โอกาสของบัณฑิตใหม่

http://www.ainews1.com/article859.html

เมื่อเข้าไปดูข้อมูลของมหาวิทยาลัยต่างๆทั่วประเทศ ปรากฏว่ามีอยู่หลายร้อยแห่งทีเดียว ปีหนึ่งๆจึงมีผู้ที่จบการศึกษาเป็นแสนๆคนทีเดียว แต่ตลาดงานที่จะรองรับบัณฑิตที่จบการศึกษาเหล่านี้ มีน้อยเทียบไม่ได้กับจำนวนผู้ที่จบการศึกษาออกมา

ส่วนการจะเลือกอาชีพเป็นเจ้าของกิจการส่วนตัวก็ไม่ใช่เรื่องง่าย หลายปีก่อนรัฐบาลมีนโยบายจะช่วยให้บัณฑิตใหม่และเก่าจบการศึกษามาแล้ว 5 ปียังไม่มีงานทำ เข้ารับการอบรมพิเศษ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ ในกิจการอาชีพต่างๆ โดยมุ่งเน้นให้บัณฑิตเหล่านั้น ได้มีทุนที่รัฐบาลจะช่วยให้กู้เป็นผู้ประกอบการธุรกิจขนาดย่อม

ซึ่งข้าพเจ้าเคยไปร่วมบรรยายที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง เพื่อเปิดโอกาส ให้พวกเขาได้ทราบช่องทางในการเป็นเจ้าของธุรกิจส่วนตัว

หลังจากนั้นต่อมาโครงการนี้ก็เงียบหายไป ไม่เป็นที่นิยมของบัณฑิตทั้งหลายที่ผ่านการอบรม และส่วนใหญ่คงยังมองไม่เห็นช่องทางว่าจะไปเริ่มต้นเองได้อย่างไร และตนเองจะฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆให้อาชีพที่เลือกเจริญงอกงามนั้นไม่ใช่ของง่าย เนื่องจากไม่มีทุนความรู้เดิมมาก่อน ส่วนใหญ่จะมุ่งหางานในอาชีพลูกจ้างพนักงานบริษัทต่างๆเสียเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งตำแหน่งงานมีไม่เพียงพอ และเงินค่าตอบแทนต่ำ ไม่เพียงพอแก่การครองชีพในปัจจุบัน ที่มีอัตราเงินเฟื้อไปไกล มีความแตกต่างของอัตรารายได้และรายจ่ายที่ไม่สมดุลกัน

เช่นดูง่ายๆเมื่อสมัยที่ทองคำมีราคาบาทละ 400 บาท อัตราเงินเดือนในขณะนั้นประมาณ 900-1,500 บาท แต่ปัจจุบันราคาทองคำขึ้นไป บาทละ 25,000 บาท อัตราเงินเดือน ยังอยู่แค่ 9,000 บาทเป็นต้น ในขณะที่ค่าของเงินบาทลดค่าไปแล้ว 62 เท่าตัว ดังนั้นโอกาสหางานทำและให้มีรายได้พออยู่ได้ของบัณฑิตใหม่ทุกสาขาวิชา เป็นเรื่องที่ไม่สมดุลกับปริมาณ และรายได้ของบุคคลากรที่จบการศึกษาออกมาแต่ละปี ซึ่งรัฐบาลก็ไม่ได้แก้ปัญหาอย่างจริงจังแต่อย่างใด

เมื่อบัณฑิตใหม่ทุกสาขาวิชาที่จบการศึกษาออกมาแล้ว ยอมรับความจริงข้อนี้ หรือจะเลี่ยงไปศึกษาต่อให้สูงขึ้นก็ตาม จบออกมาก็ไม่มีตำแหน่งงานที่จะรองรับอยู่ดี หากย้อนกลับไปพิจารณาบิลเกตต์ก็ดี บัปเฟตต์ก็ดี หรือแม้แต่ประธานของกลุ่มซีพีก็ดี ผู้ประสบความสำเร็จเหล่านี้ไม่ได้ใช้เวลาของชีวิตที่มีอยู่ไม่มาก อยู่ในสถานศึกษาอย่างยาวนาน กลับใช้เวลาของตนในการประกอบอาชีพที่ตนเล็งเห็นว่ามีรายได้ จากน้อยๆไปสู่ความมั่งคั่งด้วยประสพการณ์และความรู้จากแหล่งต่างๆระหว่างการทำงานไปด้วยตลอดเวลา และยังนำความรู้และประสพการณ์ของผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆมาต่อยอดองค์ความรู้ของตนอยู่ตลอดเวลาอีกด้วย ไม่ต้องเข้าไปเรียนรู้อย่างละเอียดด้วยตนเอง เป็นการเรียนลัดทางหนึ่ง เช่นประเทศญี่ปุ่น ประเทศจีน เกาหลีใต้ ที่เมื่อก่อนแสนยากจน ข้าพเจ้าไปทานข้าวในโรงแรมที่นั่น ยังมีเสียงหวอหลบภัย เตือนประชาชนให้เข้าที่หลบภัยเป็นระยะๆ และพวกเขาค่อนข้างจะยากจน เลือกก๊อบปี้สินค้าดีๆของคนอื่น และนำมาปรับปรุงต่อยอดเสียใหม่ให้ก้าวไกลไปกว่าต้นตำรับด้วยซ้ำไป ทำให้มีสินค้าจำหน่ายออกไปทั่วโลกในราคาที่ไม่แพงเป็นต้น

ทีนี้บัณฑิตใหม่เหล่านี้จำนวนเป็นล้านๆคน ที่ต่างก็ใช้โทรศัพท์ทือถือกันทุกคน ใช้จ่ายเดือนละหลายบาทอยู่ บางคนก็ใช้เป็นพันๆบาททีเดียว ในโลกยุค Transformation อะไรๆก็เกิดขึ้นได้ เช่นค่าการตลาดมือถือในประเทศมีมูลค่าเดือนละประมาณ 8,000 ล้านบาท แต่เดิมเงินค่าใช้จ่ายจำนวนนี้ไม่เคยตกมาถึงมือผู้บริโภคแม้แต่บาทเดียว กลับไปอยู่ที่เจ้าของค่ายมือถือต่างๆที่ล้วนเป็นของต่างชาติที่มากอบโกยเงินไทยออกไปต่างประเทศทั้งสิ้น

ส่วนการจะนำเงินค่าการตลาดมือถือกองโต ให้ย้อนกลับมาสู่ผู้ใช้มือถือได้นั้น ต้องการอุปกรณ์การตลาดที่ทรงประสิทธิภาพ และสิ่งประกอบอื่นๆอีกหลายอย่างผสมกันเข้า จึงจะเป็นผลสำเร็จช่วยประเทศชาติได้อย่างดี นำเงินค่าใช้มือถือซึ่งใช้กันถึงปีละประมาณ 500,000 ล้านบาทให้กลับมาหมุนเวียนอยู่ในประเทศ ส่วนผู้ร่วมทำภารกิจชาติคราวนี้เป็นครั้งเดียวและโอกาสเดียว ที่เกิดขึ้นแล้วกับประเทศไทย ที่บัณฑิต ที่จบการศึกษาทุกสาขาวิชา จะระดมกันเข้ามาร่วมกันทำภารกิจช่วยชาติครั้งนี้ กันได้ทั่วประเทศไม่ว่าจะจบการศึกษาสาขาไหนๆ จบมาเมื่อไรก็ตาม สามารถมาก๊อบปี้รูปแบบการทำงานตามความถนัดของตนได้อย่างรวดเร็ว และเรียนรู้ประสพการณ์ของคนอื่นที่นำมาแชร์ให้ฟัง ให้แก่ผู้ที่ยังไม่รู้วิธีการได้เข้าใจ และนำไปปฏิบัติได้ทันที ส่วนที่ใช้อินเทอร์เน็ตและสื่อออนไลน์ต่างๆก็มีให้พร้อมใช้สนับสนุนการทำงาน

ส่วนที่ต้องอาศัยบอกปากต่อปากในแต่ละหมู่บ้านในแต่ละตำบลอำเภอ ก็สามารถทำได้ เนื่องจากแทบทุกคนใช้โทรศัพท์มือถือ แต่ไม่มีใครไปบอกเขาว่าปัจจุบันมีโอกาสได้ใช้โทรศัพท์ฟรี มีโอกาสได้รับรายได้คืนกลับมา จากการใช้โทรศัพท์ทุกๆเดือน มีโอกาสได้รับการชดเชย ยามเมื่อสมาชิกเสียชีวิต ดีกว่าเงินสินไหมทดแทนต่างๆที่มีอยู่ด้วยซ้ำไป และบัณฑิตทุกๆคนย่อมมีเพื่อนๆใช้โทรศัพท์มือถืออยู่มากกว่า 10 คนขึ้นไปทั้งนั้น ทำไมไม่นำมาร่วมกันโกยเงินค่าการตลาดกองโตที่รอทุกคนอยู่ในกูเกิล เพียงค้นคำว่า 'วาระแห่งชาติกับ 3.9G' ท่านก็จะเข้าไปศึกษาค้นรายละเอียดว่า เงินค่าการตลาดมือถือที่ว่ามันมีอยู่จริงหรือไม่ เมื่อพบและแน่ใจแล้วว่ามันมีอยู่จริงทุกๆเดือนอีกด้วย แล้ววิธีการที่จะใช้อุปกรณ์อย่างไร ใช้อย่างธรรมดา หรือใช้อย่างมืออาชีพ หรือใช้อย่างลูกกตัญญูต่อคุณพ่อคุณแม่ มีหลากหลายวิธี ให้เราเลือกเอา

เมื่อศึกษาหาความรู้ด้วยตนเองจากเว็บเพจต่างๆที่พร้อมให้เราศึกษาได้อย่างละเอียดทุกซอกมุม ทำให้เราพร้อมออกมาทำภารกิจช่วยชาติคราวนี้ได้ทันที เงินลงทุนก็น้อย และเป็นการลงทุนระยะสั้นก็จะได้เงินลงทุนนั้นคืนกลับมา แล้วรับรายได้สะสมมากขึ้นไปทุกๆสัปดาห์ทุกๆเดือน อย่างเทียบกันไม่ได้กับนโยบายรัฐบาลเดือนละ หมื่นห้า หรือคำแนะนำให้รัฐบาลเพิ่มเงินเดือนข้าราชการเป็น 22,000 บาทโดยประธานซีพีก็ตาม นั่นไม่ใช่เป้าหมายรายได้ของผู้ที่จะเข้ามาทำภารกิจช่วยชาติคราวนี้กับ 3.9G TOT กับค่าย SSN ซึ่งมีท่านพลเอก พิเชษฐ์วิสัยจร อดีตรอง ผบทบ.เป็นประธาน

ได้ชี้ช่องเข้าโพรงมหาสมบัติ ของค่าการตลาดมือถือให้แล้ว ที่เหลือเป็นหน้าที่ของบัณฑิตทั้งหลายทั่วประเทศ รวมทั้งน้องๆที่กำลังศึกษาอยู่ก็สามารถแบ่งเวลาเรียนมาช่วยชาติ ชวยตนเองและครอบครัวได้เช่นเดียวกัน  แล้วประเทศไทยจะมีเม็ดเงินหมุนอยู่ภายในประเทศเพิ่มขึ้นอีกไม่น้อยกว่า 20% ของเงินงบประมาณประเทศแต่ละปีทีเดียว

ปัจจุบันมีข่าวดี สำหรับผู้ที่ต้องการเข้ามาช่วยชาติ สามารถเลือกติดตั้ง กระเป๋าเศรษฐี ใบใหม่ให้แก่ตนเองได้แล้ว 

เชิญทุกท่านร่วมด้วยช่วย....ส่งต่อข่าวสารแก่เพื่อนๆ มีโอกาสชมจิ๊กซอร์ต่างๆ สำหรับนักค้นหาสาระชีวิตต่อภาพส่วนตัว ทั้ง ด้านโลกียะและโลกุตระ ที่ ainews1.com จัดไว้บริการให้แก่เพื่อนทุกเพศวัยทุกคน ฟรี  ที่ลิงค์ /article385.html   Bookmark and Share