาใช้ประโยชน์เพื่อกอบโกยเงินทองของนายทุนจนแทบไม่มีเหลืออยู่ สำหรับให้น้ำปริมาณมหาศาลหลากไหลอีกต่อไป ก็สมควรแล้วที่จะต้องได้รับบทเรียนสั่งสอนเป็นโอกาสสุดท้าย ก่อนที่จะต้องแยกย้ายกันไปตามชะตาชีวิตของแต่ละคน

ต้องกลับมาพิจารณาดูว่าคราวนี้น้ำท่วมใหญ่น้ำส่งสัญญานอะไรแก่ผู้คนที่อยู่ในพื้นที่น้ำท่วม ซึ่งเป็น Valley แคบๆระหว่างสันเขาทั้งสองด้าน ไม่ต่างกับบ้านเก่าๆที่โย้เย้ใกล้จะพังลงมาเต็มทน

หากยังพอมีสมาธิเหลืออยู่ หลังจากนี้ต่อไปจะรีบจัดการกับชีวิตให้ไม่ต้องถูกน้ำท่วมถาวรอย่างไรนั้น ลองแวะที่ลิงค์นี้

ส่วนมุมมองของเจ้าของสื่อเป็นอย่างไรบ้าง

    เมื่อท่านได้ฟังคุณสนธิบรรยายและตอบคำถามอย่างรอบด้านแล้ว จะสะท้อนสภาพการปกครองบ้านเมืองของประเทศนี้อีกแง่มุมหนึ่งที่ทุกคนต่างที่เป็นเจ้าของประเทศร่วมกัน ต้องใช้สติปัญญาพิจารณา และตัวท่านจะเป็นคนหนึ่งที่จะช่วยกันแก้ไขปัญหาของชาติร่วมกันได้อย่างไรบ้าง ในหลายๆรูปแบบทั้งเปิดเผยและไม่เปิดเผย

แต่หากมาย้อนดูอดีตก่อนจะสร้างเมืองรัตนโกสินทร์ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้วางแผนเอาไว้ล่วงหน้าในพิธีลงเสาหลักเมือง หาฤกษ์ชัยเอาไว้ให้นครแห่งนี้มีอายุ 150 ปี นี่ก็เลยอายุของนครแห่งนี้มาหลายสิบปีแล้ว

Planet X โครจรในขาออกใกล้โลกเต็มทน และก่อนจะจากดวงอาทิตย์และโลกใบนี้จากไปอีก 3,657 ปี PX ยังมีภารกิจต่อการปรับพลังงานให้โลกใบนี้ใหม่ ไม่ใช่โลกร้อนอย่างที่อังกอร์ สร้างภาพ แต่เป็นอิทธิพลของ PX ที่มีมวลมากกว่าโลก 23 เท่าและขนาดใหญ่กว่าโลก 4 เท่าแล้วยังดาวจันทร์อีกหลายโหลในหาง 2 หางที่ควงสว่านอยู่

PX เดินทางมาขาเข้าเมื่อ 2003 ตอนนี้กำลังเดินทางกลับ กำลังจะผ่านทะลุ Ecliptic แจะพาโลกย้ายขั้วตอนขาออกพ้นไปจาก Ecliptic และประจวบด้วยโลกนี้มีคนที่เห็นแก่ตัวอยู่มาก พวกนี้ทำให้แรงโน้มถ่วงของโลกเพิ่มมากขึ้น ทีคนโบราณเรียกว่า หนักแผ่นดิน นั้นถูกต้อง เมื่อโลกหนักเพิ่มขึ้นในแง่ทางกายภาพ ส่วนแง่พลังงานพลโลกสะสมกรรมดำเอาไว้มาก ทั้งหมดนี้จะเพิ่มอิทธิพลการถูกลากจูง ส่วนแหลมของประเทศบราซิลที่อยู่ด้านแอตแลนติคย้ายขึ้นมาเป็นขั้วโลกเหนือในอนาคตอีกไม่นาน

เหตุการณ์น้ำฝนท่วมคราวนี้จึงเป็นสัญญานเตือนผู้คนที่มีสติและไม่ประมาทเตรียมตัวเคลื่อนย้ายไปสู่ที่ปลอดภัยโดยเร็ว จะทำเช่นนั้นทำไม หากท่านยังอยากมีชีวิตอยู่ต่อไปก็ทำ อิทธิพลของ PX กำลังเปลี่ยนทางเดินของแมกม่าและการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกมากมายยิ่งขึ้นทุกวัน การเกิดแผ่นดินไหวที่ประเทศอินโดนีเซียทุกๆวันในขนาดกลางที่คุณสนธิกล่าวว่ามีความวิตกกังวลนั้น กำลังทำให้แผ่นดินที่ประเทศอินโดนีเซียตั้งอยู่บน Sunda Plate จมมากขึ้นทุกวัน และได้จมลงไป 50 % แล้ว ในเกณฑ์ที่จะจมเบ็ดเสร็จ 80 ฟุตและสึนามิ 20-30 ฟุตจะตามมา

ในที่สุดแล้วพื้นที่ประเทศอินโดนีเซียและปลายแหลม Sunda Plate รวมพื้นที่ประมาณ 9 ล้านตารางกิโลเมตรจะจมลงเบ็ดเสร็จแบบเงียบๆ ไม่มีแผ่นดินไหวรุนแรงอย่างที่คุณสนธิเป็นกังวล แรงสั่นสะเทือนแบบโดมิโน จากแผ่นดินไหวรุนแรงที่ญี่ปุ่นตั้งแต่เกาะใต้ไล่ขึ้นเหนือ 9 ริกเตอร์ไล่ขึ้นไปจะส่งผลให้อินโดนีเซีย จมเต็มพิกัด 80 ฟุตก่อนโลกจะย้ายขั้ว หรือระหว่างรอยต่อจาก 7/10 กับ 8/10 นั่นเอง

ส่วนประเทศไทยมีพื้นที่ราบลุ่มเจ้าพระยา ไม่ต่างกับบ้านที่โย้เย้ใกล้จะพังลงเต็มทน เนื่องจากแผ่นดินทรุดตัวและเอียงบิดตัว ที่ราบลุ่มแคบๆถูกเทือกเขาทั้งทิศตะวันตกและตะวันออกหนีบ ทันทีที่ปลายแหลม Sunda Plate หักจมลง ประเทศไทยตั้งอยู่ข้างบนของแผ่นนี้เช่นกันจึงได้รับผลกระทบทรุดและเอียงบิดตัว กระตุ้นให้แนวเทือกเขาทั้งสอง หนีบที่ราบลุ่มเจ้าพระยาให้แตกหักตรงกลางและทรุดตัว ส่งผลให้น้ำทะเลไหลเข้าท่วมถาวรภายในระยะเวลาเพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้น

ส่วนจะเป็นเมื่อไรนั้นให้ดูโมเดลของเมือง ฟูกูชิม่า ก่อนมีแผ่นดินไหวรุนแรง 9.2 ริกเตอร์ ได้เกิดแผ่นดินไหวระดับกลางก่อนล่วงหน้าเป็นเดือนๆนับพันครั้งมาก่อน แล้วจึงปิดฉากด้วยขนาดรุนแรง เปลือกโลกมีชั้นหินประสานกันมากมาย ค่อยๆแตกหักลงไปก็จะเกิดแผ่นดินไหวตามมา ในที่สุดเหลือแข็งต่อแข็งเมื่อแรงกดดันมากถึงที่สุดก็แตกหักรุนแรง

ในราวเดือน มีนาคม 2555 หากมีคลัสเตอร์แผ่นดินไหวขนาดกลางเกิดขึ้นใกล้ๆกับเกาะทางใต้ของญี่ปุ่น ให้เฝ้าจับตาใกล้ชิด และดูสถิติเป็นกราฟิกว่าคลัสเตอร์ของแผ่นดินไหวขนาดต่างๆเกิดขึ้นหนาแน่นและถี่ๆมากเพียงใด และจะเพิ่มเป็น 6 ริกเตอร์ขึ้นไป ก็จะใกล้กับการไหวรุนแรงตามมา อาการเหล่านี้นอกจากจะบอกชาวญี่ปุ่นให้เตรียมตัวล่วงหน้าแล้ว อินโดนีเซียก็ต้องเตรียมตัวด้วยเช่นกัน ที่เกาะต่างๆที่น้ำทะเลท่วมอยู่ก่อนแล้ว จะทรุดจมลงถึง 80 ฟุตอย่างเงียบๆตามหลังแผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่น ที่ส่งผลแบบโดมิโนมาถึง แล้วกระทบชิ่งไปยังที่ราบลุ่มเจ้าพระยาอีกต่อหนึ่ง เมื่อ Sunda Plate เอียงและจม

ไอเดียข้อเสนอแนะการแก้ปัญหาของคุณสนธิอาจใช้ได้ดีในหลายๆกรณี แต่ในเรื่องการแก้ปัญหาน้ำท่วม กทม.อาจไม่มีเวลาให้แก้ปัญหาอีกต่อไป อายุของแอ่งที่ราบนี้กำลังจะกลับไปเป็นท้องทะเลเช่นแต่โบราณกาลอีกรอบหนึ่ง หลังจากได้อยู่กินกันมาประมาณ 4 ช่วงอายุคน ธรรมชาติจะจัดการกับคนที่เห็นแก่ตัว นำตัวไปอีกโลกหนึ่งเพื่อเรียนรู้ประสพการณ์ชีวิตใหม่ ส่วนจำพวกที่ประมาทจิตวิญญานยังใหม่อยู่ไม่เลือกซ้ายเลือกขวาอยู่ไปวันๆก็จะถูกส่งไปกักบริเวณเป็นปลาหมึกที่สะดือทะเล

ค่อนข้างแน่ เมื่อที่ราบลุ่มเจ้าพระยาจมลงอย่างรวดเร็ว ในเวลาเพียงชั่วโมงเดียวนั้น เพื่อนมนุษย์ที่ยังอ้อยอิ่งทำเป็นทองไม่รู้ร้อน เหมือนนักการเมืองปัจจุบัน ไม่รู้สีสา น้ำกำลังมา รู้ล่วงหน้าร่วม 2 เดือน ก็ยังมัวโอ้ระเหยลอยชาย ไม่ทุกข์ร้อนต่อสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น กลับเอาน้ำมาใช้เป็นเครื่องมือหากินทางการเมืองบนความทุกข์ร้อนของประชาชนเจ้าของประเทศเสียอีก คนพวกนี้จะต้องชดใช้ด้วยชีวิตพร้อมกับประชาชนอีกจำนวนมากที่ไม่ใส่ใจธรรมชาติ แม้จะส่งสัญญานหรือกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างไร ฉันไม่สนขอทำมาหากินลูกเดียว แล้วสุดท้ายเงินทองที่หามาได้ จะช่วยให้รอดชีวิตได้หรือไม่ เป็นสิ่งที่จะต้องคอยดูกันต่อไป ได้รับฟังแล้ว ก็ถือว่าได้ดูหนังตัวอย่างล่วงหน้า แล้วเก็บไว้เอาไว้รอดูของจริง

ส่วนผู้ที่สู้พลางเตรียมตัวไปด้วยพลางนั้น สามารถช่วยชาติด้วยการติดตั้งกระเป๋าเศรษฐี ห้แก่ตนเองไปพร้อมกันด้วย

เชิญทุกท่านร่วมช่วยกัน....ส่งต่อข่าวสารแก่เพื่อนๆ มีโอกาสชมจิ๊กซอร์ต่างๆ สำหรับนักค้นหาสาระชีวิตต่อภาพของตนเอง ทั้ง ด้านโลกียะและโลกุตระ ที่ ainews1.com จัดไว้บริการให้แก่เพื่อนๆทุกเพศวัยทุกคน ฟรี  ที่ลิงค์ /article385.html     Bookmark and Share