สนธิชำแหละทุนมะกัน

http://www.ainews1.com/article872.html

ASTVผู้จัดการรายวัน -"สนธิ ลิ้มทองกุล" เปิดแผนทุนอเมริกันหวังยึดครองประเทศไทย สูบความมั่งคั่งจากเอเชียแปซิฟิก หลังตะวันออกกลาง-ยุโรปหมดความน่าสนใจ แต่มีในหลวงที่ทรงสอนเศรษฐกิจพอเพียง เป็นอุปสรรค จึงเดินแผนใต้ดินหนุนขบวนการล้มเจ้า

หลังจากนายสนธิ ลิ้มทองกุล เจ้าของสื่อในเครือเอเอสทีวีผู้จัดการ ออกมากล่าวเกี่ยวกับบทบาทของสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (CFR), องค์กรบริจาคเงินเพื่อประชาธิปไตย (NED), องค์กรเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐฯ (USAID), ฮิวแมนไรต์ วอตช์ (HRW) องค์การนิรโทษกรรมสากล และหน่วยงานอื่นๆ ของสหรัฐฯ ที่เป็นตัวการบ่อนทำลายความมั่นคงของรัฐต่างๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งแผนล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ในประเทศไทย ปรากฏว่าต่างชาติให้ความสนใจตีแผ่การเปิดโปงขบวนการล้มเจ้าอย่างแพร่หลาย รวมถึงเว็บไซต์ประชาไท เครื่องมือในการล้มล้างสถาบันในไทย ซึ่งถูกระบุว่าได้รับเงินสนับสนุนจาก NED ก็ออกมาร้องแรก แหกกระเจิง

ทั้งนี้ นายสนธิได้เปิดใจชี้แจงทุกคำถามอย่างตรงไปตรงมา หลังจากนั้น คำกล่าวโดยละเอียดถูกนำไปเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ Manager.co.th พร้อมภาพกราฟิกแสดงสายสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มทุนต่างชาติและพวกยุยงปลุกปั่นในไทยที่ทำงานร่วมกับพวกเขา บทวิเคราะห์ของนายสนธิ นอกจากจะครอบคลุมที่มาของวิกฤตการเมืองไทยตลอด 6 ปีที่ผ่านมาแล้ว ยังพุ่งประเด็นไปที่อดีตผู้นำซึ่งเป็นตัวแทนของลอนดอนและวอลล์สตรีทอย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ด้วย

พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของไทยตั้งแต่ปี 2001 จนกระทั่งถูกรัฐประหารเมื่อปี 2006 เคยเป็นอดีตที่ปรึกษาให้กับบริษัทบริหารสินทรัพย์ Carlyle Group ของอเมริกา และส่งรายงานถึง CFR ในนครนิวยอร์กก่อนจะถูกปฏิวัติเพียง 1 วัน ขณะที่ดำรงตำแหน่งนายกฯ ทักษิณ พยายามผลักดันสนธิสัญญาเขตการค้าเสรีไทย-สหรัฐฯ แม้จะไม่ได้รับความเห็นชอบจากสภาก็ตาม และเมื่อเดือนเมษายนปี 2011แกนนำกลุ่มเสื้อแดงก็ได้เดินทางไปยังสภาธุรกิจสหรัฐฯ-อาเซียน (USABC) ซึ่งมีส่วนสนับสนุนสนธิสัญญาเขตการค้าเสรีเมื่อปี 2004 ด้วย

สภาธุรกิจสหรัฐฯ-อาเซียน ประกอบด้วย บริษัทใหญ่ๆ เช่น 3M, Bechtel, Boeing, Cargill, Citigroup, General Electric, IBM, Monsanto และล่าสุดยังรวมถึง Goldman Sachs และ JR Morgan, Lockheed Martin, Raytheon, Chevron, Exxon, BP, Glaxo Smith Kline, Merck, Northrop Grumman, Syngenta และ Philip Morris ซึ่งถ้าจะว่ากันแล้ว กลุ่มบริษัทเหล่านี้ดูจะมีความเชื่อมโยงกับคำว่า สังหารหมู่, ทุจริตคอร์รัปชัน, สงคราม และความทุกข์ทรมานของมนุษย์ มากกว่านโยบาย “ประชาธิปไตย” และ “สังคมเปิด” ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ สัญญาว่าจะสร้างให้เกิดมีขึ้นในประเทศไทย

หลังการปฏิวัติปี 2006 เป็นต้นมา นักการเงินจากบริษัทล็อบบี้ยิสต์อเมริกันจำนวนมากอาสาเป็นปากเสียงให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ เช่น เคนเนธ เอเดลแมน จากบริษัทโฆษณา Edelman, เจมส์ เบก จาก Baker Botts (CFR), โรเบิร์ต แบล็กวิลล์ จาก Barbour Griffith & Rogers (CFR), Kobre&Kim และล่าสุด โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม จาก Amsterdam & Peroff (Chatham House) นอกจากนี้ กลุ่มคนเสื้อแดงยังได้รับแรงเชียร์จากเอ็นจีโอที่สหรัฐฯ หนุนหลังอยู่ เช่น ประชาไท เป็นต้น

ไม่นานมานี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังผลักดันให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวแท้ๆ เป็นตัวแทนลงสมัครรับเลือกตั้งในเดือนกรกฎาคมปีที่ผ่านมาในนามพรรคเพื่อไทย โดยได้แรงสนับสนุนจากสื่อตะวันตกอย่างล้นหลาม รวมไปถึงคำขู่จาก CFR ที่ต้องการให้พรรคของทักษิณได้ขึ้นสู่อำนาจอย่างราบรื่น อย่างไรก็ตาม พรรคเพื่อไทยคว้าชัยชนะมาได้ด้วยคะแนนเสียงเพียงร้อยละ 35 จากจำนวนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั้งหมด และแม้จะได้อำนาจมาครองก็จริง ทว่าฐานเสียงและความชอบธรรมที่ไม่ได้มากมายอย่างที่คิดก็เริ่มปรากฏชัดเจน อีกทั้งพรรคเพื่อไทยก็ยังต้องเผชิญแรงเสียดทานจากกลุ่มผู้มีอำนาจและกองทัพด้วย

 ข้อมูลเชิงลึกซึ่งแต่เดิมจะถูกจำกัดอยู่ในแวดวงสื่อทางเลือก ถูกเผยแพร่ไปตามสื่อกระแสหลักของไทยผ่านบทวิเคราะห์ของนายสนธิ เมื่อวันศุกร์ (27) ที่ผ่านมา ซึ่งจากการสำรวจของ Alexa พบว่า เว็บไซต์ Manager.co.th เป็นเว็บที่มีผู้เข้าชมมากเป็นอันดับ 14 ของประเทศ และมีฐานผู้อ่านพอๆ กับเว็บข่าว RT ของรัสเซีย

นายสนธิ ยังกล่าวถึงแนวคิด “ศตวรรษแห่งแปซิฟิก” ของสหรัฐฯ ซึ่งไม่ใช่เพียงการยกระดับอาเซียนให้เป็นคู่แข่งในภูมิภาคกับจีนเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการหลอมรวมเอเชียทั้งหมดให้เข้าอยู่ในระเบียบสากลที่นายสนธิ เรียกว่า “ฉันทมติวอชิงตัน” (Washington Concensus)

หลังคำกล่าวของสนธิถูกเผยแพร่ออกไป เว็บไซต์ประชาไท ซึ่งรับทุนสนับสนุนจากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ก็ออกมาตอบโต้ทันที โดยระบุว่า เงินจำนวนหลายล้านบาทต่อปี ที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ มอบผ่าน NED นั้น “ไม่มีอิทธิพลใดๆ ต่อข่าวที่นำเสนอ” ทั้งที่บทบาทของ NED ในการบ่อนทำลายและโค่นล้มรัฐบาลอาหรับตลอดปี 2011 ที่ผ่านมานั้นเป็นที่ทราบกันดี ยังไม่รวมถ้อยแถลงยอมรับที่เผยแพร่ลงหนังสือพิมพ์ นิวยอร์ก ไทม์ส ในหัวข้อ “องค์กรสหรัฐฯสนับสนุนการปฏิวัติในโลกอาหรับ” ซึ่งมีใจความว่า

 “กลุ่มและบุคคลต่างๆ ที่มีส่วนร่วมในการปฏิวัติและปฏิรูปทั่วภูมิภาคอาหรับ เช่น ขบวนการเยาวชน 6 เมษายนในอียิปต์, สถาบันสิทธิมนุษยชนในบาห์เรน รวมถึงนักเคลื่อนไหวรากหญ้าอย่าง เอ็นซาร์ กอดี ผู้นำเยาวชนในเยเมน ล้วนได้รับการฝึกฝนและสนับสนุนเงินทุนจากองค์กรของสหรัฐฯ เช่น สถาบันรีพับลิกันนานาชาติ, สถาบันประชาธิปไตยแห่งชาติ และ ฟรีดอม เฮาส์ ซึ่งเป็นองค์กรเพื่อสิทธิมนุษยชนไม่แสวงหาผลกำไรในวอชิงตัน”

 “สถาบันรีพับลิกันและประชาธิปไตยมีสายสัมพันธ์ห่างๆ กับพรรครีพับลิกัน และเดโมแครต องค์กรทั้งสองก่อตั้งและได้รับเงินสนับสนุนจากองค์กรบริจาคเงินเพื่อประชาธิปไตย (NED) ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 1983 เพื่อสนับสนุนประชาธิปไตยในประเทศกำลังพัฒนา NED ได้รับงบประมาณราว 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯต่อปีจากสภาคองเกรส ในขณะที่ ฟรีดอม เฮาส์ ได้รับทุนสนับสนุนส่วนใหญ่จากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ”

 ความหน้าไหว้หลังหลอกของ NED ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด เพราะเมื่อปี 1993 โนม ชอมสกี นักภาษาศาสตร์และนักเคลื่อนไหวชื่อก้องของสหรัฐฯ ก็เคยวิจารณ์การรณรงค์ประชาธิปไตยของ NED ในนิคารากัว ว่า “นี่คือสิ่งที่คาดเดาได้จากการรณรงค์ประชาธิปไตยแบบ 2 ขั้ว มันคือความพยายามยัดเยียดสิ่งที่คุณเรียกว่าประชาธิปไตย ซึ่งที่จริงแล้วเป็นเพียงการปกครองโดยกลุ่มคนร่ำรวยและมีอำนาจ โดยปราศจากม็อบมาคอยรบกวน และยังอยู่ในกรอบของการเลือกตั้งเท่านั้น”

 ในการเสวนาเรื่อง “Activating Human Rights & Peace” ณ มหาวิทยาลัยเซาเทิร์น ครอสส์ ของออสเตรเลีย ยังกล่าวถึงบทบาทของ NED ว่า “ทำหน้าที่หลายอย่างที่แต่เดิมเป็นภารกิจของ ซีไอเอ”

 และเมื่อพิจารณาบอร์ดบริหารของ NED ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นพวกที่มีแนวความคิดฟาสซิสม์, อนุรักษ์นิยมใหม่ และนิยมการปกครองโดยชนชั้นสูงซึ่งกระหายสงครามแล้ว ก็ยิ่งน่าประหลาดใจว่า เหตุใดกลุ่มที่อ้างตัวเป็นนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิพลเมือง “อิสระ” อย่างประชาไทจึงยอมรับเงินจากคนเหล่านี้ แม้ว่าการรับเงินจะ “ไม่มีอิทธิพลใดๆต่อข่าวที่นำเสนอ” ก็ตาม

แน่นอนว่ายังมีคำถามอีกมากมายที่ประชาไทและเอ็นจีโอซึ่งมีอุดมการณ์เดียวกันกับพวกเขาจะต้องตอบให้ได้

นายสนธิไม่เพียงเปิดโปงเบื้องหลังของประชาไท แต่ยังเผยธาตุแท้ของแผนโกลบอลลิสต์ที่ต้องการรุกรานประเทศไทย โดยมีประชาไทเป็นส่วนหนึ่งในนั้น ขณะนี้จึงถือเป็นช่วงอันตรายสำหรับไทยและทั่วโลก เพราะเมื่อหลายประเทศเริ่มรับรู้แผนการของพวกเขาแล้ว นายทุนเหล่านี้จึงเหลือทางเดินเพียงแค่ 2 ทาง คือ “โจมตี” หรือไม่ก็ “หนี” แต่เมื่อดูจากระดับอาชญากรรมที่คนกลุ่มนี้ก่อขึ้น การหนีคงเป็นไปไม่ได้อีกต่อไป เมื่อโลกทั้งใบกลายเป็น “จุดเกิดเหตุ” เสียแล้วก็ย่อมไม่มีที่หลบซ่อนอีก พวกเขาจะต้องโจมตีอย่างแน่นอน และคำถามสำคัญก็คือ เราพร้อมที่จะรับมือแล้วหรือยัง?

สำหรับตัวนายสนธิ เคยตกเป็นเหยื่อของการลอบสังหารมาแล้ว โดยเมื่อเดือนเมษายนปี 2009 รถยนต์ของเขาถูกมือปืนนิรนามสาดกระสุนใส่ร้อยกว่านัดในเวลากลางวันแสกๆ กระสุนลูกหนึ่งถากศีรษะของเขาไป แต่สุดท้ายเขาก็รอดชีวิตมาได้

แน่นอนว่า คงมีคนจำนวนไม่น้อยที่รู้สึกไม่พอใจกับคำพูดของ สนธิ ซึ่งออกมาเปิดโปงแผนการของกลุ่มคน 0.1 เปอร์เซ็นต์ในวอลล์สตรีทที่กำลังรุกคืบมายังประเทศไทย โดยอาศัยหน้ากาก “สิทธิมนุษยชน”, “ประชาธิปไตย” และ “เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น” มาอำพรางจุดประสงค์ที่แท้จริง

 อันที่จริงแล้ว การพรางตัวนั้นจะด้อยประสิทธิภาพลงหากคนเรารู้จักสังเกต บรรดานักล่าหรือปรสิตทั้งหลายที่ใช้การพรางตัวเพื่อล่าเหยื่อจะอ่อนศักยภาพลงในสภาพแวดล้อมที่คนมีความรู้และรู้จักเฝ้าระวัง.

ที่มา:นสพ.ผจก.